หนอนไม่มีตา แต่ว่าชอบอ่านหนังสือ

Posted by zcongklod on May 27, 2010

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเราถึงเปรียบเปรยคนรักการอ่านว่าเป็น หนอนหนังสือ
ซึ่งแปลมาจากคำว่า Bookworm
หนอนเป็นสัตว์ที่ไม่มีตา
มันจึงไม่น่าถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้รักการอ่าน
อีกเรื่องที่ผมสงสัยพอกันก็คือ เรามีคำที่เอาไว้ใช้เรียกภาพที่มองจากมุมสูงว่า Bird’s-Eye view
และเราก็ยังมีคำว่า Worm’s-Eye view เอาไว้เรียกภาพที่มองจากมุมต่ำเงยขึ้นด้านบน
ในเมื่อหนอนมันมองไม่เห็น แล้วทำไมเราถึงเปรียบภาพในมุมนั้นว่าเหมือนมองผ่านสายตาหนอน
เรื่องหลังผมยังข้องใจ ส่วนเรื่องแรก ถึงยังไม่ได้คำตอบ แต่ผมก็หายสงสัยแล้ว

เพื่อนชาวญี่ปุ่นจัดแจงนัดให้ผมพบกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
เพื่อนของผมบอกว่า ผมกับเธอควรได้คุยกัน
หญิงสาววัยยี่สิบกลางๆ คนนี้มีชื่อว่า Yoshimi Horiuchi
หรือจะเรียก โย อย่างที่เพื่อนๆ ชาวไทยของเธอเรียกก็ได้

มาถึงโยก็เล่าเรื่องห้องสมุดที่ญี่ปุ่นให้ผมฟัง
เธอว่าห้องสมุดหลายแห่งมีระบบที่เอื้อกับคนตาบอด
คือมีหนังสืออักษรเบรลล์ให้อ่าน หรือไม่ก็มีไฟล์เสียงให้ฟัง
ซึ่งไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่
สิ่งที่เริ่มจะพิเศษขึ้นก็คือ นอกจากคนตาบอดแล้ว ห้องสมุดบางแห่งยังมีหนังสือที่รองรับคนพิการประเภทอื่นๆ ด้วย ซึ่งหลักๆ ก็คือ ผู้พิการทางสมอง
แต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่าระบบห้องสมุดสำหรับคนที่เดินไม่ได้ เขามีบริการส่งหนังสือให้ถึงบ้าน

โยบอกว่าห้องสมุดที่ญี่ปุ่นไม่ได้รอให้คนเข้ามาอ่าน แต่ยังเอาตัวเองออกไปหาคนอ่านด้วย
กลุ่มคนที่ไปหาก็คือ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย หรือคนที่ไม่สะดวกจะเดินทางมาที่ห้องสมุด
เช่น คนพิการ คนท้อง แม่ที่ต้องเลี้ยงลูกอ่อนอยู่กับบ้าน คนแก่
รวมถึงคนต่างชาติรายได้น้อยที่เข้ามาขายแรงงานในญี่ปุ่น ซึ่งอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก
หนังสือจะถูกส่งตรงไปยังบ้านของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับมีอาสาสมัครช่วยอ่านให้ฟัง
ถ้าคนตาบอดอยากใช้บริการในห้องสมุดปกติก็นัดอาสาสมัครให้มาช่วยอ่านหนังสือให้ฟังได้
ผมสงสัยว่า ทำไมต้องอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังแบบสดๆ ทีละคนด้วย
บันทึกเสียงเก็บไว้เป็นไฟล์ไม่ดีกว่าหรือ
โยเฉลยว่า หนังสือบางประเภทมีรูป กราฟ แผนที่ หรือตารางเยอะ
สิ่งเหล่านี้ต้องการการอธิบายแบบตัวต่อตัวคนตาบอดถึงจะเข้าใจ
เห็นวิธีคิดที่เอาใจใส่คนตาบอดแบบนี้ก็ชื่นใจ และชื่นชมคนทำ

พอโยเล่าเรื่องญี่ปุ่นจบ เธอก็เล่าต่อว่า เธอกำลังจะทำโครงการนี้ในประเทศไทย
ชื่อ คาราวานหนอนหนังสือ
ดำเนินการในนามองค์กรของเธอเองที่ชื่อ Always Reading Caravan (ARC)
ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร
มีเป้าหมายว่าอยากให้บริการห้องสมุดเคลื่อนที่ไปยังเด็กและผู้ใหญ่
ทั้งพิการและไม่พิการ ในพื้นที่ชนบทของไทย

เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2549 ช่วงที่โยมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เธอมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปดูงานในหลายหมู่บ้าน
และได้คลุกคลีกับองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการทั่วประเทศ
นั่นทำให้เธอพบว่า เด็กพิการจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
อย่างเด็กชายอายุ 15 ปีคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบ
ถือเป็นหนึ่งในจำนวนนับพันที่ไม่สามารถเข้าถึงความบันเทิงอื่นได้นอกจากนอนดูโทรทัศน์บนเตียง
ครอบครัวของเขาก็ทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ เขาเลยไม่ได้ไปโรงเรียน
ไม่มีใครสอนอ่าน สอนเขียน และไม่มีใครอ่านหนังสือให้ฟัง
เจ้าของปริญญาตรีครุศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่นคนนี้มองว่า
ในพื้นที่ชนบทหนังสือเป็นสิ่งมีราคา และห้องสมุดเป็นสิ่งที่หายาก
โทรทัศน์จึงเป็นแหล่งความบันเทิงหลักของชาวบ้าน
เธอเลยอยากหาทางนำหนังสือเคลื่อนที่ไปให้ถึงคนเหล่านั้น

โยบอกว่า คนไทยเชื่อว่า การอ่านหนังสือคือการเรียน ทำให้คนไม่ค่อยอยากอ่าน
เธอเลยอยากเปลี่ยนให้เราหันมารู้สึกว่า การอ่านหนังสือคือการพักผ่อน เป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง ถ้าโปรโมทว่า อ่านหนังสือแล้วสนุกมาก คงมีคนอยากอ่านหนังสือเยอะขึ้น

เธอรับสมัครทีมงานชาวไทยอีก 2 ชีวิต ขับรถบรรทุกหนังสือมุ่งหน้าไปยังโคราชซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมาย
เธอเลือกหมู่บ้านไกลโพ้นที่ไม่มีห้องสมุดมา 4 แห่ง
แต่ละแห่งคาราวานของเธอจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นที่ละ 2 สัปดาห์
โดยจะย้ายสถานที่ไปตามโรงเรียน โรงพยาบาล สถานดูแลเด็กพิการ ศูนย์กลางชุมชน หรือตลาด
พอครบกำหนดก็ขับรถไปยังหมู่บ้านถัดไป วนไปเช่นนี้
ใน 1 ปี ห้องสมุดเคลื่อนที่จะแวะไปแต่ละหมู่บ้าน 6 ครั้ง

ในรถของเธอซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่เต็มไปด้วยหนังสือปกติ หนังสือเบรลล์
ไฟล์เสียงของหนังสือ ของเล่นเกี่ยวกับการศึกษา รูปที่สามารถสัมผัสได้
และรูปจำลองต่างๆ ที่ช่วยให้คนตาบอดสัมผัสได้ว่า
สถานที่ต่างๆ อย่างทัชมาฮาล หรือหอไอเฟลหน้าตาเป็นอย่างไร

โยบอกว่างานของเธอคือเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมหนังสือ
ไปที่ไหนก็จะสอนอาสาสมัครท้องถิ่นให้ลองบริหารจัดการห้องสมุดด้วยตัวเอง
ถ้าทำได้แล้ว คาราวานของเธอก็จะไม่กลับมาอีก
โดยจะเปลี่ยนไปบุกเบิกระบบห้องสมุดในหมู่บ้านอื่นๆ แทน
ใครสนใจอยากเป็นอาสาสมัครร่วมเดินทางหรืออยากบริจาคหนังสือติดต่อได้ที่ www.alwaysreadingcaravan.org
โยบอกผมและเขียนแนะนำตัวในเว็บไซต์แบบเดียวกันว่า
เธอเป็นหนอนหนังสือจากญี่ปุ่น ที่อยากจะทำโครงการชวนคนไทยอ่านหนังสือ
ฟังแล้วก็ทึ่ง ไม่ใช่ทึ่งเพราะโครงการที่เธอทำมันแปลกประหลาดอย่างที่คาดเดาไม่ได้
แต่ทึ่งเพราะว่า
โยตาบอด
ที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นโครงการที่เกิดจากผู้หญิงตาบอดชาวญี่ปุ่น
ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เป็นเกิดจาก หนอนหนังสือตาบอดชาวญี่ปุ่น
จากที่เคยสงสัยว่า ทำไมเราถึงใช้หนอนเป็นสัญลักษณ์ของคนที่รักการอ่านทั้งๆ ที่หนอนมันมองไม่เห็น ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้ว

การอ่านหนังสืออาจไม่ใช่แค่เรื่องของตา
ไม่ต้องมองเห็นเราก็อ่านหนังสือได้ หนอนที่ไม่มีตาก็รักการอ่านได้


ฝากกา

Posted by zcongklod on Apr 28, 2010

.

ใจดำเป็นอีกา!
ได้ยินสำนวนนี้ทีไร ผมก็สงสารกาขึ้นมาจับใจ
คนคิดคงตั้งใจแค่เปรียบความดำของใจไว้กับสีดำของขนกา
แต่ไปๆ มาๆ มันชวนให้เข้าใจว่า อีกานั้นใจดำ
กาเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยมีคนรัก (ถึงขนาดโดนเติมคำนำหน้าว่าอี)
ด้วยความที่มันเป็นนกในเมืองที่มีร่างกายใหญ่โต รูปร่างเกินกว่าคำว่าน่ารัก
เสียงร้องก็ไม่ได้สดใสจิ๊บจุ๊บจุ๊กกรูอย่างนกน้อย
เหตุผลด้านรูปลักษณ์ก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องของนิสัยใจคอมากกว่า
มันเลยถูกคนหลายประเทศเหมาให้เป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้าย

จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา
คนไทยเราพูดประโยคนี้ด้วยความหมายว่า
กาเป็นสัตว์ที่ตื่นแต่เช้า ขยันขันแข็งในการออกหาอาหาร
แต่มีข้อเสียคือชอบลักเล็กขโมยน้อย ดังนั้นจงขยันเหมือนกา แต่อย่าขี้ฉ้อแบบมัน
ผมนึกถึงนิทานอีสปเรื่องที่บอกว่า กาตัวหนึ่งอยากกินน้ำที่อยู่ก้นขวด มันเลยบินไปคาบหินมาใส่ขวดจนระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นพอให้มันกินได้
ถ้าว่ากันตามเรื่องราวในนิทานอิสป กาเป็นสัตว์ที่ฉลาด
(ในหนังสือเล่มนั้น สัตว์ส่วนใหญ่ก็ฉลาดกันทั้งนั้น)
ขอพักเรื่องกาแล้วมาพูดถึงมนุษย์ก่อนนะครับ

นาย Joshua Klein ทำงานกับ Frog Design ในตำแหน่งนักเทคโนโลยีที่ดูแลเรื่องทางทฤษฎี
พัฒนาโปรแกรมทางสังคม ระบบที่เกี่ยวกับสาธารณสุข และเครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้น
เขาเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง Roo’d ซึ่งเป็นหนังสือในยุคใหม่เล่มแรก (หลังจากเรื่องทาร์ซาน)
ที่ถูกแปลงร่างเป็นไฟล์เข้าไปอยู่ใน iPhone
Klein บอกว่าเขาเป็นแฮคเกอร์ที่สนใจจะแฮคทุกอย่างที่มีการเคลื่อนไหว
ตั้งแต่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบของสังคม สถาบัน ฮาร์ดแวร์ของผู้บริโภค
ไปจนถึงพฤติกรรมของสัตว์
เขาพยายามเจาะเข้าไปในชีวิตของสัตว์ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของมัน
กาคือเหยื่อของเขา

Klein เห็นความฉลาดที่ซุกอยู่ในตาของกา เมื่อปี 2008 เขาเลยทำการทดลองที่แปลกๆ อยู่สักหน่อย นั่นก็คือประดิษฐ์ตู้อัตโนมัติขึ้นมา เมื่อหยอดเหรียญลงในตู้นี้ จะมีถั่วไหลออกมาให้กากิน
แฮคเกอร์ไฟแรงคนนี้สอนกาให้คาบเหรียญไปหยอดลงตู้เพื่อจะได้กินถั่ว
กาทำได้
เขาเลยปรับการทดลองให้ยากขึ้น คือลองวางเหรียญทิ้งไว้แบบสุ่มๆ แล้วให้กาบินไปหา
และคาบมาหยอดตู้ด้วยตัวเอง
กาก็ยังทำได้

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่
ที่แปลกคือ กามันอินถึงขนาดกลับไปสอนลูกสอนหลานให้ทำแบบเดียวกัน!!!
มันรู้ว่าถ้าหาเหรียญมาหยอดตู้ได้ มันจะได้กินถั่ว
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในแง่นี้ คนไทยเราคุ้นเคยกันดี
ทั้งการฝึกช้างไว้ใช้งาน ฝึกลิงไว้เก็บมะพร้าว หรือฝึกจระเข้ไว้โชว์
แต่ฝรั่งเขาสนใจในอีกมุม
กาเป็นสัตว์ที่ไม่มีใครปรารถนา เพราะมันสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและผลผลิตทางการเกษตรของมนุษย์
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับกาเลยจัดว่าเป็นศัตรู เรียกว่า อย่าอยู่ร่วมโลกกันเลยดีกว่า
คงเดาได้ว่าใครต้องเป็นฝ่ายไป
ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ
โปรเจกต์นี้เลยเจ๋งตรงที่เราสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดจนตีนกาขึ้น
ระหว่างคนกับกาให้กลับมาชื่นมื่นได้
เป็นความสัมพันธ์ร่วมกันบนหลักที่ว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
ยังไง
ยังงี้
เขาเปิดให้คนทั่วโลกลองนำวิธีนี้ไปทดลองใช้ดูแล้วรายงานผลมาแชร์กันเป็นข้อมูลสาธารณะว่า
เราสามารถฝึกให้กาทำอะไรได้บ้าง
มีไอเดียหนึ่งบอกว่า น่าจะลองฝึกให้กาช่วยเก็บขยะ
ถ้าทำได้ กาจะน่ารักขึ้นอีกเยอะมากในสายตามนุษย์
ถ้าเราเห็นประโยชน์ของมัน เราคงรักมันมากขึ้น


ฝันซ้อนฝัน

Posted by zcongklod on Nov 19, 2009

.
เรื่องนี้เหมือนฝันซ้อนฝัน
ความฝันของคนเล็กในเมืองใหญ่ยังคงเป็นประเด็นคลาสสิกตลอดกาลที่เล่าขานกันได้ทุกยุคทุกสมัย
ผู้คนหลากหลายต่างเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อแสวงหาสิ่งที่ต่างกัน
ส่วนใหญ่เรามักจะเข้าใจว่า
คนเล็กเหล่านี้หนีความแร้นแค้นในเมืองแล้งเข้ามาหาโอกาสทำงานเพื่อเก็บเงินเก็บทอง
บ้างก็เก็บตอนเช้าไว้กินตอนค่ำ บ้างก็เก็บสะสมได้เป็นกอบเป็นกำ
ส่วนจะหอบกลับไปทำอะไร นั่นก็เป็นเรื่องของเขา
บางคนไม่ได้เข้าเมืองมาเพื่อหาเงิน พวกเขาเข้ามาตามหาความฝัน
ถึงไม่ได้ตั้งใจเข้ามาหาเงิน แต่พวกเขาก็ต้องใช้เงิน
เยอะด้วย

ในตำนานการต่อสู้เพื่อความฝันสัญชาติไทย
เรื่องราวมักเทไปขมวดปมเข้มข้นตรงการใช้ไอเดียพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
เรื่องการทุ่มเทพลังกายพลังใจฝ่าฟันปัญหานั้นเป็นประเด็นใหญ่แต่อาจจะไม่ที่สุด
เพราะนักล่าฝันไม่ว่าจะวงการไหนๆ มักจะเริ่มต้นก้าวสู่เส้นทางของความฝัน
ด้วยแต้มต่อที่ตัวเองมี มากบ้าง น้อยบ้าง
แต่เรื่องราวของนักล่าฝันชาวญี่ปุ่นนั้นต่างไป เพราะเรื่องมักจะเริ่มต้นจากภาวะติดลบ
ก่อนจะฝึกฝนพัฒนาทักษะและปัญญา พวกเขาต้องต่อสู้กับปัญหาปากท้องก่อน

ขณะที่นักเรียนด้านการออกแบบของเราเริ่มต้นด้วยการคิดว่า
พรุ่งนี้จะซื้อหาเครื่องมือรุ่นไหน ไปเฉิดฉายหาแรงบันดาลใจที่ไหน
นักเรียนด้านการออกแบบของญี่ปุ่น เริ่มต้นด้วยการคิดว่า พรุ่งนี้จะกินอะไร
มีหนุ่มสาวจำนวนมากจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามาที่โตเกียวพร้อมกับความฝันและเป้าหมาย
ยังไม่ต้องคิดว่า ทำยังไงถึงจะไปถึงฝันนั้นได้
สิ่งแรกที่พวกเขาต้องคิดก็คือ จะทำงานพาร์ตไทม์อะไรถึงจะมีเงินพอสำหรับจ่ายค่าเช่าบ้าน
และค่าครองชีพมหาโหดในกรุงโตเกียว
พอจ่ายใบเสร็จค่าครองชีพพื้นฐานครบทุกใบแล้ว
นักเรียนสายออกแบบทั้งหลายก็ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับจ่ายค่าอุปกรณ์ในการทำงาน
แล้วพวกเขาก็คงเป็นนักออกแบบที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่อ่านหนังสือ ดูหนัง ชมละครเวที และทัศนางานศิลปะ
ยิ่งอยากได้แรงบันดาลใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องจ่ายมากเท่านั้น
ฝันก้อนใหญ่ต้องใช้พลังงานเยอะ
ฝันไกลก็ต้องใช้พลังงานในการบริหารสมองเยอะ
หากอยากบริหารสมองเยอะ ก็ต้องออกแรงทำงานพาร์ตไทม์เพิ่ม จะได้มีเสบียงอย่างเพียงพอ

Yamamoto Shigeru ชายวัย 31 ปี สนใจปัญหานี้มาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย
เขาไม่ได้มองมันในแง่ของปัญหาสวัสดิการสังคมแสนซับซ้อน
เขามองมันง่ายๆ เพียงแค่
วัย 18-30 ปีเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญมาก
เพราะมันคือช่วงที่เราจะพัฒนาความสามารถของตัวเองไปสู่สิ่งที่เราอยากเป็น
จะทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับชีวิตในช่วงนี้
คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในโตเกียวเป็นคนมีความฝัน
มีความสามารถ มีความคิด และมีพลัง
หากพวกเขาต้องหมดพลังส่วนใหญ่ไปกับเรื่องปากท้อง ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย

ยามาโมโตะเลยคิดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ชื่อ KOTOBA NO ATORIE ขึ้นมา
โดยมีเป้าหมายปลายทางแบบญี่ปุ่นจ๋าว่า
ต้องการสร้างสังคมที่เยาวชนสามารถมีความหวังในอนาคตของพวกเขาได้
องค์กรของเขามีโครงการที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น Japan Institute for dropout prevention
ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนักศึกษาต้องหลุดจากวงโคจรการศึกษาไปเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์
โครงการ Academy novel Jinbocho เป็นโครงการพัฒนาวิชาชีพแบบสุดเก๋
แทนที่จะไปสอนเสริมสวย
เขาเลือกที่สอนทักษะการเขียนงานวรรณกรรมและการ์ตูนให้ผู้ที่สนใจในด้านนี้แบบฟรีๆ

อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญคือ การ์ตูน
เรื่องราวในการ์ตูนคือความฝันของใครหลายคน
การใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนก็เลยเป็นเหมือนความฝัน 2 ชั้น
เป็นฝันที่ซ้อนอยู่บนฝันอีกที
โครงการที่โดดเด่นที่สุดของยามาโมโตะคือ Tokiwa Inn Project
หรือบ้านเช่าราคาถูกสำหรับนักเขียนการ์ตูน
ไม่ว่าศิลปินแขนงไหนๆ ในช่วงเวลาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จล้วนยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น
นักเขียนการ์ตูนก็อยู่ในข่ายนั้น
เมื่อมีที่พักราคาถูกมาก พร้อมสาธารณูปโภคที่จำเป็นครบครัน
และแวดล้อมไปด้วยคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเหมือนกัน
ที่นี่ย่อมเป็นสวรรค์ของการ์ตูนนิสต์แดนอาทิตย์อุทัย
โครงการนี้เอาบ้านเก่ามาตกแต่งและจัดสรรปันส่วนใหม่
แล้วก็ตั้งราคาเช่าในระดับที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งสามารถเอื้อมถึง
จากนั้นก็คัดสรรนักเขียนการ์ตูนที่มีความมุ่งมั่น มีทักษะการสื่อสารที่ดี
และทำงานเป็นทีมได้ (ซึ่งน่าจะแปลว่า อยู่ร่วมกับคนอื่นได้)
เมื่อได้นักเขียนการ์ตูนในวัย 18-30 ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ตั้งไว้ ก็เซ็นสัญญากันแบบปีต่อปี
ในเงื่อนไขว่า รวมแล้วอยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี
3 ปีน่าจะนานพอสำหรับการขยับฐานะจากนักเขียนการ์ตูนโนเนมไปสู่นักเขียนการ์ตูนที่พอจะมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
ไม่ใช่แค่ ใช้เช่าบ้านเท่านั้น
โครงการนี้ยังช่วยติดต่อสำนักพิมพ์และหาทางสร้างโอกาสในรูปแบบต่างๆ ให้ด้วย
ตอนนี้มีบ้านเช่าราคาถูกสำหรับนักเขียนการ์ตูนทั้งหมด 12 หลัง
รับรองนักเขียนการ์ตูนอยู่ทั้งหมด 64 คน และยังมีคนที่ลงชื่อต่อคิวรอยาวเป็นหางว่าว
สิ่งที่เขาทำ ส่งให้ยามาโมโตะกลายเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ทั้งในแง่ความดัง (มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กประวัติตัวเองด้วย)
และในแง่การยอมรับ เขาได้รับรางวัลด้านผู้ประกอบการทางสังคมไม่น้อยเลยทีเดียว

โครงการของเขามีคุณค่าเพราะ เขาไม่ได้ทำบ้านเช่าเอื้ออาทร
แต่เขามองว่า เยาวชนเหล่านี้คืออนาคตของญี่ปุ่น
เขาอยากช่วยให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ต่อสู้กับปัญหาอันจะนำไปสู่การเติบโต
สุดท้าย เขาอยากทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า
สังคมนี้เป็นสังคมที่คนหนุ่มสาวสามารถมีความหวังในอนาคตของพวกเขาได้
ผมเห็นด้วย สังคมที่หนุ่มสาวไม่มีหวังในความฝัน มันคงเป็นสังคมที่สิ้นหวังมาก
ผมชอบโครงการสนับสนุนความฝันในการสร้างฝันผ่านการ์ตูน
ถ้าลบซ้อนลบเป็นบวก
ฝันซ้อนฝันก็น่าจะเป็นจริง


ขอให้ผม

Posted by zcongklod on Aug 30, 2009

.

