ประโยชน์ใช้สอย ประโยชน์ใช้สวย
Posted by zcongklod on Nov 11, 2009


ความเป็นนักประดิษฐ์ของญี่ปุ่นนั้นน่าจะอยู่สายเลือด
อยู่ในสัญชาตญาณ และอยู่ในวิญญาณ
อย่างที่เราเห็นเครื่องยนต์กลไกไฮเทคจำนวนมากตีตราว่าเมดอินเจแปน
ความก้าวล้ำนำสมัยในเทคโนโลยีของแดนปลาดิบเป็นเรื่องน่ายกย่อง
แต่ความช่างคิดในการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นเรื่องน่าสนใจ
ผมชอบศาสตร์แห่งการพับกระดาษ์ของญี่ปุ่นหรือที่ชาวนิปปอนเรียกว่า โอริกามิ
คนญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนกระดาษ 1 แผ่นให้กลายเป็นอะไรได้มากมายด้วยการพับ
หนำซ้ำมันยังไม่ใช่การพับแบบตามขนบทุกกระเบียด
เห็นปลาคาร์ฟว่ายอยู่ในน้ำ เขาก็เอากระดาษมาพับให้เหมือนปลาตัวนั้นได้
ตาเห็นอะไร มือก็พับได้แบบนั้น
ยิ่งพอรู้ว่าวงการวิทยาศาสตร์หยิบยืมเอาเทคนิคการพับนี้ไปใช้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
ผมก็ยิ่งประทับใจในภูมิปัญญาเล็กๆ นี้
นอกจากโอริกามิ ตอนนี้ผมกำลังสนใจ ฟุโรชิกิ
อธิบายอย่างง่าย ฟุโรชิกิ คือ การใช้ผ้าหนึ่งผืนห่อของ เพื่อป้องกันการแตกหัก
เพื่อให้ถือได้ง่าย และเพื่อความสวยงามแบบเดียวกับกระดาษห่อของขวัญ
ฟุโรชิกิถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 14
แรกสุดมันถูกใช้ห่อเสื้อผ้าเพื่อถือไปร้านอาบน้ำสาธารณะ
จากนั้นมันก็ถูกนำไปใช้กับการห่อสินค้าตามร้านทั่วไป
ไม่ใช่ห่อเพื่อให้ดูมิดชิด แต่เป็นการห่อเพื่อให้ถือจับกลับบ้านได้อย่างสะดวก
หรือห่อด้วยลีลาอย่างวิจิตรพิสดารเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับของกำนัล
เรียกว่ามีทั้งประโยชน์ใช้สอย และประโยชนใช้สวย
ไม่มีการกำหนดขนาดตายตัวของฟุโรชิกิ มันเลยมีตั้งแต่ขนาดเหมาะมือไปจนถึงใหญ่กว่าผ้าปูที่นอน แต่ขนาดมาตรฐานอยู่ราวๆ 45 x 68-72 เซนติเมตร
ความน่าสนใจของผ้าสี่เหลี่ยมผืนนี้คือ มันสามารถนำไปห่ออะไรก็ได้ รูปทรงใดก็ได้
อาศัยแค่จินตนาการกับเทคนิคการผูก พับ จับ ม้วน เท่านั้น
พอถึงบ้านก็คลี่กลับเก็บ พร้อมกางมาใช้ใหม่ได้ไม่รู้จบ
ฟุโรชิกิอยู่คู่กับสังคมญี่ปุ่นมานาน จนถึงช่วงหลังสงครามที่ถุงพลาสติกเริ่มเข้ามามีบทบาท
ชาวอาทิตย์อุทัยก็เริ่มหันไปใช้ถุงพลาสติกแทน เพราะรู้สึกว่าสะดวกกว่า
ฟุโรชิกิเลยลดบทบาทลงจนเกือบสูญพันธุ์ แต่ก็ยังใช้ห่อกล่องข้าวกันบ้าง
(อย่างที่เราเห็นในหนังและการ์ตูน)
ข้อดีคือ เมื่อคลี่ออกมาแล้ว เรายังสามารถใช้มันปูรองกล่องข้าวได้ด้วย
และอีกอย่างที่ยังเห็นบ่อยก็คือ ใช้ห่อของขวัญ
เดิมที ฟูโรชิกิไม่ได้เป็นอะไรมากกว่า เทคนิคการห่อของแบบโบราณที่คนแทบไม่ใช้กันแล้ว
จนกระทั่งยูริโกะ โคะอิเกะ รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น หยิบมันมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดปัญหาขยะเมื่อปี 2549
ในญี่ปุ่นมีปริมาณขยะจากถุงพลาสติกเพียงอย่างเดียวมากถึง 60 ตันต่อปี
แต่ละประเทศต่างก็มีวิธีจัดการกับปัญหานี้ต่างกันออกไป
ยากบ้าง ง่ายบ้าง ไม้นวมบ้าง ไม้แข็งบ้าง
แต่ญี่ปุ่นขอแก้ปัญหาด้วยการใช้ฟุโรชิกิ สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาเอง
เมื่อพูดถึงฟุโรชิกิ สิ่งแรกที่คนนึกถึงคือ มันมีความเป็นญี่ปุ่นจ๋า แต่ว่าดูแก่และเชย
แต่เมื่อนำเสนอมันอย่างถูกที่ถูกเวลา
ฟุโรชิกิเลยกลายเป็นของสุดเก๋ที่แสนจะเหมาะกับยุคสมัยนี้มาก
ทั้งในแง่แฟชั่น และสิ่งแวดล้อม
มันดีกว่ากระเป๋าใดๆ ในโลก เพราะมันคือผ้าผืนเดียวที่สามารถใช้ห่ออะไรก็ได้
นำกลับมาใช้ซ้ำกี่ครั้งก็ได้ ไม่กินพื้นที่ ไม่ซ้ำใคร
ฟังก์ชั่นไม่น้อยไปกว่าถุงพลาสติก และเท่กว่าถุงผ้าเป็นไหนๆ
ยูริโกะ โคะอิเกะ ไม่ได้แค่ออกมารณรงค์ให้คนกลับมาใช้ฟุโรชิกิ
แต่เธอทำเป็นโครงการใหญ่โต สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับฟุโรชิกิ
ฟุโรชิกิที่เธอทำออกมาเรียกว่า มอตไตไน ฟุโรชิกิ (Mottainai Furoshiki)
คำว่า มอตไตไน แปลว่า เสียดาย แต่ทีมผู้จัดตั้งใจจะหมายความว่า
รู้สึกอายที่ปล่อยให้บางอย่างกลายเป็นขยะโดยที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
สิ่งพิเศษสุดๆ ของฟุโรชิกิรุ่นนี้คือ เนื้อผ้าทอจากขวดพลาสติกรีไซเคิล
นอกจากทำผ้าแล้ว ก็ยังทำชาร์ตสอนวิธีห่อฟุโรชิกิแบบต่างๆ
ทั้งห่อหนังสือ ขวดไวน์ แตงโม ฯลฯ คลิปเคลื่อนไหวก็มีให้ดูใน Youtube
การชวนกันมาใช้ฟุโรชิกิแทนถุงพลาสติกเลยน่าสนใจมาก
เพราะมันทั้งสวยเก๋ เท่กว่าถุงผ้า และอีกหลายๆ ถุง
ที่สำคัญ มันแสดงถึงรากเหง้าของชาวญี่ปุ่นเต็มร้อย
งานนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนแต่ฝั่งรัฐบาล
ทางฝ่ายศิลปินรุ่นใหม่ราว 30 คนก็ยังรวมตัวกันออกแบบฟุโรชิกิด้วยหลายไอเดีย
เพื่อให้สอดรับกับสังคมยุคนี้ ไม่อย่างนั้นใช้แล้วกลายเป็นป้าแก่ๆ ได้
พวกเขาเลยเล่นกับทั้งลายผ้า เนื้อผ้า
ดีไซเนอร์บางคนมองว่า ฟุโรชิกิเปลี่ยนรูปร่างไปตามสิ่งที่ห่อ ตัวมันเลยไร้รูปร่าง
แล้วว่าก็ออกแบบตามคอนเซปต์นี้
บางคนก็มองว่า ฟุโรชิกิต้องการสมองคน เพราะเราต้องคิดวิธีที่จะใช้มันเอง
ไม่ใช่ออกแบบลายเท่านั้น ศิลปินเหล่านี้ยังคิดวิธีห่อแบบใหม่
สำหรับห่อในสิ่งที่พวกเขาอยากห่อด้วย
บางคนถึงขนาดเอาไปห่อหมา!
ตอนนี้ฟุโรชิกิเป็นสิ่งที่แสนแมส สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีเว็บขายเป็นเรื่องเป็นราว
สิ่งที่ควรรู้ก็คือ เวลาเลือกซื้อเราต้องดูทั้งสองด้าน ไม่ใช่ดูด้านเดียวเหมือนซื้อผ้าทั่วไป
เพราะสีด้านหลังจะเป็นตัวเพิ่ม ตัวเบรก ตัวตัด กับลายด้านหน้า เวลาห่อ
ตอนนี้คนเลยหันมาใช้ฟุโรชิกิห่อของขวัญกันมากขึ้น
เพราะนอกจากมันจะทำหน้าที่เป็นผ้าห่อแล้ว
ตัวมันยังทำหน้าที่เป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่งด้วย
การกลับไปหารากเหง้าของตัวเองครั้งนี้
ทำให้ญี่ปุ่นพบวิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แสนจะมีเสน่ห์ และน่าภูมิใจ
ถึงขนาดประกาศให้ทั้งโลกหันมาใช้ฟุโรชิกิเลยทีเดียว
สวนร่วม ส่วนรวม
Posted by zcongklod on Sep 29, 2009


ไม่รู้ว่าระหว่างสีเขียวของต้นไม้กับสีเขียวของสัญญาณไฟจราจร
คนเมืองอยากเห็นอะไรมากกว่ากัน
ผมชอบสีเขียวของต้นไม้ และชื่นชอบนโยบายเติมสีเขียวชนิดนี้เข้าเมือง
แต่ก่อนจะแต่งขียวทั้งแผ่นดิน เราควรรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความเขียวในป่าคอนกรีตเสียก่อน
จะได้ไม่เผลอเข้าใจไปว่า ประโยชน์ของมันมีเพียงอย่างเดียวคือ ใช้ประดับ (บารมี)
แม้จะเป็นสีเขียวเหมือนกัน แต่เขียวแบบจุดกับเขียวแบบแผ่นก็มีค่าไม่เท่ากัน
สิ่งที่เมืองใหญ่ต้องการมากที่สุดคือ พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อดำรงไว้ซึ่งชีวิตและความหลากหลายของชีวิตทั้งพืชและสัตว์
นโยบายเพิ่มสวนสาธารณะหรือเชื่อมพื้นที่สีเขียวเข้าหากันให้กลายเป็นแปลงใหญ่
จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นลำดับแรก
แต่โดยส่วนตัว ผมนึกชมนโยบายระบายสีเขียวใส่ถนนหนทางมากกว่านิดหน่อย
เพราะมันทำให้คนทั่วเมืองรับรู้ได้ถึงผลจากการมีอยู่ของธรรมชาติ
โดยไม่ต้องรอให้คนเดินผ่านประตูสวนสาธารณะเข้าไปสัมผัส
โครงการทำสวนสวยบนเกาะกลางถนน สวนแนวตั้งตามโคนเสารถไฟฟ้า
ทำสวนแขวนตามป้ายรถเมล์ หรือทำสวนห้อยตามสะพานลอย นั้นน่าชื่นชมในความตั้งใจ
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังแอบเทใจไปประทับโครงการหน้าบ้านน่ามองของกรุงเทพมหานครมากกว่า
โครงการนี้เกิดขึ้นและดับไปเมื่อหลายปีก่อน
เป้าหมายคือชักชวนเจ้าของบ้านทุกคนช่วยกันดูแลรักษาหน้าบ้านของตัวเองให้สะอาด น่ามอง
ถ้าทุกบ้านทำหน้าบ้านตัวเองให้น่ามอง มีหรือที่เมืองจะไม่สวย
วิธีการแก้ปัญหาแบบล่างขึ้นบน (ต้นไม้ล้อมเมือง) น่าจะยั่งยืนกว่าบนลงล่าง (เมืองปลูกต้นไม้)
ทางเดินบนถนนดินสอข้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ถ้าตัวอาคารเป็นศาลาจริงๆ จะน่ารักมาก)
เรียบร้อยงามตาตามสไตล์กอทอมอ
แต่ส่วนที่สวยที่สุดบนทางเดินเส้นนั้นเป็นซุ้มกระถางต้นไม้ที่เจ้าของร้านริมถนนเขาจัดวางกันเอง
จัดง่ายๆ แต่ลีลาจัดจ้าน แสดงถึงความจัดเจน และจัดว่าน่ารัก
มันไม่ได้สวยตามทฤษฏี ไม่มีทางได้ลงหนังสือแต่งสวน
แต่สวนแบบนี้แหละที่แสดงให้เห็นว่าสีเขียวได้อยู่ในใจคนแล้ว
ถ้าเราเติมสีเขียวใส่ใจคนได้ สีเขียวจะไม่มีวันซีดจางไปจากเมือง
ผมไม่ทราบว่ากรุงเทพมหานครมีพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยสีเขียวอยู่สักกี่เปอร์เซ็นต์
ด้วยนโยบายเร่งเขียวในหลายมหานครของโลก
ทำให้เมืองอย่างนิวยอร์กถูกปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว 24 เปอร์เซ็นต์
ส่วนโตเกียวนั้นอยู่ที่ 28.6 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้ารวมทุกพื้นที่ในเขตโตเกียวโยงไปถึงเกาะเล็กเกาะน้อยด้วย ตัวเลขจะพุ่งขึ้นเป็น 66.9 เปอร์เซ็นต์
โตเกียวเป็นมหานครที่เต็มไปด้วยตึกสูงหลายชั้น เทคโนโลยีชั้นสูง (กว่าตึก)
และมีความต้องการพื้นที่สูง (กว่าสองอย่างข้างหน้า) พื้นที่ทุกตารางนิ้วเลยมีค่า
เดิมทีโตเกียวไม่มีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่สีเขียว มันเลยลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ
แต่พอถึงวันที่นิปปอนชนตั้งตัวได้ เขาก็ช่วยกันนำมันกลับมา
ทั้งในเชิงนโยบาย และการช่วยกันคนละ(ต้น)ไม้ คนละมือ
พวกเขาทำกันโดยไม่มีใครบอก ทั้งบอกให้ทำ และบอกว่าทำอย่างไร
อย่างแรกคือการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง กระป๋อง ถ้วยโถโอชาม
หรืออะไรก็ตามที่มันปลูกต้นไม้ได้ จากนั้นก็นำไปวางหน้าบ้าน
ญี่ปุ่นนั้นต่างจากอเมริการวมถึงบ้านเราตรงไม่มีพื้นที่ว่างหรือสนามหน้าบ้าน
ซึ่งช่วยผ่อนคลายสายตาของคนเดินผ่านไปมา
วัฒนธรรมการปลูกบ้านแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นนั้นวางตัวบ้านหรือสร้างกำแพงชิดขอบทางเดินริมถนน
พื้นที่สนามหญ้าของคนญี่ปุ่นเลยมีแค่พื้นคอนกรีตเล็กๆ
