สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 1: พันพรรณ
Posted by zcongklod on Apr 6, 2009

บทสัมภาษณ์พี่โจ โจน จันใด ที่เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ของผมเอง การสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนท่านอื่นๆ ที่ร่วมทริป (ซึ่งผู้จัดขอมาว่าอย่าอ้างถึงชื่อทริป) และจากการบรรยายของพี่โจ ที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ ‘พันพรรณ’ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อยากให้คนไทยได้อ่านกันเยอะๆ ครับ
งานหลักของศูนย์พันพรรณคืออะไรครับ
วัตถุประสงค์หลักที่เรามาอยู่ที่นี่คือ เราต้องการมาเก็บเมล็ดพันธุ์ พวกเราทำบ้านดินกันมาก่อน ทำมาสิบกว่าปีรู้สึกว่าเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าบ้านดินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ เพราะภูมิปัญญาในการทำบ้าน ใครๆ ก็คิดค้นได้ตลอดเวลา มันมีอยู่ทั่วโลก ไม่หายไปไหน แต่อาหารที่เราบริโภคทุกวันนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะอาหารได้มาจากเมล็ดพันธุ์ แต่เมล็ดพันธุ์กำลังสูญหายไปอย่างรวดเร็ว มีการประเมินว่า ใน 1 วันมีเมล็ดพันธุ์หายไปจากโลกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด เราเคยมีข้าวเกือบ 20,000 ชนิด แต่วันนี้เรามีแค่ไม่เกิน 200 ชนิด ซึ่งมันน่ากลัวมาก การหายไปของเมล็ดพันธุ์หมายถึงการหายไปของความมั่นคงของชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ เราก็เลยมาอยู่ที่นี่เพื่อปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ และแจกเมล็ดพันธุ์ เราพยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อทุกคน เป็นมรดกให้คนรุ่นต่อๆ ไป
ที่นี่เรามีสมาชิกที่อยู่ประจำ 5-6 คน ส่วนหนึ่งก็ไปเปิดร้านอาหารในวัดสวนดอกด้วย เพราะเราต้องการใช้ร้านอาหารเพื่อสื่อสารกับคนในเมืองเชียงใหม่ว่า อาหารสำคัญมากกับชีวิต ถ้าอาหารมีพิษ ชีวิตก็มีพิษด้วย เราอยากให้คนเมืองรู้ว่า อาหารที่ดีคืออาหารที่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่สามารถปลูกต่อได้ แล้วก็ไม่มีสารเคมี คือปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์
สถานที่ของเราไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ อันที่จริงเราอยากให้มันเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะว่าความไม่สะดวกสบายทำให้คนได้เรียนรู้มากมาย ถ้าสบายมากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะเพลิดเพลินกับความสบายมากเกินไป ฉะนั้นความยากทำให้คนได้เรียน เป็นมหาวิทยาลัยให้พวกเราด้วย