เรื่องของผมเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องของคุณ ของเขา และของเราด้วย
เคยมีคนถามผมว่า ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อ จะขออะไร
ไม่ต้องเสียเวลาสักนิด ผมคิดไว้นานแล้ว
ในฐานะของผู้ห่างเหินการขอพร ไม่มีอะไรที่ผมอยากขอมากไปกว่า
ขอให้คนเลิกขอพร แล้วหันไปเริ่มลงมือทำในสิ่งที่เราปรารถนา
ผมว่ามีโอกาสได้มากกว่ารอพรจากฟ้า

ผมไม่ค่อยนิยมการขอพร แต่ผมชอบคำขึ้นต้นของการขอพร
ขอให้…
มันเป็นคำที่มีความหมายหนักแน่นมากอยู่ 2 นัยยะ
ความหมายแรก หมายถึง การร้องขอ
และความหมายที่สอง หมายถึง การยินยอมพร้อมให้
คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงความหมายในทางที่หนึ่ง เพราะเราคงซาบซึ้งกันดีอยู่แล้ว
ผมชอบคำว่า ‘ขอให้’ ในความหมายที่สอง
การแบ่งใจไปคิดถึงคนอื่นบ้าง แทนที่จะคำนึงถึงแต่ตัวเอง เป็นเรื่องน่ายินดี
และในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน การไม่นึกถึงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นลำดับแรก
เป็นเรื่องน่ายกย่องที่ควรปฏิบัติพร้อมกันอย่างถ้วนทั่ว

‘การให้’ นั้นมีได้หลายรูปแบบ
ทั้งให้เป็นเงิน สิ่งของ แรงงาน ทักษะ
เรื่อยไปจนถึงอวัยวะที่ขาดแล้วไม่งอกใหม่
หรือบางอย่างของร่างกายที่หายไปก็หวนมาอย่างเลือด และผม
เราคงเคยได้ยินเรื่องการขายผมเพื่อเอาไปทำวิกผม การบริจาคเส้นผมก็คล้ายกันในรูปแบบ
แต่ต่างกันตรงที่การบริจาคเส้นผมไม่มีราคา แต่มีคุณค่าที่ประเมินไม่ได้

Locks of Love เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 โดยอดีตพยาบาลนาม มาดอนน่า คอฟแมน (Madonna Coffman)
ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานเป็นอาสาสมัครมาหลายสิบปี
ในช่วงที่คอฟแมนอายุราว 20 ปี เธอเคยเป็นโรค Alopecia
ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เส้นผมและขนหลุดร่วงหมดตัวแบบไม่งอกใหม่เพราะรูขุมขนปิด
เนื่องจากรับวัคซีนเพื่อรักษาโรคตับอักเสบแล้วเกิดผลข้างเคียง
แต่โชคดีที่ในที่สุดเธอก็ได้รับการรักษาจนหาย
15 ปีต่อมา ลูกสาววัย 4 ปีของเธอก็เป็นโรคร้ายนี้
เธอบอกว่า ตอนที่เธอเป็นเองชีวิตก็ยากลำบากมากแล้ว
แต่เด็กน้อยคนนี้เหมือนจะมีชีวิตที่ยากลำบากกว่าเธอ 10 เท่า
เธอเลยเลิกทำงานอาสาสมัครทั้งหมดแล้วเริ่มต้นตั้งองค์กร Locks of Love โดยมีโรคร้ายของลูกน้อยเป็นพลังใจ

องค์กรแห่งนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดหาวิกผมให้กับเด็กที่ประสบกับปัญหาผมร่วงเป็นการถาวร
เนื่องจากเป็นโรค หรือเป็นผลข้างเคียงจากการรับการรักษาโรคอื่นๆ
โดยมีเงื่อนไขว่า เด็กเหล่านี้ต้องมีฐานะที่ไม่สู้ดี และต้องมีอายุต่ำกว่า 18 ปี
สิ่งที่เด็กๆ เหล่านี้สูญเสียไปไม่ใช่แค่เส้นผม
แต่พวกเขาเสียความมั่นใจเนื่องจากโดนเพื่อนล้อ
หรือมีสายตาพุ่งตรงมาสนใจศีรษะของพวกเขามากเหลือเกิน
เด็กเหล่านี้เลยไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเด็กวัยรุ่นทั่วไปได้
พวกเขาเลิกเล่นกีฬา โดยเฉพาะการว่ายน้ำ เลิกเดินห้าง หรือเลิกเล่นกับเพื่อน
การใส่วิกผมไม่ใช่การรักษา
แต่ก็ช่วยให้เด็กได้รับชีวิตปกติและความมั่นใจกลับคืนมา

การหาวิกผมมาสวมใส่ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ปัญหาคือ วิกที่มีขายตามร้านทั่วไป เป็นวิกผมสำหรับผู้ใหญ่ เลยใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก
หากอยากใช้ก็ต้องพึ่งเทปหรือกาวติดกับหนังศีรษะซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ หรือไม่ก็ทำให้หนังศีรษะไหม้
ถ้าไม่แพ้เทปหรือกาว เด็กก็อาจแพ้กับสไตล์ของทรงผมซึ่งมันไม่เข้ากับใบหน้าของเด็กเอาเสียเลย
Locks of Love เลยรับบริจาคเส้นผมจากบุคคลทั่วไป เพื่อนำมาทำวิกผมสำหรับเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้
วิกผมของ Locks of Love มองเผินๆ ก็เหมือนกับวิกผมทั่วไป
แต่มันถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษเฉพาะเด็กแต่ละคน
เริ่มแรก เด็กที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกถอดแบบศีรษะออกมาเป็นหุ่น แล้วทำวิกผมตามนั้น
ที่ต้องทำกันขนาดนี้ก็เพราะวิกผมเหล่านี้ไม่ได้ติดกับหนังศีรษะด้วยความพอดีเพียงอย่างเดียว
แต่มันติดอยู่ได้เพราะระบบปุ่มสุญญากาศขนาดเล็กจำนวนมาก
ซึ่งต้องออกแบบมาให้พอดีกับศีรษะจริงๆ
วิกผมแบบนี้มีแต่ผู้สวมเท่านั้นที่สามารถถอดได้ เพราะต้องปรับระบบสุญญากาศตรงขมับ
เด็กเหล่านี้จึงมั่นใจได้ว่าเพื่อนมือซนจะไม่สามารถกระชากวิกของพวกเขาได้
และมันจะไม่หล่นหายในทุกกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ อาบน้ำ หรือเล่นกีฬา
พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาได้รับมากกว่าวิก
แต่ได้รับชีวิตในวัยเด็กคืนด้วย

อีกอย่างที่น่าสนใจก็คือ เด็กๆ สามารถเลือกสีและความยาวของผมได้
เมื่อได้รับไปแล้วพวกเขาจึงสามารถเข้าร้านทำผมไปตัดแต่งทรงให้รับกับใบหน้าได้

เมื่อเป้าหมายปลายทางของเส้นผมมันยิ่งใหญ่และงดงามขนาดนี้
เลยมีคนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันตัดผมของตัวเองส่งมาให้
หลักเกณฑ์ไม่มีอะไรยาก แค่ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 10 นิ้ว ต้องมัดหรือถักเปียมา
ผมที่ผ่านการย้อมหรือดัดก็ส่งมาได้ เว้นไว้ก็แต่ผมที่ผ่านการกัดสีมาแล้ว
เนื่องจากจำทำปฏิกิริยากับสารเคมีในขั้นตอนของการทำวิก
ส่วนผมเดรดล็อกนั่นก็ไม่รับ เพราะมันคงไม่เข้ากับใบหน้าของเด็กนัก

ในการทำวิกผม 1 อัน ต้องใช้ผม 6-10 มัด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
เพราะ Locks of Love ได้รับผมจำนวนมากมาจากทั่วประเทศ
แล้วก็ได้มอบวิกผมให้กับเด็กใน 50 รัฐทั่วอเมริกา ข้ามแดนไปถึงแคนาดาด้วย
เรื่องราวของการรับบริจาคผมของ Locks of Love ก็ยังถูกบอกเล่าในรายการข่าวและรายการโทรทัศน์ชื่อดังของอเมริกาเยอะมาก
รวมไปถึงนิตยสารระดับบิ๊กอีกหลายฉบับทั้งหมวดแฟชั่น หมวดคุณแม่ และหมวดเด็ก
ร้านตัดผมจำนวนมากก็ยินดีร่วมบอกเล่าเรื่องของ Locks of Love ให้กับลูกค้าในร้าน

เราอาจไม่ได้เห็นความคึกคักของผู้รับและผู้ให้ในเว็บไซต์ www.locksoflove.org
แต่ถ้าเราลองเสิร์ชหาภาพโดยใช้คำว่า Locks of Love
เราจะเจอภาพของคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เด็กและผู้ใหญ่ จำนวนมากถ่ายรูปคู่กับมัดผมของตัวเองที่ตั้งใจตัดเพื่อส่งมอบให้กับ Locks of Love

บนโลกใบนี้มีคนตัดผมทุกวัน
ผมบางมัดถูกตัดเพื่อทิ้ง แต่บางมัดก็ถูกตัดเพื่อมอบความสุขให้กับคนอื่น
เราไม่จำเป็นต้องขอพรให้โลกสงบสุข เพราะเราทำได้มากกว่านั้น
เลิกขอให้…
แล้วเริ่มขอให้


เล่นหัว

Posted by zcongklod on May 24, 2009

พูดลำบากว่าผมโครงการนี้ผมนับถือสมองของคนคิด
หรือนับถือหัวจิตหัวใจ (รวมถึงหัวกบาล) ของคนเข้าร่วมมากกว่ากัน
แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล่นๆ ของเด็กๆ อย่างที่ไม่น่าถือสา จนไม่น่าจะมีใครถามว่า
“เด็กจะเล่นมันไปหนักกบาลใคร”
แต่ถ้ามีใครเผลอถามขึ้นมา คงมีคนตอบพร้อมกันด้วยเสียงดังสลอนว่า
“กบาลกู”

ก่อนอื่นใดคงต้องเกริ่นกันก่อนว่า ชาวตะวันตกและตะวันออกนั้น ถือ เรื่องศีรษะต่างกัน
ชาวไทยเรามองว่าศีรษะเป็นของสูงที่ไม่ควรแตะต้องกันโดยไม่สมควร
แต่ชาวตะวันตกนั้นมองว่าศีรษะเป็นอวัยวะหนึ่งที่ไม่ได้ต่างจากหัวเข่า หัวไหล่ หัวใจ และอีกหลายๆ หัว
อีกทั้งชาวตะวันตกก็ยังไม่ได้ ถือ เรื่องอาวุโส
ว่าผู้ที่อายุน้อยกว่าต้องเคารพนบนอบพินอบพิเทาแก่ผู้ที่สูงวัยกว่า
ผู้เกิดที่หลังไม่ควรแสดงกริยากระด้างกระเดื่อง ทั้งกาย วาจา ใจ แก่ผู้ที่เกิดก่อน
ดังนั้น เมื่อชาติตะวันตกมีโครงการที่ให้เด็กวัยละอ่อนได้ทำกิจกรรมเหนือหนังศีรษะของผู้ใหญ่
มันก็เลยอาจจะเป็นอะไรที่คนไทยเราไม่ใคร่จะเห็นคล้อยสักเท่าไหร่
ไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้เราอ่านกันแบบ ฟังหัวไว้หัวก็แล้วกัน

โครงการ Haircuts by Children นั้นริเริ่มขึ้นโดยกลุ่ม Mammalian Diving Reflex ในแคนาดา
ประเทศที่มีกิจกรรมศิลปะในเชิงสังคมที่น่าจะโดดเด้งที่สุดในโลกขณะนี้
การแสดงออกอยากเป็นรูปธรรมของโครงการนี้ มีอยู่ง่ายๆ เพียงว่า
เขาจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ตัดผมให้ผู้ใหญ่ จบ!

มันไม่ใช่โครงการประเภทฝึกอาชีพของเด็กในสถานพินิจ
ไม่ใช่โครงการฝึกอาชีพของโรงเรียนสอนตัดผม
ไม่ใช่บริการตัดผมฟรีให้ประชาชนในช่วงเศรษฐกิจสั่น
ไม่ใช่กิจกรรมทางการตลาดของสินค้าใด
และไม่ใช่กิจกรรมวันเด็ก
มันเป็นโครงการที่สอนเด็กในเรื่องสิทธิการเป็นพลเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง

โครงการนี้เริ่มต้นจากการลงพื้นที่ในชุมชน คัดเลือกเด็กนักเรียนอายุ 10-12 ปี
ที่มีแววว่ามีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถเพียงพอ และมีสุนทรีย์ในระดับที่วางใจได้
จากนั้นเขาก็จะเอาเด็กมาเข้าเวิร์กช็อปสิบกว่าวันเพื่อสอนเด็กในหลายเรื่อง
เริ่มจากเวิร์กช็อปด้านศิลปะ เพื่อให้เด็กได้เข้าใจในตัวโครงการ และเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น
ซึ่งก็คือประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ถ้าพวกเขาไม่สามารถทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้
งานศิลปะแบบไหนถึงจะช่วยให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมาได้
จากนั้นก็สอนเรื่องการตัดผม โดยช่างตัดผมมืออาชีพที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ทั้งคนขาว คนดำ โดยเรียนกันในช่วงเลิกเรียน
พอฝึกฝนกันจนมั่นใจแล้วว่าออกงานได้ ก็ถึงขั้นตอนที่สามซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของงาน
นั่นก็คือการให้เด็กได้ลงมือตัดผมจริงๆ

โครงการจะจัดเช่าร้านตัดผมจริงๆ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนนัก
เพื่อให้โครงการนี้มีดีกรีความเป็นชุมชนเข้มข้น โดยร้านที่เลือกนั้นต้องมีที่เก้าอี้ตัดผมอย่างน้อย 4 ที่
และต้องมีหน้าต่างให้คนภายนอกมองเข้ามาเห็นได้ชัดเจน
โดยมีการขายเสื้อยืด ขายหนังสือ และสินค้าอื่นๆ อย่างครื้นเครง
ลำพังแค่การตัดผมในเมืองโตรอนโตเมืองเดียวก็สามารถหาเงินได้ถึง 500 เหรียญสหรัฐ
(คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันเด็กปีนี้ได้เท่ากับ 17,500 บาท) ภายในเวลา 5 วัน
โดยเงินเหล่านี้จะถูกส่งมอบต่อไปยังองค์กรที่ทำงานด้านเด็ก

ทางโครงการจัดโปสเตอร์ไปแปะไว้ทั่วเมือง เพื่อชักชวนให้คนมาตัดผม
และหากบางคนไม่สะดวกที่จะมาที่ร้านในวันเวลาดังกล่าว
เขาก็ยังได้รับรู้แนวคิดของโครงการนี้ผ่านโปสเตอร์นั้น
โครงการนี้ชี้แจงว่า การที่เด็กๆ ได้รับอนุญาตให้ตัดผมให้กับผู้ใหญ่นั้น
จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น กำลังใจ และความรู้สึกในการเป็นพลเมืองให้กับเด็กๆ
ทำให้รู้สึกว่า เขาได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้
ดีกว่าการให้สิทธิเด็กในการเลือกตั้งโดยที่เด็กยังไม่พร้อม

หากสงสัยว่าฟีดแบคจากโครงการพิลึกพิลั่นนี้เป็นอย่างไร ก็บอกได้เพียงว่า
สื่อมวลชนจากทั่วโลกเขียนชื่นชมกันจนหน้าบาน
แล้วไอเดียนี้ก็ถูกส่งออกจากโตรอนโตไปทำในอีกหลายเมืองใหญ่ของโลก
เช่น ลอสแองเจลลิส เบอร์มิงแฮม พอร์ตแลนด์ โอเรกอน ดับลิน และนิวยอร์ก
รวมไปถึงคว้ารางวัล Best of Performa ประจำปี 2007 ของ ARTINFO
หรือแปลความหมายได้ว่าเป็นงานศิลปะแนว Performance Art ที่เจ๋งที่สุดในโลกในปีที่แล้ว

ผู้จัดงานบอกว่า ในอนาคตเด็กเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งมีที่ชีวิตที่พลังพอจะเดินข้ามถนนเองได้
และเด็กๆ ทุกคนก็จะได้รับกรรไกรเพื่อใช้ในการตัดแต่งอนาคตของพวกเรา
เด็กๆ จะได้รับสิทธิของการเป็นพลเมืองเต็มรูปแบบ
โครงการนี้จึงเป็นโครงการเตรียมพร้อมให้เด็กเพื่ออนาคต
เป็นโครงการที่ผู้ใหญ่ไม่น่าต้องกังวลใจ เพราะเด็กเขาแค่ตัดผมให้
ไม่มีถอนหงอก


สัมภาษณ์นิคม พุทธา ตอนที่ 1: กล้วยไม๊?

Posted by zcongklod on May 15, 2009

มีข่าวคราวความคืบหน้าโครงการปลูกกล้วยป่ามาฝากครับ
โครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โครงการปลูกกล้วยป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศดอยหลวงเชียงดาว
มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่ชื่อ ‘โครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิง’ ของพี่อ้วน นิคม พุทธา เป็นพ่องาน
แล้วก็มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว
และกลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำแม่ปิงประมาณ 200 คน ร่วมเป็นพันธมิตร
โครงการนี้ตั้งใจว่าจะปลูกกล้วยป่า (กล้วยแดง) ให้ได้ 3,000 ต้น
บริเวณรอบดอยหลวงเชียงดาว กินพื้นที่ประมาณ 100 ไร่
ในเขตบ้านนาเลา ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

งบประมาณของโครงการนี้เบ็ดเสร็จแล้วอยู่ที่ 95,000 บาท
หลักๆ เป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมหน่อกล้วยและการขนย้ายจาก 7 ตำบล
แล้วก็ค่าอาหารและที่พักสำหรับเยาวชนที่มาร่วมปลูกกล้วย ในรูปแบบของค่าย 3 วัน
ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552
เนื่องจากโครงการนี้ยังหาผู้สนับสนุนด้านงบประมาณไม่ได้
เลยอาศัยวิธีบอกบุญกันไปเรื่อยๆ
ถ้าหางบประมาณได้น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ก็ยังดำเนินงานกันต่อครับ
เพียงแต่คงต้องลดจำนวนกล้วย และจำนวนเด็กลง

ในงาน Greenday ที่ผ่านมาของนิตยสาร a day มีคนช่วยบริจาคสมทบทุนไปแล้ว 5,000 บาท
ถ้าใครอยากช่วยบริจาคเพิ่มก็เชิญได้ที่
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงดาว
ชื่อบัญชี โครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง
เลขบัญชี 516-1-35859-9

สำหรับผู้ที่อยากไปร่วมลงแรง
พี่อ้วนแนะนำว่าควรมาถึงเชียงดาวในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน
หากเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก็ขึ้นรถทัวร์ไปลงที่เชียงดาวได้เลย
ถ้ามาจากตัวเมืองเชียงใหม่ หรือจังหวัดอื่นๆ ก็พาตัวเองมาถึงตลาดเชียงดาวให้ได้
จากนั้นพี่อ้วนจะส่งรถมารับไปพักกันที่ค่ายเยาวชน ใกล้ๆ กับดอยหลวงเชียงดาว
แนะนำว่าก่อนจะเดินทางมา ควรแจ้งคุณทิพย์ล่วงหน้าก่อนนะครับ
คุณทิพย์จะได้ทราบว่าต้องเตรียมที่พัก อาหาร และรถ สำหรับคนจำนวนเท่าไหร่
แจ้งคุณทิพย์ได้ที่อีเมล pingwatershed@yahoo.com, nammaeping@gmail.com
หรือโทรศัพท์ 053 455 785, 086 654 3952

ถ้าใครอยากจะรู้จักกล้วยป่าเพิ่ม ผมมีบทสัมภาษณ์พี่อ้วนเรื่องกล้วยป่ามาฝากครับ
เป็นการคุยกันตอนที่ผม นิ้วกลม และสาวผู้โชคร้าย ได้เจอพี่เขาโดยบังเอิญที่เชียงดาว
อันที่จริง พี่อ้วนคุยเรื่องสนุกๆ และน่ารู้มากมาย แต่มันไม่ค่อยเกี่ยวกับกล้วยป่าเท่าไหร่
เอาไว้มีโอกาสเหมาะๆ เมื่อไหร่ จะเอามาลงให้อ่านกันนะครับ

***************************************************************

ทำไมพี่อ้วนถึงสนใจกล้วยป่าครับ

ป่าไม้ในประเทศไทยเรียกว่าป่าเขตร้อน ในโลกนี้มีป่าเขตร้อยแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งโลก นอกจากป่าเขตร้อนจะมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายอย่างเช่น ไม้ไผ่ ไม้ดู่ ไม้แดง ไม้สัก ไม้ตระกูลปาล์ม แล้วก็มีไม้ตระกูลกล้วย เราจะเห็นว่าประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย เขมร พม่า ขึ้นไปถึงจีนมีกล้วยกระจายอยู่หลายสายพันธุ์ คนในแต่ละภูมิภาคก็รู้จักการนำกล้วยมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ

บทบาทของกล้วยหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ บทบาทต่อคนท้องถิ่น ในการเป็นอาหาร ยารักษาโรค ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่ผลเท่านั้น แต่รวมไปถึงใบและลำต้นด้วย

อีกบทบาทมีต่อระบบนิเวศ สัตว์หลายชนิดได้พึ่งพาอาศัยกล้วยเป็นอาหาร ผมเคยตามช้าง ช้างรู้ว่าดงกล้วยอยู่ตรงไหน เมื่อโขลงช้างมาที่ดงกล้วยมันจะใช้เวลานานในการหากินกับดงกล้วย มันใช้งวงตวัดใบอ่อนกิน แล้วก็เอางวงลอกกาบข้างนอกออกแล้วกินเนื้อในต้นกล้วย บางทีก็เอาต้นกล้วยมาฟาดไล่ยุง พฤติกรรมของช้างป่าไม่ได้กินล้างกินผลาญ กินแล้วก็ไป อีกสักเดือนสองเดือนกล้วยก็งอกขึ้นมาทดแทน กล้วยเป็นเหมือนโรงงานผลิตอาหารให้กับสัตว์ในป่า หมีกินหยวกข้างใน หมูป่าก็กินหยวกข้างในแล้วก็กินหน่อ พวกเม่นปีนขึ้นไปกินผลสุก ชะมดอีเห็นก็กินผล หมูหริ่งหมาหริ่งขุดลงไปกินเหง้ากล้วย ที่ผมรู้เพราะผมเคยเก็บขี้ของสัตว์แต่ละชนิดมาศึกษาก็พบเมล็ดกล้วยในขี้สัตว์ นก กระรอก กระแต ลิง ชะนีก็กินกล้วย ถ้าป่าตรงไหนมีดงกล้วยนั่นเป็นหลักประกันได้ว่าสัตว์ป่าอยู่ได้ เพราะทุกส่วนของกล้วยคืออาหารของสัตว์ป่า