หรือที่คนไทยเรียกกันว่าฟุตบาทนั่นเอง
เคียวเฮ ซากางุจิ (Kyohei Sakaguchi) ศิลปินที่เคยทำเรื่องบ้านราคาศูนย์เยนของชาวโฮมเลส
ชื่นชอบสวนแบบนี้มาก เขาว่ามันเป็นสวนเล็กๆ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้
และเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้สมอง
แม้จะมีพื้นที่น้อย แต่คนญี่ปุ่นมีพื้นที่ในสมองและหัวใจใหญ่มาก
เขาเลยเรียกมันว่า สวน 4 มิติ (4D Garden) อีกมิติที่เพิ่มเข้ามาก็คือ พื้นที่ในใจ
ตัวอย่างที่สวนแบบนี้ที่เราเห็นได้ในญี่ปุ่นมีตั้งแต่ สวนบนรถเข็นที่ลากย้ายได้ตามใจชอบ
นอกจากโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วคนญี่ปุ่นก็ยังมีสวนเคลื่อนที่
ซากางุจิบอกว่ามันเจ๋งเพราะ ถูกคิดโดยหญิงชราไม่ใช่วิศวกร
นอกจากนี้ก็ยังมีสวนกระถางเล็กๆ ที่พร้อมจะวางได้ในทุกที่
แม้จะเป็นที่ที่ไม่คิดว่าจะมีใครวางก็ตาม
ทำเลหลักคือริมทางเดิน (สวนทาง) หัวมุมบ้าน (สวนมุม) หน้าประตู (สวนทวาร)
บ้างก็ตั้งแสตนด์อย่างง่ายๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางกระถาง ไม่ใช่แค่วางกับพื้นเท่านั้น
บนตู้แอร์ ตู้ดับเพลิง ตู้กดน้ำ หรืออะไรก็ตามที่วางได้ พี่เขาวางเรียบ
หากสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นชอบทำสวนกระถางเล็กๆ เหล่านี้ ซากางุจิมองว่า
มันเป็นการจัดสวนสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า บอนไซ
ซึ่งคนญี่ปุ่นพยายามทำสวนให้เล็กที่สุดด้วยการตัดทอนทุกอย่างลง
คนญี่ปุ่นทราบว่าเขามีพื้นที่น้อย การทำอะไรทุกอย่างด้วยสิ่งที่น้อยที่สุดจึงอยู่ในใจของคนญี่ปุ่นตลอด
บางสวนก็มีขวดน้ำวางเรียงไว้เพื่อป้องกันหมาแมว (จะได้ไม่มี สวนสัตว์)
ว่ากันว่าเป็นความเชื่อแนวโบร่ำโบราณมากกว่าความคิดแบบเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์
การเรียงขวดน้ำคู่ต้นไม้ก็เป็นรูปแบบของสวนที่น่าสนใจ (จะเรียกสวนน้ำก็ได้)
เพราะมันเป็นสไตล์ที่ไม่ได้เข้ากันเลย
แล้วก็ยังมีลักษณะเฉพาะคือพอโดนแสงแดดก็ยังสะท้อนแสงด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีสวนแนวตั้งที่ตัดจากถุงผ้าใบ
ซึ่งต่อไปอาจมีสวนในกระเป๋า รองเท้า หมวกตามมาได้
บางบ้านไม่มีสนามไว้ทำสวน (สวนสนาม) ก็ทำสวนแนวตั้งบนข้างฝา
ถ้าว่ากันตามนิยามนี้ ใครๆ ก็สามารถมีสวนของตัวเองได้
ในบางเวลาและสถานที่ธรรมชาติก็ไม่สามารถมาปรากฏกายได้
ชาวโตเกียวเลยเลือกวิธีสร้างมันขึ้นมาใหม่ เช่น เอาเปลือกไม้มาหุ้มเสาไฟ
ถ้าไม่แหงนคอดูปลายเสาก็คงไม่รู้ว่า นี่คือเสาไฟ ไม่ใช่ต้นไม้
สวนกระถางบางแห่งก็ใช้ดินจริง หญ้าจริง หรือบางทีก็ใช้ต้นจริง
แต่เสียบดอกไม้ปลอม จะว่าเป็นของเทียมก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นของแท้ก็ไม่เชิง
คงต้อง สืบสวน กันต่อไป
ประเด็นของสวนแบบนี้คือ ไม่จำเป็นว่าของในสวนต้องเป็นต้นไม้ที่มีชีวิต
เพราะการจัดสวนหินสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่เรียกว่า Kare San Sui
ก็ใช้หินและทราย เพื่อแสดงออกถึงธรรมชาติ
นักมานุษยวิทยาอธิบายถึงการทำสวนในเมืองของชาวญี่ปุ่นว่า
มันแสดงถึงการเคารพในพื้นที่ส่วนรวมและส่วนตัวของญี่ปุ่น
ทุกคนพยายามทำให้พื้นที่ของตัวเองดีขึ้น เป็นระเบียบที่สุด เพื่อทุกคน
นอกจากดูแลพื้นที่ของตัวเองแล้ว คนญี่ปุ่นยังไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ รวมถึงทำลายต้นไม้เหล่านี้
เพราะเขามองว่ามันคือพื้นที่สาธารณะที่ต้องใช้ร่วมกัน และดูแลร่วมกัน
สวนเหล่านี้ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า สวนคืออะไร ธรรมชาติคืออะไร
จริงๆ แล้วสวนและพื้นที่สีเขียวเป็นอะไรได้ตั้งมากมาย
สวนสนุก!
รักกันหนา พากันหนี
Posted by zcongklod on Sep 18, 2009

.
ก่อนที่พวกเราจะหันมา ‘ทำมาค้าขาย’ อย่างในปัจจุบัน
บรรพบุรุษของเราเคย ‘ทำมาหากิน’ กันมาก่อน
แค่มีกินมีใช้ก็ดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว ส่วนจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขหรือไม่ มันอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ของนอกกาย
แต่พอเวลาเปลี่ยน สภาพสังคมเปลี่ยน ความเชื่อเปลี่ยน
เราก็เปลี่ยนมาทำมาค้าขาย แล้วเอาเงินที่ได้ไปซื้อหาอะไรมากิน
เมื่อเงินกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และกลายเป็นเครื่องสะสมความมั่งคั่ง
คนในสังคมเลยตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน
มุ่งหน้าเข้าเมืองซึ่งเปรียบเหมือนเหมืองทอง แล้วก็แข่งขันกันหาทรัพย์
เราต่างเชื่อกันไปเองว่า ชีวิตที่ควรจะเป็นคือชีวิตที่ต้องเข้ามาแข่งขันกันรวยในเมืองใหญ่
แถมยังแข่งกันในกติกาที่เราไม่ได้เป็นผู้ร่าง
คนที่ถอนตัวออกไปจากการแข่งขันในเมืองใหญ่เลยไม่ต่างอะไรจากผู้แพ้
ที่ไม่สามารถเอาดีในเวทีใหญ่ได้
การต่อสู้ในเมืองนั้นดุเดือด เคร่งเครียด เหน็ดเหนื่อย จนน่าเหนื่อยหน่าย
บางคนเลยมีคำถามว่า เราต้องสู้ในเกมนี้ไปอีกนานแค่ไหน
คำตอบก็คือ จนกว่าเราจะยอมแพ้ เพราะมันเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ
เมื่อปี 2536 คำถามนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับมัณฑนากรวัยกลางคน ช่างไม้
และเพื่อนพ้องชาวนาโกย่า ในประเทศญี่ปุ่น ประมาณสัก 20 คน
พวกเขาเบื่อหน่ายกับการเล่นตามเกมของสังคมบริโภคนิยมซึ่งเชี่ยวกรากมากในแดนอาทิตย์อุทัย
แล้วก็สงสัยว่า มันไม่มีทางอื่นให้พวกเขาเล่นบ้างหรือ
ปีถัดมาพวกเขาตัดสินใจออกจากการแข่งขันในเมืองใหญ่
ไม่ใช่อย่างผู้แพ้ แต่พวกเขาอยากเล่นเกมใหม่ที่ตัวเองเป็นผู้ร่างกติกา
ว่าแล้วพวกเขาก็ลงรวมเงินกันซื้อที่ดินตีนเขาฟูจิ ในเมืองฟูจิโนมิยา จังหวัดชิซูโอกะ
เพื่ออยู่ร่วมกันในนาม Konohana Farm
ในวันนั้นพวกเขายังไม่เคยได้ยินคอนเซปต์ของ Eco Village
ความตั้งใจที่พวกเขาอยากให้เป็นก็คือ ชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่พึ่งตัวเองเกือบทุกอย่าง
อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งเป็นครอบครัวที่สัมพันธ์กันมากกว่าทางสายเลือด
โดยหวังว่าจะช่วยเหลือกันโดยไม่มีช่องว่างระหว่างวัย
ปัจจุบัน ชุมชนแห่งนี้มีสมาชิกถาวรอยู่กว่า 57 คน ตั้งแต่ทารกไปถึงวัยชรา
โดยมีแขกมาขอเยี่ยมเยียนและดูงานอยู่ไม่ขาด ทั้งการเยือนในระยะสั้น และอยู่ในระยะยาว
คำขวัญของที่นี่คือ All we need is love and rice
ใจอิ่ม ท้องเอม ก็เปรมแล้ว
ทุกคนปวารณาตัวมาเพื่ออยู่ร่วมกันในความหมายของการอยู่ร่วมกันจริงๆ
นั่นก็คือ แต่ละคนต่างเล่นบทบาทตามที่ตัวเองถนัดที่สุด
เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาใช้ทำงานให้กับชุมชน
โดยมีงานหลักคือ การทำเกษตรอินทรีย์
พวกเขาปลูกข้าวกว่า 10 พันธุ์ ปลูกพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ กว่า 260 ชนิด
ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มียาฆ่าแมลง
แม่ไก่ตัวใหญ่เป้ง 860 ตัว ก็ถูกเลี้ยงแบบปลอดสารเคมี และปราศจากกรง เพื่อเอาไข่
ส่วนนมเนยนั้นได้จากแพะที่เลี้ยงไว้ 4 ตัว
เลี้ยงผึ้งเพื่อช่วยผสมเกสร และหวังน้ำผึ้ง
อาหารและเครื่องปรุงทุกอย่างพวกเขาทำเองหมดด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม
ยกเว้นไว้แค่ 3 อย่างเท่านั้นที่ต้องซื้อ นั่นก็คือ น้ำตาล เกลือ และน้ำมันพืช
พืชผักและอาหารที่ผลิตได้ ก็ถูกนำไปวางขายในย่านนั้น และถูกส่งตรงไปขายทั่วญี่ปุ่น
เงินที่ได้มาก็แบ่งกันอย่างเท่าเทียมในหมู่สมาชิกผู้ใหญ่ ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็คล้ายว่า สมาชิกทุกคนใช้เงินในกระเป๋าใหญ่ใบเดียวกัน
เพราะค่าครองชีพทั้งหมด ชุมชนเป็นผู้ดูแลให้ รวมถึงการจ่ายเงินทำประกันชีวิตให้ด้วย
พวกเขากินอาหารเพื่อสุขภาพกันทุกคน คืองดเว้นการกินเนื้อสัตว์
ตกเย็นทุกคนในชุมชนจะนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในห้องยาว
หลังอาหารเย็น ก็จะมีการ ‘ประชุมเด็ก’
สำหรับเด็กที่โตพอจะรายงานหน้าชั้นได้ว่า วันนี้ทำอะไรมาบ้าง
เล่าถึงสิ่งที่ตัวเองชอบได้ และตอบคำถามของผู้ใหญ่ได้
พอหมดการประชุมเด็ก ก็เข้าสู่การ ‘ประชุมผู้ใหญ่’ ในเวลา 3 ทุ่ม
ใครมีเรื่องอะไรสนใจก็ยกมาคุยกัน จนกว่าทุกคนจะหมดเรื่องพูด
โดยตั้งเป้าไว้ว่าควรจบก่อนเที่ยงคืน
แต่ถ้าคืนไหนยืดยาวเลยไป (ซึ่งโดยมากมักจะเป็นอย่างนั้น) คืนรุ่งขึ้นก็ต้องเลิกเร็วหน่อย
รูปแบบของการอยู่ร่วมกันที่พวกเขาเรียกว่าการรักษาสมดุลย์ระหว่างกายกับใจนี้
สามารถช่วยรักษาอาการป่วยไข้ได้หลายโรค
ทั้งผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิต มีปัญหาทางพฤติกรรม เช่นติดเหล้า
มีปัญหาทางร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วน
เลยมีผู้ป่วยแวะมาเข้าคอร์สธรรมชาติบำบัดเพื่อแก้ปัญหาในระดับถอนรากกับพวกเขาอยู่ตลอด
ชาวชุมชนนี้มองว่า ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอะไรเลย ใจของเรานี่แหละ
สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องเข้าใจ และมองให้ลึกลงไปถึงใจ
เป็นวิธีการมองแบบพุทธศาสนามาก
Konohana Farm โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ
ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ คนที่เข้ามาเป็นสมาชิก เริ่มมีความสนใจที่หลากหลายไปกว่าการเกษตร
เช่น ไอที ศิลปะ ภาษาต่างประเทศ นิเวศวิทยา
และตัวของบุคคลเองก็เริ่มก้าวไกลไปสู่ชาวต่างชาติ
ชุมชนแห่งนี้เลยขอเปลี่ยนชื่อตัวเองเสียใหม่เป็น Konohana Family
กับคำถามที่ว่า มีเกมอื่นที่ดีกว่าการแข่งกันรวยในเมืองไหม
Konohana Family ตอบได้อย่างเต็มปากแล้วว่า มี
การใช้ชีวิตในเมืองหรือนอกเมือง ไม่ได้มีอะไรดีแย่กว่ากัน
ขึ้นกับว่า เราชอบแบบไหน หรือแบบไหนเหมาะกับเรา
แต่เหมาะหรือไม่ ชอบหรือไม่ มันควรมาจากใจเรา
ไม่ใช่ให้ใครมาบอก
หรือให้ใครมาหลอก
Homeless ใครไร้บ้าน
Posted by zcongklod on Aug 19, 2009

.