ห้องน้ำเรามี 3 ห้อง แล้วก็มีห้องเยี่ยวอีกห้องหนึ่ง ธรรมดาเราจะเยี่ยวใส่ถังดำๆ แล้วใส่กากน้ำตาล อย่าให้หกนะครับเสียดาย (หัวเราะ) เพราะเราจะเก็บเยี่ยวเอาไปหมักอีกทีหนึ่ง เอาไปใช้กับต้นไม้ ด้านนี้จะมีส้วมอีกหลังหนึ่ง เป็นส้วมแบบไม่ต้องใช้น้ำราด ใช้น้ำล้างได้ แต่ไม่ต้องราด มันเป็นเหมือนส้วมโบราณก็คือเดินขึ้นไปจะมีไม้เป็นพื้นแล้วก็มีช่องว่างอยู่ แล้วก็ถ่ายลงไปตรงนั้น ถ่ายเสร็จก็กำแกลบข้างๆ หว่านลงไปคลุมไว้ ส้วมเทคนิคนี้ดีมาก ลดการใช้พลังงาน ไม่ต้องใช้น้ำ ไม่ต้องใช้อะไรมาก มันดีตรงที่ 6 เดือนผ่านไป สิ่งที่เราถ่ายลงไปจะกลายเป็นดินสีดำ ซึ่งเราสามารถนำมาปลูกอะไรก็ได้ เราออกแบบส้วมไม่ให้มีของเสีย นำกลับมาใช้ได้หมด แต่เราไม่ได้เอาไปใช้กับผัก เราจะเอาไปปลูกต้นไม้ มูลสัตว์ถึงจะเอาไปใช้กับผัก เพราะเราเชื่อว่ามูลสัตว์ดีกว่ามูลคน ฉะนั้น ถ้าเดินไปเจอผักอะไรกินได้ก็กินเลย อย่าลังเลใจครับ แล้วก็ขับถ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วมครับ (หัวเราะ)
โอ้ววว ! ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างคุ้มค่าจริงๆ
ชอบประโยคนี้ค่ะ
“ความไม่สะดวกสบายทำให้คนได้เรียนรู้มากมาย ถ้าสบายมากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย”
จริง ๑๐๐%
พอๆ กับประโยคที่ว่า
“ปัญหาทำให้เกิดปัญญา”
อาหารกำลังจะสูญหายไป…..มีเรื่องนึงที่จะมาสะกิดใจอยู่บ่อยครั้งเวลาทำงาน ก็คือ ประเทศไทยแม้ว่าจะปลูกข้าวได้มากเป็นอันดับต้นๆ แต่เมื่อเทียบเป็นผลผลิตต่อพื้นที่แล้ว กลับน้อยกว่าประเทศอีกหลายประเทศนัก……
พี่ก้องและเพื่อนๆเคยดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่อง Long Love Letter มั้ย .. ถ้าไม่ลองหาดูนะคะ พี่ก้องและเพื่อนๆจะต้องชอบเหมือนกันแน่เลย
โดนมากๆๆๆๆ
แต่ในฐานะที่ทำงานอีกด้านแล้วเราก็ โตมากับการฝึกให้มีสุขลักษณะอีกแบบหนึ่ง ก็ คิดว่าถ้าต้องอยู่แบบนั้นมันคงยากสำหรับเรา
อีกครั้งค่ะ ที่อ.ยงยุทธ กล่าวถูก ความรู้เป็นกรงขังปัญญา
คิดดีจัง คิดเผื่ออีกต่างหาก
แต่ทุกสิ่งอย่างก็ยืนอยู่บนบรรทัดฐาน
ความคิดที่แตกต่าง เสมอ
ชอบวรรคสุดท้ายจังเลยพี่ก้อง
ฟังดู โครตจริงใจเลย ชอบๆ
บ้านจ๋าก็ปลูกผักค่ะ เป็นผักไร้ดิน ปลอดสารพิษเช่นกัน
แต่ที่จ๋ากำลังไม่แน่ใจอยู่ตอนนี้ก็คือ มันดีต่อเราจริงรึเปล่านะ
เมื่อตอน 4 ปีที่แล้วพวกเราตื้นเต้นกับระบบไฮโดรโปรนิคอันนี้มาก
แต่ตอนนี้จ๋ารู้สึกว่ามันทำให้โลกเราร้อนขึ้นรึเปล่า อืม น่าคิดแฮะ
เอาเป็นว่าขอเวลาสักนิด จะคิดให้ออก แล้วมาบอกนะ
“ใน 1 วันมีเมล็ดพันธุ์หายไปจากโลกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด”
จริงอ่ะ! แล้วมันหายไปได้ไงอ่ะ หายไปไหน?
