«
»


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 8: ความคิด

Posted by zcongklod on Apr 30, 2009

คิดยังไงที่ราคาข้าวขึ้นไม่ได้เพราะผู้บริโภคจะเดือดร้อน
สะเทือนใจ (หัวเราะ) ข้าวมันจะแพงขึ้นก็ต่อเมื่อชาวนาขายข้าวหมดแล้ว สังเกตไหม ชาวนาขายข้าวไปอยู่ในโรงสีแล้ว ราคามันขึ้นทันทีเลย ปีที่ผ่านๆ มาราคาแพงมาก จนถึงกิโลละ 15 บาท แต่ชาวบ้านขายได้ 8 บาทเท่านั้นเอง มันเป็นการปั่นราคาเพื่อผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ไม่ได้ช่วยอะไรชาวบ้าน ของอย่างอื่นขึ้นราคาได้ แล้วก็ไม่เคยลง อย่างเช่น ยารักษาโรค ซึ่งมันจำเป็นมากนะ ข้าวก็จำเป็น แต่ทำไมข้าวขึ้นไม่ได้ อาหารหรืออะไรก็ตามที่เกษตรกรผลิต ขึ้นราคาไม่ได้สักอย่าง มันเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนจนเป็นคนจนต่อไป เพื่อที่คนระดับบนจะได้เอาเปรียบมากขึ้น เป็นคนจนปุ๊บก็จะมีหนี้สินมากขึ้น ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนมากขึ้น ก็ไม่มีเวลาคิดถึงตัวเองว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คิดแต่ว่าวันนี้จะไปหาเงินที่ไหนถึงจะพอกิน พอคนจนไม่คิดก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาพูด

มองประเทศพัฒนาแล้วยังไงบ้างครับ
ประเทศไหนที่เจริญแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา มันทำให้ชีวิตยากขึ้น ทำให้คนไม่มีความสุข มีเสรีภาพอย่างเดียวคือเสรีภาพในการแข่งกันหาเงิน แต่จะเลือกที่จะมีความสุขไม่ได้ แค่จะทำส้วม เราต้องไปขออนุญาตกี่ที่ต่อกี่ที่ เขาบังคับให้เราซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทนี้ ไม่งั้นก็ไม่ผ่าน ที่สหรัฐฯ จะทำโรงเก็บเครื่องมือยังต้องขออนุญาตเลย จะปลูกผักปลูกอะไรมันยากหมด ทำไมต้องทำให้ยากขนาดนั้น บ้านเราไม่เคยมีอะไรยากเลย ผมไม่เคยชื่นชมประเทศที่พัฒนาแล้วเลย

ทำไมถึงเชื่อมั่นในวิถีตะวันออก
ไม่ใช่วิถีตะวันออก แต่เป็นวิถีเก่าแก่ทั่วโลก มันเป็นวิถีที่ยั่งยืนที่สุดที่คนอยู่ได้มาหลายพันปี แต่พอเรามาเปลี่ยนเป็นวิถีตะวันตก หรือวิถีบริโภคนิยม แค่ไม่ถึง 50 ปี เราแทบไม่เหลืออะไรเลย พอเปลี่ยนมาอย่างนี้ มนุษย์ที่เคยทำงานแค่ปีละ 2 เดือน ตอนนี้ต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงตลอดทั้งปีทั้งชาติ มันก็เลยเป็นคำถามกับตัวเองว่า เราพัฒนาไปเพื่ออะไร เพื่อให้เราทำงานมากขึ้น เพื่อให้ชีวิตยากขึ้น เพื่อให้เป็นทุกข์มากขึ้น สมัยก่อนหรือวิถีตะวันออก เขาพัฒนาไปเพื่อความสุข เพื่อความง่าย ทุกอย่างคิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันง่าย ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่คิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันยาก

อยากมีรถสักคันหนึ่งเพื่อที่จะไปให้เร็วที่สุด ก็เพื่อรีบไปทำงานใช่ไหม จะได้ทำงานได้มากกว่าคนอื่น วิถีแบบนี้มันไม่ใช่ทางที่ผมอยากจะเป็น ความง่ายคือการเดิน หรือการขี่จักรยาน อาจจะเร็วกว่าขี่รถ เพราะกว่าจะได้รถมา เราทำงานกี่ปีเพื่อที่จะซื้อรถ แต่ผมเดินไปตลาดในหมู่บ้าน ขี่รถอาจจะใช้เวลาเร็วกว่าเดินนิดนึง แต่กว่าจะได้รถมาเราต้องทำงานมากขึ้นเท่าไหร่ เราไม่ได้คิดคำนวณเวลาที่เราเสียไปกับการหาเงินซื้อรถเลย ถ้าเราคิดตรงนั้นจะพบว่าเทคโนโลยีทำให้เราช้าลง วิถีที่เราพัฒนาทำให้เราช้าลง ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น