คำว่า ‘Homeless’ นั้นฟังดูคล้ายจะเป็นปัญหา
แต่ว่าอาจไม่จริงเสมอไป
โดยความเข้าใจทั่วไป ชาว Homeless นั้นหมายถึงผู้ไร้บ้าน เลยต้องกินนอนตามที่สาธารณะ
ชาวโฮมเลสในประเทศที่เจริญแล้วมีความเป็นอยู่ที่ไม่แย่นัก
เพราะได้รับเงินจากรัฐ หรือไม่อย่างนั้นก็ได้ในรูปของอาหาร
ซึ่งแตกต่างจากคุณภาพชีวิตของชาวไร้บ้านในบ้านเราที่ดูจะสู้ชีวิตกว่าเยอะ
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อเห็นคนปูเสื่อนอนตามข้างถนน สวนสาธารณะ
หรือว่าปักหลักถาวรตามใต้สะพาน แล้วเราจะรู้สึกว่านี่คือปัญหา
ทั้งในส่วนความไม่เรียบร้อยของเมือง และความไม่พูนสุขของชาวไร้บ้านเอง
แต่บางครั้งเราก็อาจจะคิดไปเอง
สถาปนิกแดนปลาดิบนามเคียวเฮ ซากางุจิ (Kyohei Sakaguchi)
นึกสนุกออกตามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบ้านของชาวไร้บ้านทั่วญี่ปุ่น
แล้วก็พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ 0 Yen House หรือ บ้านศูนย์เยน
หนังสือเล่มนี้ทำให้คนมีบ้านเปลี่ยนมามองมองคนไร้บ้านในมุมใหม่
ชาวไร้บ้านในญี่ปุ่นนั้นไม่ได้อาศัยในกองขยะ แต่ว่าบ้านของพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาอย่างฉลาด
พับเก็บได้ง่าย บางหลังก็ดูดีมาก มีเสื่อตาตามิด้านใน มีกระถางบอนไซด้านนอก
สถาปนิกผู้นี้บอกว่า ในยุคแห่งการผลิตซ้ำจำนวนมหาศาล (Mass Production)
เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างผลิตกล่องสี่เหลี่ยมออกมาขายผู้คนแล้วเรียกมันว่า บ้าน
ทั้งที่มันไม่ใช่
บ้านราคาศูนย์เยนเหล่านี้ต่างหากที่ควรค่ากับการถูกเรียกว่าเป็นการออกแบบที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ
หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจเมื่อ 15 ปีก่อน
คนญี่ปุ่นจำนวนมากได้แปรสภาพจากคนมีบ้านมาเป็นคนไร้บ้าน
ในปี 2546 มีคนไร้หลังคาเรือนตามทะเบียนจำนวน 25,296 คน
แต่คาดว่าจำนวนจริงน่าจะมากกว่านั้นสัก 2 เท่า
คนไร้บ้านในญี่ปุ่นนั้นตรงข้ามกับคนไร้บ้านที่อื่น
และตรงข้ามกับภาพจำของเรา
ที่คิดว่าต้องเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ยาเสพติด โสเภณี หรือไม่ก็ตัวก่อปัญหาต่างๆ
ด้วยลักษณะนิสัยแบบชาวญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม
ชาวไร้บ้านในแดนอาทิตย์อุทัยเลยเป็นแนวคนดีขี้อาย ที่อยู่อาศัยเป็นระเบียบเรียบร้อย
จนได้รับการยกย่องว่าบ้านของพวกเขาเป็นที่พำนักของโฮมเลสที่เป็นระเบียบและสะอาดที่สุดในโลก
การปลูกสร้างอาคารในที่สาธารณะนั้นผิดกฎหมาย
แต่ชาวไร้บ้านที่อยู่อาศัยตามสถานที่สาธารณะก็ไม่รู้จะย้ายไปไหน
เจ้าหน้าที่รัฐทราบความจริงข้อนี้ดี แต่ก็ต้องรักษากฎหมาย
เลยประนีประนอมด้วยการออกตรวจเป็นปกติ
แต่ก่อนไปจะแจ้งชาวไร้บ้านให้ทราบล่วงหน้า 1 สัปดาห์
ก่อนเจ้าหน้าที่จะมา ชาวชุมชนไร้บ้านก็ต้องจัดการแยกบ้านเป็นชิ้นส่วนต่างๆ
แล้วขนหลบไปบริเวณอื่น พอเจ้าหน้าที่จากไป ก็กลับมาประกอบใหม่
โครงสร้างบ้านของพวกเขาเลยต้องยืดหยุ่นสุดๆ
พร้อมจะถูกถอดตลอดเวลา เลยต้องใช้ระบบเสาไม้กับเชือก แทนตะปู
ถ้าน้ำท่วมก็ยกไปไว้บนพาเล็ตหรือลังเบียร์พลาสติก
บ้านของพวกเขาใช้วัสดุที่หลากหลาย โดยมากสร้างจากลังกระดาษ ผ้าใบ และไม้
บ้างก็สร้างจากหนังสือการ์ตูนเล่มหนาที่หาได้ตามถังขยะ
มองข้างนอกเห็นเป็นก้อนเหลี่ยมๆ แต่ข้างในก็เป็นเหมือนบ้านทั่วไป ที่ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน
มีเตาสำหรับทำอาหารและให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว
มีชั้นวางอาหารและหนังสือ มีผ้าห่ม เสื่อ
บางหลังก็มีโทรทัศน์และวิทยุ ที่ต่อไฟฟ้ามาจากจานพลังงานแสงอาทิตย์!
ในวันแดดแรง พวกเขามีไฟฟ้าให้ดูทีวีได้ 6-7 ชั่วโมง
บางหลังก็มีคาราโอเกะ บางหลังมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงหมา
และบางหลังก็สร้างแบบสองชั้น! (ซึ่งพร้อมถอดประกอบ)
บ้านของพวกเขาเป็นผลงานออกแบบที่ใช้สมองแทนเงิน
บางชุมชนมีการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน
การมีชีวิตในเมืองเราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเพื่อนบ้านของเรามีทักษะอะไร
แต่ที่นี่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ว่าเพื่อนบ้านของพวกเขาทำอะไรได้บ้าง
เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ใครเป็นช่างไม้ก็มักจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้าง
พวกเขาบอกว่า บ้านของพวกเขาไม่เคยสร้างเสร็จ อยู่ไป พัฒนาไป
เคียวเฮ ซากางุจิ บอกว่า บ้านของคนไร้บ้านบางหลังก็อยู่กัน 2 คน สามี-ภรรยา
แม้ว่าบ้านเหล่านี้จะไม่มีเลขที่บ้าน แต่เขาก็ไม่อยากเรียกคนกลุ่มนี้ว่า คนไม่มีบ้าน
เพราะทุกคนล้วนมีบ้าน
เคียวเฮบอกว่าตัวเขาเอง เช่าบ้านอยู่
เขาต่างหาก ที่สมควรจะเรียกว่าคนไร้บ้าน
หนูทำได้
Posted by zcongklod on Jun 12, 2009

ทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง
เราอยู่ในโลกใบเดียวกัน ในระบบนิเวศขนาดใหญ่ระบบเดียวกัน
ทุกคนต่างพึ่งพาอยู่กับระบบ ทั้งให้และรับ
ในขณะที่เราใช้ประโยชน์จากระบบ เราก็ทำหน้าที่อะไรบางอย่างให้กับระบบ
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทุกชีวิตมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้
อย่างน้อยก็อะไรสักอย่าง กับใครสักคน
ผมเคยพูดแบบนี้ให้เยาวชนของชาติฟัง แล้วก็ได้รับการพยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย
แต่ไม่วายมีคำถามจากยุวชนหน้าใสกลับมาว่า
สิ่งมีชีวิตอย่างแมลงสาบนั้นเกิดมาเพื่อทำอะไรให้โลก
มันไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อทำให้เรากลัวอย่างแน่นอน
เนื่องด้วยผมเองก็ไม่ใช่นักชีววิทยา
แค่ขนาดของหางอึ่งยังคำนวณไม่ได้ เลยไม่มั่นใจกับความถูกต้องของสิ่งที่รู้มา
ก็ได้แต่ตอบไปว่า แมลงสาบน่าจะมีหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย
ซึ่งถ้าให้อธิบายรายละเอียดอีกครั้งแถวนี้ ก็อาจจะยืดยาว ผิดบ้างถูกบ้าง
ลองไปศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้กันเองดีกว่า
แล้วหนูล่ะ หนูเกิดมาทำไม?
ถ้าน้องหนูผู้ถามหมายถึงว่าเธอเกิดมาทำไม อันนี้ผมไม่ทราบ
แต่ถ้าตั้งใจจะหมายถึงสัตว์ร้องจี๊ดๆ ที่มีทั้งคนรักและชัง ผมน่าจะพอตอบได้
ถ้าว่ากันตามตำรา หนูน่าจะอยู่ในกลุ่มผู้ย่อยสลาย และทำตัวเป็นหนึ่งข้อปล้องของห่วงโซ่อาหาร
แต่ถ้าว่ากันนอกตำรา หนูมีดีกว่านั้น
กล่าวกันอย่างไม่เกินเลย หนูถือเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ผู้พิทักษ์โลกใบนี้
ผมไม่ได้หมายถึงไมท์ตี้เมาส์ แต่หมายถึงหนูจริงๆ
พวกมันมีชื่อที่เรียกขานกันในวงการว่า HeroRATS
กับระเบิดที่ตกค้างอยู่ใต้ผืนดินยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของโลกใบนี้
เพราะมันมีจำนวนอยู่กว่า 100 ล้านอัน ในกว่า 90 ประเทศ
เฉลี่ยแล้วทุกๆ 20 นาทีมันจะตูมตามใส่คนจนบาดเจ็บและล้มตาย 1 คน
หรือตัวเลขที่โหดร้ายกว่านั้นก็คือ มีคนเสียชีวิตเพราะเหยียบกับระเบิดวันละ 40-55 คน
ความรู้ใหม่เอี่ยมที่ผมเพิ่งทราบก็คือ
สงครามกลางเมืองที่ยังคุกรุ่นในอัฟริกาทำให้กับระเบิดใหม่ๆ ถูกฝังเพิ่มลงใต้ดินปีละ 40,000 อัน
ถ้าเราเก็บกู้กันด้วยอัตราที่ทำได้ในปัจจุบัน ก็ต้องใช้เวลาอีก 500 ปี กว่าจะเคลียร์ได้หมดโลก
กับระเบิดไม่ได้ส่งผลต่อผู้คนแค่แรงระเบิด
หากเราคาดเดาว่ามีกับระเบิดสักลูกอยู่แถวนี้ พื้นที่ในย่านนี้ก็จะไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้ประโยชน์
ชาวบ้านที่อยากได้พื้นที่การเกษตรก็ได้แต่มองตาปริบๆ
น้องหนูที่ต้องการที่วิ่งเล่นก็มองตาปริบๆ เช่นกัน
เมื่อสงครามในบริเวณนั้นสงบลง ชาวบ้านล้วนคาดหวังว่าบาดแผลที่เกิดกับสังคมจะได้รับการเยียวยา
แต่กับระเบิดกลับสกัดทุกฝัน
ระบบสาธารณูปโภคยังไม่เดินทางเข้าไป
ความช่วยเหลือยังไม่เดินทางเข้าไป
และอนาคตอันสดใสก็ยังไม่เดินทางเข้าไป
จนกว่าจะพื้นที่นั้นจะได้รับการเก็บกู้กับระเบิดเรียบร้อย
HeroRATS ไม่ได้ถูกส่งไปพลีชีพเพื่อให้กับระเบิดทำงาน
แต่มันลงสนามไปเพื่อใช้ความสามารถเฉพาะตัวตรวจหากับระเบิดใต้ดิน
โครงการนี้เป็นของ APOPO ซึ่งเป็นตัวย่อมาจากคำในภาษาดัชต์ที่ถอดความข้ามมาเป็นไทยได้ว่า
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจหากับระเบิดแบบบุคคล
Bart Weetjens ผู้ก่อตั้ง APOPO เขาเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เด็ก
เลยเกิดไอเดียชวนนักวิจัยและนักฝึกสัตว์ชาวเบลเยี่ยมและแทนซาเนีย
มาฝึกหนูให้ดมกลิ่นเพื่อตรวจหากับระเบิดใต้ดิน
แทนการใช้เครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคที่ทั้งแพง ช้า และต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
เมื่อเทียบกับสุนัขแล้ว หนูๆ มีประสิทธิภาพในการชี้จุดได้แม่นยำกว่า
และทำงานในพื้นที่ที่มีกับระเบิดหนาแน่นได้ดีกว่า
HeroRATS เหนือกว่าเครื่องตรวจจับระเบิดตรงที่มันสามารถหากับระเบิดได้ทั้งรุ่นที่เป็นเหล็กและพลาสติก
หรือจะตักดินในบริเวณนั้นมาให้มันตรวจก็ยังได้
พวกมันใช้เวลาวิ่งเคลียร์พื้นที่ 100 ตารางเมตร เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น
หากเราใช้แรงงานคนและเครื่องมือสุดไฮเทค ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 วันเลยทีเดียว
และด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเกินกว่าจะปลุกให้กับระเบิดทำงาน
ฮีโร่หนูพวกนี้เลยทำงานได้ปลอดภัยเป็นเลิศ
ไม่ใช่ค้นหาได้แค่กับระเบิด พวกมันยังสามารถตรวจเสมหะของผู้ป่วยเพื่อหาเชื้อวัณโรคได้ด้วย
หนู 1 ตัว ใช้เวลาตรวจ 40 ตัวอย่างเพียงแค่ 7 นาที
หากเปลี่ยนมาใช้แรงงานของผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจหาด้วยกล้องจุลทรรศน์ในห้องแล็บ
ในจำนวนตัวอย่างเท่ากันเจ้าหน้าที่ของเราต้องใช้เวลานานถึง 2 วัน
กว่าจะเป็นหนูซูเปอร์ฮีโร่ได้ พวกมันก็ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหนา
แต่ละตัวต่างมีความชำนาญเฉพาะทาง ตรวจระเบิดก็หาแต่ระเบิด ตรวจวัณโรคก็หาแต่วัณโรค
และต้องสอบให้ผ่านจนได้ใบรับรองก่อน ถึงจะพาออกงานได้
ตอนนี้น้องหนู 30 กว่าตัวกำลังช่วยกันตรวจหาระเบิดอยู่ในประเทศโมซัมบิก ในอัฟริกา
ทางทีมงานเขาเลยแจ้งข่าวมาว่า กว่าจะได้หนูที่พร้อมใช้งาน 1 ตัว
ต้องลงทุนกับการฝึกฝนไปถึง 6,000 ยูโร (เกือบ 3 แสนบาท)
เขาก็เลยจัดโครงการให้เราช่วยรับอุปถัมภ์น้องหนูกันคนละตัวสองตัว
ราวกับว่าพวกเป็นน้องๆ ผู้หิวโหย
งบประมาณในการดูแลฮีโร่เหล่านี้ตกตัวละ 5 ยูโรหรือราว 230 บาทต่อเดือน
ถ้าเราอยากช่วยรับอุปถัมภ์ก็โอนเงินไปให้เขาได้ตามนั้น