กล้วยมีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นในป่า ความชุ่มชื้นในป่าเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะถ้าไม่มีความชื้นการย่อยสลายจะไม่เกิด ถ้าการย่อยสลายไม่เกิด ชีวิตก็ไม่เกิด การย่อยสลายเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนมาก ใบไม้ที่ร่วงลงมาเหมือนห่มดินเลยนะ ช่วยรักษาความชื้น อุณหภูมิ ปลวก มดจะช่วยย่อยสลายใบไม้ในขั้นแรก แล้วก็จะมีรา จุลินทรีย์มาย่อยสลายอีกที ให้กลายเป็นปุ๋ยของต้นไม้ พอเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ มาเจอปุ๋ย เจอความชื้น มันถึงเจริญงอกงาม ในดงกล้วยมีความชื้น เมื่อเกิดไฟป่า ไฟก็แค่ลวกต้นกล้วย พอถึงฤดูฝนกล้วยก็เจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ หรือถ้าตรงไหนมีดงกล้วยหนาทึบ ไฟป่าจะมาหยุดตรงขอบดงกล้วย เป็นแนวกันไฟแบบธรรมชาติ

กล้วยเป็นตัวกักเก็บน้ำด้วย ในฤดูฝนพอฝนตกลงมา กล้วยจะเก็บน้ำไว้ พอเก็บเต็มที่ไม่ไหวแล้วก็จะสร้างลูกหลานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีหน่อกล้วยออกมามากมายในฤดูฝน พอถึงฤดูแล้งก็คายน้ำออกมาทางใบ ทางลำต้น เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ละเอียดอ่อนมาก

เวลาฝนตกลงมาในป่า ในป่าที่เป็นดินลูกรังหรือดินทราย ตรงไหนที่มีใบไม้ปิดอยู่พื้นจะสูงขึ้นเป็นแท่งดินเลย เพราะรอบๆ ถูกกัดเซาะไปหมด เหมือนเจดีย์เล็กๆ เต็มไปหมด มันมีความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดฝนกับหน้าดิน ในป่าที่มีเรือนยอดชิดติดกันจะช่วยลดแรงกระทบของฝนต่อหน้าดิน เรือนยอดของต้นไม้หรือพุ่มของมันจะช่วยลดแรงกระแทกของฝนได้ แทนที่จะกระแทกหน้าดินกลับไหลอาบชโลม เคยนั่งดูฝนตกในป่าไหม มันอาบชโลมลงมาตามเปลือกไม้ เปลือกไม้ก็เก็บน้ำไว้ แล้วตามคาคบก็มีเฟิร์น เถาวัลย์ กล้วยไม้ ก็ช่วยกักเก็บน้ำอีก ถ้าหน้าดินมีขอนไม้ ใบไม้ ก็ช่วยกักเก็บน้ำฝนไว้อีก โดยสรุปคร่าวๆ น้ำฝนที่ตกลงมา 100 เปอร์เซ็นต์ ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์จะกักเก็บน้ำไว้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปล่อยให้ไหลลงหน้าดินไปเป็นน้ำบนผิวหน้าดินประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ป่าที่มีคุณภาพดีจะมีระบบการกลั่นกรองที่ดีมาก น้ำที่ไหลออกมาจะไม่ขุ่นเลย หรือขุ่นแป๊บเดียว จะไม่มีตะกอนขุ่นเป็นโอวัลติน

กล้วยมีความสัมพันธ์กับการชะล้างหน้าดินคือ ใบกล้วยมันใหญ่ ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ใบจะไม่แตกเลย แผ่ใหญ่มาก แต่ถ้าเป็นช่องลม ใบกล้วยจะแตก คนปกาเกอญอเลยบอกกันว่าเวลาจะสร้างบ้าน หรือทำไร่ ถ้าอยากรู้ว่าตรงไหนเป็นช่องลมให้ดูที่ใบกล้วย ใบกล้วยใหญ่ก็เลยรองรับแรงกระแทกของฝนได้ ถ้ากล้วยขึ้นมาหนาแน่นแบบถี่ๆ เศษไม้เศษหญ้าก็จะไหลมาติดที่กอกล้วย ทำให้เกิดดินตะกอน เป็นการป้องกันการชะล้างหน้าดิน พอหน้าดินมา ความชื้นมา พอเมล็ดพันธุ์เดินทางมาถึงก็สามารถเจริญเติบโตได้ อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ตรงนี้ก็จะกลายเป็นกลุ่มพืช เป็นสังคมพืชที่มีความหลากหลายขึ้น

ถ้าเราเอากล้วยบ้านไปปลูกในป่าได้ไหม
ได้ แต่ลูกของมันจะมีเมล็ดมากขึ้น เพราะถูกผสมกับกล้วยป่า เราเคยกินกล้วยน้ำว้าแล้วเจอเม็ดไหม นั่นแหละมันมีการผสมของกล้วยป่า กล้วยบ้านที่ผสมกับกล้วยป่าต้นจะแข็งแรง ลูกจะเล็กลง

ทำไมที่ผ่านมาถึงไม่มีใครสนใจปลูกป่าด้วยกล้วยเลยล่ะครับ
ในมุมของผม อาจจะมี 2 อย่าง อย่างที่หนึ่งคือไม่มีความรู้ว่าการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศสมควรจะใช้ไม้ชนิดไหน กรมป่าไม้หรือหน่วยเพาะชำกล้าไม้จะเพาะแต่ไม้ดู่ ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ยูคา ไม้พื้นๆ งานวิจัยว่าไม้ชนิดไหนมีคุณสมบัติในการเป็นไม้เบิกนำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นอาหารสัตว์ หรือชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้ ก็น่าจะมีอยู่แต่ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้

อย่างที่สอง มันขายไม่ได้ ถ้าขายได้คนคงปลูกกันเยอะ เราน่าจะใช้ใบตองมันมากขึ้น เมื่อก่อนโรงงานแหนม โรงงานหมูยอ เขาใช้ใบตองเป็นคันรถเลยนะ แต่พอหาใบตองไม่ได้ก็หันไปใช้พลาสติกแทน ถ้าเปลี่ยนกลับมาใช้ใบตองเหมือนเดิม ใบตองก็จะเป็นพืชเศรษฐกิจ ป่าที่สมบูรณ์ของสองฝั่งแม่น้ำปิงมีศักยภาพที่กล้วยจะเกิดทดแทนสูงมาก ยิ่งตัดยิ่งออก ในฤดูฝนนี่ตัดขายได้ทุกเดือน ก้านกล้วย กาบกล้วยก็น่าจะแปรรูปเอาเส้นใยมาใช้ทำสิ่งทอหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ แต่ยังไม่มีใครทำ อะไรที่มันขายเป็นเงินได้ถึงจะมีคนปลูก

คนสมัยนี้ปลูกอะไรที่มันได้เงินก่อน ป่าภาคเหนือถึงล้มระเนระนาดด้วยการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว ที่รุนแรงมาก็คือข้าวโพด บริษัทซีพีที่เขาเอาข้าวโพดไปผลิตอาหารสัตว์คงไม่รู้หรอกว่ากิจกรรมของเขามันทำให้เกิดการทำลายผืนป่า ทำลายความหลากหลายของโลกอย่างมหาศาล เขาบอกว่า เขาผลิตตามความต้องการของตลาด คนจำนวนหนึ่งก็เลยคิดว่าทำยังไงถึงจะลดการกินเนื้อสัตว์ลงได้ ผมก็เริ่มหันมากินมังสวิรัติ พยายามลดเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารสัตว์แบบอุตสาหกรรม

นอกจากข้าวโพดจะถูกนำไปทำอาหารสัตว์แล้ว ก็ยังเอาไปทำเอทานอลด้วย ก่อนปลูกเกษตรกรจะเตรียมที่ด้วยการถางป่า เผาป่า แล้วใช้รถแทรกเตอร์ไถพรวน มันเป็นการทำลายหน้าดิน ทำลายความชื้น ทำให้เกิดความแห้งแล้ง เกิดน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน พอหญ้าขึ้นมาซึ่งทำหน้าที่ปกคลุมหน้าดิน เขาก็ใช้ยาฆ่าหญ้า เห็นแล้วตกใจมากเลยนะ เขาจอดรถปิคอัพไว้ข้างทาง มีถังสองร้อยลิตร มีเครื่องคูโบต้า สายยางที่ต่อยาวหลายร้อยเมตร ลากไปพ่นแบบข้ามเขาข้ามดอย พอหญ้าแห้งก็เผา เกิดปัญหาหมอกควันไฟ ยาฆ่าหญ้าเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย เร็ว แรง และขยายตัวมากขึ้น เพราะยิ่งแล้งก็ยิ่งขยายตัวเร็ว

พี่อ้วนจะปลูกกล้วยป่าที่ไหนครับ
ริมห้วยรอบดอยหลวงเชียงดาว ไม่ปลูกในทุ่งหญ้า เพราะเราต้องการรักษาระบบนิเวศ บางคนเข้าใจว่าป่าที่อุดมสมบูรณ์ต้องมีต้นไม้ใหญ่เท่านั้น ที่จริงแล้วป่าต้องมีองค์ประกอบ ในป่าผืนหนึ่งควรมีป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า เพราะสัตว์หลายชนิดต้องออกหากินในทุ่งหญ้า เหมือนกับคนเรา แต่ละวันเราก็ต้องอยู่ในห้องนอน เข้าห้องน้ำ ห้องครัว ฉะนั้นบ้านของสัตว์ก็ต้องหลากหลาย มีที่สูง ที่ต่ำ ที่ให้นอนผึ่งแดด และมีที่ปลอดภัยให้ได้หลบซ่อน

เมื่อเราปลูกรอบดอยหลวง เวลาชาวบ้านเผาไร่แล้วไฟลุกลามเข้าไป ถ้าเจอลำห้วย เจอแนวกล้วยป่าก็น่าจะหยุดได้บ้าง จะได้ไม่ลุกลามขึ้นไปข้างบน ถ้ามันลุกลามขึ้นไปบนหน้าผาสูงนี่หมดสิทธิ์ที่เราจะขึ้นไปช่วยกันดับ


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 8: ความคิด

Posted by zcongklod on Apr 30, 2009

คิดยังไงที่ราคาข้าวขึ้นไม่ได้เพราะผู้บริโภคจะเดือดร้อน
สะเทือนใจ (หัวเราะ) ข้าวมันจะแพงขึ้นก็ต่อเมื่อชาวนาขายข้าวหมดแล้ว สังเกตไหม ชาวนาขายข้าวไปอยู่ในโรงสีแล้ว ราคามันขึ้นทันทีเลย ปีที่ผ่านๆ มาราคาแพงมาก จนถึงกิโลละ 15 บาท แต่ชาวบ้านขายได้ 8 บาทเท่านั้นเอง มันเป็นการปั่นราคาเพื่อผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ไม่ได้ช่วยอะไรชาวบ้าน ของอย่างอื่นขึ้นราคาได้ แล้วก็ไม่เคยลง อย่างเช่น ยารักษาโรค ซึ่งมันจำเป็นมากนะ ข้าวก็จำเป็น แต่ทำไมข้าวขึ้นไม่ได้ อาหารหรืออะไรก็ตามที่เกษตรกรผลิต ขึ้นราคาไม่ได้สักอย่าง มันเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนจนเป็นคนจนต่อไป เพื่อที่คนระดับบนจะได้เอาเปรียบมากขึ้น เป็นคนจนปุ๊บก็จะมีหนี้สินมากขึ้น ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนมากขึ้น ก็ไม่มีเวลาคิดถึงตัวเองว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คิดแต่ว่าวันนี้จะไปหาเงินที่ไหนถึงจะพอกิน พอคนจนไม่คิดก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาพูด

มองประเทศพัฒนาแล้วยังไงบ้างครับ
ประเทศไหนที่เจริญแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา มันทำให้ชีวิตยากขึ้น ทำให้คนไม่มีความสุข มีเสรีภาพอย่างเดียวคือเสรีภาพในการแข่งกันหาเงิน แต่จะเลือกที่จะมีความสุขไม่ได้ แค่จะทำส้วม เราต้องไปขออนุญาตกี่ที่ต่อกี่ที่ เขาบังคับให้เราซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทนี้ ไม่งั้นก็ไม่ผ่าน ที่สหรัฐฯ จะทำโรงเก็บเครื่องมือยังต้องขออนุญาตเลย จะปลูกผักปลูกอะไรมันยากหมด ทำไมต้องทำให้ยากขนาดนั้น บ้านเราไม่เคยมีอะไรยากเลย ผมไม่เคยชื่นชมประเทศที่พัฒนาแล้วเลย

ทำไมถึงเชื่อมั่นในวิถีตะวันออก
ไม่ใช่วิถีตะวันออก แต่เป็นวิถีเก่าแก่ทั่วโลก มันเป็นวิถีที่ยั่งยืนที่สุดที่คนอยู่ได้มาหลายพันปี แต่พอเรามาเปลี่ยนเป็นวิถีตะวันตก หรือวิถีบริโภคนิยม แค่ไม่ถึง 50 ปี เราแทบไม่เหลืออะไรเลย พอเปลี่ยนมาอย่างนี้ มนุษย์ที่เคยทำงานแค่ปีละ 2 เดือน ตอนนี้ต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงตลอดทั้งปีทั้งชาติ มันก็เลยเป็นคำถามกับตัวเองว่า เราพัฒนาไปเพื่ออะไร เพื่อให้เราทำงานมากขึ้น เพื่อให้ชีวิตยากขึ้น เพื่อให้เป็นทุกข์มากขึ้น สมัยก่อนหรือวิถีตะวันออก เขาพัฒนาไปเพื่อความสุข เพื่อความง่าย ทุกอย่างคิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันง่าย ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่คิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันยาก

อยากมีรถสักคันหนึ่งเพื่อที่จะไปให้เร็วที่สุด ก็เพื่อรีบไปทำงานใช่ไหม จะได้ทำงานได้มากกว่าคนอื่น วิถีแบบนี้มันไม่ใช่ทางที่ผมอยากจะเป็น ความง่ายคือการเดิน หรือการขี่จักรยาน อาจจะเร็วกว่าขี่รถ เพราะกว่าจะได้รถมา เราทำงานกี่ปีเพื่อที่จะซื้อรถ แต่ผมเดินไปตลาดในหมู่บ้าน ขี่รถอาจจะใช้เวลาเร็วกว่าเดินนิดนึง แต่กว่าจะได้รถมาเราต้องทำงานมากขึ้นเท่าไหร่ เราไม่ได้คิดคำนวณเวลาที่เราเสียไปกับการหาเงินซื้อรถเลย ถ้าเราคิดตรงนั้นจะพบว่าเทคโนโลยีทำให้เราช้าลง วิถีที่เราพัฒนาทำให้เราช้าลง ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น

ผมก็เลยเชื่อในวิถีเก่า วิถีเก่ามันดีอยู่แล้ว ขาดอย่างเดียวเรื่องสุขอนามัย ถ้าเราต่อยอดจากของเก่า เพื่อให้มันดีขึ้น จะทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น แต่ตอนนี้เราทิ้งของเก่าแล้วก็กระโดดไปสู่บริโภคนิยมหรือระบบอุตสาหกรรมโดยที่เราไม่มีฐาน ไม่มีอะไรเลย เราก็เข้าไปเป็นทาสในระบบทันที แล้วก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยจากมัน มองดูสิ ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายในปัจจุบัน ใครได้ประโยชน์จากความเจริญนี้ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือคนที่ทุกข์ที่สุด ไม่มีเวลาว่างเลย

ทุกวันนี้ความสุขของพี่โจคืออะไรครับ
ทุกวันนี้ผมไม่ได้คิดถึงความสุขนะ คนอื่นอาจจะแสวงหาความสุข แต่ผมไม่ได้สนใจความสุขสักเท่าไหร่ ความสุขกับความทุกข์มันอันเดียวกัน เหมือนเหรียญ เราจะเลือกเอาด้านหัวด้านเดียวไม่ได้ มันต้องมีด้านก้อยติดมาด้วย ถ้าเราต้องการความสุข เราจะปฏิเสธความทุกข์ไม่ได้เพราะมันมาด้วยกัน ความสุขกับความทุกข์มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตคนเลย มันมาแล้วก็ไป สนใจไม่สนใจมันก็มาแล้วก็ไป ถ้าเราวิ่งตามความสุข ผลักความทุกข์ ชีวิตเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะวิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะความสุขที่เราพูดถึงหรือที่คนทั่วๆ ไปหมายถึงก็คือความพอใจ มันเป็นเรื่องของอารมณ์ ของความรู้สึก ถ้ามีอะไรถูกใจก็รู้สึกว่าเป็นสุข ได้บ้านสวยๆ ได้งานดีๆ ได้พักผ่อน นั่นคือเรารู้สึกเป็นสุข นั่นคือความหมายของคำว่าความสุขของชาวบ้าน แต่สิ่งที่เราได้มาไม่มีอะไรที่อยู่นาน แป๊บเดียวมันก็ไป ซื้อรถสวยๆ มา เราดีใจ ภูมิใจ ตื่นเต้นกับมัน ไม่นานหรอก ความภูมิใจทั้งหลายก็จะลดลง เป็นเรื่องธรรมดา พอความพอใจลดลงเราก็อยากได้อย่างอื่นต่อ เราก็จะวิ่งๆๆๆๆ โดยที่ไม่รู้ว่าวิ่งไปไหน เราไม่เคยได้อะไร ชีวิตของเราเกิดมาสั้นมาก ถ้าเราจะมาวิ่งตามหาความพอใจแค่นี้ เราจะไม่ได้ชื่นชมความพอใจจากอะไรที่งดงามไปกว่านั้นเลย ยังมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นในชีวิตเรา ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้มันได้ ถ้าเรายังวิ่งตามความพอใจของเราอยู่

ไม่สนใจความทุกข์ความสุขแล้วพี่โจสนใจอะไรครับ
ความเข้าใจในชีวิต ความเข้าใจในตัวเอง ผมเห็นว่ามันมีความตื่นเต้น มีความเพลิดเพลินมากกว่ามีความสุข เพราะการหาความสุข ถ้าได้งานนี้คงเป็นสุขมาก พอได้งานเสร็จผมก็จะไม่สุข มันก็จะอยากได้อย่างอื่นไปเรื่อยๆ แต่ความเข้าใจเป็นคนละเรื่องเลย แต่ก่อนผมกลัวผีมาก แต่พอผมเข้าใจว่าผีไม่มี ความกลัวผีมันหายไป มันเปลี่ยนชีวิตผมทั้งชีวิตเลย แล้วผมก็ยินดีกับความเข้าใจนี้ตลอดมา มันไม่เคยหายไปไหน ความเข้าใจอย่างนี้ผมถือว่าสำคัญมาก

ผมกลับไปอยู่บ้านใหม่ๆ ผมเกี่ยวข้าวแล้วปวดหลังมาก ร้อนมาก ใจหนึ่งก็บอกว่าต้องหยุด ต้องพัก ต้องอดทน เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่พอผมตัดสินใจว่า ถ้าทนต่อไปอีกสักหน่อยมันจะเป็นอะไรเอาใจจดจ่ออยู่กับมือที่กำข้าวแล้วก็เอาเคียวตัด ทำไปสักพักหนึ่ง ปรากฏว่าความร้อนหายไป ปวดหลังหายไป โดยที่ไม่ได้หยุดพัก ผมรู้สึกทึ่งในการค้นพบนี้ มันมีอีกมิติหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้สัมผัสมัน เพราะเราไม่อดทนพอ การอดทนหรือการฝืนทำอะไรที่ผิดกับความรู้สึกที่เราต้องการ แค่นิดเดียวเท่านั้น เราจะได้เห็นมิติหนึ่งของชีวิต เหมือนนั่งอ่านหนังสือแล้วง่วงนอนมาก ธรรมดาทั่วๆ ไปก็จะไปนอน ผมคิดว่า ถ้าฝืนต่อไปอีกนิดหนึ่งจะเป็นยังไง สักพักไม่ถึง 3 นาทีมันก็สว่างจ้าขึ้นมาเหมือนเพิ่งนอนตื่น มันมีมิติอย่างนี้อยู่ในชีวิตคนเรา แต่จะมีกี่คนที่ค้นพบมันได้ เพราะเราไม่เคยฝืน เพราะเราตามตลอด เราแสวงหาความสุขตลอด เราตามอารมณ์ เราไม่ชอบง่วงนอน เราก็ไปนอน เพราะเป็นสุขกว่า ถ้าเราฝืนเราจะเห็นอีกภาพหนึ่งที่ต่างกันไป

ผมถือว่าความเข้าใจเหล่านี้สำคัญมาก เป็นความเข้าใจที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันงดงามมาก มีความหลากหลาย มีอะไรที่มหัศจรรย์ให้เราได้ชื่นชมตลอด ความปีติยินดีตรงนี้มันอยู่กับเรานานมากแล้วไม่เคยจางไป ความรู้สึกนี้มีค่ากว่าความสุข เพราะว่าความรู้สึกนี้มันได้มาโดยไม่ยาก แต่ความสุขทางอารมณ์ที่เราแสวงหาทุกวันนี้มันได้มาอย่างยากลำบากมาก ต้องสละเวลาอันมีค่าของชีวิตไป ทำงานหนัก 5 ปี  10 ปี อดออมเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อรถคันเดียว เพื่อจะได้รู้สึกโก้ เท่ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมาเองว่า การนั่งรถเก๋งสวยๆ มันคือความเท่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ต่างจากนั่งเกวียนหรือเดิน สังคมก็ช่วยสร้างภาพให้เราเห็นว่ามันคือความเท่ นี่คือความยิ่งใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไร มันคือความโง่ต่างหาก ความเข้าใจอย่างนี้มันทำให้เราใช้ชีวิตในทางที่มันมีเหตุมีผลมากขึ้น ชีวิตเราก็ง่ายขึ้น เพราะเราไม่มีวันที่จะไปตามแฟชั่นอีกเลย ค่านิยมไม่มีความหมายในชีวิตอีก มันจะทำให้ชีวิตเบาขึ้นๆ เป็นลำดับ ผมก็เลยไม่สนใจที่แสวงหาความสุขเหมือนคนทั่วๆ ไป

ทุกวันนี้พี่โจเข้าใจชีวิตดีแค่ไหนแล้วครับ
ไม่ถึงครึ่งเลย อยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง ต้องฝึกไปเรื่อยๆ ยินดีที่ได้เผชิญกับปัญหา ดีใจที่มีความวุ่นวายความสับสน มีปัญหารุมเร้าเข้ามา นี่คือโอกาสที่ผมจะได้เรียน นั่นคือห้องเรียนของผม