ผมก็เลยเชื่อในวิถีเก่า วิถีเก่ามันดีอยู่แล้ว ขาดอย่างเดียวเรื่องสุขอนามัย ถ้าเราต่อยอดจากของเก่า เพื่อให้มันดีขึ้น จะทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น แต่ตอนนี้เราทิ้งของเก่าแล้วก็กระโดดไปสู่บริโภคนิยมหรือระบบอุตสาหกรรมโดยที่เราไม่มีฐาน ไม่มีอะไรเลย เราก็เข้าไปเป็นทาสในระบบทันที แล้วก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยจากมัน มองดูสิ ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายในปัจจุบัน ใครได้ประโยชน์จากความเจริญนี้ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือคนที่ทุกข์ที่สุด ไม่มีเวลาว่างเลย

ทุกวันนี้ความสุขของพี่โจคืออะไรครับ
ทุกวันนี้ผมไม่ได้คิดถึงความสุขนะ คนอื่นอาจจะแสวงหาความสุข แต่ผมไม่ได้สนใจความสุขสักเท่าไหร่ ความสุขกับความทุกข์มันอันเดียวกัน เหมือนเหรียญ เราจะเลือกเอาด้านหัวด้านเดียวไม่ได้ มันต้องมีด้านก้อยติดมาด้วย ถ้าเราต้องการความสุข เราจะปฏิเสธความทุกข์ไม่ได้เพราะมันมาด้วยกัน ความสุขกับความทุกข์มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตคนเลย มันมาแล้วก็ไป สนใจไม่สนใจมันก็มาแล้วก็ไป ถ้าเราวิ่งตามความสุข ผลักความทุกข์ ชีวิตเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะวิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะความสุขที่เราพูดถึงหรือที่คนทั่วๆ ไปหมายถึงก็คือความพอใจ มันเป็นเรื่องของอารมณ์ ของความรู้สึก ถ้ามีอะไรถูกใจก็รู้สึกว่าเป็นสุข ได้บ้านสวยๆ ได้งานดีๆ ได้พักผ่อน นั่นคือเรารู้สึกเป็นสุข นั่นคือความหมายของคำว่าความสุขของชาวบ้าน แต่สิ่งที่เราได้มาไม่มีอะไรที่อยู่นาน แป๊บเดียวมันก็ไป ซื้อรถสวยๆ มา เราดีใจ ภูมิใจ ตื่นเต้นกับมัน ไม่นานหรอก ความภูมิใจทั้งหลายก็จะลดลง เป็นเรื่องธรรมดา พอความพอใจลดลงเราก็อยากได้อย่างอื่นต่อ เราก็จะวิ่งๆๆๆๆ โดยที่ไม่รู้ว่าวิ่งไปไหน เราไม่เคยได้อะไร ชีวิตของเราเกิดมาสั้นมาก ถ้าเราจะมาวิ่งตามหาความพอใจแค่นี้ เราจะไม่ได้ชื่นชมความพอใจจากอะไรที่งดงามไปกว่านั้นเลย ยังมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นในชีวิตเรา ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้มันได้ ถ้าเรายังวิ่งตามความพอใจของเราอยู่

ไม่สนใจความทุกข์ความสุขแล้วพี่โจสนใจอะไรครับ
ความเข้าใจในชีวิต ความเข้าใจในตัวเอง ผมเห็นว่ามันมีความตื่นเต้น มีความเพลิดเพลินมากกว่ามีความสุข เพราะการหาความสุข ถ้าได้งานนี้คงเป็นสุขมาก พอได้งานเสร็จผมก็จะไม่สุข มันก็จะอยากได้อย่างอื่นไปเรื่อยๆ แต่ความเข้าใจเป็นคนละเรื่องเลย แต่ก่อนผมกลัวผีมาก แต่พอผมเข้าใจว่าผีไม่มี ความกลัวผีมันหายไป มันเปลี่ยนชีวิตผมทั้งชีวิตเลย แล้วผมก็ยินดีกับความเข้าใจนี้ตลอดมา มันไม่เคยหายไปไหน ความเข้าใจอย่างนี้ผมถือว่าสำคัญมาก