ซึ่งเราจะได้รับข่าวสารความคืบหน้าของน้องหนูของเราว่า
เดือนนี้มันเรียนอะไร ฝึกอะไร ทำอะไร หรือไปลงสนามที่ไหนมาบ้าง
รวมถึงได้รับภาพถ่ายตอนที่มันกำลังปฏิบัติงานด้วย
หรือถ้าอยากมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อหนูสักตัว
เราก็ทำได้ด้วยการส่งชื่อไปได้พร้อมเงิน 250 ยูโร หรือหมื่นกว่าบาท
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อะไรบางอย่างให้กับโลกใบนี้
คนไม่ควรจะมีหน้าที่วางระเบิด และหนูก็ไม่น่าจะมีหน้าที่กู้ระเบิด
แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หนูไม่รู้ ผมก็ไม่รู้
ใครยอมไหมไม่รู้ แต่หนูไม่ยอม
แชร์เวลา
Posted by zcongklod on Jan 22, 2009

เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา
ผมชอบวรรคทองวรรคนี้มาก
ฟังเผินๆ เหมือนจะเป็นสโลแกนง่ายๆ ที่ไม่ได้บอกอะไรมากมายนัก
แต่ถ้าคิดตามดีๆ ผมว่าเนื้อหาของมันพูดถึงหัวใจของการอยู่ร่วมกันของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว
เราควรใช้ชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะเดียวกัน ผู้อื่นก็ควรช่วยเหลือเรา
มนุษย์ควรมีชีวิตอยู่อย่างเกื้อกูลกัน ไม่ใช่แก่งแย่งกัน
ผมชอบระบบ ลงแขก เอาแรง ของไทยเรามากๆ
เราช่วยแรงเขา เขาก็มาช่วยแรงเรา
เราเอาอาหารไปช่วยงานเขา งานเราเขาก็เอาอาหารมาช่วย
เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการช่วยเหลือและแสดงออกซึ่งมิตรภาพ
ใจต่างหากที่สำคัญกว่า
ความรวยความจนไม่ใช่ข้อจำกัดในการแบ่งปัน
ถ้ามีใจเราก็เอามาแบ่งกันได้
ใจและใจแค่ลองแลกกัน มันก็อาจเกิดความสัมพันธ์
ผมนึกถึงท่อนหนึ่งในเพลงสัมพันธ์ของวงพอส
มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ หากเราเอาใจมาแลกกัน มันก็นำมาซึ่งความสัมพันธ์
ยิ่งการแลกใจที่ว่าหมายถึงการลงแรงทำอะไรบางอย่างร่วมกันแล้ว
มันย่อมช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้อย่างแนบแน่นหนึบหนับ
บางทีการเอาแรงกันอาจจะเป็นวิธีการทำงานเป็นทีมแบบไทยก็ได้
เราถนัดที่จะทำอะไรด้วยตัวคนเดียว แต่เราจะรวมทีมกันทำเฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น
การทำงานเป็นทีมแบบไทยเลยไม่ได้มีการแบ่งงานที่เป็นระบบ ไม่มีทีมเวิร์ค
มีแต่ใจที่มาร่วมทีมกันเพื่อกัปตันทีม
ทุกวันนี้เราอาจไม่เห็นการลงแรงและแบบแลกแรงกันแล้ว
แต่เราก็ยังเห็นการแสดงน้ำใจด้วยวิธีการอื่นๆ
เช่น สอดเงินใส่ซองไปร่วมงานแต่ง งานบวช งานศพ
เราช่วยงานเขา เขาก็ช่วยงานเรา
แม้ว่าสุดท้ายเงินที่เราจ่ายไปหักลบแล้วจะเท่ากับเงินที่ได้กลับคืน
แต่ผมเชื่อว่าเราร่ำรวยกำไรในด้านมิตรภาพ
และเป็นการลงทุนที่ได้กำไรกันถ้วนหน้าทุกคนด้วย
ผมนึกถึงการเล่นแชร์ ที่เราไม่ได้ยืมเงินกันเป็นคู่ๆ แต่ยืมกันเป็นวง
คนที่ต้องการใช้ก็ผลัดกันเอาไปหมุน
เราให้แล้วเราก็ได้ (ถ้าไม่มีใครโกง)
แล้วเมื่อเราได้ เราก็ต้องให้ (ถ้าเราไม่โกง)
เป็นเศรษฐกิจนอกระบบที่ผมว่าเครื่องมือของมันน่าสนใจ
เราสามารถเอาวิธีการนี้ไปใช้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เงินได้ไหม
เราเอาเวลามาให้กันได้ไหม?
Time Bank กำลังทำสิ่งนี้อยู่
Time Bank เป็นองค์กรที่สนับสนุนให้เราบริจาคเวลาของตัวเอง
เอาไปทำงานช่วยเหลือคนอื่นในชุมชน
แล้วคนในชุมชนก็จะมาช่วยในสิ่งที่เราต้องการ
บางคนอาจคิดว่า เงินก็มี จ้างเอาก็ได้สบายใจกว่า
แต่ในหลายกรณี Time Bank ก็มีข้อดีมากกว่า
Time Bank เป็นองค์กรใหญ่ที่สนับสนุนให้เกิดกลุ่ม Time Bank ย่อยในชุมชนต่างๆ
หรือภายในกลุ่มอาชีพต่างๆ จะว่าไปก็คล้ายกับกลุ่มสหกรณ์ และโต๊ะแชร์
เพียงแต่มีการจัดการที่เป็นระบบมาก
งานที่เราลงแรงช่วยคนอื่นและคนอื่นมาช่วยเรานั้นหลากหลายมาก
ตั้งแต่งานง่ายๆ ที่หลายครั้งเราอยากฝากเพื่อนบ้านช่วยทำให้ แต่เกรงใจ
เช่น ช่วยดูแลเด็ก ซื้อของ พาหมาไปเดินเล่น คาร์พูลพาลูกไปทำกิจกรรม
ไปจนถึงงานอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เย็บผ้า เสริมสวย ทำความสะอาดบ้าน
สอนหนังสือ งานวิจัย งานด้านกฎหมาย คอมพิวเตอร์ ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ
ทาสี ดูแลสวน งานประปา หรือเล่นดนตรี
พอเราลงทะเบียนเป็นสมาชิกเรียบร้อย เราก็แจ้งไปที่ฝ่ายจัดการว่าเราอยากทำอะไร
พอมีคนอยากได้ความช่วยเหลือจากเรา ก็เจ้าหน้าที่จะติดต่อมา
พอเราไปช่วยเหลือเขาเรียบร้อย เราจะได้เครดิตตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน
เช่นถ้าทำงาน 1 ชั่วโมง ก็จะได้เครดิต 1 ชั่วโมง
เราสามารถใช้เครดิตนี้เพื่อให้คนอื่นๆ มาช่วยเหลือเราในเรื่องที่เราต้องการได้ในเวลา 1 ชั่วโมง
ระบบนี้ทำให้เราได้เจอคนดีๆ และช่วยเชื่อมต่อความต้องการให้ได้เจอกับทรัพยากรที่พร้อมจะสนับสนุน
Time Bank เปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นเพื่อน
ตอนที่คุณเอารถไปซ่อมก็มีเพื่อนในชุมชนขับรถไปนั่นมานี่ให้
ซึ่งจริงๆ แล้วมันควรจะเป็นหน้าที่ของคนในครอบครัว
แต่ก็นั่นแหละ ครอบครัวไม่ได้อยู่กับเราทุกที่และทุกเวลา
ไอเดียนี้เลยเหมือนขยายขนาดของครอบครัวเราให้ใหญ่ขึ้น
แล้ว Time Bank ก็ยังเปลี่ยนคำจำกัดความของคำว่า งาน เสียใหม่
งานเป็นอะไรที่มากไปกว่าสิ่งที่ทำเพื่อเงิน
งานที่เราทำผ่าน Time Bank หลายต่อหลายอย่างทำให้ เด็กแข็งแรงขึ้น
ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น สังคมมีความยุติธรรมมากขึ้น
มันเป็นงานที่มีคุณค่าและควรได้รับคำชื่นชม
มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การอยู่รวมกันเป็นเครือข่ายย่อมอุ่นใจกว่าอยู่คนเดียว
Time Bank ช่วยลงรากปักฐานของชุมชนให้แข็งแรงขึ้น
เป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยการสนับสนุนกัน และเชื่อใจกัน
และอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ Time Bank ทำให้เกิดการยอมรับว่า
มนุษย์ทุกคนมีค่า
คือเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้แสดงออกซึ่งคุณค่าของตัวเอง
และทำให้เรายอมรับถึงคุณค่าในตัวของคนอื่น
ไม่แปลกที่ Time Bank จะถูกตั้งขึ้นมากมายหลายเมืองใน 22 ประเทศ 6 ทวีป ทั่วโลก
แชร์เวลาวงนี้น่าสนใจ
ผู้ร่วมเล่นแชร์วงนี้ไม่ได้ เอาเวลามาให้ แล้วรับเวลากลับไป เหมือนอย่างที่เราทำกับเงิน
แชร์เวลา มีความหมายตามชื่อของมันจริงๆ
คือ เราเอามาเวลามาใช้ร่วมกัน เอาใจมาแลกใจ แล้วใช้เวลาร่วมกัน
ผมนึกถึงท่อนต่อของเพลงสัมพันธ์
ใจและใจแค่ลองแลกกัน มันก็อาจเกิดความสัมพันธ์
ความรู้สึกที่มีให้กัน อาจเป็นรัก…เข้าสักวัน
ความดังไม่ใช่ความดี
Posted by zcongklod on Oct 19, 2008

เสียดายที่อวกาศเป็นสูญญากาศ
นักบินอวกาศเลยไม่มีโอกาสได้รู้ว่า โลกใบนี้เสียงดังเพียงใด
มนุษย์โลกมีหูคนกันละคู่ แต่เราจำเป็นต้องพึ่งนักบินอวกาศผู้เอาหูลู่ไว้ในหมวกทรงโหลปลาทอง
เพราะหากเราอยากได้รับรู้ถึงความดังเบาของสิ่งที่อยู่รอบตัว
เราควรเอาตัวออกมาจากพื้นที่นั้นเสียก่อน
หากนักเรียนในห้องอยากรู้ว่าพวกเขาคุยกันเสียงดังแค่ไหน
ก็ต้องลองออกมายืนสอนอยู่หน้าห้อง
เพื่อนพ้องที่กำลังเอ็นจอยลิ้นไก่บนโต๊ะอาหาร
จะรู้ว่าเสียงของพวกเขาทำลายบรรยากาศของโต๊ะข้างๆ แค่ไหน
ก็ต่อเมื่อลุกออกมานั่งกินข้าวเงียบๆ ที่โต๊ะข้างๆ
หากเจ้าของผับบาร์อยากรู้ว่าเสียงดนตรีในร้านของเขามันแผดเสียงแค่ไหน
ก็ควรเดินออกมาลองนั่งนิ่งๆ ในบ้านข้างๆ ที่ใช้รั้วเดียวกับเขา
และหากเราอยากรู้ว่าในขณะที่โลกกำลังหมุนไป
ผู้คนบนโลกสร้างและส่งเสียงได้แสบแก้วหูเหมือนเล่นรถไฟเหาะตีลังกาไหม
เราก็ควรลอยล่องออกมาฟังนอกโลก
การฟังสรรพเสียงในอวกาศนั้นไม่ต่างอะไรจากการฟังผ่านโหมด mute
เราเลยไม่รู้อยู่ดีกว่าความดังของโลกใบนี้มันทะลุไปกี่เดซิเบลแล้ว
ความดัง ไม่ใช่ ความดี ไม่ว่าในกรณีไหนก็ตาม
บ่อยครั้งที่คนเมืองมักจะสับสนระหว่างความดังกับความดี
อะไรก็ตามที่ยิ่งดังน่าจะหมายถึงยิ่งดี
เราเลยยินดีกับความดัง และคิดว่าความดังนั้นมันยังดี
ความดังและความดีที่ว่า ผมหมายถึงทั้งชนิดที่เรารับรู้ได้ผ่านหัวใจ และใบหู
เสียงในเมืองนั้นดังจนอยากจะหารีโมทมาหรี่และอยากจะหาไม้มาตีมือคนเร่ง
แม้แต่เทศกาลงานหนังสือ งานไหนงานนั้น
แทนที่จะปล่อยให้ผู้อ่านได้เดินเลือกหาหนังสืออย่างเงียบสงบ
คนจัดกลับพยายามกรอกเสียงลงรูหูผู้มางานเหลือเกิน
แต่เดินบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวก็ชินไปเอง
ถ้าเราเห็นปัญหา แต่ไม่เห็นทางแก้ ก็ต้องแก้ที่ตัวเรา
ถ้าปรับโลกเข้าหาเราไม่ได้ เราก็ต้องปรับตัวเข้าหาโลก
ในเมื่อเสียงในเมืองใหญ่มันดังอย่างแก้ไขไม่ได้
ขอเวลาให้เราสักพัก เดี๋ยวเราก็จะชินไปเอง
มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวได้กว้างที่สุด
ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมก็สูง (อาจจะ) ที่สุด
เราก็เลยกระจายพันธุ์อยู่ได้ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ทั่วโลก
ผมไม่แน่ใจว่า พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เมื่อเราคิดว่า ทุกคนต่างมีสิทธิที่จะมีเสียง
เสียงของประชาชนก็ดังขึ้น เสียงของรถราก็ดังขึ้น และเสียงของบ้านเมืองโดยรวมก็ดังขึ้น
แต่ที่แน่ๆ เจ้านกติ๊ดใหญ่ (great tit) ที่อาศัยใน 10 เมืองดังๆ ของยุโรป
ดังเช่น ลอนดอน ปารีส อัมสเตอร์ดัม และปราก
มันเปลี่ยนเสียงร้องเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในเมือง
นกติ๊ดใหญ่มันร้องดัง ติ๊ดๆ
ถ้าอยากได้ยินกับหูก็คลิกเข้าไปฟังที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Great_Tit
โดยธรรมชาติแล้ว นกร้องด้วยหลายเหตุผล
แต่เหตุผลที่เราควรรู้ก็คือ มันร้องเพื่อหาคู่ และเพื่อประกาศอาณาเขต
นั่นแปลว่าถ้าเสียงร้องของมันกลืนหายไปกับสายลม
มันก็น่าจะมีโอกาสดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้น้อยลง
เจ้านกติ๊ดใหญ่ที่อาศัยในเมืองเลยเร่งเสียงร้องของตัวเองให้ดังขึ้น มีจังหวะที่สั้นขึ้น
เมื่อเทียบกับนกติ๊ดที่อยู่ในธรรมชาติ
และที่สำคัญก็คือ มันปรับความถี่ในการร้องให้สูงขึ้น
เพื่อที่จะได้โดดเด้งออกมาจากมลภาวะทางเสียงทั้งหลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสียงความถี่ต่ำ
และจากงานวิจัยของ Dr. Slabbekoorn จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ คนเดิมก็ยังระบุว่า
นกติ๊ดในเมืองที่อาศัยในย่านซึ่งเสียงดังไม่เท่ากัน ก็ร้องด้วยความถี่ไม่เท่ากัน
ไม่ใช่แค่นกติ๊ดเท่านั้นที่ปรับตัว นกไนติงเกลในเมืองก็ร้องเสียงดังกว่าไนติงเกลในป่า
คือดังประมาณ 14 เดซิเบล
แต่นกในเมืองบางพันธุ์นั้นมันแหกปากโก่งคอร้องถึง 95 เดซิเบล
ถ้าเพิ่มอีก 5 เดซิเบลก็จะดังเท่าเครื่องเจาะถนนพอดี!