มีปัญหาอะไรบ้างที่รุมเร้าเข้ามาแล้วยังแก้ไม่ตก
ไม่มี ถ้าเรายอมรับความจริง ไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จะมีปัญหาที่แก้ไม่ได้เต็มไปหมด อย่างเรากลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ซึ่งมันเป็นความจริงของชีวิต แต่คนกลับไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง คนเชื่อว่าเราจะหนีจากมันได้ แก้ไขจากมันได้ คนก็จะไปซื้อประกัน ไปสะสมเงิน เพื่อให้รู้สึกว่ามั่นคง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความกลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ไม่ว่าเขาจะมีประกันดีขนาดไหน มีเงินสะสมไว้มากขนาดไหน เขาก็ต้องเจ็บป่วยและตายเหมือนเดิม นี่คือไม่ยอมรับความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความกลัว มันแก้ไม่ได้ ยิ่งหาเงินมาก เขาก็ยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก ก็ยิ่งเจ็บป่วยมาก แล้วก็ตายเร็วขึ้น ความกลัวทำให้คนตายเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่กลัว โอ้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างผมเห็นว่าการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี เพราะการเจ็บป่วยคือร่างกายมันเตือนเราว่า เราใช้วิถีชีวิตผิด ผมกินผิด ผมคิดผิด ผมทำงานผิด ผมถึงเจ็บป่วย ถ้าผมทำถูกผมจะไม่เจ็บป่วยเลย ฉะนั้นผมรู้สึกขอบคุณที่เจ็บป่วย

อีกอย่าง การเจ็บป่วยคือช่วงหนึ่งของชีวิตที่ร่างกายเตือนเราว่า เราต้องกลับมาสู่ตัวเอง เพราะธรรมดาคนจะไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย คนจะคิดถึงแต่งาน คิดถึงความยิ่งใหญ่ คิดถึงอะไรข้างนอก คิดถึงภารกิจของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย แต่พอเจ็บป่วยปุ๊บ เขาจะเริ่มคิดว่า จะตายแล้วนี่ จะลืมทุกอย่างได้ ทำให้คนกลับมาหาตัวเอง ถ้าเราไม่เป็นหวัดเราจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของการหายใจ ถ้าไม่เจ็บป่วย คนจะไม่รู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เราก็จะกินอะไรก็ได้ สำมะเลเทเมายังไงก็ได้ เพื่อที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่มีอยู่ มันจึงเป็นความจำเป็น ที่จะต้องเจ็บป่วย เพื่อดึงให้เรากลับมาหาตัวเอง คนพยายามบิดเบือนว่าความจริงนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่ต้องวิ่งหนี ทั้งที่วิ่งหนีไม่ได้

ความตายมันเป็นเรื่องธรรมดา คนเราไม่รู้หรอกว่าตอนตายมันเป็นยังไง ความตายอาจจะเป็นของขวัญชิ้นที่สำคัญที่สุดของชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้เราก็ได้ แต่เรากลัวเพราะไม่มีใครอธิบายให้เราฟังว่าตายแล้วเป็นยังไง เรากลัวความจริง ถ้าเรายอมรับตรงนี้ ปัญหาในชีวิตมันจะน้อยลง ฉะนั้น วิธีที่ผมแสวงหาความเข้าใจก็คือ ทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อลดความกลัวลง

พี่โจบอกว่าตอนนี้ตายได้แล้ว
มันไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว มันอิ่มกับการมีชีวิตอยู่ อายุก็ 45 แล้ว รู้สึกพอใจกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ส่วนที่เหลือของชีวิตก็อยากจะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป มันเหมาะที่จะมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ลูกมันก็อยู่ได้ ลูกหมาคนยังเอาไปเลี้ยง ลูกคนมันต้องอยู่ได้สิในสังคมนี้

มองอนาคตของลูกยังไงครับ
ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เป็นห่วง เพียงแต่ช่วงนี้ เราจะให้เขาเรียนรู้ให้มีประสบการณ์ในการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ถ้าลูกพึ่งตัวเองได้ เราก็จะไม่ห่วง ถ้าผมตายเขาก็ยังอยู่ได้ เราไม่ได้หาเงินให้ลูกเหมือนคนไทยเราทำ แต่เราจะให้ประสบการณ์ ให้ความรู้กับลูก ลูกเติบโตมา ขอให้เขามีความรู้ความสามารถ เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่นี้จบ เราเลี้ยงเขาให้เป็นเขา ไม่ใช่เลี้ยงเขาเพื่อรับใช้ความต้องการของเรา ไม่เหมือนคนไทยที่ตัวเองอยากเป็นหมอแต่เป็นไมได้ ก็เอาความต้องการนี้มายัดเยียดให้ลูก แบบนี้มีโอกาสเป็นทุกข์มาก ถ้าเรามองว่าลูกก็เป็นคนคนหนึ่ง เขาจะเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น เราให้เขาในเรื่องความสามารถที่เขาอยากพึ่งตัวเอง แต่ถ้าเขาต้องการมากกว่านั้น เขาก็หาเอง ถ้าเขาหาเองได้เขาก็ภูมิใจ คิดอย่างนี้ก็ง่าย ไม่หนักใจ ไม่ต้องหาเงินมากด้วย

มองคนหนุ่มสาวยุคนี้ยังไงบ้างครับ
คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ก็ยังเพลิดเพลินกับความสนุกสนาน มีสิ่งที่เอนเตอร์เทนเยอะเกินไป จนกว่าเขาจะได้ทำงานนั่นแหละ เขาถึงจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ง่ายเท่าไหร่ คิดว่าตอนนี้ต้องปล่อยให้เขาสนุกสนานไปก่อน ตอนทำงานเขาก็จะกลับมาเอง ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปชักชวนคนที่ยังไม่พร้อมมา ใครถึงจุดอิ่มตัวก็มาเอง เราคิดอย่างนี้

คนเราเกิดมาทำไมครับ
คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ มาเห็นความงดงามของการมีชีวิตอยู่ แล้วก็ตายไป แต่คนส่วนมากไม่มีโอกาสได้รู้สึกแบบนั้น เพราะว่าเราสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อให้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น ไปสู่เรื่องของการมีเงิน มีความมั่นคง อย่างผมรู้สึกว่าผมเกิดมาชื่นชมความงดงามของการมีชีวิตอยู่ ชื่นชมการเห็นชีวิต เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไป มันเป็นความงดงามอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นขั้นตอนที่เราได้เผชิญกับอะไรมากมาย แล้วการฝ่าฟันเพื่อที่จะเข้าใจตัวเองเนี่ย มันเป็นขั้นตอนที่สนุกสนาน ท้าทายดีมากเลย


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 7: ผู้มาเยือน

Posted by zcongklod on Apr 27, 2009

รายได้หลักของที่นี่มาจากไหนครับ
มาจากนักฝึกงานที่เป็นคนต่างประเทศ แล้วก็มีบริจาคให้บ้าง เรารับนักฝึกงานปีละครั้ง ครั้งละสิบกว่าคน ปีนี้รับ 15 คน เขาต้องเสียเงินคนละ 1,400 ดอลลาร์ต่อคน ใช้เวลา 2 เดือนครึ่ง ถ้าเขามาเที่ยวเองเขาจ่ายแพงกว่านี้เอยะ แต่นี่เขาอยู่ที่นี่ กินที่นี่ เรียนเกษตร เรียนทุกอย่าง ถ้าไปฝึกทำบ้านดินในสหรัฐ แค่ทำม้านั่งก็ต้องเสียวันละ 200-400 ดอลลาร์แล้ว แถมยังต้องไปเช่าบ้านอยู่อีก แล้วการเรียนเรื่องบ้านดินในสหรัฐ เขาไม่มีเสรีภาพที่จะเรียนได้มากเหมือนที่นี่ เพราะกฎหมายของเขาอนุญาตให้สร้างใหญ่ไม่ได้ อย่างมากก็ทำเตาอบขนมปัง ทำม้านั่ง แต่ที่นี่ทำบ้านเป็นหลังเลย ได้เรียนรู้มากกว่า แล้วก็เรียนเรื่องเกษตร สุขภาพ การดูแลรักษาตัวเอง โดยวิธีพื้นบ้าน

คนที่มานี่มีทุกอาชีพเลย เที่ยวนี้บางคนเป็นสถาปนิก บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นผู้พิพากษา บางคนตกงาน บางคนเพิ่งเรียนจบ พวกเขาไม่ชอบวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน พอเห็นเว็บไซต์ของเราก็เลยอยากมาลองดู มาแล้วก็เปลี่ยนชีวิตเลย หลายคนก็อยู่ต่อนะ เราก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม บางคนอยู่มาปีนึงแล้ว

เราเก็บเงินเฉพาะคนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คนในเอเชียมาฟรีหมด คนไทยก็ฟรี กินฟรีอยู่ฟรี มาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ มาใช้แรงงานทำงาน ช่วงที่ทำงานก็คือช่วงที่ได้เรียน

คนไทยมาน้อย มันเป็นเรื่องของทัศนคติ คนไทยรู้สึกว่าเกษตรเป็นงานที่ต่ำต้อย คนไทยที่มาส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ไม่ใช่เกษตรกร ชาวนาเขาอยากจะหนีจากการเป็นชาวนา แต่ผมก็ยังมีอบรมกับกลุ่มชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ อย่างเด็กนักเรียนนี่ยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่อยากจะแตะดินเลย พ่อแม่รุ่นใหม่เป็นปัญหาหลักเลย ไม่อยากให้ลูกมาตากแดด กลัวลูกดำ ถ้าโรงเรียนบอกว่าจะเอาเด็กมาทำบ้านดิน มาทำสวน พ่อแม่จะบอกว่าทำไปทำไม เพราะถือว่าเป็นงานใช้แรง พ่อแม่ไม่อยากให้มา เด็กๆ ที่มาเลยมีแต่จากโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่แทบทุกแห่งมาที่นี่ แต่โรงเรียนธรรมดาไม่มีใครอยากมา เด็กๆ ก็สนุกกันจนไม่อยากกลับ

ตอนนี้คนมีฐานะบางคนเริ่มหันมาสนใจการปลูกผัก พี่โจอยากแนะนำคนกลุ่มนี้ว่าอย่างไร
ส่วนมากผมจะแนะนำว่า ถ้าจะทำเกษตรเราต้องเป็นเกษตรกร อย่าจ้างคนอื่นทำ อย่าเป็นนักธุรกิจทางการเกษตร ถ้าเป็นนักธุรกิจทางการเกษตรมันไปไม่ค่อยรอดหรอก จ้างคนทำทั้งหมดแล้วขาย ไม่ค่อยได้อะไรหรอก เพราะต้นทุนมันสูงมาก อยากมาอยู่บ้านนอก เริ่มปลูกอะไรกินเองมันก็ดี แต่ต้องลงมือทำเอง ถ้าทำเองมันจะอยู่รอด แต่ถ้าไม่ทำเอง แป๊บเดียวก็กลับแล้ว

เวลาที่พี่โจถูกเชิญไปบรรยายต่างประเทศ ส่วนใหญ่พูดเรื่องอะไร
ก็โม้ๆ อะไรแบบนี้แหละ เรื่องเมล็ดพันธุ์ เรื่องการพึ่งตัวเอง เพราะตะวันตกเขาไม่ได้คิดเรื่องการพึ่งตัวเอง การพึ่งตัวเองสำหรับเขาหมายถึง การอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว เป็นพวกที่มีปัญหากับชีวิต แต่ในสังคมไทยมันคนละเรื่อง พอเขาเข้าใจก็ขอตามมาเรียนต่อ

ฝรั่งที่มาสนใจอะไรมากที่สุด
การเกษตรกับทำบ้าน แต่คนไทยจะสนใจการทำบ้านเป็นหลัก ฝรั่งเขาจะชอบมากที่ได้ปลูกผัก เพราะชีวิตเขาไม่ได้ขุดดินเลย พอได้ขุดดินเก็บผัก เขาก็รู้สึกทึ่ง แนวความคิดที่เขาได้กลับไปจะทำให้เขากลายเป็นอีกคนหนึ่ง เขาจะลดการใช้ขยะ ลดการบริโภคลง บางคนก็อาจจะกินอาหารปลอดสารพิษมากขึ้น บางคนก็อาจจะเริ่มทำสวนเล็กๆ ของตัวเอง บางคนก็ลาออกจากงานไปอยู่ที่ลาว ไปชวนชาวบ้านที่ลาวทำบ้านดิน ทำสวนเกษตรอินทรีย์ อีกคนไปทำอะไรคล้ายๆ แบบนี้ที่ติมอร์ตะวันออก ก็ทำให้เห็นว่ามันเปลี่ยนคนได้เหมือนกัน ไม่ใช่น้อยๆ ด้วย บางคนก็กลับไปสู่ระบบ แต่ก็มีอะไรบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็เชื่อมโยงกันได้ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหงา โลกนี้ยังกว้างสำหรับพวกเขาอยู่ คนเดินทางเขารู้กันหมดแหละ คนที่มาที่นี่เขาก็ต้องเคยไปที่ออร่าวิลล์ที่อินเดีย สวนนั้นสวนนี้ ชุมชนนั้นชุมชนนี้มาก่อน รู้จักกันหมด ที่อินเดียเขาก็รู้จักเราโดยที่ไม่เคยคุยกันเลย เพียงแต่คนที่ไปเขาพูดถึงเรา มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่ง เป็นชุมชนแบบใหม่ เมื่อนคนพวกนี้เวียนกันไปเวียนกันมาก็รู้จักกันโดยอัตโนมัติไปทั่วโลก มันเลยเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่ได้เหงาเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี่ โอ้ย เหงา เหมือนโลกนี้มีคนเดียว คุยกับใครไม่ได้ เหงามาก ทุกนี้สบายแล้ว


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 6: จีเอ็มโอ

Posted by zcongklod on Apr 23, 2009

จีเอ็มโอเข้ามาสู่การผลิตอาหารยังไงครับ
ธุรกิจมองว่าการปลูกพืชไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่เป็นอุตสาหกรรม เหมือนการเลี้ยงวัว วัวไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นเครื่องผลิตนม ซึ่งวัวจะตายไม่ได้ วัวธรรมดาให้นมแค่ 12 ลิตรต่อวัน แล้วก็ไม่เกิน 6 เดือนต่อปี แต่ทุกวันนี้เราบังคับให้วัวให้นม 34 ลิตรต่อวัน 9 เดือนต่อปี ทำยังไงถึงจะทำให้วัวออกนมได้มากขนาดนั้น ก็ต้องใช้ฮอร์โมน BGH ฉีดเข้าไปในวัวเพื่อให้ได้นมเยอะ พอให้นมเยอะร่างกายวัวก็อ่อนแอ เป็นไข้ จะตาย แต่ตายไม่ได้ เพราะมันคือโรงงานผลิตนม เขาก็ฉีดยาปฏิชีวนะอัดเข้าไป ยาปฏิชีวนะก็จะปนเปื้อนออกมาในนมเยอะมาก ฉะนั้นนมทุกหยดที่เรากินอยู่ในท้องตลาดมีฮอร์โมน BGH ซึ่งได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม มียาปฏิชีวนะ แล้วก็มีอณูของหนอง เพราะการใช้เครื่องรีดนมวันละหลายๆ ชั่วโมงทำให้หัวนมเน่า แต่ก็ยังต้องผลิตนมอยู่ ก็เลยมีหนองออกมาด้วย วิธีการอย่างนี้แหละที่เขาทำกับอาหารปัจจุบัน มันไม่ใช่อาหารธรรมชาติ แต่เป็นอาหารสังเคราะห์ เราก็เลยอ่อนแอเหมือนสิ่งที่เรากิน

คนตะวันตกเขาเริ่มกินนมน้อยลง แต่ผู้ผลิตนมยังมีอยู่ ก็เลยมาเปิดตลาดในเอเชีย ฝึกให้เด็กกินนม ปัญหาของการศึกษาคือ เราไปเรียนเรื่องโภชนาการ มันมีประโยชน์มาก และมีโทษมาก เรารู้ว่าเนื้อนมไข่มีโปรตีนสูง พอคิดถึงโปรตีนก็มุ่งแต่เนื้อนมไข่ คิดถึงแคลเซียม คิดถึงเรื่องโรคกระดูกพรุน เราก็คิดถึงนมทันที ทั้งที่นม 1 กรัมมีแคลเซียมแค่ 110 มิลลิกรัมเท่านั้นเอง แต่ปลาร้าหรือกะปิ 1 กรัมมีแคลเซียมถึง 3,000 มิลลิกรัม งามี 1,500 มิลลิกรัม ชะพลูมี 600 มิลลิกรัม เราถูกหลอกจนไม่รู้อะไรแล้ว แล้วเราก็เป็นโรคเยอะแยะเลยจากการกินนม เพราะเราชื่นชมที่มันอยู่ในกล่องสวย ใครๆ ก็บอกว่ามันดี เราก็คิดว่ามันดี

กินนมถั่วเหลืองแทนดีไหมครับ
เมืองไทยเราสั่งถั่วเหลืองจีเอ็มโอเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่มีไม่กี่บริษัทที่ติดป้ายว่าใช้ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ มีแค่โปรตีนเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น เขาเขียนว่าทำจากเมล็ดถั่วเหลืองตัดต่อพันธุกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าไม่ดูดีๆ ก็จะไม่เห็น

ถั่วเหลืองจีเอ็มโออันตรายยังไง
เขาเอายีนของถั่วเหลืองไปผสมกับถั่วบราซิลซึ่งมีพิษ แมลงอะไรก็ตามที่มากินใบถั่วบราซิลจะตายทันที แต่เขาบอกว่าคนกินแล้วไม่เป็นไร แล้วก็มีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติสามารถอยู่ร่วมกับยาฆ่าหญ้าราวนด์อัพได้ ก็เอายีนของแบคทีเรียมาผสมด้วย เป็น 3 ยีน ก็เลยได้ถั่วเหลืองพันธุ์ใหม่ที่เวลาเอาไปปลูกก็แค่ซื้อเมล็ดพันธุ์กับราวนด์อัพไปใช้ก็จบ ปลูกแล้วไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ต้องไถพรวน แค่ฉีดราวนด์อัพอย่างเดียวหญ้าก็จะตาย แต่ต้นถั่วไม่ตาย ทำให้ชาวนารู้สึกว่ามันง่าย แต่ราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อ คนอินเดียฆ่าตัวตายเยอะมาก เพราะปลูกพืชจีเอ็มโอแล้วเป็นหนี้

กินอาหารจีเอ็มโอแล้วมีอันตรายไหม
ไม่มีใครรับรองว่าปลอดภัย คนอเมริกันคือชาติที่กินพืชจีเอ็มโอมากและยาวนานที่สุดในโลก ปัจจุบันนี้คนอเมริกันเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นปีละแสนคน แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ คนเขาเริ่มแพ้ข้าวสาลี แพ้ถั่วลิสง แพ้ถั่วเหลืองทั้งๆ ที่เขากินกันมาหลายชั่วโคตร คนอเมริกันที่มาที่นี่มีไม่ต่ำกว่าปีละ 2 คนที่แพ้ชาวสาลี ทำไมถึงแพ้นี่เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ถ้าคนไทยแพ้ข้าวบ้าง กินข้าวไม่ได้ เราจะกินอะไร มันน่าคิดนะ ตอนนี้มีคนพูดเรื่องจะทำข้าวจีเอ็มโอมากมาย เพราะว่าอาหารของคนโลกที่สามไม่มีสารอาหารพอ ต้องทำข้าวจีเอ็มโอให้มีสารอาหารมากขึ้น ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ข้าว แต่อยู่ที่การแบ่งปันอาหารไม่เป็นธรรมต่างหากที่ทำให้เกิดความอดอยาก มันเป็นเรื่องน่าคิดว่าเราพัฒนาอาหารเพื่ออะไร เพื่อให้คนกินไม่ได้หรือ

มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเอามันฝรั่งจีเอ็มโอไปเลี้ยงหนูทุกวัน ผ่านไป 7-8 วัน ก็เอาสำลีชุบน้ำมูกของคนเป็นหวัดไปแกว่งในกรง มันติดหวัดเลย หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ พอผ่าหนูออกดูก็เห็นว่าตับมันใหญ่โตกว่าปกติ แต่บริษัทบอกว่าคนกินไม่เป็นไร นักวิชาการหลายคนพยายามเอาผลวิจัยออกมาเสนอแต่ก็ถูกปิด บริษัทพวกนี้มันใหญ่มาก ร่วมหุ้นกับรัฐบาลสหรัฐด้วย บริษัทเหล่านี้เป็นผู้จดลิขสิทธิ์ แล้วรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้บีบให้ทุกประเทศออกกฎหมายสิทธิบัตรเพื่อให้ยึดครองอาหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เป้าหมายของการตัดต่อพันธุกรรมคืออะไร
จะได้ผูกขาด ถ้าอยากทำแต่ไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ ผมไปสัมภาษณ์ที่ศูนย์ขยายพันธุ์ท่าพระที่ทำมะละกอจีเอ็มโอ เพราะว่าเขาแจกเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้าน ผมก็สงสัยว่าทำไมแจกได้ ทั้งที่กฎหมายยังไม่ให้แจก เราคุยกันหลายเรื่อง เขาบอกว่าแค่ค่าซื้อลิขสิทธิ์จากมอนซานโตเพื่อทำจีเอ็มโอก็ต้องจ่ายหนึ่งแสนดอลลาร์ แล้วก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องมืออีกหนึ่งแสนดอลลาร์ ในการทำมะละกอจีเอ็มโอต้องจ่ายอย่างต่ำๆ 2 แสนดอลลาร์แล้วนะ มันแพงมาก แต่เมื่อทำออกมาได้แล้ว เขาสามารถจดลิขสิทธิ์มะละกอพันธุ์นี้ได้ ใครจะปลูกพันธุ์นี้ก็ต้องจ่ายให้เขา คิดดูสิว่าคนไทยกินส้มตำแทบทุกคน ทุกคำที่เราป้อนเข้าปากก็หมายถึงเงินต้องเข้ามาหาคนนี้

จีเอ็มโอเขาจดลิขสิทธิ์กันที่ยีนของพืชไม่ใช่พันธุ์ของพืช ยีนมันท่องเที่ยวไปไหนก็ได้ อย่างกรณีของนายชไมเซอร์ที่เขาปลูกดอกคาโนลามาหลายปี แต่เมื่อไร่ใกล้ๆ กันปลูกคาโนลาจีเอ็มโอ มันก็ปลิวมาติดในไร่ของแก ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไง แกเลยถูกฟ้องเพราะครอบครองยีนจีเอ็มโอโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเขาก็ต้องจ่ายเงินให้ สุดท้ายแกก็แพ้คดี มันเป็นเรื่องที่ตลกมาก

รัฐบาลสหรัฐกำลังบีบทุกประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้ออกกฎหมายสิทธิบัตรอย่างนี้ เพื่อให้เขาจดสิทธิบัตรพืชจีเอ็มโอได้ ถ้าเขาจดสิทธิบัตรจีเอ็มโอได้ เขาก็ครอบครองอาหารได้ เพราะพืชจีเอ็มโอมันกระจายไปผสมกับใครก็ได้ ไม่ว่ายีนของเขาจะไปอยู่กับใคร ผสมกับใคร มันก็ยังเป็นทรัพย์สินของเขาตามกฎหมาย ต่อไปเราก็ไม่มีทางเลือก ถ้าผมมีที่ 10 ไร่ ผมต้องสร้างกำแพงสูงขนาดไหนเพื่อป้องกันแมลงกับผึ้ง ไม่ให้ลมพัดเข้ามา แต่กฎหมายบังคับให้ผมทำอย่างนั้น ถ้าผมอยากเป็นออแกนิก