ผมกลับไปอยู่บ้านใหม่ๆ ผมเกี่ยวข้าวแล้วปวดหลังมาก ร้อนมาก ใจหนึ่งก็บอกว่าต้องหยุด ต้องพัก ต้องอดทน เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่พอผมตัดสินใจว่า ถ้าทนต่อไปอีกสักหน่อยมันจะเป็นอะไรเอาใจจดจ่ออยู่กับมือที่กำข้าวแล้วก็เอาเคียวตัด ทำไปสักพักหนึ่ง ปรากฏว่าความร้อนหายไป ปวดหลังหายไป โดยที่ไม่ได้หยุดพัก ผมรู้สึกทึ่งในการค้นพบนี้ มันมีอีกมิติหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้สัมผัสมัน เพราะเราไม่อดทนพอ การอดทนหรือการฝืนทำอะไรที่ผิดกับความรู้สึกที่เราต้องการ แค่นิดเดียวเท่านั้น เราจะได้เห็นมิติหนึ่งของชีวิต เหมือนนั่งอ่านหนังสือแล้วง่วงนอนมาก ธรรมดาทั่วๆ ไปก็จะไปนอน ผมคิดว่า ถ้าฝืนต่อไปอีกนิดหนึ่งจะเป็นยังไง สักพักไม่ถึง 3 นาทีมันก็สว่างจ้าขึ้นมาเหมือนเพิ่งนอนตื่น มันมีมิติอย่างนี้อยู่ในชีวิตคนเรา แต่จะมีกี่คนที่ค้นพบมันได้ เพราะเราไม่เคยฝืน เพราะเราตามตลอด เราแสวงหาความสุขตลอด เราตามอารมณ์ เราไม่ชอบง่วงนอน เราก็ไปนอน เพราะเป็นสุขกว่า ถ้าเราฝืนเราจะเห็นอีกภาพหนึ่งที่ต่างกันไป

ผมถือว่าความเข้าใจเหล่านี้สำคัญมาก เป็นความเข้าใจที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันงดงามมาก มีความหลากหลาย มีอะไรที่มหัศจรรย์ให้เราได้ชื่นชมตลอด ความปีติยินดีตรงนี้มันอยู่กับเรานานมากแล้วไม่เคยจางไป ความรู้สึกนี้มีค่ากว่าความสุข เพราะว่าความรู้สึกนี้มันได้มาโดยไม่ยาก แต่ความสุขทางอารมณ์ที่เราแสวงหาทุกวันนี้มันได้มาอย่างยากลำบากมาก ต้องสละเวลาอันมีค่าของชีวิตไป ทำงานหนัก 5 ปี  10 ปี อดออมเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อรถคันเดียว เพื่อจะได้รู้สึกโก้ เท่ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมาเองว่า การนั่งรถเก๋งสวยๆ มันคือความเท่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ต่างจากนั่งเกวียนหรือเดิน สังคมก็ช่วยสร้างภาพให้เราเห็นว่ามันคือความเท่ นี่คือความยิ่งใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไร มันคือความโง่ต่างหาก ความเข้าใจอย่างนี้มันทำให้เราใช้ชีวิตในทางที่มันมีเหตุมีผลมากขึ้น ชีวิตเราก็ง่ายขึ้น เพราะเราไม่มีวันที่จะไปตามแฟชั่นอีกเลย ค่านิยมไม่มีความหมายในชีวิตอีก มันจะทำให้ชีวิตเบาขึ้นๆ เป็นลำดับ ผมก็เลยไม่สนใจที่แสวงหาความสุขเหมือนคนทั่วๆ ไป

ทุกวันนี้พี่โจเข้าใจชีวิตดีแค่ไหนแล้วครับ
ไม่ถึงครึ่งเลย อยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง ต้องฝึกไปเรื่อยๆ ยินดีที่ได้เผชิญกับปัญหา ดีใจที่มีความวุ่นวายความสับสน มีปัญหารุมเร้าเข้ามา นี่คือโอกาสที่ผมจะได้เรียน นั่นคือห้องเรียนของผม