นกพันธุ์ไหนเร่งเสียงไม่ได้มันก็ต้องย้ายรังออกไปอยู่นอกเมือง อย่างเช่นนกกระจอกบ้าน
ในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาจำนวนนกกระจอกบ้านในเขตเมืองของอังกฤษนั้นลดลงถึง 2 ใน 3
สาเหตุการย้ายสำมะโนครัวของมันน่าจะมีหลายปัจจัย
แต่ที่ลืมไม่ได้ก็คือเรื่องเสียง เพราะเสียงร้องของนกกระจอกเป็นเสียงความถี่ต่ำ
ซึ่งยากจะแยกออกจากเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจในเมือง
ผมนึกขอบคุณ Dr. Slabbekoorn ที่ทำให้เราเห็นว่า
ธรรมชาติมีชีวิต มีการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ถ้าคนรู้สึกคันก็จะเกา ถ้าเราหิวเราก็จะหาอะไรกิน
แต่ที่ผ่านมาๆ เราไม่เคยคิดว่าธรรมชาติจะรู้สึกรู้สาอะไร
กับความสกปรกและมลภาวะนานารูปแบบที่เราเทให้
ถ้าคิดอย่างคนใจแคบ เราอาจจะบอกว่า
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
สิ่งมีชีวิตชนิดไหนปรับตัวไม่ได้ก็ไม่เหมาะจะอยู่บนโลกอันโหดร้ายใบนี้
ธรรมชาติก็เช่นกัน เมื่อสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป
พืช สัตว์ และธรรมชาติก็ควรปรับตัวตามให้ได้
ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่
แต่ถ้าคิดอย่างคนใจกว้าง ถ้าบ้านเราเปิดเพลงดัง
แทนที่จะไล่คนข้างบ้านให้ไปอยู่ที่อื่น
เราควรจะหรี่เสียงตัวเองลงก่อนไม่ใช่หรือ
ความดังไม่ใช่ความดี ไม่ว่าในกรณีไหนก็ตาม
แลกลิ้ม
Posted by zcongklod on Oct 5, 2008

สิ่งที่กำลังเผชิญกับภาวะใกล้สูญพันธุ์นั้นไม่ได้มีแค่ สิงสาราสัตว์และต้นไม้ใบหญ้า
ผมเชื่อว่า อาหาร ก็น่าจะกำลังอยู่ในวิกฤตดังกล่าว
เปล่าเลยครับ ผมไม่ได้หมายถึงสถานการณ์ขาดแคลนอาหารของมนุษยชาติ
ผมแค่รู้สึกว่าสูตรอาหารที่อยู่คู่ปากคนไทยมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า
มันค่อยๆ หายตัวไปจากครัวไทยแบบไม่ทันได้ขึ้นป้ายระวังใกล้สูญพันธุ์
ก็คงเป็นไปตามกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติ
อาหารที่ยังคงถูกปรุงและถูกปากมากที่สุดย่อมดำรงรายชื่ออยู่ในเมนูได้
อาหารที่ปรับตัวไม่ได้ก็ล้มหายตายจากหม้อไป
ในขณะที่อาหารสูตรใหม่ก็ถูกปรับและปรุงออกมาอยู่ไม่ขาด
ทุกอย่างในโลกล้วนมีเกิดและมีดับ
ผมไม่ได้สนใจจำนวนของสูตรอาหาร เท่ากับจำนวนคนทำอาหาร
เท่าที่ผมได้นั่งคุยกับกระทะและเตาแก๊สในครัว ได้ความว่า
คนที่ทำอาหารได้ในยุคนี้นั้นร่อยหรอลงเรื่อยๆ
ถ้าไม่นับเมนูประเภททอดไข่เจียว ผัดข้าวผัด และต้มมาม่า
น่าจะเหลือพ่อครัวแม่ครัวผู้มีเสน่ห์ปลายจวักน้อยเต็มที่
แถมคนที่ทำอาหารได้ก็ไม่ค่อยจะได้ทำสักเท่าไหร่
ชีวิตเมืองมันโน้มน้าวให้เราสะดวกกายสบายใจกับการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยการซื้ออาหารปรุงสำเร็จ
ก็อย่างที่อดัม สมิธเขาว่าไว้ว่า จงแบ่งงานกันทำ โดยที่เราทำในสิ่งที่เราถนัดที่สุดเพียงอย่างเดียว
เราก็เลยเลือก ทำมาหากินแล้วเอาเงินไปซื้ออาหาร แทน ทำอาหารกิน
ผลก็คือ เราได้ความสะดวก แต่เสียมิตรภาพภายในชุมชน
เคยได้ยินคำถามคลาสสิกที่ว่า
ถ้าเรามีแกงหนึ่งหม้อ ทำอย่างไรถึงจะกินได้นานที่สุด ไหมครับ
คำถามข้อนี้มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เสมอเวลาที่เราต้องการพูดถึงความสัมพันธ์ภายในชุมชน
คำถามข้อนี้มีคำเฉลยว่า
ให้แบ่งใส่ชามแล้วเอาไปแจกเพื่อนบ้าน
วันถัดๆ ไปเราจะได้รับอาหารนานาประเภทกลับคืนมา
แค่ไม่ทำอาหารกินเอง คงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ภายในชุมชนล่มสลาย
เพราะในความเป็นจริงนั้นยังมีตัวการอีกมากมายหลายร้อยข้อ
เพียงแต่ในบางมุมของโลก เขาเลือกที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์นี้กลับมาโดยเอาอาหารมาใช้เป็นใบเบิกทาง
ความน่ารักของการแบ่งปันอาหารจากครัวเราสู่โต๊ะกินข้าวของบ้านอื่นนั้น
มันน่ารักตรงที่สามารถแสดงออกได้ถึงความตั้งใจ
และมูลค่าของมันก็ไม่ได้สูงลิ่ว เพราะไม่ได้ซื้อหา
แต่ว่าประกอบปรุงมันขึ้นมากับมือ คนรับก็เลยไม่รู้สึกเกรงใจมาก
ไม่ใช่แค่อาหาร พืชผักเราก็ไม่ค่อยได้แบ่งกัน
เพราะยุคนี้บ้านเรือนในเมืองนิยมปลูกไม้ดอกมากกว่าไม้แดก
เราก็เลยไม่มีผลผลิตทางการเกษตรที่แสนภูมิใจเอาไปหยิบยื่นให้บ้านใกล้เรือนเคียง
ในขณะที่โลกาภิวัฒน์พาเราเดินหนีรากของตัวเองตามก้นฝรั่งไป
ฝรั่งเขาก็กำลังเดินกลับมาตามทางที่รากของเราเป็น
อย่างในย่าน Hackney ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของมหานครลอนดอน
มีการรวมกลุ่มกันของชาวเมืองตั้งเป็นองค์กรที่ชื่อว่า Growing Communities
เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ผ่านโครงการมากมาย
องค์กรที่ทำหน้าที่ประหนึ่ง ผู้บัญชาการอาหารสูงสุด แห่งนี้
ทำตั้งแต่การรับจัดปิ่นโตอาหารที่เป็นผักและผลไม้ออแกนิก
ซึ่งสนับสนุนอาหารในท้องถิ่นเป็นหลัก
ไม่ได้ท้องถิ่นนิยมอะไรหรอกครับ เขาแค่ไม่อยากให้เสียพลังงานในการขนส่งเท่านั้นเอง
แล้วก็สนับสนุนเกษตรกรรายย่อยที่ทำฟาร์มอย่างยั่งยืนแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
ซึ่งก็แปลกดีตรงที่บางประเทศ พืชผักที่มีตราของแบรนด์ดัง มาจากฟาร์มใหญ่
จะเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาแพง
ในขณะที่ในลอนดอนนั้น ผักที่มาจากฟาร์มยิ่งเล็กยิ่งมีคุณค่า (และมีราคา)
แล้วองค์กรนี้ก็ยังหาพื้นที่ไว้สำหรับใช้ปลูกผักกินกันเองในเมือง
ซึ่งดูเหมือนว่าการได้กินผักที่ปลูกเองนั้นมันมีค่ากว่าการได้ชิมบัวหิมะด้วยซ้ำ
ทีนี้ก็มาถึงกิจกรรมที่ผมนิยมชมชอบ
The Good Food Swap เป็นงานที่ชาวเมืองหลายร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อคุย คิด และทำอาหาร
ประมาณว่า พยายามจะสร้างบรรยากาศแบบชุมชนเล็กในเมืองใหญ่
หลักใหญ่ใจความก็คือ แต่ละคนที่มาร่วมงานต้องมีอาหารติดมือมาด้วย
ซึ่งเป็นอาหารที่ทำเอง ปลูกเอง เก็บเอง หรือค้นพบเอง
เอามาแบ่งปันกันฟรีๆ ผ่านการแลกเปลี่ยน
มองเผินๆ ก็ดูจะคล้ายการจับฉลากในวันปีใหม่
แต่พิเศษกว่าตรงที่สิ่งที่เรานำมานั้นมันคือผลิตผลจากน้ำพักน้ำแรงของเรา
ทำเองปลูกเอง เจ้าของก็เลยยืดได้มากกว่าปกติ
และการที่พวกเขาเอาอาหารมาแบ่งกัน
ก็ยังช่วยให้มนุษย์ในเมืองใหญ่ได้เรียนรู้เรื่องการให้และการรับด้วย
อาหารที่พวกเขาเอามาแลกกันมีตั้งแต่ผักผลไม้สด ไปจนถึงผ่านการถนอมอาหารแล้ว
ขนมปัง พาย แยม โยเกิร์ต และอาหารท้องถิ่นอื่นๆ ที่ปรุงด้วยพืชผักตามฤดูกาล
งานนี้สิ่งที่ได้รับกลับไปไม่ได้มีแต่อาหาร
แต่ยังได้เพื่อน ได้สูตรอาหาร และได้อวดผลงานอาหารของตัวเอง
เห็นโครงการนี้แล้วก็นึกถึงเทศกาลงานบุญของบ้านเรา
เวลารวมญาติทีไร แต่ละบ้านต่างสรรหาอาหารดีๆ มาร่วมงาน
แล้วพอเสร็จงานถ้ามีอาหารเหลือ แทนที่จะเอาอาหารของตัวเองกลับ
ก็มักจะเลือกเอาอาหารของบ้านอื่นติดมือกลับไปแทน
แต่วัฒนธรรมนี้ก็ดูจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าต้องรอให้ฝรั่งทำให้ฮิตกลายเป็นเทรนด์ก่อนหรือเปล่า
เราถึงจะหันกลับมามองมัน
ประวัติทุกบุคคลสำคัญ
Posted by zcongklod on Jun 16, 2008
ประวัติชีวิตของพวกเราถูกบันทึกเอาไว้ที่ไหนบ้าง
หากว่าพวกเราคือ คนเด่นดังในสังคม
ประวัติของเราคงถูกบันทึกไว้เกลื่อนกลาด
ทั้งบนกระดาษหนังสือและบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
จะขยับเขยื้อนตัวทำอะไรเรื่องราวของเราก็ถูกจดไว้ช่วยจำ
ถึงวันที่พวกเราจากไป เรื่องราวของเราก็ยังอยู่
แต่ถ้าพวกเราคือ คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีหน้ามีตาทางสังคม
ประวัติของเราก็จะถูกบันทึกเอาไว้ในเอกสารประวัติพนักงาน
ประวัติคนไข้ หรือประวัติผู้ต้องคดี
แปลกดีที่ประวัติของคนธรรมดาๆ ถูกบันทึกเอาไว้อย่างย่นย่อจนมีแต่คำกับคำ
เรียนที่ไหน ทำงานอะไร ได้รางวัลอะไร
น่าเสียดายหากชีวิตของคนคนหนึ่งจะถูกจดจำเพียงเท่านั้น
ชีวิตทุกคนน่าสนใจ ผมเชื่ออย่างนั้น
ไม่เชื่อลองไปนั่งคุยกับใครสักคนอย่างจริงๆ จังๆ
ผมว่าไม่มีชีวิตใครที่ธรรมดา เบื้องหลังคำสั้นๆ ว่าทำงานอะไร ตำแหน่งไหน เคยได้รางวัลอะไร นั้น
มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายเต็มไปหมด
ประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาของคนคนหนึ่งไม่ควรจากไปพร้อมกับตัวเขา
มันควรได้ส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป
หากคิดว่าชีวิตของชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่น่าสนใจ และไม่มีอะไรให้จดจำ
ลองเปิดดูรายการฅนค้นฅน รายการที่ทำให้เรื่องราวของชีวิตคนธรรมดาๆ น่าสนใจ
คงคล้ายกับ Museum of the Person หรือที่ผมแปลง่ายๆ ว่าพิพิธภัณฑ์บุคคล
พิพิธภัณฑ์ที่บันทึกเรื่องราวชีวิตของคนต่างๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า
เรื่องราวชีวิตของทุกคนมีคุณค่าต่อสังคม
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศ เช่น บราซิล แคนาดา สหรัฐอเมริกา และโปรตุเกส
พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ว่าจะโด่งดังล้นฟ้า หรือว่าไม่มีใครรู้จัก
ล้วนมีชีวิตที่น่าสนใจ และเรื่องราวเหล่านี้ควรถูกรวบรวมเข้าด้วยกันเป็น เครือข่ายความทรงจำของสังคม
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เลยรวบรวม เก็บรักษา และแบ่งปันเรื่องราวชีวิตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
พวกเขาเชื่อว่า โลกจะดีขึ้นได้ ถ้าเรายอมรับคุณค่าในตัวของมนุษย์แต่ละคน
เรื่องเพียงแค่เรื่องเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงการมองโลกของเราได้
พวกเขามองการเล่าเรื่องประวัติชีวิตคนเอาไว้ยิ่งใหญ่เพียงนั้น
ก็เลยนำมาซึ่งงานใหญ่ยักษ์ที่จัดพร้อมกันทั่วโลกเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา
งานนี้มีชื่อว่า International Day for Sharing Life Stories หรือวันสากลของการเล่าเรื่องราวชีวิต
การรวบรวมประวัติชีวิตคนนั้นใครๆ ก็ทำ พบเจอกี่ทีก็ไม่แปลก
แต่งานที่เน้นการ ‘เล่า’ เรื่องราวชีวิตนี่สิน่าสนใจ
ที่ผ่านมาเราคุ้นชินแต่กับการเล่านิทาน
และดูเหมือนจะมีแต่นิทานเท่านั้นมีเสน่ห์พอจะนำมาเล่าและฟังกันในวงกว้าง
ผมยังไม่เคยเห็นใครจัดเทศกาลมานั่งเล่าและฟังเรื่องจริงอย่างมีความสุขเลยสักครั้ง
งานนี้ทางผู้จัดเขาตั้งใจให้คนทั้งโลกได้รวมตัวกันในชุมชน หอประชุม ห้องเรียน
ที่ทำงาน โรงหนัง สวนสาธารณะ และในโลกไซเบอร์ เพื่อเล่าและฟังเรื่องราวชีวิตของคน
หากใครสนใจร่วมจัดกิจกรรมนี้ด้วยไม่ว่าจะอยู่ในมุมในของโลก ก็ขอเชิญ
ไม่ว่าจะเป็นการเล่ากันในวงสนทนาเล็กๆ ตามบ้าน ไปจนถึงการขึ้นเวทีตะโกนผ่านไมโครโฟน
แต่ถ้าสนใจ แต่ยังนึกอะไรไม่ออก เขาก็มีวิธีล้อมวงเล่ารูปแบบต่างๆ แนะนำไว้ให้เลือกใช้
ไม่ถนัดเล่า แต่อยากแชร์ด้วยการทำนิทรรศการในที่สาธารณะ
หรือบอกเล่าผ่านรูป ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว ผ่านชุมชนออนไลน์
หรือผ่านสื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ก็เชิญได้เต็มที่
ผลก็คือ เกิดการล้อมวงเล่าเรื่องชีวิต (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของคนมีอายุ)
ในออสเตรเลีย เบลเยี่ยม บราซิล แคนาดา อินเดีย อิตาลี เคนยา เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์
นอร์เวย์ ปาเลสไตน์ โปรตุเกส โปแลนด์ อัฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
แต่ละที่ก็มีรูปแบบและประเด็นที่แตกต่างและหลากหลายไปตามวัฒนธรรม
พวกเขาบอกว่าผลลัพธ์จากงานนี้ไม่ได้หวานแหววเหมือนการล้อมวงเล่านิทาน
แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติด้วยการเล่าและฟังเรื่องราวชีวิต
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ทางทีมงานเขามีข้อสรุปอย่างไร ผมไม่แน่ใจนัก แต่ผมก็แอบสรุปเอาตัวเองเงียบๆ คนเดียวว่า
เราสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้
ถ้าเราใส่ใจเรื่องราวชีวิตของกันและกันมากขึ้นกว่านี้
มอมแมมมอธ
Posted by zcongklod on May 14, 2008

1 เมษายน เป็นวัน April Fool’s Day
เรื่องนี้คิดว่าคงทราบกันดี
และวันเดียวกันนี้ของปีนี้ยังเป็น
วันอนุรักษ์แมมมอธขนยาวสากล (International Save the Woolly Mammoths Day) อีกด้วย
เรื่องนี้คาดว่าไม่น่าจะมีใครรู้
พอรู้ ก็อดที่จะเชื่อมโยงวันสำคัญทั้งสองเข้าหากันไม่ได้
หรือว่าจะมีคนตั้งวันแปลกประหลาดขึ้นมาอำชาวบ้านในวันสากลแห่งการเล่าความเท็จ
คือดูจากทรงแล้วไม่น่าเป็นเรื่องจริง เพราะใครจะบ้ามาตั้งวันอนุรักษ์สัตว์ดึกดำบรรพ์ทั้งๆ ที่มันสูญพันธุ์ไปแล้ว
แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ เราลองมาฟังเหตุผลของคนคิดก่อนดีกว่า
เขาว่า เรามีความสุขกับการดูแมมมอธในหนังฮอลลีวู้ดระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง Ice Age และ 10,000 BC
เจ้าสัตว์ในตระกูลสัตว์หนังหนาและมีกีบเท้า (พวกเดียวกับช้างและแรด) พันธุ์นี้
มันไม่ได้ต้องการแค่รายได้จากพวกเราเพื่อแลกกับความบันเทิง แต่มันยังต้องการดูแลรักษาด้วย
แมมมอธขนยาวมันวิวัฒนาการมาในเงื่อนไขของยุคน้ำแข็ง (Ice age)
มันก็เลยกลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยรายใหญ่จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จากที่เคยอยู่อย่างปลอดภัยในที่อยู่ของมันที่ขั้วโลกเหนือ
ตอนนี้มันกำลังถูกค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย
ไม่น่าเชื่อว่า แมมมอธขนยาวนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองโดยกฏหมายที่ว่าด้วยสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์
แม้ว่านักธรรมชาติวิทยาจะไม่ได้เห็นตัวมันแบบเป็นๆ ในธรรมชาติมาอย่างน้อย 3,500 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อแมมมอธขนยาวโตเต็มที่จะไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ
จนกระทั่งมนุษย์เราค้นพบวิธีที่จะต้อนพวกมันทั้งฝูงให้ตกจากหน้าผา
เขาว่า ลูกของแมมมอธขนยาวนั้นน่ารักไม่มีใครเกิน
ดังนั้น เราจึงต้องมาช่วยกันลงชื่อเพื่อร่วมกันอนุรักษ์แมมมอธขนยาวก่อนที่จะสายเกินไป
ลงชื่อกันได้ที่ https://secure2.convio.net/sierra/site/SPageNavigator/FLD_Advocacy_WM
ก่อนจะมาวิเคราะห์กันว่า วันนี้มันจริงหรือเล่น
(บางคนคงสงสัยว่า ให้เหตุผลกันแบบนี้ ยังต้องวิเคราะห์อีกเหรอ)
ผมขอพูดถึงความน่าตื่นตะลึงของวันนี้ก่อนดีกว่า
เราเคยได้ยินชื่อของสัตว์ผู้ทนทุกข์จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาก็เยอะ
แต่ที่ต้องรับบทพรีเซนเตอร์บ่อยที่สุดน่าจะเป็นหมีขั้วโลก
ทั้งปัญหาที่มันเจอ และความน่ารักที่มันมี น้องหมีชนะขาด
ผมก็คิดอย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเรื่องราวของเจ้าแมมมอธนี่แหละ
มีอย่างที่ไหนเอาสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วมาเอี่ยว แถมเอี่ยวแล้วยังแสนจะลงตัว
ทั้งปัญหาที่มันเจอ และความน่ารักที่มันมี สงสัยหมีขั้วโลกจะเจอคู่แข่งตัวสำคัญซะแล้ว
ผมว่ามันเป็นการมองปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมุมที่แสนจะน่าตะลึงพรึงเพริด
คือนอกจากปัญหานี้จะส่งผลต่อสัตว์เป็นๆ แล้ว
มันยังส่งผลกระทบต่อซากของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย
ยิ่งโลกร้อนขึ้นเท่าไหร่ ซากของแมมมอธที่ฝังตัวอยู่ในน้ำแข็งขั้วโลกก็ถูกทำปรากฏตัวมาขึ้นเท่านั้น
และแน่นอนว่า เมื่อซากของมันโผล่พ้นน้ำแข็งขึ้นมา
ก็ย่อมนำไปสู่การเน่าเปื่อยสูญสลายตามวัฏสงสาร
จากไปทั้งซาก และหลักฐานทางประวัติศาสตร์
อยากทราบจริงๆ ว่าใครเป็นคนค้นพบประเด็นนี้ จะได้ตามไปแสดงความนับถือได้ถูกตัว
มาถึงตรงนี้ คิดว่าวันนี้มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง
ผมว่าหลายๆ คนคงยังยืนยันความคิดเดิมว่า ไม่เห็นต้องคิดเลย เรื่องแบบนี้จริงก็บ้าแล้ว
ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
เพียงแต่เป็นเรื่องจริงที่ไม่จริงจังเท่านั้นเอง
คงไม่แตกต่างอะไรจากการที่นักวิชาการออกมาประกาศว่า
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง
บางเรื่องเราก็ไม่เชื่อ มองเป็นเรื่องตลกบ้าง เรื่องเล็กน้อยบ้าง เรื่องไกลตัวบ้าง ทั้งๆ ที่มันล้วนเป็นเรื่องจริง
ช่วยกันแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเถอะครับ
คิดซะว่าสงสารลูกแมมมอธหน้าตามอมแมม
สินค้าปลอดมาเฟีย
Posted by zcongklod on Apr 24, 2008

เราน่าจะเริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยประสบการณ์ที่คนส่วนใหญ่ที่ส่วนร่วม
เคยโดนเรียกเก็บค่าจอดรถกันไหมครับ
หมายถึงการจอดอย่างถูกต้องตามกฎหมายริมถนนหลวงที่สร้างขึ้นด้วยเงินภาษีของเรา
แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนเดินมาบอกแบมือขอเก็บ ค่าจอดรถ
จะเรียก ค่าจอดรถ คงไม่ถูกนัก เพราะพี่ๆ น้องๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นเจ้าของที่
แล้วจะมีสิทธิ์อะไรมาเรียกเก็บ ที่ถูกที่ควรมันน่าจะเป็น ค่าคุ้มครอง รถมากกว่า
ในทางทฤษฎี น่าจะหมายถึง พวกเขาเหล่านั้นยินดีช่วยคุ้มครองรถเราให้แคล้วคลาดภยันตรายจากมิจฉาชีพ
แต่ในทางปฏิบัติ มันหมายถึง การคุ้มครองรถจากน้ำมือของพี่ๆ น้องๆ เหล่านั้นมากกว่า
ผมเคยจอดรถริมถนนอังรีดูนังต์ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ มีคนโบกให้เสร็จสรรพ พอลงจากรถมา
เด็กหนุ่มคนที่โบกรถให้ก็เดินมาเก็บค่าจอดรถ เพื่อสวัสดิภาพของพาหนะ
ผมยินยอมพร้อมจ่ายค่าคุ้มครอง ผมถามเขาว่าเท่าไหร่
“สองร้อยบาท” คือคำตอบ
เขาอธิบายว่าวันนี้มีแข่งม้า ที่จอดหายาก อย่างโน้นอย่างนี้
และเหตุผลบางประการที่ไม่น่าจะเอามาเล่ากันผ่านสื่อสาธารณะ
ประหนึ่งว่า ต้นทุนมันมาเท่านี้แล้ว ลดให้ผมไม่ได้จริงๆ ราคานี้นี่ถูกแล้ว
เช็คราคาเจ้าอื่นได้เลย ไม่มีตรงไหนถูกกว่าที่นี่อีกแล้ว
ที่จอดรถนะน้อง ไม่ใช่เสื้อยืด!