อยากไปมั่งอ่ะพี่ก้อง ถ้าได้ไปเชียงใหม่จะแวะไปแน่นอน
เอ๊ะ! หรือจะเป็นทริปเปิดตัวผู้อ่านคราวหน้า (ไม่รู้ว่าเลื่อนไปเมื่อไหร่)พี่ก้อง จัดเลยๆ ^^
ทีมนักโบก โบกไปถึงไหนกันแล้วอ่ะ อยากรู้ความคืบหน้าจัง
ว่างๆแวะมารายงานบ้างนะ
(blog นี้น่าจะตั้งเวลา update ไว้แน่เลย)
ดีจังนะคะที่มีคนเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางธรรมชาติ
ต้นไม้มากมายหลายชนิดไม่มีโอกาสได้สร้างคุณค่าให้มนุษย์เพราะว่ามันไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ แต่ถ้าเรารวยแล้วท้องหิวก็ไม่มีประโยชน์อะไร
โล่งอกตรงที่พี่เค้าไม่เอาดินดำๆในส้วมมาเป็นปุ๋ยให้ผักแหล่ะค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า
โอ ดีใจจังพี่โจได้มาปรากฏในเว็บเด็กแนวแล้ว
อิอิ
เป็นผู้ชายที่เจ๋งมากค่ะ พูดแต่ละที บาดซิบ
ลูกชายอย่างน้องทานก็น่ารัก
แหมได้อ่านเรื่องวิกฤตเมล็ดพันธุ์แล้วต๊กใจนะคะ
นี่ขนาดบ้านเมืองเราเป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาด
ใหญ่แล้วยังมีปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ มันเป็นเรื่อง
ใหญ่นะคะ ทุกวันนี้อะไรที่เป็นธรรมชาติ ถูกมนุษย์
เปลี่ยนแปลงจนเกิดวิกฤต แล้วก็ต้องมานั่งตกใจ
แก้ไขกันตามเคย แก้ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง แล้วถ้าแก้ไม่
ได้ มีหวัง อดกินผักกันพอดี…….
ข้อคิดดีๆเพียบเลยครับพี่
เดินทางดีๆ แล้วเอาเรื่องดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ
วิธีธรรมชาติคือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินี่เอง
ผมทำอิฐบ้านดินไปแล้ว 200 ก้อนครับ
ตอนนี้ยังขาดอยู่อีก 1,300 ครับ
(ถึงจะสร้างบ้านได้ ฮ่าๆ)
ภาวะเมล็ดพันธุ์สูญหายนี่น่ากลัวจริง
“กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วม” นึกภาพตามแล้ว… ฮ่าๆๆ
ห้องน้ำเรามี 3 ห้อง แล้วก็มีห้องเยี่ยวอีกห้องหนึ่ง ..ประโยคนี้ขำดี ไม่รู้ทำไม
^^”
ถึงแม้พี่โจนจะยืนยัน แต่บรรยายซะเห็นภาพแบบนี้
ก่อนกินอะไร ก็ล้่างกันหน่อยนะคะ หุหุ
ชอบประโยค “ไม่ต้องใช้อะไรมาก” : )
อยากมีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติแบบนี้บ้างจัง
ชอบจัง มีคนที่ตั้งใจทำอะไรดีๆ โดยการลงมือทำอย่างจริงจัง
ทำให้รู้สึกดีไปด้วย
อืม เพิ่งรู้ว่า อึคนเรา ยังดีไม่เท่าอึสัตว์นะเนี่ย (ใช้มูลสัตว์กับผัก ใช้มูลคนกับต้นไม้ )
ชอบสุดๆ กับคำว่า “กินให้เต็มที่ขี้ให้เต็มส้วม (ฮาครับท่าน)”
^^
อ.แก้ว > พอหมดปัญหาก็ทำให้เกิดนิตยสาร ‘หมดปัญญา’ ด้วยหรือเปล่าครับ
apotastucu > ไม่เคยดูเรื่อง long love letter เหมือนกันครับ เรื่องมันเป็นยังไงเหรอครับ
madook > ปลูกผักด้วยน้ำ ต้องระวังเรื่องปุ๋ยหน่อยนะครับ ถ้าปลูกด้วยปุ๋ยเคมี มันอาจจะมีฤทธิ์มากกว่าปลูกด้วยดินอีกนะครับ
