สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 2: ปัจจัย 4
Posted by zcongklod on Apr 9, 2009

พี่โจมาสนใจงานเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ยังไงครับ
ตอนแรกผมก็เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ 7 ปี เป็นยามบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง ปูเตียง ทำความสะอาดห้อง ค่าแรงขั้นต่ำวันละร้อยบาท ผมก็ได้วันละร้อยบาท แต่อยู่โรงแรมก็ได้ทิปบ้าง แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเที่ยง เมื่อไหร่จะเลิก ผมทำงานมาก วันละ 8-12 ชั่วโมงทุกวัน อาหารที่กินก็ก๋วยเตี๋ยวมื้อละถ้วย ไม่ก็กระเพราไก่ไข่ดาว เป็นอย่างนี้ตลอด 7 ปี เป็นเรื่องที่ทำให้คิดมากว่า ทำไมคนต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำไมคนทำงานหนักแล้วไม่พอกิน ผมเริ่มคิดมาก คิดย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีใครทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คนไม่ใช้คำว่าทำงานด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ไปดำนา ไปเกี่ยวข้าว ไม่มีใครใช้คำว่า ‘จน’ คนใช้คำว่า ‘ทุกข์’ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีวิธีแก้คือการหาความสุข ใครๆ ก็แก้ได้ แต่พอสมัยที่เราเริ่มพัฒนา เราก็เอาคำว่าจนมาใช้ การแก้ไขความจนคือต้องหาเงินทำให้รวย
สมัยก่อนคนมีความสุข แล้วก็สบายมาก ทำงานปีละ 2 เดือน เกี่ยวข้าวเดือน ดำนาเดือน ที่เหลือคือเวลาว่าง คนสมัยก่อนมีเวลาว่างมาก ทำให้คนได้อยู่กับตัวเองมาก คนที่ได้อยู่กับตัวเองคือคนที่เห็นตัวเอง พอเห็นตัวเอง คนก็สามารถรู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตต้องการอะไร คนสมัยก่อนก็เลยเห็นความสุขสำคัญมาก คนก็แสวงหาความสุข คนก็อยู่อย่างสุขสบาย
ในสมัยนั้นมีคนนอนกลางวันกันเยอะมาก เพราะมีเวลาว่างมาก ตื่นนอนขึ้นมาก็นั่งนินทากัน โอ้ ลูกสะใภ้เป็นไง ลูกเขยเป็นไง หัวเราะตลกโปกฮากันตลอดเวลา ผมคิดถึงชีวิตอย่างนั้น คิดว่าชีวิตมันน่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่าจะมาเป็นหุ่นยนต์ในเมือง ในที่สุดผมก็กลับไปอยู่บ้าน ไปลองใช้ชีวิตแบบคนสมัยก่อนดู
พอกลับไปอยู่บ้านที่ยโสธรใหม่ๆ ผมก็คิดว่าต้องพึ่งตัวเองในด้านปัจจัย 4 ให้ได้ อาหาร บ้าน ผ้า และยา 4 อย่างนี้ต้องง่ายสำหรับทุกคน ที่ไหนก็ตามถ้าอาหาร บ้าน ผ้า และยา แพงสำหรับทุกคน ถือว่าที่นั่นผิด ที่นั่นพัฒนาไปในทางที่เสื่อม ที่นั่นไม่มีความก้าวหน้าในการมีชีวิตอยู่
ผมก็เลยลองไปทำนาปีละ 2 เดือน ปรากฏกว่าได้ข้าว 4 ตัน คน 6 คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตันต่อปี ที่เหลือก็ยังได้ขาย ผมทำบ้านไม้ไผ่อยู่ ก็อยู่ได้สบายไม่มีปัญหา
ผมใช้เวลารดน้ำผักวันละ 30 นาที ก็มีผักเลี้ยงคน 6 คนต่อวันสบาย ยังมีพอให้แม่เอาไปขายที่ตลาดอีกได้วันละ 50 บาท 100 บาท มีบ่อปลา 2 บ่อ ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย ทำไมผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปีแล้วไม่เคยกินอิ่มเลย ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปี ไปทำงานอะไร ให้ใคร เราไม่ได้อะไรเลย จะกลับมาเยี่ยมบ้านทีนึงก็ต้องขอเงินแม่กลับมากรุงเทพฯ มันตลกมาก
หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินในอเมริกา ก็ลองเอามาทำดู พอลองทำก็รู้สึกว่ามันง่าย แต่ก่อนผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะสามารถมีบ้านที่มั่นคงได้ แต่พอมาทำบ้านดิน ผมใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า 3 เดือนผมได้บ้าน 1 หลัง ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งเป็นครูพละตื่นตื่นห้าไปวิ่งเหมือนกัน 3 เดือนเป็นหนี้สหกรณ์ครู 7 แสน ตอนนี้ยังจ่ายไม่หมด สร้างบ้านหลังหนึ่งหมด 7 แสน ผมก็เริ่มคิดว่า ทำไมคนถึงทำให้ชีวิตยากขึ้นๆ ทำไมไม่ทำให้มันง่ายขึ้น
พอผมพึ่งตัวเองได้พอสมควร ต่อมาก็เลิกซื้อเสื้อผ้า ผมไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาเกือบ 20 ปีแล้ว ใช้แต่ของเก่า คนเห็นผมใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เขาก็สมเพช เอาของใหม่มาให้ พอเป็นของใหม่ผมก็ไม่อยากใส่เพราะมันใหม่ ไม่สมกับผม ผมก็เลยเอาของใหม่ไปให้คนอื่นใช้ก่อน
มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นพระซึ่งจะได้ใช้ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม ความต่างคือความงาม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่วงเรื่องแฟชั่น ไม่ได้ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ ขอให้มี มันก็สบายไป
แล้วเรื่องยารักษาโรค มาอยู่แบบนี้โรคภัยมันก็น้อยลงเพราะไม่มีหนี้สิน ไม่มีภาระให้คิด ถ้ามีภาระให้คิดมาก โรคนั่นโรคนี่มันรุมครับ เพราะว่าจิตใจเราอ่อนแอ ร่างกายก็อ่อนแอด้วย พอมาอยู่อย่างนี้สบาย อยากตื่นเวลาไหนก็ตื่น อยากทำอะไรเวลาไหนก็ทำ อยากไปเที่ยวก็ไป ไม่ต้องขอลา สบายมาก
พี่โจน ได้ใจจริงๆ คิดง่ายๆ และคิดเหมือนที่ทุกๆคนคิด
แต่ไม่มีใครกล้าลงมือทำ พี่เป็นคนที่คิดแล้วทำ เอาเข้า
จริงๆ อ้อเองก็อยากทำอย่างพี่โจน แต่จนแล้วจนรอดก็
เฝ้าแต่อ้างเหตุผลโน่นนี่มาบอกกับตัวเองว่า เรามีเงื่อนไข
นู่น นี่ นั่น ซึ่งก็ไม่ได้ลงมือทำซักที แต่ต้องมีสักวัน
ที่เราจะได้ลงมือทำเหมือนพี่โจน ได้ใจ(อย่างแรง)
น่าอิจฉาจังนะคะ
ตอนนี้ชีวิตที่กรุงเทพก็ยังคงเป็นวงจรเดิมๆ
เคยคิดเหมือนกันค่ะว่า ถ้าวันนึงไม่มีเงินออกมาจากบ้าน
แล้วจะใช้ชีวิตยังไง
อ่านแล้วอิ่มอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ
เห็นด้วยกับคุณ อ้อ นะคะ
เราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
ปล.พี่ก้องค่ะ ขออนุญาตินำบทสัมภาษณ์พี่โจน
ไปเผยแพร่ต่อนะคะ อ่านแล้วอิ่มจริงๆพี่
เพิ่งอ่านตอนที่ 1 ไปเมื่อวาน ตอนที่ 2 มาทันใจเลย
เป็นเหมือนหลายคนเลย ที่อยากจะปลูกผัก อยากเป็นเกษตรกร เป็นอาชีพหนึ่งที่อยากเป็น
แต่ก็ได้แต่ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่
ไม่ได้ลงมือซะที ไม่รู้ตัวเองจะเป็นแบบนี้อีกนานมั้ย
ชอบตรงที่อยากตื่นกี่โมงก็ได้ อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ไป วันไหนจะไม่ไปทำงานก็ได้ ฮ่า ฮ่า
ได้ใจอีกแร๊ะ
กำลังตามทางช่องทางของตัวเอง
กำลังคลำๆทางไปสู่ชีวิตที่อยากเป็น
ดีใจที่พี่โจนได้เจอหนทางของตัวเอง
ใช้ชีวิตแบบที่สุขใจสบายตัวแบบไม่ยากเย็น
สงกรานนต์นี้จะได้ไปเปียกกันที่ไหนคะพี่นักโบก?