มีปัญหาอะไรบ้างที่รุมเร้าเข้ามาแล้วยังแก้ไม่ตก
ไม่มี ถ้าเรายอมรับความจริง ไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จะมีปัญหาที่แก้ไม่ได้เต็มไปหมด อย่างเรากลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ซึ่งมันเป็นความจริงของชีวิต แต่คนกลับไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง คนเชื่อว่าเราจะหนีจากมันได้ แก้ไขจากมันได้ คนก็จะไปซื้อประกัน ไปสะสมเงิน เพื่อให้รู้สึกว่ามั่นคง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความกลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ไม่ว่าเขาจะมีประกันดีขนาดไหน มีเงินสะสมไว้มากขนาดไหน เขาก็ต้องเจ็บป่วยและตายเหมือนเดิม นี่คือไม่ยอมรับความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความกลัว มันแก้ไม่ได้ ยิ่งหาเงินมาก เขาก็ยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก ก็ยิ่งเจ็บป่วยมาก แล้วก็ตายเร็วขึ้น ความกลัวทำให้คนตายเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่กลัว โอ้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างผมเห็นว่าการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี เพราะการเจ็บป่วยคือร่างกายมันเตือนเราว่า เราใช้วิถีชีวิตผิด ผมกินผิด ผมคิดผิด ผมทำงานผิด ผมถึงเจ็บป่วย ถ้าผมทำถูกผมจะไม่เจ็บป่วยเลย ฉะนั้นผมรู้สึกขอบคุณที่เจ็บป่วย

อีกอย่าง การเจ็บป่วยคือช่วงหนึ่งของชีวิตที่ร่างกายเตือนเราว่า เราต้องกลับมาสู่ตัวเอง เพราะธรรมดาคนจะไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย คนจะคิดถึงแต่งาน คิดถึงความยิ่งใหญ่ คิดถึงอะไรข้างนอก คิดถึงภารกิจของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย แต่พอเจ็บป่วยปุ๊บ เขาจะเริ่มคิดว่า จะตายแล้วนี่ จะลืมทุกอย่างได้ ทำให้คนกลับมาหาตัวเอง ถ้าเราไม่เป็นหวัดเราจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของการหายใจ ถ้าไม่เจ็บป่วย คนจะไม่รู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เราก็จะกินอะไรก็ได้ สำมะเลเทเมายังไงก็ได้ เพื่อที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่มีอยู่ มันจึงเป็นความจำเป็น ที่จะต้องเจ็บป่วย เพื่อดึงให้เรากลับมาหาตัวเอง คนพยายามบิดเบือนว่าความจริงนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่ต้องวิ่งหนี ทั้งที่วิ่งหนีไม่ได้

ความตายมันเป็นเรื่องธรรมดา คนเราไม่รู้หรอกว่าตอนตายมันเป็นยังไง ความตายอาจจะเป็นของขวัญชิ้นที่สำคัญที่สุดของชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้เราก็ได้ แต่เรากลัวเพราะไม่มีใครอธิบายให้เราฟังว่าตายแล้วเป็นยังไง เรากลัวความจริง ถ้าเรายอมรับตรงนี้ ปัญหาในชีวิตมันจะน้อยลง ฉะนั้น วิธีที่ผมแสวงหาความเข้าใจก็คือ ทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อลดความกลัวลง

พี่โจบอกว่าตอนนี้ตายได้แล้ว
มันไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว มันอิ่มกับการมีชีวิตอยู่ อายุก็ 45 แล้ว รู้สึกพอใจกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ส่วนที่เหลือของชีวิตก็อยากจะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป มันเหมาะที่จะมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ลูกมันก็อยู่ได้ ลูกหมาคนยังเอาไปเลี้ยง ลูกคนมันต้องอยู่ได้สิในสังคมนี้

มองอนาคตของลูกยังไงครับ
ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เป็นห่วง เพียงแต่ช่วงนี้ เราจะให้เขาเรียนรู้ให้มีประสบการณ์ในการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ถ้าลูกพึ่งตัวเองได้ เราก็จะไม่ห่วง ถ้าผมตายเขาก็ยังอยู่ได้ เราไม่ได้หาเงินให้ลูกเหมือนคนไทยเราทำ แต่เราจะให้ประสบการณ์ ให้ความรู้กับลูก ลูกเติบโตมา ขอให้เขามีความรู้ความสามารถ เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่นี้จบ เราเลี้ยงเขาให้เป็นเขา ไม่ใช่เลี้ยงเขาเพื่อรับใช้ความต้องการของเรา ไม่เหมือนคนไทยที่ตัวเองอยากเป็นหมอแต่เป็นไมได้ ก็เอาความต้องการนี้มายัดเยียดให้ลูก แบบนี้มีโอกาสเป็นทุกข์มาก ถ้าเรามองว่าลูกก็เป็นคนคนหนึ่ง เขาจะเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น เราให้เขาในเรื่องความสามารถที่เขาอยากพึ่งตัวเอง แต่ถ้าเขาต้องการมากกว่านั้น เขาก็หาเอง ถ้าเขาหาเองได้เขาก็ภูมิใจ คิดอย่างนี้ก็ง่าย ไม่หนักใจ ไม่ต้องหาเงินมากด้วย

