ฝันซ้อนฝัน
Posted by zcongklod on Nov 19, 2009

.
เรื่องนี้เหมือนฝันซ้อนฝัน
ความฝันของคนเล็กในเมืองใหญ่ยังคงเป็นประเด็นคลาสสิกตลอดกาลที่เล่าขานกันได้ทุกยุคทุกสมัย
ผู้คนหลากหลายต่างเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อแสวงหาสิ่งที่ต่างกัน
ส่วนใหญ่เรามักจะเข้าใจว่า
คนเล็กเหล่านี้หนีความแร้นแค้นในเมืองแล้งเข้ามาหาโอกาสทำงานเพื่อเก็บเงินเก็บทอง
บ้างก็เก็บตอนเช้าไว้กินตอนค่ำ บ้างก็เก็บสะสมได้เป็นกอบเป็นกำ
ส่วนจะหอบกลับไปทำอะไร นั่นก็เป็นเรื่องของเขา
บางคนไม่ได้เข้าเมืองมาเพื่อหาเงิน พวกเขาเข้ามาตามหาความฝัน
ถึงไม่ได้ตั้งใจเข้ามาหาเงิน แต่พวกเขาก็ต้องใช้เงิน
เยอะด้วย
ในตำนานการต่อสู้เพื่อความฝันสัญชาติไทย
เรื่องราวมักเทไปขมวดปมเข้มข้นตรงการใช้ไอเดียพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
เรื่องการทุ่มเทพลังกายพลังใจฝ่าฟันปัญหานั้นเป็นประเด็นใหญ่แต่อาจจะไม่ที่สุด
เพราะนักล่าฝันไม่ว่าจะวงการไหนๆ มักจะเริ่มต้นก้าวสู่เส้นทางของความฝัน
ด้วยแต้มต่อที่ตัวเองมี มากบ้าง น้อยบ้าง
แต่เรื่องราวของนักล่าฝันชาวญี่ปุ่นนั้นต่างไป เพราะเรื่องมักจะเริ่มต้นจากภาวะติดลบ
ก่อนจะฝึกฝนพัฒนาทักษะและปัญญา พวกเขาต้องต่อสู้กับปัญหาปากท้องก่อน
ขณะที่นักเรียนด้านการออกแบบของเราเริ่มต้นด้วยการคิดว่า
พรุ่งนี้จะซื้อหาเครื่องมือรุ่นไหน ไปเฉิดฉายหาแรงบันดาลใจที่ไหน
นักเรียนด้านการออกแบบของญี่ปุ่น เริ่มต้นด้วยการคิดว่า พรุ่งนี้จะกินอะไร
มีหนุ่มสาวจำนวนมากจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามาที่โตเกียวพร้อมกับความฝันและเป้าหมาย
ยังไม่ต้องคิดว่า ทำยังไงถึงจะไปถึงฝันนั้นได้
สิ่งแรกที่พวกเขาต้องคิดก็คือ จะทำงานพาร์ตไทม์อะไรถึงจะมีเงินพอสำหรับจ่ายค่าเช่าบ้าน
และค่าครองชีพมหาโหดในกรุงโตเกียว
พอจ่ายใบเสร็จค่าครองชีพพื้นฐานครบทุกใบแล้ว
นักเรียนสายออกแบบทั้งหลายก็ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับจ่ายค่าอุปกรณ์ในการทำงาน
แล้วพวกเขาก็คงเป็นนักออกแบบที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่อ่านหนังสือ ดูหนัง ชมละครเวที และทัศนางานศิลปะ
ยิ่งอยากได้แรงบันดาลใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องจ่ายมากเท่านั้น
ฝันก้อนใหญ่ต้องใช้พลังงานเยอะ
ฝันไกลก็ต้องใช้พลังงานในการบริหารสมองเยอะ
หากอยากบริหารสมองเยอะ ก็ต้องออกแรงทำงานพาร์ตไทม์เพิ่ม จะได้มีเสบียงอย่างเพียงพอ
Yamamoto Shigeru ชายวัย 31 ปี สนใจปัญหานี้มาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย
เขาไม่ได้มองมันในแง่ของปัญหาสวัสดิการสังคมแสนซับซ้อน
เขามองมันง่ายๆ เพียงแค่
วัย 18-30 ปีเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญมาก
เพราะมันคือช่วงที่เราจะพัฒนาความสามารถของตัวเองไปสู่สิ่งที่เราอยากเป็น
จะทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับชีวิตในช่วงนี้
คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในโตเกียวเป็นคนมีความฝัน
มีความสามารถ มีความคิด และมีพลัง
หากพวกเขาต้องหมดพลังส่วนใหญ่ไปกับเรื่องปากท้อง ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย
ยามาโมโตะเลยคิดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ชื่อ KOTOBA NO ATORIE ขึ้นมา
โดยมีเป้าหมายปลายทางแบบญี่ปุ่นจ๋าว่า
ต้องการสร้างสังคมที่เยาวชนสามารถมีความหวังในอนาคตของพวกเขาได้
องค์กรของเขามีโครงการที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น Japan Institute for dropout prevention
ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนักศึกษาต้องหลุดจากวงโคจรการศึกษาไปเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์
โครงการ Academy novel Jinbocho เป็นโครงการพัฒนาวิชาชีพแบบสุดเก๋
แทนที่จะไปสอนเสริมสวย
เขาเลือกที่สอนทักษะการเขียนงานวรรณกรรมและการ์ตูนให้ผู้ที่สนใจในด้านนี้แบบฟรีๆ
อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญคือ การ์ตูน
เรื่องราวในการ์ตูนคือความฝันของใครหลายคน
การใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนก็เลยเป็นเหมือนความฝัน 2 ชั้น
เป็นฝันที่ซ้อนอยู่บนฝันอีกที
โครงการที่โดดเด่นที่สุดของยามาโมโตะคือ Tokiwa Inn Project
หรือบ้านเช่าราคาถูกสำหรับนักเขียนการ์ตูน
ไม่ว่าศิลปินแขนงไหนๆ ในช่วงเวลาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จล้วนยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น
นักเขียนการ์ตูนก็อยู่ในข่ายนั้น
เมื่อมีที่พักราคาถูกมาก พร้อมสาธารณูปโภคที่จำเป็นครบครัน
และแวดล้อมไปด้วยคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเหมือนกัน
ที่นี่ย่อมเป็นสวรรค์ของการ์ตูนนิสต์แดนอาทิตย์อุทัย
โครงการนี้เอาบ้านเก่ามาตกแต่งและจัดสรรปันส่วนใหม่
แล้วก็ตั้งราคาเช่าในระดับที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งสามารถเอื้อมถึง
จากนั้นก็คัดสรรนักเขียนการ์ตูนที่มีความมุ่งมั่น มีทักษะการสื่อสารที่ดี
และทำงานเป็นทีมได้ (ซึ่งน่าจะแปลว่า อยู่ร่วมกับคนอื่นได้)
เมื่อได้นักเขียนการ์ตูนในวัย 18-30 ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ตั้งไว้ ก็เซ็นสัญญากันแบบปีต่อปี
ในเงื่อนไขว่า รวมแล้วอยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี
3 ปีน่าจะนานพอสำหรับการขยับฐานะจากนักเขียนการ์ตูนโนเนมไปสู่นักเขียนการ์ตูนที่พอจะมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