อย่างที่เม็กซิโก พอเกิดภัยพิบัติ สหรัฐบอกว่าถ้าไม่รับจีเอ็มโอ จะไม่ให้ความช่วยเหลือ เลยจำเป็นต้องออกกฎหมายให้จีเอ็มโอเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในเม็กซิโก ไม่ถึง 3 ปี ข้าวโพดจีเอ็มโอเต็มเม็กซิโกเลย หลังจากนั้นเม็กซิโกก็เป็นทาสสหรัฐตลอด ทำงานหนักเพื่อเอาเงินไปซื้อลิขสิทธิ์ข้าวโพดจีเอ็มโอจากสหรัฐ ชาวบ้านที่ปลูกกินเองมานานๆ ก็เริ่มมีเกสรมาปนเปื้อน ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นก็ถูกฟ้องร้อง ชีวิตมันเศร้ามาก

ทุกวันนี้คนจำนวนมากกำลังตื่นเต้นกับการหาเงินแข่งกัน แต่ก็มีอีกส่วนที่ท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากปลีกตัวออกมาหาชีวิตทางเลือกที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็เริ่มไม่ได้ หรือถ้าวันข้างหน้าเศรษฐกิจพัง คนไม่มีทางเลือกต้องกลับมาหาเกษตร แต่กลับมาแล้วไม่มีเมล็ดพันธุ์จะกลับไปไหนล่ะ เราต้องไปกราบไหว้บริษัทข้ามชาติกี่บริษัท แล้วเขาจะให้อะไรเรามา เขายึดครองเมล็ดพันธุ์ คือยึดครองอาหาร คนที่ยึดครองอาหารคือคนที่ยึดครองได้ทั้งโลก ทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน ทำไมเราต้องยึดครองอาหาร ทำไมเราต้องไปจดลิขสิทธิ์อาหาร คนที่จดลิขสิทธิ์อาหารก็คือคนที่ไปแย่งอาหารคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แล้วคนอื่นจะกินอะไร มันเป็นความคิดที่แย่มาก
คนที่สนใจจีเอ็มโอมีแต่คนที่ค่อนข้างมีการศึกษา ชาวบ้านไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย เพราะไม่มีใครจะถ่ายทอดข้อมูลหรือความรู้เหล่านี้เป็นภาษาชาวบ้าน เขาเลยไม่รู้ว่าจีเอ็มโอคืออะไร ตัดต่อพันธุกรรมคืออะไร เขาเห็นว่าพืชก็คือพืชเท่านั้นเอง เขาไม่รู้เลยว่าในพืชนั้นมียีนของสัตว์ด้วย ตอนนี้มีการเอายีนของคนไปผสมกับหมู จะได้ฉลาด ได้หมูพันธุ์ใหม่หน้าตาน่าเกลียดมาก ใครจะไปกล้ากิน

เห็นว่าจะเอาอวัยวะของหมูมาใส่ให้คนด้วย
ที่ผมได้ข่าวคือตอนนี้กำลังมีการเพาะเลี้ยงคนไม่มีหัวขึ้นมาเพื่อขายอวัยวะโดยเฉพาะ เพราะคนที่ไม่มีหัว ตามกฎหมายถือว่าไม่ใช่คน แต่ยังเป็นสิ่งลับๆ อยู่ ตอนนี้คนยังซื้ออวัยวะจากจีนได้ง่ายอยู่ การขายอวัยวะในจีนถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตมาก คนรวยๆ ในสหรัฐโทรศัพท์กริ๊งเดียว จีนก็จับนักโทษมายิงปังแล้วผ่าตัดส่งให้เลย

ผู้บริโภคอย่างเราทำไงดีครับ
หลายๆ คนอาจจะรู้เรื่องจีเอ็มโอดีมาก ไม่อยากกินจีเอ็มโอ แต่มีทางเลือกไหมล่ะ เรากินของหวานตามร้าน มีของหวานชนิดไหนบ้างที่ไม่มีส่วนผสมของไฮฟรุกโตสไซรับ แทบจะไม่มีเลย มันคือน้ำตาลที่ถูกที่สุด ทำจากแป้งข้าวโพดที่ได้จากข้าวโพดจีเอ็มโอที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ขายทั่วโลก เราไม่มีทางเลือกในการดูแลสุขภาพของเราเลย ถ้าเราไม่มีเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง

คนเมืองคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาตรงนี้ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของเกษตรกร แต่คนเมืองต่างหากเป็นคนกำหนดให้เกษตรกรปลูกอะไร ถ้าคนเมืองไม่กิน เกษตรกรเขาก็ไม่มีทางปลูก เราต้องพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น รณรงค์กันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนกลับมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้น พอคนปลูกมากขึ้นราคาก็จะถูกลง ถ้าไม่มีคนกิน ชาวนาเขาจะเอาพืชผักอินทรีย์ไปขายที่ไหน คนที่ทำงานที่เดียวกันอาจจะรวมกลุ่มกันติดต่อให้ชาวบ้านส่งพืชพันธุ์ไปให้กิน ปีนึงก็มาเยี่ยมชาวบ้านสักครั้งจะได้รู้ว่าอาหารของเราเป็นยังไง ปลูกยังไง คนเมืองกับชนบทก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น คนเมืองก็จะเห็นว่าพืชผักเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดเนื้อของเราในวันพรุ่งนี้ ชีวิตคนเราเกิดมาครั้งเดียว ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อทำงานหนักให้คนอื่นรวย แล้วเราก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพื่ออะไรกัน

ผักปลอดสารที่เราเห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นทางเลือกที่ดีไหมครับ
เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผักแต่ละยี่ห้อปลอดสารจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้มันหลากหลายมาก ทางราชการบอกว่า ผักอินทรีย์มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นผักปลอดภัยจากสารพิษ คือใช้สารเคมีดี แต่ต้องเก็บในช่วงที่ปลอดภัยแล้ว แล้วเขาก็ติดป้ายผักปลอดสารพิษ แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้ จะทำอินทรีย์ก็ต้องปฏิเสธสารเคมีทั้งหมด เราจะไม่เสี่ยง บางทีก็มีคนแอบอ้างซื้อถุงดอยคำเอามาใส่ผักปกติขาย อ้างว่าเป็นผักดอยคำ จริงๆ ดอยคำก็เป็นผักเคมีนะ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เราต้องมีกลุ่ม จะได้มีความเข้มแข็ง ไม่งั้นไปไม่รอด ทุกวันนี้ไม่มีใครอยากให้คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพราะเมื่อคนเข้มแข็งก็พึ่งตัวเองได้ ถ้าพึ่งตัวเองได้เศรษฐกิจก็ไม่โต เราต้องรวมกลุ่มคนเมืองแล้วเอามาเชื่อมกับกลุ่มชาวบ้าน ไม่งั้นไปได้ยากมาก


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 5: เก็บเมล็ดพันธุ์

Posted by zcongklod on Apr 20, 2009

การพัฒนาพันธุ์เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ทำยังไงครับ
เราทำเหมือนคนโบราณ คือปลูกแล้วก็คัดเลือกต้นที่แข็งแรงที่สุด โตดีที่สุด ลูกดกที่สุด อร่อยที่สุด แล้วก็เก็บเมล็ดของต้นนั้นส่งทอดต่อมาให้คนรุ่นต่อไป นี่คือวิธีที่ยั่งยืนที่สุดและง่ายที่สุด

ถ้าเรามีมะเขือเทศที่ลูกใหญ่แต่รสชาติไม่ได้เรื่อง กับชนิดที่ลูกเล็กแต่รสชาติดี เราอยากให้ข้อดีของ 2 พันธุ์นี้มาอยู่ในลูกเดียวกัน เราก็ทำพันธุ์ผสมออกมา ด้วยการเอาเกสรตัวผู้กับตัวเมียของทั้งสองพันธุ์มาผสมกัน แล้วเอาเมล็ดไปเพาะ ถ้าต้นไหนมีลูกใหญ่รสหวานก็เก็บเมล็ดพันธุ์ของต้นนั้นเอาไปเพาะต่อ ให้ได้พันธุ์ที่ลูกใหญ่และรสหวานติดต่อกันอย่างต่ำ 7 รุ่น เราก็จะได้มะเขือเทศพันธุ์แท้ที่ปลูกยังไงก็ไม่กลายพันธุ์

แต่ภาคธุรกิจเขาไม่ได้ทำอย่างนี้ เขาแค่เอาพันธุ์ลูกใหญ่กับพันธุ์รสหวานมาผสมกัน พอได้เมล็ดพันธุ์รุ่นแรกก็เอามาขายให้เราเลย ถ้าเราเอาไปปลูกต่อก็จะกลายพันธุ์ คือจะมีทั้งลูกเล็กลูกใหญ่ ปนกันไปหมด ถ้าปลูกขายก็ขาดทุน ขั้นตอนการพัฒนาพันธุ์ตรงนี้มันยาวไง เลยไม่มีใครอยากทำ มันเสียเวลามาก ชาวบ้านต้องปลูกปีละ 4 ครั้ง เลยเลือกซื้อสำเร็จเพราะมันง่ายกว่า

พวกเราคิดว่ามันจำเป็นมากที่เกษตรกรต้องเรียนรู้ที่จะคัดเลือกพันธุ์เอง เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มเดียวพัฒนาพันธุ์เพื่อคน 60-70 ล้านคนมันเสี่ยงกับการเกิดความเสียหายได้ ถ้าเขาพัฒนาพันธุ์ที่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนออกมา นั่นหมายความว่าคนทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ แต่ถ้าเราสนับสนุนให้ชาวบ้านพัฒนาพันธุ์เอง กลุ่มนี้พัฒนาแบบนี้ อีกกลุ่มพัฒนาอีกแบบ เราจะได้พันธุ์ที่หลากหลาย คุณสมบัติ รสชาติก็ต่างกัน อาหารของเราจะหลากหลายขึ้น ไม่เหมือนทุกวันนี้ ไปไหนก็เจอแต่มะเขือเทศสีดาเหมือนกันหมด ไก่ก็พันธุ์เดียวกันทั้งประเทศ แทนที่มาเชียงใหม่จะได้กินมะเขือเทศ 3-4 พันธุ์ ไปภาคอีสานได้กินอีก 3-4 พันธุ์ เราจะเห็นว่าอาหารมันหลากหลายมากเลย แต่ตอนนี้ไปที่ไหนก็เจอมะเขือเทศเหนียวๆ เหมือนกันหมด แล้วเราจะไปเที่ยวทำไม นั่งอยู่บ้านก็ได้กินเหมือนกัน

เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ยังไงครับ
ถ้าเก็บแบบนักวิชาการก็คือ เก็บในช่องแข็งอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา อีกสิบปีค่อยเอามาปลูกใหม่ วิธีนี้ชาวบ้านทำไม่ได้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องใช้เทคโนโลยีมาก เพราะเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้พัฒนาตัวเองไปตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก เวลาเอามาปลูกมันจะอยู่ไม่ได้เองโดยธรรมชาติ ต้องใช้เทคโนโลยีสูงมากที่จะทำให้ปลูกได้ เราเลยไม่สนใจตรงนั้น เราเก็บในฐานะของอาหาร คือเก็บแล้วเอามาปลูกกินแล้วเก็บใหม่ มันมีความจำเป็นมากที่เราต้องรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง แล้วจะทำอาหารอะไรกินดี วิธีกินก็มีความสำคัญเท่าวิธีเก็บ บางคนเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่รู้วิธีกินก็เยอะ เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดที่นี่ เราจะเอามาปลูกให้หมดภายใน 2 ปี ถ้านานกว่านั้นมันจะมีโอกาสงอกน้อยลง แล้วก็คัดเลือกพันธุ์ เก็บ แจกจ่าย

แจกฟรีหรือครับ
ใช่ เราแจกให้ชาวบ้านคนละหยิบมือ เพื่อให้เขาเอาไปปลูกแล้วเก็บเมล็ดต่อเอง เราเชื่อว่า เมล็ดพันธุ์ไม่ใช่สินค้า แต่เมล็ดพันธุ์คือชีวิต เราไม่ควรขายชีวิตให้ใคร เราต้องแจก โดยไปเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีมากมายในเมืองไทย เราผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็ปลูกผักอินทรีย์ด้วยเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ได้ แล้วเราก็พยายามให้ชาวบ้านเอาไปแจกต่อ ถ้าขายก็ต้องขายให้ถูก แต่ก็ยากเพราะหลายคนก็อยากได้เงินเยอะๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้คนเห็นความจริงของชีวิตว่า เงินไม่ใช่ความมั่นคงอีกแล้ว เราอยากให้เห็นว่าอาหารคือความมั่นคงมากกว่าเงิน ถ้าเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ เปลี่ยนให้เขาหันมาเก็บเมล็ดพันธุ์เองไม่ได้

แต่ก็ยังมีความหวัง เพราะเศรษฐกิจกำลังทรุดลง อีกไม่นานเงินสกุลต่างๆ ก็จะพังลง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินา พ่อของเขาเป็นข้าราชการทำงานมาแทบตายมีเงินเก็บอยู่ล้านกว่าๆ หวังว่าเกษียณแล้วจะใช้เงินนี้ในบั้นปลายชีวิต พอดีเจอเศรษฐกิจทรุด เงินล้านลดค่าเหลือไม่กี่แสน แทบจะฆ่าตัวตาย คือเงินมันไม่มีความมั่นคง แต่คนยังเชื่ออยู่ว่าเงินคือความมั่นคง แต่อาหารนี่สิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไฟฟ้าดับ น้ำมันหมด เศรษฐกิจพัง เราก็ยังกินได้ตลอดเวลา ถ้ามีเงินกองเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ หิวขึ้นมาเรากินไม่ได้เลยนะ แต่อาหารกินได้ นี่คือความมั่นคงที่แท้จริง แทนที่เราจะสะสมเงิน เราต้องสะสมอาหาร ในสภาวะปัจจุบันกำลังบีบให้คนกลับมาสู่เรื่องนี้มากขึ้น ผมเห็นว่า ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะแนะนำว่าอาหารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 4: เมล็ดพันธุ์

Posted by zcongklod on Apr 16, 2009

จากผู้บุกเบิกบ้านดิน ทำไมถึงเปลี่ยนมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ล่ะครับ
จริงๆ แล้วผมไม่ได้สนใจทำเรื่องบ้านดินเลย ผมไม่ชอบเรื่องก่อสร้างเลย แค่บ้านดินมันก็เป็นคำตอบของชีวิตให้คนได้ เป็นทางเลือกให้คนได้ ผมก็เลยพยายามทำบ้านดินให้แพร่หลาย พอแพร่หลาย มีคนทำมากพอแล้ว ผมก็วางมือ ทุกวันนี้ผมไม่รับทำบ้านดินแล้ว ถ้าอยากเรียนก็มีที่ให้เรียนเยอะแยะ หรือตอนที่พวกเราทำบ้านกันก็มาเรียนได้ คือมันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำแล้ว สิ่งที่ผมอยากทำมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสคือการเก็บเมล็ดพันธุ์

ผมอยากทำมา 15 ปีแล้ว ตั้งแต่กลับจากกรุงเทพฯ ไปอยู่บ้านที่ยโสธรใหม่ๆ ผมเริ่มเห็นปัญหาของเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์แท้ๆ ดีๆ ที่เราเคยมีมันสูญหายไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนมีมะเขือพันธุ์หนึ่งลูกแบนๆ เหมือนฟักทอง ย่างแล้วเอามาทำน้ำพริกอร่อยมาก แต่ปัจจุบันหาไม่มีเลย แตงโมพันธุ์ที่ทรงยาวๆ ตอนเด็กๆ ผมชอบมากก็หายไปจากชุมชนแล้ว ผักพื้นบ้านมันหายไปอย่างรวดเร็ว ไปเดินในตลาดนี่แทบหาไม่ได้แล้ว

พันธุ์แท้ๆ ที่เหลือก็คือผักไทยแท้ อย่างเช่น ผักเชียงดา ผักกระถิน ผักแพว ผักกระโดน ผักเสม็ด ใบบัวบก สะเดา  สิ่งที่ไม่มีคนกิน มันจะยังเป็นพื้นบ้านต่อไป แต่สิ่งไหนที่คนกินมากๆ พันธุ์พื้นบ้านจะหายไปเร็วมาก เหลือแต่พันธุ์ผสมจากบริษัท กะเพราะก็มีแต่กะเพราผสม ใบใหญ่ รสชาติจืด กลิ่นไม่แรง บริษัทเขาจะผลิตพันธุ์ผสมออกมาเรื่อยๆ เพื่อทำให้พันธุ์พื้นบ้านหายไปเร็วที่สุด

ปัญหาที่รุนแรงที่สุดที่เกิดกับเมล็ดพันธุ์คืออะไรครับ
ผมเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ 3 ปัญหา อันที่หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้ อันที่สองคือ พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรต่างๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้

ถึงเมล็ดพันธุ์สูญหายไปบ้าง แต่เราก็กินที่เหลืออยู่ได้ไม่ใช่หรือครับ
เมล็ดพันธุ์ที่เราเอามาปลูกเพื่อใช้กินอยู่ทุกวันนี้ 80-90 เปอร์เซ็นต์มาจากพันธุ์ผสม หมายถึงพันธุ์ที่เอาไปปลูกต่อจะไม่ได้ผลผลิตเหมือนเดิม มันจะกลายพันธุ์ แล้วเมล็ดพันธุ์ที่มีในตลาดตอนนี้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ที่จำกัดการงอก คือ มีการพัฒนาพันธุ์แบบใหม่ด้วยการฉายรังสีเข้าไป หรือเอายีนบางตัวออกเพื่อให้ไม่มีเมล็ดเลย ทำให้คนปลูกต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก นี่คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อการตลาด เพื่อการผูกขาดเป็นหลัก ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน

ในขณะที่ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นๆ ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักมากมายราคากิโลละเกินหนึ่งหมื่นบาท อย่างแตงโมนี่หมื่นสอง มะละกอหมื่นสามหมื่นสี่ พวกผักสลัดนี่บางพันธุ์กิโลละหกหมื่นบาท ชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้เฉลี่ยปีละ 2-3 หมื่น ถ้าเขาต้องมาปลูกผักในราคาเท่านี้ เขาจะอยู่กันยังไง ถ้าเราซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาเท่านี้ แล้วรุ่นลูกเราต้องซื้อกิโลละเท่าไหร่ เมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์กับคนรุ่นต่อไป ก็เลยอยากทำเรื่องนี้

การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ก็ไม่ได้พัฒนาเพื่อคนหรือครับ
ข้าวทุกวันนี้ไม่ได้มีคุณค่าดีไปกว่าแต่ก่อนเลย เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก น้ำหนักดีเท่านั้นเอง แต่รสชาติมันเปลี่ยนไป คุณค่าทางอาหารมันเปลี่ยนไป ถ้ามองลึกๆ แล้วเขาไม่ได้พัฒนาเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณค่าขึ้น เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ของแปลกเอาไปขายเท่านั้นเอง

สมัยจอมพลสฤษดิ์ เมืองไทยต้องการพัฒนาข้าวเพื่อส่งออก ต้องการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาก็ไปจ้างนักวิชาการจากสหรัฐมาคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ข้าว นักวิชาการคนนี้ก็สั่งให้รวบรวมพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ ได้มาสองร้อยกว่าชนิดก็ลองปลูก เอาปุ๋ยไปใส่ แปลงไหนที่ตอบสนองต่อปุ๋ยดี คือใส่ปุ๋ยแล้วโตดี เขาก็เก็บไว้ แปลงไหนไม่ชอบปุ๋ยก็ตัดออก พันธุ์ข้าวที่ได้คือพันธุ์ที่ชอบปุ๋ยทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็สอนเทคนิคเดียวกันหมด ทุกวันนี้เราเลยพัฒนาแต่พันธุ์ที่ตอบสนองต่อสารเคมีทั้งสิ้น พันธุ์ที่เราปลูกกันอยู่ทุกวันนี้จึงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เพราะเขาเลือกแต่พันธุ์อ่อนแอพวกนี้ไว้ คนปลูกจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีตลอด เวลาขายก็ขายเป็นเซ็ต ซื้อเมล็ดพันธุ์แล้วก็ต้องซื้อปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงไปด้วย ไม่ใช้ก็ไม่ได้ เพราะมันจะไม่โต

อย่างข้าวหอมมะลิแท้ เมล็ดเล็กๆ ก้นเรียวๆ หุงแล้วหอมไกลมาก แต่ทุกวันนี้เราพัฒนาให้เมล็ดใหญ่ ให้รวงดก แต่กลิ่นไม่เหมือนเดิม ไม่หอม รสชาติก็ไม่เหมือนเดิม แต่ได้ผลผลิตสูง ปลูกแล้วขายได้ การพัฒนาพันธุ์ในปัจจุบันไม่ได้พัฒนาในคนกิน แต่เพื่อขาย เพื่อยึดครองตลาด เท่านั้นเอง

เวลาชาวบ้านเขาพัฒนาพันธุ์ข้าว เขาคัดเลือกพันธุ์ที่ดีจริงๆ เอามาปลูกต่อ แจกจ่ายต่อ แต่ภาคธุรกิจกับรัฐบาลกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเขาพัฒนาพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุด แต่ให้ผลผลิตมาก รสชาติไม่ต้องพูดถึง แย่ อายุก็สั้นมาก อย่างมะเขือเทศพื้นบ้าน ถ้าดินดีน้ำดีอาหารดีมันอยู่ได้เป็นปี พันธุ์ที่ผมปลูก ต้นเดียวเลี้ยง 2 ครอบครัวได้สบาย เก็บทีนึงเป็นถัง แต่พันธุ์ที่ไปซื้อเมล็ดมา ลูกมันจะดกมาก 3 เดือนกว่าๆ ลูกเต็มต้นเลย ออกครั้งเดียวแล้วก็ตายเลย รสชาติก็แย่

รู้ไหมว่าทำไมมะเขือเทศที่เรากินทุกวันนี้ถึงเหนียว เพราะว่าฟาร์มใหญ่ๆ ที่ปลูกมะเขือเทศมีพื้นที่เป็นพันไร่ มันเสียเวลามากที่จะใช้คนขนมะเขือเทศ เขาเลยใช้สายพานส่งมะเขือเทศจากปลายไร่กลับมาในโรงงาน มะเขือเทศก็กลิ้งมาตามสายพาน ถ้าเป็นมะเขือเทศปกติมันจะช้ำและแตก เขาก็เลยออกแบบให้มันเหนียว จะได้ขนส่งไกลๆ ได้ หรือบางอย่างก็ออกแบบให้มีสีแดง แต่ยังไม่สุก จะได้เก็บไว้ขายได้นานๆ รสชาติไม่ได้เรื่อง