มองคนหนุ่มสาวยุคนี้ยังไงบ้างครับ
คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ก็ยังเพลิดเพลินกับความสนุกสนาน มีสิ่งที่เอนเตอร์เทนเยอะเกินไป จนกว่าเขาจะได้ทำงานนั่นแหละ เขาถึงจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ง่ายเท่าไหร่ คิดว่าตอนนี้ต้องปล่อยให้เขาสนุกสนานไปก่อน ตอนทำงานเขาก็จะกลับมาเอง ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปชักชวนคนที่ยังไม่พร้อมมา ใครถึงจุดอิ่มตัวก็มาเอง เราคิดอย่างนี้

คนเราเกิดมาทำไมครับ
คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ มาเห็นความงดงามของการมีชีวิตอยู่ แล้วก็ตายไป แต่คนส่วนมากไม่มีโอกาสได้รู้สึกแบบนั้น เพราะว่าเราสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อให้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น ไปสู่เรื่องของการมีเงิน มีความมั่นคง อย่างผมรู้สึกว่าผมเกิดมาชื่นชมความงดงามของการมีชีวิตอยู่ ชื่นชมการเห็นชีวิต เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไป มันเป็นความงดงามอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นขั้นตอนที่เราได้เผชิญกับอะไรมากมาย แล้วการฝ่าฟันเพื่อที่จะเข้าใจตัวเองเนี่ย มันเป็นขั้นตอนที่สนุกสนาน ท้าทายดีมากเลย

18 Comments »

madook:

มองชีวิตผ่านความคิดผู้ชายอย่าง โจน (จันได)
ขอบคุณพี่ก้องนะคะที่ทำให้เราได้รู้จักกัน

มีคนเคยถามว่า ตายแล้วไปไหน
เมื่อก่อนไม่รู้ว่าจะตอบอะไร
แต่วันนี้จะตอบว่า ไปเป็นอาจารย์ใหญ่คับ
ส่วน ตา กับ ตับไตไส้พุงจะไปอยู่ที่ไหนกับใคร
อันนี้ขึ้นอยู่ดวงแล้วละคร้าบ
ขอบคุณสภากาชาดไทยที่มารู้จักเรา อิอิ

April 30th, 2009 | 9:25 am

ช่วงที่พี่โจพูดถึงวิถีเก่าแก่ ก็นึกถึงเรื่องวิถีไทยที่อ.ยงยุทธพูดในทริปไม้เมืองร้อนเลย ยิ่งคำถามเรื่องการพัฒนาก็ยิ่งทำให้เราเอาไปคิดต่อ

ชอบการมองชีวิตของพี่โจที่เน้นความเข้าใจ มากกว่าความสุข

^^

April 30th, 2009 | 10:16 am
niichi:

ชอบจังเลยอ่านแล้วมีความสุข ถ้าพี่โจนยังเข้าใจชีวิตไม่ถึงครึ่งแล้วเราล่ะ ^^”

ถ้าเรายอมรับความจริง ไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้ ..ดีจัง

คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ …^^

ขอ copy ไปให้แม่อ่าน 555

April 30th, 2009 | 4:34 pm

พี่ก้องบอกว่าบทสัมภาษณ์มีทั้งหมด 8 ตอน แต่ดูเหมือน
ประโยคสุดท้ายจะยังไม่จบเลยอ่ะ (จะมีอีกไหมคะ?)