ไม่ใช่แค่ ใช้เช่าบ้านเท่านั้น
โครงการนี้ยังช่วยติดต่อสำนักพิมพ์และหาทางสร้างโอกาสในรูปแบบต่างๆ ให้ด้วย
ตอนนี้มีบ้านเช่าราคาถูกสำหรับนักเขียนการ์ตูนทั้งหมด 12 หลัง
รับรองนักเขียนการ์ตูนอยู่ทั้งหมด 64 คน และยังมีคนที่ลงชื่อต่อคิวรอยาวเป็นหางว่าว
สิ่งที่เขาทำ ส่งให้ยามาโมโตะกลายเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ทั้งในแง่ความดัง (มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กประวัติตัวเองด้วย)
และในแง่การยอมรับ เขาได้รับรางวัลด้านผู้ประกอบการทางสังคมไม่น้อยเลยทีเดียว
โครงการของเขามีคุณค่าเพราะ เขาไม่ได้ทำบ้านเช่าเอื้ออาทร
แต่เขามองว่า เยาวชนเหล่านี้คืออนาคตของญี่ปุ่น
เขาอยากช่วยให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ต่อสู้กับปัญหาอันจะนำไปสู่การเติบโต
สุดท้าย เขาอยากทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า
สังคมนี้เป็นสังคมที่คนหนุ่มสาวสามารถมีความหวังในอนาคตของพวกเขาได้
ผมเห็นด้วย สังคมที่หนุ่มสาวไม่มีหวังในความฝัน มันคงเป็นสังคมที่สิ้นหวังมาก
ผมชอบโครงการสนับสนุนความฝันในการสร้างฝันผ่านการ์ตูน
ถ้าลบซ้อนลบเป็นบวก
ฝันซ้อนฝันก็น่าจะเป็นจริง
ถ้าลบซ้อนลบเป็นบวก
ฝันซ้อนฝันก็น่าจะเป็นจริง
ชอบ~,~
แบบนี้เราก็มีข้ออ้างในการอ่านการ์ตูนแล้วสินะ
^^
พวกองค์กรไม่แสวงหากำไร เขาอยู่ได้อย่างไร โดยไม่ใช้เงินเป็นตัวขับเคลื่อน?
คนจริง คิดจริง ทำจริง เยี่ยมม
โห อย่างโดน
เยี่ยมไปเลยค่ะ
เมืองไทยจะมีแบบนี้บ้างมั้ยน้อ
แจ่มครับ
เป็นฝันที่จะเป็นขั้นบันไดให้กับคนช่างฝันทั้งหลายอีกที
ขอซูฮกจริงๆ
ฝัน สอน ฝัน
ูู^^
ไม่รู้ว่าในลิสต์ที่รอเข้าคิวใน TOKIWA INK นี่มีชื่อชาวต่างชาติร่วมอยู่ด้้วยไหมครับ
อ่านแล้วอายตัวเอง
เจ๋งดีอ่ะ เพราะบางครั้งแม้ว่าเราจะมีความสามารถขนาดไหน ถ้าขาดโอกาส มันก้อคงยากที่จะกลายเป็นความสำเร็จ อยากให้คนไทยมีแรงบันดาลใจแบบนี้ด้วยจัง สู้สู้ ทุกคน ^.^
ช่วยกันฝัน ^^
ahhhhhhh… 2 thumbs up
ชอบจังค่ะตอนท้าย
กล้าฝันแล้วต้องกล้าทำด้วย สู้ๆ :D
คนมีฝันมารวมตัวกัน…
ยิ่งทำให้ฝันเป็นจริงเร็วขึ้น…
อ่านจบแล้วอยากร้องท่อนนี้ทันที
‘ใครอยากมีฝันล้อมวงตรงเข้ามา’
อยากเป็นทั้ง คนวัย ๑๘-๓๐ ที่ได้รับความเอื้อเฟิ้อ
อยากเป็นทั้ง ผู้สนับสนุนแบบ คุณ Yamamoto Shigeru
“ถ้าลบซ้อนลบเป็นบวก
ฝันซ้อนฝันก็น่าจะเป็นจริง”
ชอบอันนี้เหมือนกันค่ะ ^^
ปล.ดีใจที่ได้เจอตัวจริงพี่ก้อง อีกครั้งที่ A Book Fair มช.ค่ะ ^^
ชอบคำในภาพที่เขียนว่า
“หากไม่มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำก็จงทำประโยชน์เพื่อสังคม”
ชุมชนคนช่างฝัน น่าอยู่ดีนะครับ เมืองไทยน่าจะมีบ้าง ทำให้เป็นแหล่งเสพความฝันและจินตนาการคงจะดีไม่น้อย ^^