Jing > ที่ว่าหายคือมันสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ไงครับ
ตอนนี้คิดๆ อยู่เหมือนกันว่าอยากชวนผู้อ่านไปบ้านพี่โจนด้วยกัน เดี๋ยวรอปล่อยบทสัมภาษณ์ชุดนี้หมดก่อน แล้วค่อยดูฟีดแบคครับ ว่าถ้าจัดแล้วจะรอดไหม
บล็อกนี้ตั้งเวลาไว้ครับ จะอัพทุกเช้าตรู่วันจันทร์และพฤหัส บทสัมภาษณ์มีทั้งหมด 8 ตอนครับ
Nat > หรือว่าพี่เขาก็เอามาใส่แต่ไม่บอกเรา ฮ่าๆๆ
onlyying > สิ่งที่พี่โจทำโคตรแนวเลยครับ ไม่พูดไม่ได้ เห็นด้วยครับน้องทาน (หรือธาร?) น่ารักมากกกกก
พอกลอน ซาเสียง > คิดเรื่องปลูกเรือนหอแล้วหรือนี่ ฮ่าๆๆ
Lonely i Ped > เป็นวรรคทองประจำทริปเลยครับ ทุกคนต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดเลย
rung > ลองไปเยี่ยมพี่โจสักครั้ง รับรองชีวิตเปลี่ยนแน่ครับ
แหม… มีแซว
นั่นล่ะค่ะพี่ก้องที่จ๋ากำลังอยากจะศึกษา
ผักพวกนี้ได้รับความสนใจจากมวลหมู่ชนชั้นกลางขึ้นไป
ด้วยความเข้าใจที่ว่า มันเป็น ผักปลอดสารพิษ
จริงอยู่ เราปลูกกับน้ำ เรากางมุ้ง ในโรงเรือนอย่างดี
เราดูแลควบคุมระดับ Ph เติมปุ๋ยตามสภาพความเหมะสม
แต่มีคำถามบ่อยครั้งเกี่ยวกับ ปุ๋ย ที่เราใช้ ซึ่งมันก็เหมือนๆกันทุกที่
มันปลอดภัยจริงๆหรอ ?
“ความไม่สะดวกสบายทำให้คนได้เรียนรู้มากมาย ถ้าสบายมากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย”
ชอบประโยคนี้จังเลยครับ เป็นจริงอย่างคำพูดนี้จริงๆ
สำหรับผมมองไปยังรุ่นที่เด็กกว่า ก็จะคิดแบบนี้ ว่าแบบ ตอนนี้มันสบายกว่าสมัยก่อนเยอะ มาง่ายๆแบบนี้ มันก็จะไม่รู้จักอดทน นู้นนี้ๆๆ …
(ส่วนคนที่รุ่นสูงกว่าผม ก็คงคิดแบบนี้กับผมเช่นกัน ตกทอดไปเรื่อยๆตามเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่เกินจะหยุดยั้ง)
“กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วมครับ”
อันนี้อ่านแล้วถึงกับยิ้มเลยครับ ^^
madook > สนใจก็ใส่เลย!
oddchou > ใช่เลยครับ เรามักจะคิดว่า เราลำบากว่าเด็กรุ่นหลัง (และมักจะคิดว่า รุ่นเราดีกว่าเด็กรุ่นหลังเสมอ)
ชอบมากครับ
โดยเฉพาะ “เพราะว่าความไม่สะดวกสบายทำให้คนได้เรียนรู้มากมาย ถ้าสบายมากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะเพลิดเพลินกับความสบายมากเกินไป”
มันเป็นอะไรที่จริงมากๆ สบายมากไปก็ไม่ใช่ปัญญา
พอเริ่มลำบากก็เริ่มใช้สติปัญญาแก้ปัญหา
Otaku_Ranger > ชีวิตพวกเราเดี๋ยวนี้สบายมากเลยนะครับ มิน่าพวกเราถึงไม่ค่อยได้เรียนรู้ชีวิตกันสักเท่าไหร่
ขอบคุณ ผู้ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้ามาอ่าน
กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วมครับ โดนมากค่ะ ฮ่าๆ
[...] เมษายน 21, 2010 โดย maledpun ดีมากๆ จากพี่ทรงกลด http://www.lonelytrees.net/?p=1066 [...]
กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วมครับ ชอบๆ ใช้ได้จริง