ความคิดในการมองโลกของพี่โจ
น่าคิดตามมากๆ โดยเฉพาะเรื่องความสุขกับความพอใจ
และใช้ได้จริงในเรื่องความอดทน

อ่านแล้วรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมาเลย

ปล. แอบเห็นบทสัมภาษณ์ของพี่โจบางส่วน
ในโฆษณาของ red bull ใน a day 104 ด้วย :)
(พี่ก้องต้องไปกับโครงการนี้แน่เลย)

May 1st, 2009 | 1:30 am

ชอบแนวคิดมากเลยค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกดีมากเลยค่ะ
^^

May 1st, 2009 | 11:25 am

madook > ฝากตับไตไส้พุงไว้ที่สภาำกาชาดไทยเหมือนกันเลยครับ :)

ecOnuizer > ไม่ใช่แค่พี่โจ กับอาจารย์ยงยุทธเท่านั้นนะครับ ที่มองชีวิตแบบนี้ ยังมีคนไทยที่ผมรู้จักอีกมากมายที่คิดแบบเดียวกัน อย่างในรอบเดือนที่ผ่านมานี้ก็เจออีกตั้งหลายคนแน่ะครับ

niichi > หวังว่าคุณแม่อ่านแล้วจะชอบนะครับ หรือจะชวนคุณแม่ไปเรียนปลูกผักด้วยกันเลย?

May 1st, 2009 | 8:41 pm

Jing > เ่อ่อ อ่านแล้วเหมือนมันยังไม่จบยังไงชอบกล เดี๋ยวขอไปเช็คไฟล์ดูอีกทีนะครับ จริงๆ ยังมีีอีกตอน เป็นประวัิติพี่โจว่าเป็นยังไงมายังไง เคยทำอะไรมาก่อน ตอนอยู่อเมริกาเป็นยังไง แต่ยังทำไม่เสร็จเลย คิดว่าไปฟังจากปากแกที่บ้านของแกเองดีกว่าครับ

May 1st, 2009 | 8:43 pm

^
^
พี่ก้องกลับมาแล้ว!
เอ๊ะ หรือยังอยู่ระหว่างการโบกคะ?

เอ่อ อยากไปฟังจากปากพี่โจเหมือนกันค่ะ ^^
รอเจ้าของเครือข่ายจัดทริปอยู่เนี่ย อิอิ :)

May 1st, 2009 | 10:00 pm

กลับมาแล้วครับจิ๋ง เพิ่งภึงกรุงเทพฯ เมื่อเช้านี้เอง
แล้วจะรีบแจ้งข่าวเรื่องทริป
และโครงการอีกร้อยแปดนะครับ

May 1st, 2009 | 10:13 pm

ทีมนักโบกใช้เวลา 1 เดือนพอดีเป๊ะเลย ^^

รอ update ข่าวคราว
และโครงการอยู่นะคะ

ที่สำคัญ รออ่านหนังสือ หนุ่มนักโบกด้วย
(กดดันๆ) ฮ่าๆๆ :)

May 1st, 2009 | 10:33 pm

ขออนุญาตเอาไปแปะใน blog ทั้งชุดนะคะพี่ :)

May 3rd, 2009 | 6:53 pm

anpanpon :P > ยินดีคร้าบ

May 3rd, 2009 | 9:34 pm
madook:

กลับมาแล้วหรอ เย เย ต้อนรับกลับบ้านเน้อ

May 4th, 2009 | 9:55 am

ถ้าจัดทริปไปพบคุณโจน จันใดเมื่อไหร่ บีมขอไปด้วยคนนะคะ

May 4th, 2009 | 11:41 am
niichi:

่แม่บอกว่า ช้านรู้แล้วย่ะ หุหุ

ดีๆ ค่ะ ชอบแน่ๆ

May 4th, 2009 | 12:58 pm
เพจ:

ตอนนี้เครียดกับงานมาก ๆ คิดอยู่ตลอดว่าทำไมแก้ปัญหายังไงก็ไม่ตก พอได้อ่านสัมภาษณ์นี้แล้ว เรีัยกได้ว่าตาสว่างเลยค่ะ ถ้าเรายอมรับความจริง ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ถูกที่สุดเลยค่ะ

May 4th, 2009 | 2:39 pm
fern:

ขอบคุณพี่ก้องอีกทีนะคะ
ที่ถ่ายทอดความคิดและมุมมองชีวิตดีๆ ของพี่โจ
ให้ได้เรียนรู้และจดจำ

รู้สึกดีจัง และโลกคงดีใจ
ที่ยังมีคนอย่างพี่โจและพี่ก้องคอยดูแลอยู่อีกมากมาย

รอเป็นส่วนหนึ่งของทริปรักษ์โลกของพี่ก้องอยู่นะคะ

May 5th, 2009 | 5:35 pm

บีมบองก้า > ยินดีครับบีม

เพจ > ขอให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ด้วยดีนะครับ :)

fern > ทริปรักโลกนั้นน่าจะประมาณสิงหานะครับ โปรดติดตาม

May 16th, 2009 | 9:05 pm
Leave a Reply

Comment

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word