รสชาติของอาหารคือสิ่งที่บอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร ผักพื้นบ้านมีรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว หลายๆ รส แต่ผักที่เราซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตทุกวันนี้รสชาติเหมือนกันหมด คือจืด น้ำเยอะ เป็นผักที่เติบโตจาก NPK ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ทุกวันนี้เราเหมือนกินพืชสังเคราะห์ ไม่ใช่พืชธรรมชาติ

เวลาคนแก่ตามบ้านนอกเข้ามาในเมืองเขาจะกินอะไรไม่ค่อยได้ กินปลาก็ไม่อร่อย เพราะเป็นปลาเลี้ยง ปลาเลี้ยงเนื้อมันยุ่ย กินไก่ย่างก็บอกว่าจืดเหมือนกินฟองน้ำ เพราะเป็นไก่ฟาร์ม คนที่โตมากับไก่ฟาร์มอาจจะบอกว่าไก่พื้นบ้านมันเหนียวเกินไป เพราะเราไม่คุ้น ทุกวันนี้เราไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติอาหารแล้ว เราถูกฝึกให้บริโภคกินในสิ่งที่เขาอยากให้กิน ตอนนี้อะไรจะอร่อยหรือไม่อร่อยมันขึ้นกับผงชูรสกับซอส การปรุงอาหารเมื่อก่อนมีแต่เกลือ แต่ทุกวันนี้ซอสอะไรต่ออะไรเป็นแถวเลย เพราะอาหารที่เรากินมันไม่มีรสชาติ ต้องหารสชาติมาอันเข้าไปเยอะๆ จนไม่รู้ว่าวันนี้เรากินอะไรแล้ว

อาหารของเราอยู่ในภาวะวิกฤตมาก เมล็ดพันธุ์ของเราสูญหายไป และอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน แล้วก็คนไม่กี่คนก็พัฒนาเมล็ดพันธุ์มาเพื่อผูกขาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อันนี้ทำให้เราเห็นว่าจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อระงับวิกฤตที่จะตามมาในเร็วๆ นี้ วิกฤตทางอาหารถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร ไม่มีอาหารเราก็อยู่ไม่ได้

เมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาสามารถพัฒนาพันธุ์เองได้ ทำไมยุคนี้ถึงไม่ทำกันแล้ว
พันธุ์ผสมมันอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งคุมตลาดด้วย เขาก็บังคับให้ชาวบ้านปลูกพันธุ์ที่เป็นพันธุ์ผสมทั้งหมด ปลูกไป 2-3 ปี พันธุ์พื้นบ้านก็หมดไป จะกลับมาหาก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว ก็ไม่มีทางเลือก บริษัทบอกให้ปลูกอะไรก็ต้องปลูก อย่างแถวนี้เขาปลูกข้าวโพดกัน บริษัทก็เอาเมล็ดพันธุ์ เอาปุ๋ย เอายาฆ่าแมลงมาให้ ชาวนาแค่ใช้แรงแล้วก็ที่ดินของตัวเอง ปลูกเสร็จก็ขายคืนเขา เหมือจะได้เงินเยอะ แต่พอหักกลบลบหนี้แล้วก็ไม่เหลืออะไร บริษัทได้ผลประโยชน์ไป เอาไปแต่ผักดีๆ ผักที่ไม่ดีชาวบ้านก็ต้องรับผิดชอบ นอกจากต้องขายในราคาถูกแล้วชาวบ้านต้องรับผิดชอบความเสียหายเอง มันเป็นระบบใหม่ที่ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องกลายมาเป็นทาสบนผืนนาของตัวเอง ยิ่งทำงานมากก็ยิ่งจน ยิ่งขยันยิ่งหนี้มาก

ถ้าไปเอาพันธุ์อื่นมาปลูกเขาก็ไม่รับซื้อ นี่คือตัวบีบที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกพันธุ์พื้นบ้านได้ นอกจากจะปลูกแล้วเอาไปหาทางขายเอง ซึ่งเกษตรกรไม่ค่อยชอบ เพราะเขาชอบปลูกมากกว่าชอบขาย ทำให้ไม่มีใครคิดจะเก็บหรือเพาะเมล็ดพันธุ์เอง ใครๆ ก็รู้สึกว่าซื้อเอาง่ายกว่า ยื่นเงินให้ก็ได้มา แต่ไม่มีใครคิดว่า ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะได้เงินมา


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 3: เกษตรพันธุ์ใหม่

Posted by zcongklod on Apr 13, 2009

สนุกกับการใช้ชีวิตแบบชาวบ้านไหมครับ
ผมกลับไปอยู่บ้าน แต่ผมไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน เพราะชาวบ้านทั้งหลายเขาปลูกเพื่อขาย ผมมองเห็นว่ายิ่งปลูกเพื่อขายก็ยิ่งไม่เหลืออะไร ผมมองเห็นภาพของชาวบ้านเหมือนกับทาสคนหนึ่งที่เกิดขึ้นมามีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อนายทาสอย่างมาก มากจนไม่คิดถึงตัวเอง เพราะว่าทุกวันนี้ชาวบ้านทั้งหมดทำงานเพื่อคนอื่นทั้งสิ้น ไม่มีใครทำงานเพื่อตัวเอง คนในเมืองก็ไม่ต่างกัน เป็นทาสที่น่าสงสารมาก ทุกวันนี้เราทำงานหนักยิ่งกว่าทาสทุกยุคทุกสมัย เราทำงานหนักแล้วเราไม่ได้อะไรเลย เรากินอะไรก็ได้เพื่อให้เรามีเวลาทำงานมากขึ้น กินมาม่าทุกวัน กินบะหมี่ กินอะไรง่ายๆ โดยไม่ได้คิดถึงสุขภาพเลย กินปลากระป๋อง กินทุกวันเพื่อจะได้มีเวลาทำงาน

พอมีลูก เราก็ผลักลูกเข้าโรงเรียนเลย เพื่อที่เราจะได้มีเวลาทำงาน ทั้งที่ลูกมันอยากอยู่กับพ่อแม่ อยากจะเรียนรู้ความรักจากพ่อแม่ แต่เราก็ผลักลูกไปโรงเรียนหมด เราไม่ได้มีครอบครัวอีกแล้ว เราปลีกตัวออกมาเพื่อที่จะไม่ได้มีภาระ เพื่อที่จะได้ทำงานมากขึ้น

ชาวบ้านปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรตลอดทั้งปีทั้งชาติ ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ แต่ทำไมยังทำอยู่ ไม่มีใครถามตัวเองเลยว่า ปลูกแล้วไม่ได้อะไร มีแต่หนี้แล้วทำไปทำไม พอมาคิดดูชัดๆ เราจะพบว่าคนเหล่านี้ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นความจริงในชีวิต สื่อก็บอกว่า ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องซื้ออันนี้ คุณต้องการความมั่นใจ คุณต้องใช้โรลออนชนิดนี้ ผ้าอนามัยชนิดนี้ ถ้าต้องการอิสรเสรีภาพต้องมีโทรศัพท์รุ่นนี้ มีบัตรเครดิตแบบนี้ ไม่มีใครบอกเราเลยว่า คุณมีความสุขแล้ว นั่นทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสคิด ชาวบ้านทั้งหลายจึงกลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจโดยไม่รู้ตัว

ทันทีที่คิดจะลงทุนปลูกพืชผัก เราต้องหาเงินสดไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่าปุ๋ย เริ่มต้นจากการเป็นหนี้ แล้วเราก็เสี่ยง เหมือนยืมเงินคนมาเล่นการพนัน เพราะปลูกผักจะได้หรือไม่ได้มันขึ้นกับดินฟ้าอากาศ โรคและแมลง แล้วก็ขึ้นอยู่กับคนที่มารับซื้อ ปัจจัยมันเยอะเหลือเกิน ชาวไร่ชาวนาทั้งหลายจึงอยู่ในสถานะของนักการพนันที่แย่ที่สุด ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากได้ ถ้าเราปลูกเพื่อขายเราจะติดกับดักทันที คนที่คิดจะปลูกเพื่อขาย ไม่มีใครรวย ไม่มีใครไม่เป็นหนี้ เพราะเราจะติดกับดักธุรกิจเกษตรเคมีทันที

แบบนี้ ผมเป็นชาวบ้านไม่ได้ ผมไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปยังวิถีที่สังคมโลกเป็นในปัจจุบัน ผมต้องการกลับไปสู่อดีต ไปต่อยอดจากอดีตขึ้นมา เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและสุขขึ้น ชีวิตเราสั้นมาก เราจะใช้ชีวิตบนโลกนี้เพื่ออะไร คิดตรงนี้แล้ว ผมก็คิดว่าผมต้องแสวงหาความสงบสุขให้ตัวเอง แสวงหาความง่ายให้ตัวเอง จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวมากขึ้น

ผมเลยคิดว่า ผมจะทำเพื่อกิน เรากินพริก กินมะเขือ กินหอม กินกระเทียม ก็ปลูก แต่ไม่เกินอย่างละ 5 ต้น ก็อยู่ได้แล้ว กินไม่เคยหมด ถ้าเก็บไปขายเราจะได้เงิน 200-300 บาทต่อวัน อย่างกระจอกที่สุดคือ 50 บาท คนอื่นอาจคิดว่าเงิน 50 บาทไม่มีค่าอะไรเลย แต่ครอบครัวเราไม่มีค่าใช้จ่าย เงิน 50 บาทถือว่ามาก

อย่างครูที่โรงเรียนจบปริญญาตรีเงินเดือนหมื่นนึง วันดีคืนดีก็ต้องมาขอยืมเงินแม่ผมที่จบป.4 ไม่มีรายได้อะไรมากมาย นั่นแสดงว่า ถ้าอยากรวยจะจน ถ้าอยากจนจะมีเงินเหลือใช้ นั่นคือความจริงที่ผมค้นพบกับตัวเอง ถ้าใครอยากปลดหนี้ต้องกลับมาสู่การพึ่งตัวเอง ต้องกลับมาทำอยู่ทำกิน เหลือกินแล้วขาย ทำอย่างนี้ไม่นานใช้หนี้ได้หมด เพราะผมทำมาแล้ว ผมไม่ได้พูดจากการฟังคนอื่น หรือเห็นคนอื่นมา พูดจากประสบการณ์จริง หลายๆ คนก็เริ่มปลดหนี้ได้สามแสนสี่แสน ในเวลาแค่ 2-3 ปีเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องยากเลย หลังจากนั้นก็มีเงินเก็บ ชีวิตมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่เราไม่ถูกสอนให้คิดอะไรที่มันง่าย

ในขณะเดียวกัน ผมก็เริ่มเห็นว่าเมล็ดพันธุ์มันอยู่ในภาวะที่วิกฤตมาก มันสูญหายไปอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว หลายอย่างที่เราเห็นตอนเป็นเด็ก ตอนนี้ไม่หลงเหลือแล้ว ถ้าเราต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่เราปลูก ก็เหมือนกับการเติมน้ำในตุ่มที่มีรูเต็มไปหมด เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เพราะรูมันรั่วออกไปตลอด ฉะนั้นทำไมเราต้องเติมมัน ทำไมเราไม่อุดรู วิธีอุดรูรั่วดีที่สุดคือ การลดการซื้อลง โดยเฉพาะอาหาร อาหารเป็นค่าใช้จ่ายที่รุนแรงและหนักที่สุดในชีวิตของเราในปัจจุบัน แค่ลดการซื้ออาหารอย่างเดียวเราก็จะมีเงินเหลือมากขึ้นโดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม ก็อยากจะให้ชาวบ้านได้เห็น ได้คิด

แต่ผมไม่ถนัดในการชักชวนให้คนมาทำ ผมไม่เคยพูดให้ชาวบ้านฟังเลยว่า ต้องมาทำอย่างผมนะ ต้องมาทำอย่างนี้ เราจะไม่ไปหาชาวบ้าน แต่จะให้ชาวบ้านมาหาเรา เรามีความเชื่อว่า เราจะไม่ไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น เพราะในความเป็นจริง เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้หรอก เขาต้องเปลี่ยนตัวเขาเอง เราก็ทำในสิ่งที่เราอยากทำ พอชาวบ้านเห็น เขาก็มาถามเอง

แล้วถ้าชาวบ้านไม่สนใจ
ก็ไม่เป็นไร ก็เป็นเรื่องของชาวบ้าน แต่ผมรู้สึกสบายแล้ว เบาแล้ว สิ่งที่ผมทำอยู่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคนสนใจสภาพเศรษฐกิจในระบบปัจจุบันมันบีบให้คนต้องสนใจอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีทางเลือก มันเป็นทางตันที่ไปต่อไม่ได้แล้ว มันต้องกลับมาหาทางนี้


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 2: ปัจจัย 4

Posted by zcongklod on Apr 9, 2009

พี่โจมาสนใจงานเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ยังไงครับ
ตอนแรกผมก็เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ 7 ปี เป็นยามบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง ปูเตียง ทำความสะอาดห้อง ค่าแรงขั้นต่ำวันละร้อยบาท ผมก็ได้วันละร้อยบาท แต่อยู่โรงแรมก็ได้ทิปบ้าง แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเที่ยง เมื่อไหร่จะเลิก ผมทำงานมาก วันละ 8-12 ชั่วโมงทุกวัน อาหารที่กินก็ก๋วยเตี๋ยวมื้อละถ้วย ไม่ก็กระเพราไก่ไข่ดาว เป็นอย่างนี้ตลอด 7 ปี เป็นเรื่องที่ทำให้คิดมากว่า ทำไมคนต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำไมคนทำงานหนักแล้วไม่พอกิน ผมเริ่มคิดมาก คิดย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีใครทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คนไม่ใช้คำว่าทำงานด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ไปดำนา ไปเกี่ยวข้าว ไม่มีใครใช้คำว่า ‘จน’ คนใช้คำว่า ‘ทุกข์’ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีวิธีแก้คือการหาความสุข ใครๆ ก็แก้ได้ แต่พอสมัยที่เราเริ่มพัฒนา เราก็เอาคำว่าจนมาใช้ การแก้ไขความจนคือต้องหาเงินทำให้รวย

สมัยก่อนคนมีความสุข แล้วก็สบายมาก ทำงานปีละ 2 เดือน เกี่ยวข้าวเดือน ดำนาเดือน ที่เหลือคือเวลาว่าง คนสมัยก่อนมีเวลาว่างมาก ทำให้คนได้อยู่กับตัวเองมาก คนที่ได้อยู่กับตัวเองคือคนที่เห็นตัวเอง พอเห็นตัวเอง คนก็สามารถรู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตต้องการอะไร คนสมัยก่อนก็เลยเห็นความสุขสำคัญมาก คนก็แสวงหาความสุข คนก็อยู่อย่างสุขสบาย

ในสมัยนั้นมีคนนอนกลางวันกันเยอะมาก เพราะมีเวลาว่างมาก ตื่นนอนขึ้นมาก็นั่งนินทากัน โอ้ ลูกสะใภ้เป็นไง ลูกเขยเป็นไง หัวเราะตลกโปกฮากันตลอดเวลา ผมคิดถึงชีวิตอย่างนั้น คิดว่าชีวิตมันน่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่าจะมาเป็นหุ่นยนต์ในเมือง ในที่สุดผมก็กลับไปอยู่บ้าน ไปลองใช้ชีวิตแบบคนสมัยก่อนดู

พอกลับไปอยู่บ้านที่ยโสธรใหม่ๆ ผมก็คิดว่าต้องพึ่งตัวเองในด้านปัจจัย 4 ให้ได้ อาหาร บ้าน ผ้า และยา 4 อย่างนี้ต้องง่ายสำหรับทุกคน ที่ไหนก็ตามถ้าอาหาร บ้าน ผ้า และยา แพงสำหรับทุกคน ถือว่าที่นั่นผิด ที่นั่นพัฒนาไปในทางที่เสื่อม ที่นั่นไม่มีความก้าวหน้าในการมีชีวิตอยู่

ผมก็เลยลองไปทำนาปีละ 2 เดือน ปรากฏกว่าได้ข้าว 4 ตัน คน 6 คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตันต่อปี ที่เหลือก็ยังได้ขาย ผมทำบ้านไม้ไผ่อยู่ ก็อยู่ได้สบายไม่มีปัญหา

ผมใช้เวลารดน้ำผักวันละ 30 นาที ก็มีผักเลี้ยงคน 6 คนต่อวันสบาย ยังมีพอให้แม่เอาไปขายที่ตลาดอีกได้วันละ 50 บาท 100 บาท มีบ่อปลา 2 บ่อ ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย ทำไมผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปีแล้วไม่เคยกินอิ่มเลย ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปี ไปทำงานอะไร ให้ใคร เราไม่ได้อะไรเลย จะกลับมาเยี่ยมบ้านทีนึงก็ต้องขอเงินแม่กลับมากรุงเทพฯ มันตลกมาก

หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินในอเมริกา ก็ลองเอามาทำดู พอลองทำก็รู้สึกว่ามันง่าย แต่ก่อนผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะสามารถมีบ้านที่มั่นคงได้ แต่พอมาทำบ้านดิน ผมใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า 3 เดือนผมได้บ้าน 1 หลัง ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งเป็นครูพละตื่นตื่นห้าไปวิ่งเหมือนกัน 3 เดือนเป็นหนี้สหกรณ์ครู 7 แสน ตอนนี้ยังจ่ายไม่หมด สร้างบ้านหลังหนึ่งหมด 7 แสน ผมก็เริ่มคิดว่า ทำไมคนถึงทำให้ชีวิตยากขึ้นๆ ทำไมไม่ทำให้มันง่ายขึ้น

พอผมพึ่งตัวเองได้พอสมควร ต่อมาก็เลิกซื้อเสื้อผ้า ผมไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาเกือบ 20 ปีแล้ว ใช้แต่ของเก่า คนเห็นผมใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เขาก็สมเพช เอาของใหม่มาให้ พอเป็นของใหม่ผมก็ไม่อยากใส่เพราะมันใหม่ ไม่สมกับผม ผมก็เลยเอาของใหม่ไปให้คนอื่นใช้ก่อน

มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นพระซึ่งจะได้ใช้ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม ความต่างคือความงาม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่วงเรื่องแฟชั่น ไม่ได้ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ ขอให้มี มันก็สบายไป

แล้วเรื่องยารักษาโรค มาอยู่แบบนี้โรคภัยมันก็น้อยลงเพราะไม่มีหนี้สิน ไม่มีภาระให้คิด ถ้ามีภาระให้คิดมาก โรคนั่นโรคนี่มันรุมครับ เพราะว่าจิตใจเราอ่อนแอ ร่างกายก็อ่อนแอด้วย พอมาอยู่อย่างนี้สบาย อยากตื่นเวลาไหนก็ตื่น อยากทำอะไรเวลาไหนก็ทำ อยากไปเที่ยวก็ไป ไม่ต้องขอลา สบายมาก


สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 1: พันพรรณ

Posted by zcongklod on Apr 6, 2009

บทสัมภาษณ์พี่โจ โจน จันใด ที่เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ของผมเอง การสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนท่านอื่นๆ ที่ร่วมทริป (ซึ่งผู้จัดขอมาว่าอย่าอ้างถึงชื่อทริป) และจากการบรรยายของพี่โจ ที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ ‘พันพรรณ’ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อยากให้คนไทยได้อ่านกันเยอะๆ ครับ

งานหลักของศูนย์พันพรรณคืออะไรครับ
วัตถุประสงค์หลักที่เรามาอยู่ที่นี่คือ เราต้องการมาเก็บเมล็ดพันธุ์ พวกเราทำบ้านดินกันมาก่อน ทำมาสิบกว่าปีรู้สึกว่าเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าบ้านดินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ เพราะภูมิปัญญาในการทำบ้าน ใครๆ ก็คิดค้นได้ตลอดเวลา มันมีอยู่ทั่วโลก ไม่หายไปไหน แต่อาหารที่เราบริโภคทุกวันนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะอาหารได้มาจากเมล็ดพันธุ์ แต่เมล็ดพันธุ์กำลังสูญหายไปอย่างรวดเร็ว มีการประเมินว่า ใน 1 วันมีเมล็ดพันธุ์หายไปจากโลกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด เราเคยมีข้าวเกือบ 20,000 ชนิด แต่วันนี้เรามีแค่ไม่เกิน 200 ชนิด ซึ่งมันน่ากลัวมาก การหายไปของเมล็ดพันธุ์หมายถึงการหายไปของความมั่นคงของชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ เราก็เลยมาอยู่ที่นี่เพื่อปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ และแจกเมล็ดพันธุ์ เราพยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อทุกคน เป็นมรดกให้คนรุ่นต่อๆ ไป

ที่นี่เรามีสมาชิกที่อยู่ประจำ 5-6 คน ส่วนหนึ่งก็ไปเปิดร้านอาหารในวัดสวนดอกด้วย เพราะเราต้องการใช้ร้านอาหารเพื่อสื่อสารกับคนในเมืองเชียงใหม่ว่า อาหารสำคัญมากกับชีวิต ถ้าอาหารมีพิษ ชีวิตก็มีพิษด้วย เราอยากให้คนเมืองรู้ว่า อาหารที่ดีคืออาหารที่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่สามารถปลูกต่อได้ แล้วก็ไม่มีสารเคมี คือปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์

สถานที่ของเราไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ อันที่จริงเราอยากให้มันเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะว่าความไม่สะดวกสบายทำให้คนได้เรียนรู้มากมาย ถ้าสบายมากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะเพลิดเพลินกับความสบายมากเกินไป ฉะนั้นความยากทำให้คนได้เรียน เป็นมหาวิทยาลัยให้พวกเราด้วย

ห้องน้ำเรามี 3 ห้อง แล้วก็มีห้องเยี่ยวอีกห้องหนึ่ง ธรรมดาเราจะเยี่ยวใส่ถังดำๆ แล้วใส่กากน้ำตาล อย่าให้หกนะครับเสียดาย (หัวเราะ) เพราะเราจะเก็บเยี่ยวเอาไปหมักอีกทีหนึ่ง เอาไปใช้กับต้นไม้ ด้านนี้จะมีส้วมอีกหลังหนึ่ง เป็นส้วมแบบไม่ต้องใช้น้ำราด ใช้น้ำล้างได้ แต่ไม่ต้องราด มันเป็นเหมือนส้วมโบราณก็คือเดินขึ้นไปจะมีไม้เป็นพื้นแล้วก็มีช่องว่างอยู่ แล้วก็ถ่ายลงไปตรงนั้น ถ่ายเสร็จก็กำแกลบข้างๆ หว่านลงไปคลุมไว้ ส้วมเทคนิคนี้ดีมาก ลดการใช้พลังงาน ไม่ต้องใช้น้ำ ไม่ต้องใช้อะไรมาก มันดีตรงที่ 6 เดือนผ่านไป สิ่งที่เราถ่ายลงไปจะกลายเป็นดินสีดำ ซึ่งเราสามารถนำมาปลูกอะไรก็ได้ เราออกแบบส้วมไม่ให้มีของเสีย นำกลับมาใช้ได้หมด แต่เราไม่ได้เอาไปใช้กับผัก เราจะเอาไปปลูกต้นไม้ มูลสัตว์ถึงจะเอาไปใช้กับผัก เพราะเราเชื่อว่ามูลสัตว์ดีกว่ามูลคน ฉะนั้น ถ้าเดินไปเจอผักอะไรกินได้ก็กินเลย อย่าลังเลใจครับ แล้วก็ขับถ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วมครับ (หัวเราะ)


