สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 7: ผู้มาเยือน
Posted by zcongklod on Apr 27, 2009

รายได้หลักของที่นี่มาจากไหนครับ
มาจากนักฝึกงานที่เป็นคนต่างประเทศ แล้วก็มีบริจาคให้บ้าง เรารับนักฝึกงานปีละครั้ง ครั้งละสิบกว่าคน ปีนี้รับ 15 คน เขาต้องเสียเงินคนละ 1,400 ดอลลาร์ต่อคน ใช้เวลา 2 เดือนครึ่ง ถ้าเขามาเที่ยวเองเขาจ่ายแพงกว่านี้เอยะ แต่นี่เขาอยู่ที่นี่ กินที่นี่ เรียนเกษตร เรียนทุกอย่าง ถ้าไปฝึกทำบ้านดินในสหรัฐ แค่ทำม้านั่งก็ต้องเสียวันละ 200-400 ดอลลาร์แล้ว แถมยังต้องไปเช่าบ้านอยู่อีก แล้วการเรียนเรื่องบ้านดินในสหรัฐ เขาไม่มีเสรีภาพที่จะเรียนได้มากเหมือนที่นี่ เพราะกฎหมายของเขาอนุญาตให้สร้างใหญ่ไม่ได้ อย่างมากก็ทำเตาอบขนมปัง ทำม้านั่ง แต่ที่นี่ทำบ้านเป็นหลังเลย ได้เรียนรู้มากกว่า แล้วก็เรียนเรื่องเกษตร สุขภาพ การดูแลรักษาตัวเอง โดยวิธีพื้นบ้าน
คนที่มานี่มีทุกอาชีพเลย เที่ยวนี้บางคนเป็นสถาปนิก บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นผู้พิพากษา บางคนตกงาน บางคนเพิ่งเรียนจบ พวกเขาไม่ชอบวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน พอเห็นเว็บไซต์ของเราก็เลยอยากมาลองดู มาแล้วก็เปลี่ยนชีวิตเลย หลายคนก็อยู่ต่อนะ เราก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม บางคนอยู่มาปีนึงแล้ว
เราเก็บเงินเฉพาะคนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คนในเอเชียมาฟรีหมด คนไทยก็ฟรี กินฟรีอยู่ฟรี มาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ มาใช้แรงงานทำงาน ช่วงที่ทำงานก็คือช่วงที่ได้เรียน
คนไทยมาน้อย มันเป็นเรื่องของทัศนคติ คนไทยรู้สึกว่าเกษตรเป็นงานที่ต่ำต้อย คนไทยที่มาส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ไม่ใช่เกษตรกร ชาวนาเขาอยากจะหนีจากการเป็นชาวนา แต่ผมก็ยังมีอบรมกับกลุ่มชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ อย่างเด็กนักเรียนนี่ยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่อยากจะแตะดินเลย พ่อแม่รุ่นใหม่เป็นปัญหาหลักเลย ไม่อยากให้ลูกมาตากแดด กลัวลูกดำ ถ้าโรงเรียนบอกว่าจะเอาเด็กมาทำบ้านดิน มาทำสวน พ่อแม่จะบอกว่าทำไปทำไม เพราะถือว่าเป็นงานใช้แรง พ่อแม่ไม่อยากให้มา เด็กๆ ที่มาเลยมีแต่จากโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่แทบทุกแห่งมาที่นี่ แต่โรงเรียนธรรมดาไม่มีใครอยากมา เด็กๆ ก็สนุกกันจนไม่อยากกลับ
ตอนนี้คนมีฐานะบางคนเริ่มหันมาสนใจการปลูกผัก พี่โจอยากแนะนำคนกลุ่มนี้ว่าอย่างไร
ส่วนมากผมจะแนะนำว่า ถ้าจะทำเกษตรเราต้องเป็นเกษตรกร อย่าจ้างคนอื่นทำ อย่าเป็นนักธุรกิจทางการเกษตร ถ้าเป็นนักธุรกิจทางการเกษตรมันไปไม่ค่อยรอดหรอก จ้างคนทำทั้งหมดแล้วขาย ไม่ค่อยได้อะไรหรอก เพราะต้นทุนมันสูงมาก อยากมาอยู่บ้านนอก เริ่มปลูกอะไรกินเองมันก็ดี แต่ต้องลงมือทำเอง ถ้าทำเองมันจะอยู่รอด แต่ถ้าไม่ทำเอง แป๊บเดียวก็กลับแล้ว
เวลาที่พี่โจถูกเชิญไปบรรยายต่างประเทศ ส่วนใหญ่พูดเรื่องอะไร
ก็โม้ๆ อะไรแบบนี้แหละ เรื่องเมล็ดพันธุ์ เรื่องการพึ่งตัวเอง เพราะตะวันตกเขาไม่ได้คิดเรื่องการพึ่งตัวเอง การพึ่งตัวเองสำหรับเขาหมายถึง การอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว เป็นพวกที่มีปัญหากับชีวิต แต่ในสังคมไทยมันคนละเรื่อง พอเขาเข้าใจก็ขอตามมาเรียนต่อ
ฝรั่งที่มาสนใจอะไรมากที่สุด