คุยกันอยู่นาน ต่างคนต่างเห็นใจกัน สุดท้ายผมไม่ยอมจ่าย
เลยต้องย้ายรถไปจอดที่อื่น ท่ามกลางคำขอโทษของเขา
บ้านเมืองเรานี่มันก็งงๆ ดีนะครับ
บ้านเมืองในเขตปกครองตนเองซีซิเลีย ทางตอนใต้ของอิตาลีก็ประสบเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้
ที่นั่นเป็นดงมาเฟียราวกับหนังเรื่อง The God Father
หากใครอยากเปิดกิจการร้านค้า ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับแก๊งมาเฟีย ซึ่งแบ่งกันดูแลเป็นโซนๆ ไม่ข้ามพื้นที่กัน
หากไม่จ่าย ก็เตรียมเจอเหตุการณ์ประเภท กระจกหน้าร้านแตก, ไฟไหม้ร้านโดยไม่มีสาเหตุ
หรืออยู่ดีๆ ก็มีระเบิดอยู่ใต้ท้องรถได้เลย
เมื่อสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ ร้านค้าร้อยละ 80 จึงยินดีจ่ายเงินเดือนละ 10,000 – 25,000 บาท
เพื่อซื้อความสบายใจจากชาวแก๊งสเตอร์
แต่แล้วในฤดูร้อนของปี 2004 ก็มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งนัดพบกันเพื่อวาดฝันว่าอยากมีผับเป็นของตัวเอง
ใครบางคนถามขึ้นว่า “แล้วถ้ามีมาเฟียมาเรียกค่าคุ้มครองล่ะ”
“ก็จ่ายมันไปสิ” ไม่ใช่คำตอบในวันนั้น
แล้ววันถัดมา ชาวเมืองปาแลร์โม่ก็ตื่นมาพบกับ สติ๊กเกอร์พื้นขาวตัวอักษรสีน้ำเงิน แปะอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ข้อความในสติ๊กเกอร์นั้นบอกว่า
‘คนที่จ่ายค่าคุ้มครอง คือคนที่ไม่มีศักดิ์ศรี’
คุณไม่ได้เสียแค่เงิน คุณเสียศักดิ์ศรีด้วย
แคมเปญต่อต้านความไม่ถูกต้องของระบบมาเฟียเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในตอนนั้น
แคมเปญนี้หาแนวร่วมได้ไม่ยาก เพราะทุกคนล้วนประสบปัญหานี้เหมือนๆ กัน
พวกเขาคิดต่อว่า หากจะหยุดจ่ายค่าคุ้มครองหรือ pizzo ก็ต้องหยุดจ่ายทุกคนพร้อมกัน
เพราะถ้าคนทำขนมปังยังคงจ่ายเงินให้มาเฟีย เมื่อเราซื้อขนมปังก็เท่ากับว่า เราจ่ายเงินให้มาเฟียทางอ้อม
ก็เลยเกิดกลยุทธ์ใหม่ที่รณรงค์ว่า ต่อต้านค่าคุ้มครอง ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อ
โดยหวังว่าจะสร้างกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภคที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้
ถ้าจะแข็งข้อก็ต้องขยับทั้งระบบ องค์กรเอกชนที่ชื่อ Addiopizzo จึงถูกตั้งขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ทางสมาคมอุตสาหกรรม Confindustria ก็ออกมาประกาศว่าบริษัทไหนจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้มาเฟีย โดนขับออกจากกลุ่มแน่
ไม่รู้ว่าพวกเขาเอาความกล้ามาจากไหน
เป็นไปได้ว่า อาจเป็นเพราะหัวหน้าแก๊งมาเฟียตัวใหญ่ต่างถูกรวบตัวเข้าไปนอนในซังเตทีละคนสองคน
ส่วนที่น่าทึ่งที่สุดในแคมเปญนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว
เมื่อชายหนุ่มวัย 29 ปีที่ชื่อ Fabio Messina ตัดสินใจเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีมาเปิดซูเปอร์มาเก็ตชื่อ Punto Pizzofree
คอนเซปต์ของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้คือ ขายเฉพาะสินค้าที่ไม่จ่ายเงินให้มาเฟีย
ไม่ว่าจะในขั้นตอนไหนๆ ก็ตาม จะเรียกว่าเป็น สินค้าปลอดค่าคุ้มครองก็ยังได้
ดังนั้น ไม่ว่าเราจะซื้อ แยม กระถางต้นไม้ ชุดนอน หรือนาฬิกาข้อมือ จากห้างนี้
ก็สบายใจได้ว่า เราไม่ได้สนับสนุนการจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้มาเฟียทางอ้อม
สินค้าราคาถูก อาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่สินค้าที่ถูกต้อง สำคัญกว่า
ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้จะอยู่รอดปลอดภัยได้นานแค่ไหน ยังเป็นคำถาม
แต่สิ่งที่ไม่ต้องถามก็คือ หัวจิตหัวใจของคนที่กล้าออกมาชนกับระบบที่มันไม่ถูกต้อง
ผมเห็นด้วยกับพวกเขา คนเหล่านี้ต่างหากที่เรียกว่า ‘มีศักดิ์ศรี’
เรียน เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Posted by zcongklod on Apr 2, 2008
เมื่อ 45 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยเคยจัดทำหนังสือคู่มือศาสนาพุทธสำหรับนักเรียนไทยในต่างแดน
เรื่องนี้ผมอ่านมาจากคอลัมน์ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชที่เขียนไว้เมื่อปีพ.ศ. 2506
เนื้อเรื่องโดยสรุปก็คือ กระทรวงศึกษาธิการได้ค้นคว้าข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ทั้งสถานที่ เหตุการณ์ และหลักธรรม เพื่อจัดพิมพ์สำหรับนักเรียนไทยที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ
ที่มาก็คือ นักเรียนไทยในต่างแดนนั้นมักจะถูกชาวต่างชาติถามถึงเรื่องเมืองไทย ซึ่งตอบได้ไม่ยาก
แต่พอถูกถามถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา นักเรียนไทยจำนวนมากก็ตอบไม่ได้
เมื่อเจอปัญหานี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทางรัฐบาลก็เลยจัดทำคู่มือขึ้นมาเป็นตัวช่วย
เวลาผ่านไป 45 ปี ผมว่าพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ก็ยังประสบกับปัญหาเดิมๆ
อย่าว่าแต่นักเรียนไทยในต่างแดนเลยครับ ขนาดนักเรียนไทยในประเทศไทย
ผมก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะสามารถอธิบายเรื่องราวของศาสนาพุทธให้คนอื่นเข้าใจได้แจ่มแจ้ง
ผมคนนึงล่ะครับที่อธิบายไม่ได้
เหตุที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพราะว่าผมอยากเขียนเรื่องศาสนาของครับ
ผมอยากเขียนเรื่องชาติต่างหาก
ประเทศไทยที่เราคิดว่าเราเข้าใจ จริงๆ แล้วเราเข้าใจจริงหรือเปล่า
เวลาที่มีชาวต่างชาติมาคุยกับเราเรื่องบ้านเมืองไทย สิ่งที่เราตอบๆ ไปนะ มันถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
เพราะผมเชื่อว่า เราล้วนตอบไปตาม ‘ความเข้าใจ’ ผสม ‘ความคิดเห็น’ ของเรา
มากกว่าว่ากันตาม ‘ข้อเท็จจริง’
ศาสนาที่ว่ายากแล้ว ผมว่าเรื่องของชาติมันยากกว่าตั้งเยอะ
เรา ‘รู้จัก’ ประเทศไทยของเราดีแค่ไหน
และเรา ‘สนใจ’ อยากรู้จักประเทศไทยของเราแค่ไหน
ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยครับ
เพราะถ้าว่ากันตามความคิดพื้นฐาน คนไทยมันจะไม่รู้จักประเทศไทยไปได้ยังไง
จนกระทั่งได้เห็นโครงการ Jewish Farm School หรือโรงเรียนชาวนาของชาวยิว ที่อิสราเอลนี่แหละครับ
ผมถึงรู้สึกว่า ผมรู้จักประเทศไทยน้อยมาก
ที่นี่คือศูนย์ศึกษาธรรมชาติสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาสงบเงียบ ไร้ไฟฟ้า
อยู่ห่างจากเมืองเทลอาวีฟ และเยรูซาเล็มประมาณครึ่งชั่วโมง
กลุ่มเป้าหมายหลักของศูนย์แห่งนี้ก็คือ การเปิดโอกาสให้คนเมืองได้มาใช้ชีวิตในวันหยุด
เพื่อเรียนรู้และทำกิจกรรมมากมายในหลายเรื่องๆ เช่น บ้านดิน เกษตรอินทรีย์
การเลี้ยงสัตว์ และพลังงานทางเลือก เป็นต้น
โครงการทั้งหมดที่ทางศูนย์ขึ้นป้ายบอกไว้ ไม่มีอะไรโดนใจผมเท่า Shorashim – Roots
โครงการที่เปิดรับผู้สนใจอายุ 20-30 ปีจำนวน 10 คนเพื่อมาใช้ชีวิต 5 เดือนอยู่กับวิถีของธรรมชาติ
การเกษตร และความพอเพียง โดยเน้นให้เข้าถึงทั้งภูมิประเทศของอิสราเอล และจิตวิญญาณแบบชาวยิว
การเรียนรู้จะมาจากการลงมือทำ
ผู้ที่มาร่วมโครงการจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 เอเคอร์ของตัวเอง
เพื่อเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการจัดการดิน การปลูกพืช การออกแบบแบบดั้งเดิม ระบบนิเวศของชุมชน
การกักเก็บน้ำ ทักษะการทำหัตถกรรมเพื่อใช้ในครัวเรือน การปลูกและการใช้สมุนไพร
ประวัติศาสตร์การเกษตรของอิสราเอล
เห็นหลักสูตรของเขา แล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า เราเข้าใจเรื่องเหล่านี้ในเมืองไทยบ้างไหม
ถ้าเรายังไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตหลักของคนในประเทศ แล้วจะเรียกว่าเราเข้าใจประเทศได้ไหม
ถ้ามีหลักสูตรแบบนี้ในเมืองไทย ใครจะอยากไปร่วม
ในขณะที่ทุกคนกำลังพยายามก้าวไปข้างหน้า จะมีสักกี่คนที่สนใจอยากรู้ว่า เรามาจากไหนและตอนนี้อยู่ที่ไหน
ประเทศไทยคงไม่ใช่พื้นที่แค่ไม่กี่ตารางเมตรรอบๆ ตัวเรา
และประเทศไทยในความคิดของเรากับประเทศไทยที่เป็น อาจจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยก็ได้
คนไทยที่ไม่รู้จักประเทศไทยมีจริงครับ อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะครับ
แล้วคนไทยที่รู้จักประเทศไทยล่ะ คุณว่ามีจริงไหม
โลกต้องการเพื่อนเล่น
Posted by zcongklod on Feb 17, 2008

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ผมว่าเด็กยุคนี้ไม่ค่อยชวนโลกเล่นเหมือนเก่า
กิจกรรมความบันเทิงประเภทล้มลุกคลุกดินทราย
จับต้นไม้ใบหญ้ามาสมมติเป็นโน่นนี่
ดูจะไม่ยวนใจเท่าเกมคอมพิวเตอร์ที่สนุกแบบจับใจเด็กเสียอยู่หมัด
ถ้าให้ลิสต์ความแตกต่างระหว่างเกมคอมพิวเตอร์กับการวิ่งเล่นประสาเด็ก
ผมว่ากระดาษเต็มหน้าก็ไม่น่าจะพอ
แต่ถ้าถามถึงความเหมือน ผมคงตอบได้ด้วยประโยคสั้นๆ
เด็กทุกคนล้วนกำลังเล่นกับ ‘จินตนาการ’ เพียงแต่ว่าจะผ่าน ‘ของเล่น’ แบบไหนเท่านั้นเอง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่น มันคือเรื่องสมมติ เป็นเรื่องสมมติที่ไม่มีปัญหา
ถึงมีปัญหามันก็ไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหา และไม่มีอะไรน่ากลัว
นี่คือความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างการเล่นเล่นๆ กับ ทำจริงๆ
ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล
ประชากรจำนวน 1.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรในเมืองทั้งหมด
อาศัยอยู่ใน Favelas หรือ บ้านหลังเล็กๆ ของผู้มีรายได้น้อยที่กระจุกตัวกันเป็นชุมชนแออัด และมีทำเลอยู่บนภูเขา
จะเรียกว่าสลัมก็ไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ถึงกับผิดความหมายไปนัก
ริโอ เดอ จาเนโร เป็นเมืองมาเฟีย ที่อุดมไปด้วยสิ่งผิดกฎหมายนานาชนิด
แต่หนักสุดเห็นจะเป็นยาเสพติดซึ่งยั่วยวนใจเยาวชนดีเหลือเกิน
มันเป็นปัญหาทางสังคมที่หยั่งรากลึก
จนการลงมือ ‘ทำจริงๆ ‘ ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ยังไม่อาจเยียวยา
แต่ว่าปัญหานี้กลับแก้ได้ด้วยการเล่นเล่นๆ ของเด็กๆ
เมื่อ 10 ปีก่อนเด็กๆ ใน Favela ที่อยากจะเอาตัวเองให้อยู่ห่างๆ จากยาเสพติดทั้งการเสพและการขาย
มารวมตัวกันในตอนบ่ายหลังเลิกเรียน
เพื่อเอาเศษอิฐหักๆ มาเรียงต่อกันเล่นๆ ให้เป็นเมืองจำลอง ตามจินตนาการของเด็กๆ
บางวันก็สร้าง บางวันก็ซ่อมเมืองจำลองที่เสียหายเพราะถูกพายุฝนซัด
หรือไม่ก็ปัดกวาดเช็ดถูถ้ามันเปื้อนเปรอะ
พอได้เมืองจำลองที่มีทั้งบ้านและบาร์เป็นฉาก
พวกเขาก็เอาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาและรถของเล่นมาสร้างสถานการณ์สมมติเล่นกันเป็นที่สนุกสนาน
เช่น เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน การทำงานของผู้ใหญ่ การเล่นของเด็ก
รวมไปถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างตำรวจกับคนค้ายาเสพติด!