ด้วยความระลึกถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์

Posted by zcongklod on Mar 16, 2009

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


……….ทุกครั้งที่ผมได้รับคำถามว่า นักเขียนในดวงใจของผมคือใคร ผมสามารถตอบได้อย่างไม่ต้องเสียเวลานึกนานว่า
……….’รงค์ วงษ์สวรรค์
……….ในชีวิตนี้มีหนังสือหลายเล่มและนักเขียนหลายคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผม แต่ไม่มีงานเขียนของใครจะส่งผลมากไปกว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์อีกแล้ว
……….ตัวหนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ สอนผมให้รู้จักทลายกำแพงและกฎเกณฑ์ทุกอย่างของการใช้ภาษา
……….สอนให้ผมรู้ว่า สิ่งที่สำคัญไปกว่าชั้นเชิงทางภาษาก็คือเนื้อหาและข้อมูล……….
……….สอนให้ผมรู้ว่า การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน
……….สอนให้ผมรู้ว่า ในระหว่างเดินทาง สายตาของเราควรจับจ้องสิ่งใด
……….สอนให้ผมรู้ว่า ยังมีวิถีชีวิตและภูมิปัญญาอันล้ำค่าของคนไทยอีกมากมายที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในตำรา
……….สอนให้ผมรู้ว่า ชีวิตที่อยู่รายรอบตัวเรามีค่ามากเพียงใด
……….และสอนให้ผมรู้ว่า นักเขียนที่ดีนั้นเป็นกันอย่างไร
……….ในชั้นหนังสือของผมมีหนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มากกว่า 100 เรื่อง เหมือนว่าจะเยอะ แต่ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านร้านหนังสือมือสอง ผมก็ยังมองหาหนังสือเล่มที่ขาดหายไป แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็ยังหวังว่า วันหนึ่งผมจะมีหนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ครบทุกเล่ม
……….ในชีวิตของคนทำนิตยสาร ผมได้เจอผู้คนที่อยากเจอมากมาย แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่จะทำให้ผมมีความสุขไปกว่าการได้นั่งคุยกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ครั้งนั้น a day ทำฉบับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมเลยมีโอกาสได้ไปเยือนสวนทูนอิน ผมจำได้ว่า ในระหว่างที่กำลังเดินตามทางสู่ห้องทำงานของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมตื่นเต้นมาก แล้วผมก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีกเมื่อถูกเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะญี่ปุ่นกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ในระยะประชิด เข่าแทบจะชนเข่า
……….ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า ผมจะได้อยู่ใกล้กับนักเขียนที่ผมชอบขนาดนี้ ได้นั่งในห้องทำงานของเขา ได้เห็นกองหนังสือมากมายซึ่งเป็นคลังข้อมูลของเขา ได้เห็นต้นฉบับลายมือของเขา ได้เห็นพิมพ์ดีดที่เขาใช้พิมพ์งาน ได้ฟังเพลงแจ๊ซซ์ที่เขาเปิดคลออยู่ในห้อง มองผ่านหน้าต่างออกไปก็เห็นบรรยากาศของสวนทูนอิน นี่เองหรือฉากที่เขาเขียนถึงในหนังสือหลายต่อหลายเรื่อง
……….แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่า ผมจะได้ยินนักเขียนคนโปรดเรียกชื่อผม และอนุญาตให้ผมเรียกเขาอย่างนับญาติว่า อาว์ ’รงค์
……….ที่เกินฝันไปกว่านั้นก็คือ วันหนึ่งผมก็ได้ทำงานร่วมกับอาว์ ’รงค์ในฐานะบรรณาธิการ
……….ผมตื่นเต้นมากที่นักเขียนอายุเกือบ 80 อยากเขียนคอลัมน์เรื่องฮิปฮอปลงในนิตยสาร a day ผมเชื่อว่าคอลัมน์ หันหน้ามาทางนี้พบ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ น่าจะแสบซ่านไม่แพ้สมัยที่อาว์ ’รงค์เขียนถึงชาวบุปผาชน
……….แม้ว่าผมจะเป็นนักเขียนรุ่นลูกที่มีประสบการณ์ในวงการน้ำหมึกเพียงน้อยนิด แต่อาว์ ’รงค์ก็ให้เกียรติผมมากเท่าที่บรรณาธิการคนหนึ่งพึงจะได้รับเกียรติ
……….ในแต่ละเดือนผมจะได้รับซองจดหมายสีเหลืองตีตรา EMS ส่งมาจากเชียงใหม่ ด้านในคือต้นฉบับคอลัมน์ที่พิมพ์ด้วยพิมพ์ดีดอย่างเป็นระเบียบ ตรวจคำผิดมาแล้วเรียบร้อย การทำงานของอาว์ ’รงค์นั้นสอนให้ผมรู้ว่า วินัยและความเป็นมืออาชีพของนักเขียนเป็นอย่างไร
………. อาว์ ’รงค์เป็นนักเขียนที่ส่งต้นฉบับตรงเวลาที่สุดคนหนึ่งของ a day จะมีล่าช้าบ้างก็เฉพาะในเดือนที่ปัญหาสุขภาพทรุดหนักจนต้องเข้าไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเท่านั้น ซึ่งพักหลังเริ่มบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
……….เราสื่อสารกันผ่านต้นฉบับอยู่หลายปี จนกระทั่งคอลัมน์นี้ปิดตัวลงจากหน้ากระดาษ a day
……….ด้วยปัญหาสุขภาพที่ไม่สู้ดี ทำให้เรายังไม่มีโอกาสได้คุยกันเรื่องคอลัมน์ใหม่เสียที อาว์ ’รงค์บอกว่าอยากจะเอาต้นฉบับชุดนี้มาเรียบเรียงใหม่และเขียนบางส่วนเพิ่มเติมเพื่อทำพ็อกเก็ตบุ๊กให้เสร็จก่อน แล้วค่อยคุยถึงคอลัมน์ใหม่ แต่พ็อกเก็ตบุ๊กเล่มนี้ก็คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า เพราะอาว์ ’รงค์ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่าห้องทำงาน
……….2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ อาว์ ’รงค์บอกผมทางโทรศัพท์ว่า ทำต้นฉบับใกล้เสร็จแล้ว เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้น แล้วก็เล่าถึงปัญหาสุขภาพให้ฟัง
………. “แฟ้มต้นฉบับมันตั้งอยู่ตรงหน้าอาว์นี่แหละ แต่อาว์ไม่มีแรงจะเขียนเลย เพราะเข้าออกโรงพยาบาลตลอด นี่ก็เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล น้ำหนักอาว์เหลือ 50 กิโล ก้องลองนึกภาพคนแก่อายุ 70 ที่น้ำหนักเหลือแค่ 50 กิโลสิ
………. “รออาว์อาการดีกว่านี้ เดี๋ยวอารีบทำส่งให้ ทำให้มันดีๆ เลย เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ทำร่วมกัน”
……….ผมรีบปฏิเสธว่า ไม่ใช่เล่มสุดท้ายหรอก เรายังมีโอกาสทำหนังสือด้วยกันอีกหลายเล่ม
……….วันนั้นผมวางสายไปด้วยความหวังมากกว่าความเศร้า ผมเชื่อว่าอีกไม่นานผมก็คงได้รับต้นฉบับชุดนี้ แล้วผมก็จะได้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการให้กับหนังสือของนักเขียนที่ผมเคารพรักที่สุด
……….มันคือความภูมิใจสูงสุดในอาชีพบรรณาธิการของผมแล้ว
……….ผมนัดแนะกับอาว์ ’รงค์ว่าช่วงเดือนพฤษภาคม ผมจะแวะไปเยี่ยมไปสวนทูนอินเพื่อคุยเรื่องพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มนี้ และผมอยากเอาต้นฉบับพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ของผมเรื่อง ‘ดาวหางเหนือทางรถไฟ’ ไปให้อาว์’ รงค์อ่าน
……….มันคือหนังสือบันทึกการเดินทางบนทางรถไฟสายทรานไซบีเรีย ก่อนจะออกเดินทางแค่ไม่กี่วัน ผมมีโอกาสได้คุยกับอาว์ ’รงค์โดยบังเอิญ พออาว์ ’รงค์รู้ว่าผมกำลังจะไปขึ้นรถไฟขบวนนี้ก็บอกผมว่า นี่คือเส้นทางในฝันที่อาว์ ’รงค์อยากไปมาก แต่ไม่มีโอกาสสักที มาถึงตอนนี้ก็คงไปไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมาเคยมีนักเขียนไทยเขียนถึงเส้นทางสายนี้แค่ 3 คนเท่านั้น อาว์ ’รงค์บอกผมว่า ไหนๆ ได้ไปแล้ว ลองเขียนเป็นสารคดีดีๆ ออกมาสักเล่มสิ
……….ผมใช้เวลาเขียนอยู่ 2 ปีกว่า และมันน่าจะเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ ผมทราบดีว่า สุขภาพของอาว์ ’รงค์นั้นอ่อนแอจนไม่น่าหาอะไรไปรบกวนสายตา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากยื่นต้นฉบับเรื่องนี้ให้อาว์ ’รงค์อ่าน
……….ผมไม่บังอาจทำหน้าที่เป็นตาให้ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมแค่อยากรายงานผลว่า คำแนะนำต่างๆ ที่อาว์ ’รงค์หยิบยื่นมาให้นั้น มันทำให้การเดินทางของผมสวยงามเพียงใด และผมก็อยากฟังความเห็นว่า หนังสือเล่มนี้เข้าข่ายสารคดีดีๆ อย่างที่อาว์ ’รงค์อยากเห็นไหม……….
……….แต่ผมไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
……….อาว์ ’รงค์จากพวกเราไปแล้วเมื่อเย็นวันนี้
……….ผมนึกถึงบางประโยคที่อาว์’รงค์เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ หนังสือที่เขียนถึงม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชผู้เป็นครู ในวาระที่ครูได้ล่วงลับ
……….ผมไม่มีดอกเข็ม ดอกมะเขือ และข้าวตอกในนาฑีนี้
……….แต่ผมมีความรัก ความกตัญญู และปัญญา
……….และความปีติกับการบูชาครู
……….ตอนนี้ผมรู้สึกเช่นเดียวกัน


การผ่าหัวใจหาใจแต่ไม่เห็นใจ

Posted by zcongklod on Dec 14, 2008

ผมไม่ใช่นักชีววิทยา ไม่ใช่นายสัตวแพทย์ ไม่ใช่เจ้าของแผงปลา
และไม่ได้มีเอี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์
ผมเลยไม่คุ้นเคยกับการเอามีดไปกรีดเนื้อสัตว์

จำได้ว่าสมัยเรียนวิชาชีววิทยาตอนม.4
ผมเคยเอามีดโกนไปบาดใจหมู เพื่อเรียนรู้ว่าภายในหัวใจนั้นซุกซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง
เป็นการผ่าที่หวานหมูมาก เราพบว่าในหัวใจหมูไม่มีหวานใจหมู
ซึ่งผมสรุปเองแบบไร้สิ้นซึ่งหลักการว่า ในหัวใจหมูตัวผู้ไม่มีหมูตัวเมีย
การผ่าหัวใจหมูไม่ดุดันเหมือนดู Braveheart น่าจะออกออกแนว Babe (heart) เสียมากกว่า
หรือแม้กระทั่งการผ่ากบ ถ้าตัดความไม่ชอบส่วนตัวออกไปได้
เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับชีวิตในมือเราสักเท่าไหร่
อาจารย์สั่งให้หา เราก็เดินไปจ่ายตลาด ในอารมณ์แบบเดียวกับซื้อกับข้าว (หมายถึงหมูนะครับไม่ใช่กบ)
ผมก็เลยไม่เคยคิดว่าการหาสัตว์มาชำแหละเพื่อการเรียนการสอนเป็นเรื่องที่ควรทบทวน
จนกระทั่งได้เห็นแคมเปญรณรงค์ขององค์กรเรื่องสิทธิสัตว์เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง PETA (People for the Ethical Treatment of Animal)

คนหมู่มากน่าจะรู้จัก PETA จากแคมเปญประเภทที่นางแบบระดับโลกมาถ่ายนู้ด
เพื่อรณรงค์ต่อต้านการใช้มิ้งค์ในวงการแฟชั่น พร้อมกับข้อความประมาณว่า
ถ้าต้องใส่มิ้งค์ ถอด(เสื้อผ้า)ทิ้งดีกว่า
ถ้าใครเคยดูคลิปวิดีโอความโหดร้ายที่ตัวมิ้งค์โดนทารุณโดยปราศจากความการุญ
ก่อนจะกลายมาเป็นสินค้าเลอค่าทางแฟชั่น
รับรองได้ว่าร้อยทั้งร้อยเป็นต้องเห็นด้วยกับ PETA แน่

PETA ไม่ได้ดำเนินงานเพียงประเด็นเดียว
พวกเขายังรณรงค์ต่อต้านการผ่าสัตว์เพื่อการศึกษาด้วย
เรื่องมันมีอยู่ว่า ในแต่ละปี กบ หนู แมว และสัตว์อื่นๆ หลายล้านตัว
ถูกทรมานและฆ่าเพื่อนำไปใช้ชำแหละในการเรียนการสอน
ระบบการเรียนการสอนในต่างแดนนั้น หากอยากได้สัตว์สักตัวมาผ่าทดลอง
ก็ต้องสั่งซื้อจากบริษัทซึ่งมีหน้าที่หาสัตว์มาใช้ในการทดลอง
พอบริษัทเหล่านี้หาสัตว์มาได้ก็จัดการฆ่า ทำความสะอาด จัดท่าทางให้เหมาะสม
และแพคใส่ถุงพลาสติกปลอดเชื้อ แล้วส่งมาให้ราวกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญ
ฟังดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มันก็คงไม่ต่างอะไรจากการที่เราซื้อหมูซื้อไก่มากิน
เพราะเราก็ต้องปลิดชีวิตของมันเช่นกัน
ลองเข้าไปดูวิดิโอในเว็บ www.cutoutdissection.com ครับ
แล้วจะเห็นว่า ที่มาของสัตว์สำหรับใช้ผ่าทดลองมันน่าขนพองสยองเกล้าขนาดไหน
แต่ขอเตือนล่วงหน้าครับว่าคนรักแมวและหมาห้ามดูเด็ดขาด

วิดีโอความยาว 7 นาทีเรื่องนี้พาเราไปแอบเยี่ยมชมโรงงานจัดหาสัตว์หลายต่อหลายแห่ง
เราจะได้เห็นกับตาตัวเองว่า เมื่อแมวกับหมามาถึงโรงงาน มันถูกโยนใส่กรงอย่างไร
อยู่ในกรงอย่างไร (ตายในกรงเพราะคุณภาพชีวิตขั้นบัดซบอย่างไร)
ถูกส่งเข้าไปในตู้รมแก๊สอย่างไร
ถูกจับมาขึงเพื่อให้อยู่ในท่ามาตรฐานอย่างไร
แล้วก็ถูกทำความสะอาด เติมสารเคมีเข้าสู่ร่างกายอย่างไร
ตัวที่มันยังไม่ตายสนิทมันมีปฏิกิริยาต่อกระบวนการที่แสนเจ็บปวดนี้อย่างไร
แล้วจะรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร

สัตว์พวกนี้มาจากไหน?
ในวิดีโอนี้ไม่มีคำตอบ มีแต่ข้อมูลอ้อมๆ จากพนักงานของบริษัท Carolina Biological Supply Company ที่บอกแค่ว่า
“ถ้าคนอื่นรู้ว่าแท้จริงแล้วแมวเหล่านี้มาจากไหน พวกเขาปิดบริษัทเราแน่”

เมื่ออุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เคยมีชีวิตมีที่มาโหดร้ายเช่นนี้
PETA เลยออกมารณรงค์ให้ยกเลิกการชำแหละสัตว์เพื่อการเรียนการสอน
ว่าแล้วก็เลยเกิดเป็นเว็บไซต์ที่เชิญชวนเด็กทุกระดับตั้งแต่ประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย
ให้ออกมาช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ในโรงเรียน
โดยมีวิธีการ ข้อมูล และทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ อยู่ในเว็บไซต์หมดแล้ว
รวมถึงคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ อาทิ

เด็กยังไม่มีความรู้ความสามารถพอในการตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการเรียนการสอนแบบใดในหลักสูตรไม่ใช่หรือ
คำตอบก็คือ ถ้าเด็กมีความรู้เพียงพอที่จะเรียนวิชานี้ได้ เขาก็มีความรู้พอที่จะตัดสินใจได้ว่าเขาควรมีส่วนร่วมโดยอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรม

ถ้าการผ่ามันไม่ใช่ส่วนสำคัญของหลักสูตร มันคงไม่ถูกสอนหรอก
คำตอบคือ เทคนิคในการสอนนั้นพัฒนาตลอดเวลา และควรได้รับการปรับปรุงตลอด ในแต่ละปีมีเด็กมหาวิทยลัยคณะแพทย์และสัตวแพทย์จำนวนนับไม่ถ้วนที่เรียนโดยไม่ต้องชำแหละสัตว์ การศึกษาที่สูงควรเรียนรู้เรื่องของความคิด และเด็กควรมีสิทธิแสดงความเห็นในความพยายามหาวิธีการเรียนที่ดีขึ้นของพวกเขา

ส่วนคำถามสำคัญที่ทุกคนคงอยากรู้ว่า ถ้าไม่ให้ผ่าสัตว์แล้วจะเรียนยังไง
คำตอบก็คือ เรามีทางเลือกในการเรียนชีววิทยาโดยไม่ทรมานสัตว์เยอะมาก เช่นเรียนจากโมเดลร่างกายสัตว์ คอมพิวเตอร์เสมือนจริง และสื่ออื่นๆ อีกเพียบ ซึ่งสื่อเหล่านี้ทางโรงเรียนสามารถขอยืมมาใช้ได้

เด็กจำนวนมากที่สนใจในเรื่องนี้ก็ช่วยกันรณรงค์ ส่งจดหมายไปร้องขอกับทางโรงเรียน
และทำแคมเปญต่างๆ ตามที่มีคำแนะนำในเว็บไซต์
แต่ Jennifer Thornburg (ชื่อขณะนั้น) หญิงสาววัย 19 ปี (ในขณะนี้) จากรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เลือกที่จะโปรโมทเว็บไซต์ด้วยวิธีการที่ไม่มีใครคาดถึง
ตอนที่เธอเรียนม.5 เธอต้องผ่าชำแหละไก่ซึ่งเธอไม่ค่อยสบายใจนัก
พอเธอถามว่าอาจารย์ว่ามีทางเลือกอื่นไหม
อาจารย์ก็บอกว่า เธอสามารถทำได้ถ้ายอมเป็นมังสวิรัติ 2 สัปดาห์
ซึ่งเธอคิดว่ามันบ้ามากก็เลยต้องยอมผ่าไป
พอเวลาผ่านไป เธอก็สนใจที่จะรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง
เธอก็เลยลงทุนเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเพื่อเรียกร้องให้คนสนใจว่า
ในแต่ละปีมีสัตว์ถูกฆ่าเพื่อนำมาใช้ในห้องเรียนประมาณ 6 ล้านตัว
สัตว์บอกว่าตายอย่างทรมานเพื่อให้เราเอาร่างมันมาให้เด็กม.ปลายเรียน
ซึ่งมันเป็นไม่จำเป็นเลยเพราะ เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์เสมือนจริง
ไดอะแกรม หรือโมเดลสามมิติแทนได้

เธอมองว่า การชำแหละสัตว์ในห้องเรียนนั้นคือการส่งสารไปยังนักเรียนว่า
ชีวิตสัตว์นั้นไร้ค่า ซึ่งเธอไม่คิดว่านี่คือสารที่ครูควรส่งให้กับนักเรียน
เธอก็เลยเลือกใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อเพื่อโปรโมตเว็บไซต์ www.cutoutdissection.com
ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแคมเปญนี้ไว้อย่างครบครัน
และในที่สุดเธอก็ทำให้โรงเรียนของเธอเปลี่ยนความคิดได้
ชื่อใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายของเธอคือ
Miss Cutout Dissection.com


ร่มเรา

Posted by zcongklod on Nov 17, 2008

ช่วงนี้ฝนตกอย่างไม่กลัวว่าจะหมดจากฟ้า
ท้องฟ้าฤดูกาลนี้ช่างไม่ตระหนี่น้ำฝนเสียเลย อะไรมันจะตกหนักหนา เนิ่นนาน บานตะไทขนาดนั้น
ด้วยความที่ผมเพิ่งไปเดินตากฝนที่ญี่ปุ่นมา เลยพบความความแตกต่างระหว่างฝนไทยกับฝนเมดอินเจแปนอยู่หลายข้อ
ฝนแดนปลาดิบนั้นไม่โฉ่งฉ่าง ตกลงมาอย่างรักษาอาการ ไม่พรวดพราดเทลงมาทีเดียวหมดหน้าตัก
แต่ค่อยๆ โปรยปรอยมาเรื่อยๆ ตกได้ยืดยาวตั้งแต่เช้ายันค่ำ
ส่วนฝนแดนปลาดุกนั้นก็อย่างที่ทราบกันว่า ตกง่ายหายเร็ว ตกทีก็ไม่ลืมหูลืมตา อย่าได้คิดเดินฝ่า
เพราะฝนมันตกหนักจนเจ็บแทน ถ้ากางร่มก็ถึงขั้นร่มลู่ได้
พูดอย่างไม่โกหกว่าผมไม่นิยมพกร่ม เพราะการรอให้มันหยุดแล้วค่อยไปต่อน่าจะง่ายกว่า

อย่างที่บอกว่า ฝนที่ร่วงอยู่เหนือเกาะญี่ปุ่นนั้นบอบบางเกินกว่าจะทำร้ายคนใต้ร่มได้
ผู้คนก็เลยพกร่ม และพากันเดินกางร่มอย่างออกหน้าและถ้วนหน้าเวลาฝนตก
แต่ในฤดูฝนก็ใช่ว่าฝนจะร่วงเม็ดเล่นทุกวัน บางวันก็ฟ้าใส แดดจ้า เลยไม่จำเป็นต้องถือร่มให้เมื่อย
แค่เช็คพยากรณ์อากาศล่วงหน้าก็พอ
คนที่ไม่ได้เช็คพยากรณ์อากาศก็อาจรู้พลั้ง ลืมหยิบร่มออกจากบ้านในวันฝนตก
ชีวิตคงเข้าขั้นลำบาก เพราะโตเกียวเป็นเมืองที่คนเคลื่อนที่ด้วยเท้า
เดือดร้อนต้องหาซื้อร่มใหม่ไว้ใช้คลุมกระหม่อม
ในฤดูฝนเช่นนี้ ร่มเป็นสินค้าหาง่ายที่มีขายไปแทบทุกร้าน
โดยเฉพาะรุ่นโลว์คอสต์ที่ถูกจนใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งยังคุ้ม
(ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของมันต่ำต้อยจนไม่อยากเก็บไว้ใช้ซ้ำ
และทุกคนล้วนมีร่มคู่ใจที่ใช้งานได้ทนทานอยู่แล้ว)