การเกษตรกับทำบ้าน แต่คนไทยจะสนใจการทำบ้านเป็นหลัก ฝรั่งเขาจะชอบมากที่ได้ปลูกผัก เพราะชีวิตเขาไม่ได้ขุดดินเลย พอได้ขุดดินเก็บผัก เขาก็รู้สึกทึ่ง แนวความคิดที่เขาได้กลับไปจะทำให้เขากลายเป็นอีกคนหนึ่ง เขาจะลดการใช้ขยะ ลดการบริโภคลง บางคนก็อาจจะกินอาหารปลอดสารพิษมากขึ้น บางคนก็อาจจะเริ่มทำสวนเล็กๆ ของตัวเอง บางคนก็ลาออกจากงานไปอยู่ที่ลาว ไปชวนชาวบ้านที่ลาวทำบ้านดิน ทำสวนเกษตรอินทรีย์ อีกคนไปทำอะไรคล้ายๆ แบบนี้ที่ติมอร์ตะวันออก ก็ทำให้เห็นว่ามันเปลี่ยนคนได้เหมือนกัน ไม่ใช่น้อยๆ ด้วย บางคนก็กลับไปสู่ระบบ แต่ก็มีอะไรบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็เชื่อมโยงกันได้ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหงา โลกนี้ยังกว้างสำหรับพวกเขาอยู่ คนเดินทางเขารู้กันหมดแหละ คนที่มาที่นี่เขาก็ต้องเคยไปที่ออร่าวิลล์ที่อินเดีย สวนนั้นสวนนี้ ชุมชนนั้นชุมชนนี้มาก่อน รู้จักกันหมด ที่อินเดียเขาก็รู้จักเราโดยที่ไม่เคยคุยกันเลย เพียงแต่คนที่ไปเขาพูดถึงเรา มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่ง เป็นชุมชนแบบใหม่ เมื่อนคนพวกนี้เวียนกันไปเวียนกันมาก็รู้จักกันโดยอัตโนมัติไปทั่วโลก มันเลยเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่ได้เหงาเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี่ โอ้ย เหงา เหมือนโลกนี้มีคนเดียว คุยกับใครไม่ได้ เหงามาก ทุกนี้สบายแล้ว
ชอบๆ ชอบที่บอกว่า ฝรั่งไม่รู้จักการพึ่งตนเอง
อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ ตอนนี้วิชเรียนเกษตรอยู่ที่ญี่ปุ่น ชอบเกษตรที่ญี่ปุ่นมากเลย ราคาผักราคาผลไม้ถึงจะแพงกว่าของเมืองไทย แต่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนามีความสุขและอยู่สบายกว่าของเมืองไทย อยากให้ชาวนาเมืองไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นค่ะ
พี่ทรงกลด ผมสนใจไปนี่มีอะไรสามารถติดต่อได้รึเปล่าครับ
ดีจังเลยค่ะ อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ ขออนุญาตเอาไป FWD ต่อได้ไม๊คะ ^^
อยากไปฝึกกับพี่เค้าด้วย คุณก้องจัดทริปอีกก็ดีน้า ^^
แล้วจะไปเรียนรู้ด้วยคน
เปิดรับอีกเมื่อไรบอกด้วย
อยากไปเรียนบ้างจังเลย
หุหุ คนไทยกินฟรีอยู่ฟรี
ของฟรีดีๆ ก็มีในโลกจ้า
โรงเรียนประถม มัธยมบ้านเราควรจัดค่ายดีๆแบบนี้เข้าสู่ระบบการศึกษาบ้างเนาะ
อยากไปๆ
ไปกัน
^
^
ไปด้วย
อยากเป็นหนึ่งในผู้มาเยือนเหมือนกัน
ตอนนี้นับคนที่อยากไปบ้านพี่โจได้หลายคนแล้ว ^^
เฮ้
ถ้าว่างสองเดือนครึ่ง ไปแน่ๆเลย
เร็วๆนี้แหละ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ
อ่านตรงที่พี่โจบอกว่า ฝรั่งอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียน
แต่ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงกลับยี้ใส่แล้ว ได้แต่ปลงนะคะ
ถึงมีคนบอกว่า คนเราเมื่อพัฒนามาถึงจุดหนึ่งแล้ว
ก็จะรู้สึกอยากย้อนคืนสู่ธรรมชาติ
อาจต้องรอประเทศไทยก้าวไปถึงจุดที่ประเทศพัฒนาแล้วอยู่มั้งคะ เราถึงอยากจะกลับมาค้นหามรดกจากปู่ย่าตาทวดของเราที่ทำหายไป
แต่อ่านคอมเมนต์ของเพื่อนๆ แล้ว ก็ดีใจค่ะ
บางที ประเทศไทยอาจไม่ต้องรอนานขนาดนั้นก็ได้
อ่านแล้ว อยากแพ็คกระเป๋าไปปลูกผัก
^^
ว่างแค่ 2สัปดาห์ จะไปได้มั๊ยคะ
ไปด้วยคนค่ะ
vitch > ตอนไปญี่ปุ่นได้ยินว่าเกษตรกรค่อนข้างมีฐานะดีทีเดียว เพราะราคาสินค้าเกษตรแพง ค่าที่ดินก็แพง แล้วคนก็ิยินดีจ่ายแพงกว่าสำหรับผักของญี่ปุ่นเองที่มีคุณภาพ เช่น หัวหอมจีนราคา 100 หัวหอมญี่ปุ่นราคา 150 คนก็ยังอยากซื้อของญี่ปุ่นมากกว่า ต่างจากเกษตรกรไทยนะครับ
เดี๋ยวถามรายละเอียดจากพี่โจให้อีกทีนะครับว่าถ้าอยากไปต้องทำยังไงบ้าง รวมถึงถ้าพวกเราจะไปด้วยกันสัก 2-3 วัน พี่เขาจะให้ไปช่วงไหนดี
อยากเห็นบ้านดิน กับสวนผักที่ว่านี้จัง
มันจะวางไว้ตรงไหนในบริเวณบ้านเราได้บ้างนะ
น่าสนใจมากเลย