สุดยอดดดดดดดด
ชอบแนวคิดจริงๆเลย
แนวคิดการพึ่งพาตัวเองในเรื่องปัจจัย 4 นี่
มันยังคงเข้มแข็งอยู่นะพี่ (ใช่ว่าจะสิ้นหวังเลยทีเดียว ก็ไม่ใช่)
ยังคงมีชาวบ้านในหลายๆ ที่ ที่ยังยึดมั่นในการพึ่งพาตัวเองแบบนี้อยู่
และมันก็น่าชื่นใจมากขึ้น
ที่ผลสำเร็จแห่งการพึ่งพาตัวเอง ได้ถูกนำมาบอกต่อๆกันไป
เป็นปลื้มๆ กับวิถีแบบนี้
เดินทางเป้นไงมั่งค่ะ
ไม่นึกว่าจะได้เห็นพี่ก้องอัพ ขยัน และมีวินัยสุดๆ…
รักพี่โจนสุดๆ
ไม่รู้ทำไม แต่ชอบบบบ
พี่โจนนี่สุดยอดเลยอ่ะ นับถือๆ
เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ
และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองที่ต้องการจริงๆ
และทำได้ดีด้วย
พี่โจน พูดได้โดนใจมากเลย
คนเราเกิดมาทำไม มีชีวิตเพื่ออะไร
วัฏจักรของคนทุกวันนี้ คล้ายหุ่นยนต์มากขึ้นไปทุกที
จนไม่มีเวลาคิด ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง
มีแต่เร่งรีบ และวัตถุ ครอบงำ
การทำงาน ที่สามารถทำให้ใจเราเป็นสุข
ทำให้ครอบครัวเราเป็นสุข และทำให้สังคมเราเป็นสุข
ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน
ต้องขอชื่นชม จากใจจริงว่าพี่โจนแน่มากค่ะ
คงมีหลายคนที่อยากไปยืนตรงจุดนั้น
แต่มันอาจเป็นได้แค่ความฝัน
หรือเป็นเพียงความคิด
หากมิได้ ลงมือทำแล้ว
คงยากแสนยาก ที่จะเป็นจริง
ตอนนี้ขอเป็นแค่คนเฝ้ามอง
และให้กำลังใจก็แล้วกันนะคะ
สู้ สู้ ค่ะ ^^
อ้อ > บทสัมภาษณ์หลังๆ คมกว่านี้อีกครับ
madook > กำลังจะโพสต์ว่าอนุญาตให้เอาไปขยายผลต่อได้ ก็เปิดอีเมลมาเจอเรื่องนี้ฟอร์เวิร์ดมาเรียบร้อยแล้ว เต็มที่เลยครับ แต่บทสัมภาษณ์ต่อๆ ไปต้องระวังกันสักนิดนะครับ เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับบริษัทขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่ของกรีนพีซที่ขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ถึงกับโดนขู่เอาชีวิตกันมาแล้ว ส่วนจะเป็นเรื่องอะไร ลองอ่านดูนะครับ
patty_pom > อยากปลูกผัก แนะนำให้ลองแวะไปเยี่ยมพี่โจครับ กลับมาได้เริ่มลงมือปลูกผักสมใจแน่นอน
ตอนนี้พวกเรานั่งรถกระบะตากฝน ลัดเลาะกันอยู่แถวอีสานใต้ครับ วันนี้อยู่ที่ศรีษะเกษ พรุ่งนี้จะไปต่อที่อุบลครับ
ติดตามข่าวสารบ้านเมืองผ่านทางโทรทัศน์อยู่เป็นระยะ เห็นข่าวแล้วก็สะเทือนใจ พอเปลี่ยนจากภาคใต้มาเป็นภาคอีสาน บรรยากาศหน้าจอทีวีก็เป็นอีกอย่างนึงเลย
นี่แหละครับประเทศไทยวันนี้
เมื่อวานไปวัดมาค่ะ
สิ่งเดียวที่ขอพรไป
ขอให้ประเทศไทยสงบสักที
เดินไปไหน ไม่ว่าแม่ค้า พ่อขาย
หน้านิ่ว คิ้วผูก กันทั้งนั้นเลย
อยากเห็นรอยยิ้มค่ะ
คนไม่ใช้คำว่าทำงานด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ไปดำนา ไปเกี่ยวข้าว ไม่มีใครใช้คำว่า ‘จน’ คนใช้คำว่า ‘ทุกข์’ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีวิธีแก้คือการหาความสุข ใครๆ ก็แก้ได้ – ดีจังเลย ^^
ถ้าคิดง่ายๆ ได้แบบนี้ ปล่อยวางได้แบบพี่ ชีวิตคงมีความสุขขึ้นเยอะ ^^