ฝนตกบ่อย คนก็ซื้อร่มบ่อย ปีๆ หนึ่ง ทั่วญี่ปุ่นเลยมียอดขายร่มรวมกัน 120 ล้านคัน
และร่มจำนวนประมาณ 420,000 คันก็ถูกทิ้งขว้างหลังจากใช้เสร็จ
เราเลยเห็นภาพร่มราคาเยาพวกนี้ถูกเสียบอยู่ตามถังขยะทั่วเมือง
รถเก็บขยะที่มีร่มอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของคันน่ะ ผมเห็นกับตามาแล้วครับ

ใครๆ ก็เห็นปัญหานี้ แต่ก็ไม่มีคนขยับตัว
จนกระทั้งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งติดฝนอยู่ในสถานีรถไฟแล้วคิดขึ้นมาว่า
เราสามารถเอาร่มทิ้งๆ พวกนี้มาใช้ใหม่ได้หรือเปล่านะ
หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดเป็นโครงการที่ชื่อว่า Shibukasa หรือ Shibuya umbrella ในภาษาอังกฤษ

Hiroki Suehara ตัวตั้งตัวตีวัย 22 เล่าอย่างรวบรัดว่า
สิ่งที่พวกเขาทำคือการให้ยืมร่มใช้แบบฟรีๆ แถมยังได้เงินอีกเมื่อนำมาคืน
กระบวนการทำงานของพวกเขาก็คือ ออกเดินทางไปตามร้านค้า ร้านอาหาร และสถานีตำรวจ
เพื่อขอร่มที่คนลืมทิ้งไว้ ทุกคนล้วนยินดีมอบให้ เพราะถ้าพวกเขาเอาไปทิ้งเองก็ต้องจ่ายค่าทิ้ง
และเพื่อความชัวร์ พวกเขาจะไม่หยิบร่มที่ลูกค้าเพิ่งลืมไว้ไป แต่จะรอให้ถึง 2 สัปดาห์
เอาให้แน่ใจว่าไม่มีเจ้าของแน่ๆ ถึงค่อยขอมา
แล้วพวกเขาก็จัดแจงแปะสติ๊กเกอร์ของโครงการลงไปบนร่มเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาพันธมิตรร่วมโครงการ คือติดต่อขอวางร่มเหล่านี้ตามร้านต่างๆ
สุดท้าย เขาว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดก็คือ
การประชาสัมพันธ์ให้คนรับทราบและมาร่วมโครงการด้วยกัน
หากเกิดฝนตกในคราวต่อไป เหตุการณ์จำลองจะเป็นแบบนี้ครับ

ถึงเราไม่มีร่มติดตัวออกมาจากบ้าน แต่เราก็สามารถเดินไปหยิบยืมร่มมาใช้ได้ฟรีๆ จากร้านกาแฟ ร้านหนังสือ หรือร้านอาหารทั่วย่านชิบูย่า
พอเดินกางร่มไปจนถึงจุดหมาย เราก็เอาร่มไปส่งคืนที่ร้านแถวๆ นั้น
พร้อมกับรับเงินจากองค์กร Earthday Money มูลค่า 50r กลับมาด้วย

Earthday Money เป็นองค์เพื่อสังคมที่สนับสนุนให้คนหันมาทำอะไรดีๆ เพื่อโลกมากขึ้น
โดยมีแรงจูงใจคือเงินในสกุล Earthday Money
เงินนี้สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดได้กับร้านค้าสุดฮิปมากมายที่เข้าร่วมโครงการ
50r นั้นมีค่าเท่ากับ 50 เยน หรือประมาณเกือบ 20 บาท
นั่นหมายความว่า พอฝนตก แทนที่เราจะซื้อร่ม ใช้เสร็จก็ทิ้ง
แต่เราเดินไปหยิบร่มจากโครงการนี้มาใช้ พอเอาไปคืนก็ได้เงินด้วย
เงินก็ได้ ทรัพยากรก็ไม่เสีย อะไรมันจะดีขนาดนั้น

พวกเขาบอกว่า เตรียมจะเอาโมเดลสุดเวิร์กนี้ไปขยายผลใช้กับสิ่งอื่นในฤดูกาลอื่นด้วย
โครงการนี้เริ่มต้นและดำเนินงานอยู่เฉพาะในย่านชิบูย่าเท่านั้น
เพราะเขามองว่ามันไม่พลุกพล่านจนเกินไปนัก
และโครงการนี้น่าจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในย่านนี้

เหตุที่พวกเขายังไม่ขยายมันไปทั่วโตเกียวก็เพราะว่า อยากจะเริ่มต้นจากชุมชนเล็กๆ
สร้างให้โครงการแข็งแรงจากความเป็นชุมชน
วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เขาเขียนไว้ 2 ข้อคือ
ต้องการสร้างจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม และต้องการให้คนรู้สึกถึงความเป็นชุมชน
วัตถุประสงค์ข้อสองของพวกเขาน่าสนใจ ยิ่งกับในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว
ถ้าโครงการนี้แพร่หลาย ต่อไป ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง เราก็ไม่ต้องกลัว


งานชุมนุมของคนเสื้อเขียว

Posted by zcongklod on Nov 9, 2008

ทุกวันพฤหัสบดีที่สองของเดือน ชาวญี่ปุ่นที่สนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม
เขามีงานมีตติ้งพูดคุยเรื่องสิ่งแวดล้อมกันที่ร้านอาหารในย่านฮาราจุกุ
เป็นการพบปะสังสรรค์ของคนที่รู้จักกันบ้าง ไม่รู้จักกันบ้าง
แต่ดูเหมือนทางทีมงานจะยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นพิเศษ
เพราะถึงกับประกาศว่า มาคนเดียวก็ได้ เพราะสตาฟเขาเป็นมิตร
หรือพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ก็มาได้ เพราะสตาฟส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้
เชิญชวนกันขนาดนั้น
เป้าหมายของมีตติ้งนี้ก็คือ การรวมตัวคนรักสิ่งแวดล้อมเพื่อมานั่งพูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
โดยมีชื่อเรียกขานกิจการงานแบบนี้ว่า Green Drinks
ทีแรกผมก็เข้าใจว่าเป็นกิจกรรมของชาวอาทิตย์อุทัย
แต่ที่ไหนได้ มันเป็นกิจกรรมที่ทำกันเป็นเครือข่ายทั่วโลก และทำกันมานานแล้วด้วย

ไอเดียเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1989 ในผับทางลอนดอนตอนเหนือที่ชื่อว่า Slug and Lettuce
ครั้งนั้น Edwin Datschefski นั่งดื่มอยู่กับเพื่อนร่วมงานด้านการดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อมของเขา
แล้วเขาก็สังเกตว่า คนที่โต๊ะข้างๆ เขานั้นดูท่าว่าสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายก็เลยรวมโต๊ะเพื่อคุยเรื่องสิ่งแวดล้อมกันเสียเลย
สิ่งที่เรียกว่า Green Drinks เริ่มต้นขึ้นตรงนั้น
และในปี 2001 มันก็กลายมาเป็นเครือข่ายนานาชาติ
เมื่อ Datschefski ทำเว็บไซต์ www.greendrinks.org ขึ้นมา
นับถึงล่าสุด Green Drinks มีสมาชิกทั้งหมด 304 เมือง รวมถึงกรุงเทพมหานครของเราด้วย
หากชาวกรุงเทพฯ ท่านใดอยากเข้าร่วมก็ดูรายละเอียดได้ที่ www.gndays.com

รายละเอียดของงานที่จัดในแต่ละเมืองนั้นแตกต่างกันไปบ้าง
(ดูจากโลโก้คงเห็นว่า อย่างน้อยเครื่องดื่มก็ต่างกันแน่ๆ )
แต่โดยหลักๆ ก็คือ เป็นการนัดเจอกันที่บาร์หรือว่าร้านอาหารของกลุ่มคนที่หลากหลาย
อาทิ เอ็นจีโอ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ และนักธุรกิจ เพื่อพูดคุยกันในเรื่องสิ่งแวดล้อม
แล้วก็ดื่มกินอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารออแกนิกและมังสวิรัติ

มันเป็นงานง่ายๆ ที่ไม่ได้มีระบบระเบียบอะไรมากนัก
คนที่มาบางคนก็ได้เพื่อน ได้ความคิดใหม่ๆ ได้คอนเนกชั่น ไปจนถึงได้งาน
ขนาดของงาน Green Drinks ในแต่ละที่นั้นก็ไม่เท่ากัน
มีตั้งแต่ไม่กี่สิบคนไปจนถึง 1,800 คนในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ซึ่งถือว่าเป็น Green Drinks ที่ใหญ่ที่สุด

ในสภาพสังคมยุคนี้เรามีความสัมพันธ์กับคนที่สนใจในสิ่งเดียวกับเรา
มากกว่าเพื่อนร่วมชั้นหรือเพื่อนร่วมงาน
คนที่คิดอ่านคล้ายๆ กัน ไม่ต้องพูดอะไรมากก็สามารถสนิทสนมกันได้โดยง่าย
และนับวันเราก็ยิ่งยากเจอคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
มีคนสนใจสิ่งเดียวกับเราอยู่รอบตัวเรา และมีคนสนใจสิ่งเดียวกับเราอยู่รอบโลก
ขึ้นกับว่าเราจะหาพวกเขาเจอได้อย่างไรเท่านั้นเอง


ความสุขรถช็อกโกแลต

Posted by zcongklod on Oct 8, 2008

 

เงินถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
แทนที่จะใช้ระบบแลกสินค้ากันโดยตรงแบบหมูไปไก่มา
เวลาล่วงไปนับพันปี จากเปลือกหอย มาสู่เหรียญโลหะ เงินกระดาษ จนถึงบัตรพลาสติก
เงินยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

พอมนุษย์เราใช้เงินกันเคยมือและเคยตัวเข้า
ก็เริ่มเบนเป้าหมายของชีวิตเข้าสู่การเสาะแสวงหาและสะสมเงิน
บางคนก็ถึงขั้นเคารพบูชาเงินเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต
เมื่อเป็นเช่นนั้น กิจการงานใดที่ไร้ผลตอบแทนในรูปตัวเงิน
หลายต่อหลายคนจึงไม่ใคร่จะข้องแวะ
 
ในขณะที่โลกของเรากำลังหมุนไปหาการแสวงหาความมั่งคั่ง
เดินหน้าเข้าสู่การค้าเสรี กลับมีคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งวางกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้าน
แล้วหันมาเอาจริงเอาจังกับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันสินค้ากัน จากมือสู่มือโดยไม่ผ่านพ่อค้า
และแลกเปลี่ยนกันตามความพอใจ หรือคุณค่าสำหรับจิตใจเรา
ไม่ใช่มูลค่าที่กำหนดขึ้นมาจากการเอาเส้นอุปทานไปสานกับเส้นอุปสงค์
 
Petra Barren หญิงสาวชาวอังกฤษวัย 32 ปี เป็นผู้หนึ่งที่นิยมชมชอบแนวคิดนี้
เธอเลยเอามาปรับใช้กับการเดินทางครั้งใหญ่ของเธอ
Barren เป็นคนที่มีความสุขกับการทำขนม ชอบเดินทาง และรักการผจญภัย
เธอทำงานอยู่ในเรือที่แล่นระหว่างประเทศอยู่ 5 ปี
พอกลับมาอังกฤษก็ตั้งใจว่าจะเอาวิธีการปรุงช็อกโกแล็ตของประเทศต้นตำรับที่เห็น
มาเผยแพร่ในอังกฤษบ้าง
เธอเลยตั้งใจทำอยู่ 2 อย่างคือ
ไปสมัครเป็นพนักงานร้านช็อกโกแล็ตเพื่อเรียนรู้ระบบธุรกิจของวงการนี้
และอีกอย่างคือ เธอค่อยๆ ทดลองสร้างสูตรขนมของตัวเองเก็บไว้
จนเมื่อทุกอย่างสุกงอม Barren ก็เริ่มหารถตู้เพื่อใช้ทำร้าน
แล้วเธอก็เจอมันใน eBay
นั่นทำให้เธอต้องเดินทางจากลอนดอนไปเอารถที่สก็อตแลนด์
ระยะเวลา 1 สัปดาห์ขากลับที่เธอแวะเที่ยวมาตลอดทางกับเพื่อนๆ
ทำให้เธอเกิดไอเดียว่า อยากขับรถช็อกโกแล็ตคันนี้เดินทางทั่วเกาะอังกฤษ
เป็นการเดินทางที่อาศัยช็อกโกแล็ตเป็นทูตสันถวไมตรี
 
สิ่งที่เธออยากทำก็คือ ขับรถไปเรื่อยๆ
พอเจอทำเลเหมาะๆ หรืองานเทศกาลต่างๆ ก็จอดรถขายขนม ไอศครีมและผลิตภัณฑ์ขนมเก๋ไก๋
ส่วนในเวลากลางคืนนั้น เธอตั้งใจว่าจะเอาขนมของเธอไปแลกอาหารเย็นและที่พัก
หมายถึงเธอไม่ต้องการใช้เงินเป็นสื่อกลาง
แต่อยากมอบหน้าที่นั้นให้กับช็อกโกแล็ต
 
เมื่อคิดได้ดังนั้น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
Barren ก็เหยียบคันเร่งพารถช็อกโกแล็ตบาร์คันแรกของประเทศออกทัวร์ทั่วเกาะอังกฤษ
ถ้ามองในแง่ของคนรักช็อกโกแล็ต
นี่คือการเดินทางที่นำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับช็อกโกแล็ตแสนอร่อย
ไปเผยแพร่ยังพี่น้องชาวอิงลิชชนทั่วประเทศ
และในมุมของนักเดินทาง
เธอก็ไม่ต่างอะไรจากแบคแพคเกอร์ที่ต้องการเรียนรู้ชีวิต
และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับมิตรใหม่ในแต่ละคืน
อย่างที่ Barren ใช้คำว่าเธอเดินทางจากความว่างเปล่าเข้าไปในชีวิตของคนคนหนึ่ง
แล้วพอถึงเวลาก็กลับออกจากชีวิตคนคนนั้นมาสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง

นักแปรรูปช็อกโกแล็ตบอกว่า
คนส่วนใหญ่ที่เธอเจอนั้นดูเหมือนจะดุ แต่ช็อกโกแล็ตสามารถสลายกำแพง
และละลายใบหน้าคร่ำเคร่งให้สนุกสนานได้
สรรพคุณของช็อกโกแล็ตข้อนี้หลายคนมองว่า
มันก็แค่ช็อกโกแล็ตไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนักหนาหรอก
แต่เธอบอกว่า ก็เพราะช็อกโกแล็ตนี่แหละที่ทำให้เธอที่มีพัก มีอาหารค่ำกินมาตลอด
 
Barren บอกว่า ขนมที่เธอทำออกมานั้นเป็นการนำเอาสิ่งที่คนอังกฤษรักที่สุด 2 อย่างมารวมกัน
นั่นก็คือ ช็อกโกแล็ตและพุดดิ้ง
และด้วยความที่มันเป็นขนมที่ปรุงสดๆ จากสูตรสุดพิเศษ
มันก็เลยเป็นขนมที่ดูสวยแปลกตา และอร่อยแปลกลิ้น มีค่าขึ้นมาทันที
ดังนั้น พอเธอยื่นข้อเสนอนี้ให้กับเพื่อนใหม่ เธอเลยไม่ค่อยโดนปฏิเสธ
Barren บันทึกเรื่องราวทั้งทริปนี้ไว้ในเว็บไซต์ www.chocstar.co.uk
โดยลงรูปอาหารค่ำและที่พักที่เธอได้รับมาให้พวกเราดูทุกวัน

Barren ใช้วิธีประกาศแผนการเดินทางทั้งหมดล่วงหน้า
แล้วถามหาว่ามีใครอยากเอาที่พักกับอาหารค่ำมาแลกกับช็อกโกแล็ตสุดอร่อยบ้าง
โดยให้เพื่อนๆ ช่วยติดต่อหาให้อีกแรง
ที่พำนักที่เธอได้รับกลับมานั้นมีตั้งแต่ปราสาทไปจนถึงบ้านของชาวนา
อาหารที่ได้ก็มีแต่ตั้งอาหารง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสุดหรู
 
นักปรุงช็อกโกแล็ตเล่าว่า
การเดินทางครั้งนี้น่าประทับใจมาก และมีคุณค่ามาก
เพราะมันกำลังบอกโลกว่า เกาะอังกฤษนั้นไม่ได้แล้งน้ำใจ
เราสามารถนำมิตรภาพมาแลกเปลี่ยนกันได้
Barren ถึงกับเอ่ยปากว่า
การเดินทางครั้งนี้เธอได้พบกับประเทศของนักฝันที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเลยทีเดียว


เท่าทารก

Posted by zcongklod on Jun 9, 2008

   

 

 

 

 

 

ผมเพิ่งทราบว่า ตอนนี้พอเด็กไทยบางคนอายุได้สัก 2 ขวบ
ก็ต้องก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางของการเรียนเสียแล้ว
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นมันยังเป็นระบบการศึกษาที่ค่อนข้างบ้าเลือด
แข่งกันเรียนแข่งกันรู้เรื่องราวในตำรา
แต่ไม่ได้แบ่งกันเข้าใจความเป็นไปของชีวิต อย่างที่มนุษย์ตัวเล็กๆ ควรจะได้เข้าใจ
 
นี่คือสิ่งที่คนตัวน้อยได้เรียนรู้จากคนตัวใหญ่
มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในชีวิตนี้พวกเขายังจะได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากผู้อาวุโสกว่า
แล้วถ้าลองสลับโลกเล่น ให้เด็กๆ ได้เปลี่ยนมาเรียนรู้จากทารกบ้าง ชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร
 
แมรี่ กอร์ดอนมีคำตอบ
เธอตั้งองค์กรที่ชื่อ Roots of Empathy ขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2539
เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เด็กทารกสามารถสอนเด็กวัยรุ่นได้ว่า การเป็นมนุษย์คืออะไร
 
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ก็คือ
การนำเอาเด็กทารกและผู้ปกครองเข้ามาในห้องเรียนของเด็กชั้นอนุบาลถึงม.2
เพื่อให้เด็กทารกทำหน้าที่เป็นครูสอนเด็กนักเรียน
อาจารย์ที่ได้รับการอบรมมาแล้วจะสอนให้นักเรียนได้สังเกตพัฒนาการของทารก
สังเกตการแสดงออกทางอารมณ์แบบต่างๆ ของทารกวัย 2-4 เดือน ไปจนจบปีการศึกษา ซึ่งทารกจะมีอายุราว 1 ปี
ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กจะมีการเติบโตและพัฒนาการอย่างมาก ทำให้นักเรียนสังเกตเห็นพัฒนาการได้ง่าย
นักเรียนต้องช่วยกันชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และจดบันทึกไว้
นักเรียนต้องช่วยกันสังเกต แสดงความเห็น และสรุปว่าทารกกำลังรู้สึกอย่างไร
ในขณะที่พวกเขาพยายามจะเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของทารก
มันก็ทำให้พวกเขาเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น
ยิ่งพวกเขาเข้าใจเรื่องอารมณ์ของตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น
นักเรียนจึงเริ่มอ่อนโยนกับคนอื่นมากขึ้น มีความเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้างมากขึ้น
แกล้งเพื่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจน้อยลง จนความก้าวร้าวในตัวนักเรียนลดลงอย่างมาก
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น ยังมีสิ่งที่ทารกสอนนักเรียนได้อีกมากมาย

หลักสูตรนี้ยังเน้นการสร้างความรับผิดชอบในระยะยาว
เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่มีความรับผิดชอบ เป็นพ่อแม่ที่มีความรับผิดชอบ
น้องๆ นักเรียนได้เห็นว่า ทารกนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่มากแค่ไหน
นั่นทำให้พวกเขาได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในโลก
เห็นถึงความสำคัญของความรัก การดูแลเอาใจใส่ และความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ที่มี

และมันยังเป็นบทเรียนที่สอนเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี
ในด้านหนึ่งพวกเขาได้เห็นถึงความสุขของการเป็นพ่อคนแม่คน
แต่อีกด้าน ก็ได้เห็นความรับผิดชอบอันแสนจะนักหนาในการดูแลชีวิตอีกชีวิต

พ่อของทารกจะได้พูดถึงความรู้สึกของการได้เป็นพ่อคน
และได้แสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันกับลูกตลอดเวลา
สิ่งนี้เองที่ทำให้นักเรียนชายได้เข้าใจพ่อของเขาดีขึ้น
เพราะโดยทั่วไปแล้ว ลูกชายกับพ่อมักจะไม่ค่อยสนิทกันมากนัก
เนื่องจากแทบไม่มีโอกาสเลยที่ผู้ชาย 2 คน 2 วัยจะได้เปิดใจคุยกันหมดเปลือกเรื่องความรักความผูกพัน
การที่นักเรียนได้เห็นและได้ฟังพ่อของทารกพูดถึงความรู้สึกเลยทำให้เขาเข้าใจพ่อของพวกเขาดีขึ้น
 
หลักสูตรนี้เน้นเรื่องความหลากหลาย
พ่อแม่และทารกที่เข้าร่วมโครงการมีความหลากหลาย
ทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และท้องถิ่นซึ่งมาจากทั่วแคนาดา
เด็กจึงเห็นว่า ความรักมันไม่มีพรมแดน และเมื่อต้องสังเกตชีวิตเล็กๆ อย่างทุกซอกทุกมุม
ได้ทำความรู้จักกับนิสัยใจคออย่างละเอียด
ก็ทำให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะชื่นชมลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน ทั้งความคิดและความเชื่อที่แตกต่าง
 
ผลสำเร็จอย่างงดงามจากวิธีคิดที่แสนจะง่ายทำให้ Roots for Empathy และแมรี่ กอร์ดอน ได้รับการยกย่องนานารูปแบบจากทั่วโลก
ตอนนี้หลักสูตร Roots for Empathy ถูกนำไปใช้ใน 133 โรงเรียนทั่วแคนาดา
ทั้งในเมือง ต่างจังหวัด ในชุมชนอันห่างไกล หรือแม้กระทั่งโรงเรียนในชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิม
แล้วมันก็ยังเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังโรงเรียนในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกาด้วย
 
การเรียนการสอนเรื่องเทคโนโลยีให้เด็กๆ เป็นเรื่องที่ดี
แต่การเรียนรู้ชีวิตก็ไม่น่าละเลย
 
คงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าลูกหลานของเราจะโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้ราวกับอัจฉริยะ
แต่ว่ากลับเข้าใจเรื่องความรู้สึกและอารมณ์
เท่าทารก