เด็กบางคน ชอบเล่นในสถานการณ์ซื้อขายบ้าน แต่เมื่อเพื่อนๆ ไม่สนใจ
เขาก็เลยต้องเปลี่ยนมาเล่นในฉากชกต่อยหน้าบาร์
หรือไม่ก็เล่นสมมติว่าจัดคอนเสิร์ต แบบใช้วิธีฮัมเพลงเอาเอง
เรื่องที่พวกเขาเอามาเล่น มันช่างจริงเสียยิ่งกว่าจริง
และที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือ
โครงการเมืองจำลองที่มีชื่อว่า Morrinho หรือ ‘ภูเขาน้อย’ ในภาษาโปรตุเกสแห่งนี้
ถูกตำรวจเข้ามาตรวจค้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ผลของการตรวจก็คือ ตำรวจตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น
เพราะมันคือการจำลอง favela อย่างละเอียดยิบแบบถูกต้องทุกรายละเอียด
บ้านทุกหลัง ทุกตรอกซอกซอย พิกัดไม่มีผิดเพี้ยน
ตำรวจสั่งให้รื้อเมืองจำลองพื้นที่ 300 ตารางเมตร แห่งนี้ทิ้งทันที
เพราะเข้าใจว่าคงทำไว้เพื่อใช้วางแผนสำหรับลงมือทำเรื่องผิดกฎหมายแน่ๆ
แต่สุดท้ายเด็กๆ ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า เมืองจำลองของพวกเขา
เป็นแค่ของเล่นที่พวกเขาทำขึ้นมาเล่นๆ เท่านั้นเอง
เมื่อปี 2544 มีคนเข้ามาทำหนังสารคดีเกี่ยวกับ Morrinho
ที่นี่เลยโด่งดังขึ้นมาและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในที่สุด
ในแง่ศิลปะ มันได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยม
จนถูกนำบางส่วนไปแสดงในเทศกาลศิลปะทั่วโลก
ในอีกแง่ มันทำหน้าที่เชื่อมระหว่างคนจนใน Favela กับคนชนชั้นกลางและคนรวยๆ ในเมือง
ทำมันให้คนภายนอกเห็นว่า ภาพของ Favela ที่ทุกคนมองว่ามีแต่โสเภณี ความรุนแรง ยาเสพติด และความจนนั้น
ไม่ได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด ที่นี่ยังมีศิลปะ และวัฒนธรรม
ตอนนี้ปัญหาความรุนแรงใน Favela ลดน้อยลงไปมากแล้ว
เพราะเจ้าหน้ารัฐเข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้มากขึ้น
เมืองจำลองที่ทำจากอิฐสีสันสดใสพวกนี้ก็ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงความสงบสุขเต็มแรง
ตอนนี้เด็กๆ และชาวชุมชนได้ตั้งองค์กรเล็กๆ ขึ้นมาดูแล Morrinho
ทั้งในเรื่องของการพานักท่องเที่ยวทัวร์ ไปจนถึง พางานไปทัวร์ในเทศกาลศิลปะต่างประเทศ
ทีมงานบางคนออกตัวว่า นี่ไม่ใช่งานศิลปะ มันเป็นแค่ของเล่นเด็ก
และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่
อยู่ดีๆ กองของเล่นเด็กก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
กลายเป็นงานศิลปะบรรลือโลก (อย่างที่หลายคนว่า)
และกลายเป็นพลังเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้
สงสัยว่าจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ซะแล้ว
อย่าหย่า
Posted by zcongklod on Jan 17, 2008

ในฐานะของผู้อ่าน, ผมล่ะชอบงานเขียนที่จับประเด็นแปลกๆ แบบคาดไม่ถึงเหลือเกิน
เหมือนจับแป๊ะมาชนแกะ แล้วเกิดเป็นเรื่องเป็นราวใหม่ๆ ขึ้นมา
จะว่ามั่วก็ไม่
มันน่าจะเป็นอะไรคล้ายๆ ว่า ทุกอย่างในโลกสัมพันธ์กันทั้งนั้น
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เพียงแต่เราจะหาความสัมพันธ์แบบไร้สายนั้นเจอหรือเปล่า
ขอยกสัก 2 ตัวอย่างนะครับ
ตัวอย่างแรก เป็นความแปลกที่ยังอยู่ในกรอบ
ในช่วงที่บ้านเมืองเรากำลังจะผลักดันให้เลข 8 มานำหน้าหมายเลขโทรศัพท์มือถือของทุกคน
สื่อต่างๆ ก็รายงานข่าวกันไป
มีทั้งข่าวร้านที่รับปรับเบอร์ให้
ข่าวผู้ใช้ที่รู้สึกไม่สะดวก
แต่มีนักข่าวโทรทัศน์รายการหนึ่ง มองเหตุการณ์นี้ผ่านร้านรับทำนามบัตร
เขาถือไมค์เข้าไปสัมภาษณ์ร้านรับทำนามบัตรในมาบุญครองว่า
มีคนมาเปลี่ยนนามบัตรมากน้อยแค่ไหน
เจ้าของร้านต่างพากันตอบว่า เยอะมาก
จบข่าว
ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่า มันเกี่ยวกันไหม
หรือเป็นประเด็นหรือเปล่าในทางข่าว
แต่ผมชอบมาก
ขอแสดงความนับถือนักข่าวท่านนั้นไว้ ณ ที่นี้
อีกเรื่อง เป็นความแปลกแบบนอกกรอบ
มองเผินๆ เหมือนจะเป็นความคิดบ้าบอ
แต่มองดีๆ มันก็มีเหตุผล
เรื่องนี้จั่วหัวขึ้นมาว่า อย่าซื้อโคเคน
ผมว่าก็ไม่น่าแปลก
เพราะด้วยเหตุผลทางกฎหมายและศีลธรรมก็บอกเราทนโท่อยู่แล้ว
เขาว่า อย่าซื้อโคเคน เพราะว่ามันเท่ากับเราสนับสนุนการค้าที่ไม่เป็นธรรม
แล้วก็ร่ายต่อว่า เกษตรกรผู้ผลิตได้รับส่วนแบ่งเพียงกระจิ๋วหลิวจากราคามหาแพงของมัน
เช่นเดียวกับกาแฟ โกโก้ ข้าว อะไรทำนองนั้น
แล้วก็สรุปจบลงตรงที่ เราควรสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรม
เขาไม่ได้หมายถึงโคเคน
แต่หมายถึงสินค้าทางการเกษตรทั้งหมด
เพียงแต่ยกโคเคนขึ้นมา ‘ออกแขก’ เรียกผู้อ่านเท่านั้น
เวลาได้อ่านเรื่องแบบนี้ทีไร เป็นรู้สึกคันง่ามสมอง
อยากยืดเส้นยืดสายบิดรอยหยักสมองสักสองสามที
ผมเพิ่งได้อ่านข่าวที่จับประเด็นแบบคาดไม่ถึงอีกแล้วครับ
เขาว่า การหย่าร้างนั้นไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เป็นประเด็นที่ใหม่มากครับ
ในยุคนี้ที่ไม่ว่าจะทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวอะไร
เราล้วนสนใจในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น
หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบางอย่างแล้วช่วยเหลือโลกได้
คนที่ไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป ก็มักจะทำ
ยุคนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นตามระดับน้ำทะเล
เป็นไปได้ว่า คนยุคนี้ ความอดทนต่ำลง
หรือไม่ก็มองว่า การหย่าร้างนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวในชีวิตคู่
ไม่ใช่การล่มสลายของสถาบันครอบครัว
เป็นเพียงแค่การถอยหนึ่งก้าว เพื่อก้าวไปข้างหน้าต่อไป แบบทางใครทางมัน
ผมนึกถึงวรรคทองของคุณหมอประเวศ วะสี
ที่นิยมบอกกล่าวกับคู่บ่าวสาวในวันแต่งงานว่า
เวลามีปัญหาชีวิตคู่ระหองระแหง อย่าใช้เหตุผลแก้ปัญหา ให้ใช้ความรัก
ถ้าความรักไม่อาจเยียวยา ก็ยังมีความรับผิดชอบต่อโลกที่อาจช่วยรักษาได้
อย่าเพิ่งใช้เรียกใช้ทนายความ
เนื่องด้วยผมยังไม่เคยแต่งงาน
เลยยังอยู่ห่างไกลการหย่าร้างอย่างเข้าใจไม่ถ่องแท้
แต่เท่าที่ฟังๆ มา เขาก็ว่า
การหย่าร้างนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สู้จะดีนักต่อลูก ต่อสถานะทางการเงิน ต่อความเชื่อทางศาสนา
และล่าสุด ต่อโลก
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการหย่าร้าง นั้นหมายความว่า
จากหนึ่งก็จะกลายเป็นสองครอบครัว
ความต้องการที่อยู่อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เอาแค่สหรัฐอเมริกาในปี 2548
ครอบครัวที่สามีภรรยาแยกทางกันไป ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล
พวกเขาใช้ไฟฟ้ามากกว่าตอนที่อยู่เรียงเคียงคู่กันถึง 73 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง
และใช้น้ำเพิ่มขึ้นถึง 2.85 ล้านล้านลิตร
ในส่วนของที่อยู่อาศัย ก็ต้องการห้องพักเพิ่มขึ้นอีก 38 ล้านห้อง
ซึ่งแต่ละห้องนั้นต้องบวกเข้าไปด้วยพลังงานสำหรับการทำความร้อนด้วย
นั่นแค่อเมริกาประเทศเดียวนะ แล้วถ้าคำนวณกันทั้งโลกล่ะ
เครื่องคิดเลขจะเหนื่อยแค่ไหน
บางคนสรุปว่า การหย่าร้างนั้นนำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
แต่บางคนก็ว่ามากกว่านั้น
เพราะเด็กๆ ที่โตมากับครอบครัวที่พ่ออยู่ทางแม่อยู่ทาง
มีแนวโน้มว่าพวกเขาอยากจะแยกตัวออกมาอยู่เองคนเดียวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
หากคนที่ตอนนี้ชีวิตแต่งงานไม่สู้ดี ลองคิดดูดีๆ
ส่วนคนที่อยากมีชีวิตคู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร จะหาเหตุผลอะไรมาโน้มน้าว
คุณรู้วิธีแล้วใช่ไหม?
ชวนยุ่งเรื่องชาวบ้าน
Posted by zcongklod on Jan 10, 2008
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
รายการประเภท ‘เรียลิตี้ทีวี’ ได้เปลี่ยนแปลงหน้าตาของวงการโทรทัศน์ไปพอสมควร
และดูเหมือนว่าไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบของรายการโทรทัศน์เท่านั้น
มันยังเปลี่ยนพฤติกรรม รสนิยม และทัศนคติของผู้ชมและผู้ไม่ได้ชมไปด้วย
ผู้ชมที่ชมก็บอกว่า มันเป็นรายการที่สนุกสมจริงยิ่งกว่ารายการไหนๆ
ผู้ที่ไม่ชมก็ด่าว่า มนุษย์เราสมควรจะได้ครอบครองความเป็นส่วนตัวบ้าง
ก็นานาจิตตังครับ
เช่นเดียวกับนโยบายติดกล้องวงจรปิดจำนวนมหาศาลตามที่สาธารณะ
เพื่อเฝ้าระวังการก่อการร้ายในอเมริกาและหลายประเทศในยุโรป
ก็โดนวิจารณ์เช่นเดียวกัน
บ้างก็ว่า เราสมควรต้องช่วยกันสอดส่อง
บ้างก็ว่า เรากำลังสูญเสียความเป็นส่วนตัวยิ่งกว่ายุคใดๆ ในประวัติศาสตร์
ก็นานาจิตตังเช่นกันครับ
แต่ไม่ว่ารายการเรียลิตี้โชว์จะดีหรือจะชั่ว
รายการส่วนใหญ่ก็มักถูกมองว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เป็นรายการเบาๆ ที่กระตุ้นอารมณ์ แต่ไม่ค่อยประเทืองปัญญา
และผู้ชมก็มักจะโดนเหมารวมว่าเป็นกลุ่มเดียวกับผู้สนใจติดตามเรื่องราวความเป็นไปของชาวบ้าน
เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรคงต้องไปพิสูจน์กันอีกทีครับ
โลกนี้ไม่ได้มีแค่สีขาวและสีดำ
เรียลิตี้ทีวีก็ใช่ว่าจะมีแค่แง่มุมเดียว
เพราะล่าสุด มันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องปรามอาชญากรรม
ในย่าน Shoreditch ทางลอนดอนตะวันออก ซึ่งถือกันว่าเป็นดงที่มิจฉาชีพดกมาก
การติดตั้งกล้องวงจรปิดนั้นช่วยแก้ปัญหาไปได้แค่ครึ่งเดียว
เพราะถึงจะบันทึกภาพจากทุกมุมเมืองได้
ก็ใช่ว่าจะมีกำลังตาเพียงพอที่จะมาคอยจ้องภาพจากจอมอนิเตอร์อยู่ดี
ทางการเขาเลยทดลองเอาภาพจากกล้องวงจรปิดทั่วเมืองนั้นมาแพร่ภาพแบบสดๆ
ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเข้าสู่จอโทรทัศน์ตามบ้านคน
ให้ได้ดูกันประหนึ่งรายการเรียลิตี้โชว์เลยทีเดียว
ความตั้งใจของผู้จัดก็คือ
ต้องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของประชาชน
โดยให้ชาวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมสอดส่องดูแลกันเองด้วยอีกแรง
ผลจากการสำรวจออกมาว่า
ประชาชนค่อนข้างชื่นชมกับโครงการนี้
เพราะทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
เพราะรู้ว่ามีใครบางคนคอยใช้สายตาตรวจตราสอดส่องอยู่
และน่าจะทำให้อาชญากรเข็ดขยาดหวาดกลัวมากขึ้น
นอกจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยแล้ว
เหตุผลทางความบันเทิงก็ดูจะสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีความสุขกับการนั่งบนโซฟาเปิดทีวีดูภาพสดๆ จากถนนหนทางในเมือง
สังเกตผู้คนที่เดินไปมา ว่ามีเหตุการณ์ร้ายๆ อย่าง ทำร้ายร่างกาย จี้ปล้น ขมขืน เกิดขึ้นกับพวกเขาหรือไม่
หากสงสัยว่ามันสนุกตรงไหน
อันนี้คงต้องไปถามแฟนๆ รายการเรียลิตี้ดู
แต่ถ้าถามว่า มันสนุกกว่ารายการเรียลิตี้อื่นๆ จริงหรือ
อันนี้ต้องบอกว่า มันมีเรตติ้งดีกว่า Big Brother เสียอีก
จนมีคนแซวกันว่า เราคงไม่ต้องไปเสียเงิน เสียเวลา จัดฉาก
สร้างสถานการณ์เพื่อให้ได้ความเป็นธรรมชาติของชีวิตประจำวันของคนแล้วมั้ง
เพราะยังไงของจริงก็ดีกว่า เพราะมันจริงเสียยิ่งกว่าจริง
เมื่อถามถึง ความเป็นส่วนตัวของชีวิตคนในชุมชน
ก็มีคำตอบว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดมันไม่ได้ชัดแจ๋วเหมือนภาพที่ถ่ายจากกล้องโทรทัศน์แบบรายการเรียลิตี้
เราไม่สามารถเห็นรายละเอียดของคนในจอได้ชัดเจนนัก
แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นที่ไหน
และจากการที่ไม่มีคนออกมาร้องเรียนเรื่องการสูญเสียสิทธิความเป็นส่วนตัว
ก็น่าจะประเมินได้ว่า คนส่วนใหญ่ค่อนข้างชอบ
ถึงขนาดว่า ขอดูภาพที่เห็นรายละเอียดชัดกว่านี้อีกสักหน่อยได้ไหม
ตกลงว่า โครงการนี้ทำขึ้นมาเพื่อความบันเทิงหรือเพื่อความปลอดภัยกันแน่
ผลทางด้านความบันเทิงนั้นยังไม่มีคนไปวัด
แต่มีตัวเลขรายงานว่า ตลอดระยะเวลา 6 เดือน
ตั้งแต่มกราคม-มิถุนายน 2550 ที่รายการนี้ทดลองออกอากาศ
มีคนโทรเข้ามาแจ้งเรื่องคนพ่นกราฟิตี้เพิ่มขึ้น 600 เปอร์เซ็นต์
และแจ้งเรื่องคนทำลายทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 200 เปอร์เซ็นต์
เมื่อมันประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทางการเขาก็เตรียมจะเปิดแถลงข่าวซีซั่น เอ้ย! เฟส 2
ในช่วงเดือนมกราคม 2551 และเตรียมที่จะขยายผลไปใช้ทั่วประเทศด้วย
ดูๆ ไปก็คล้ายกับรายการลูกผสมระหว่างเรียลิตี้ทีวีกับรายการร่วมด้วยช่วยกัน
รายการนี้ไม่ต้องส่ง SMS มาโหวตหรือคุยกัน
แต่ถ้าพบเห็นสิ่งผิดปกติเมื่อไหร่ ต้องรีบคว้าโทรศัพท์กดเข้ามารายงานทันที
ทุกสายที่โทรเข้ามา ไม่ได้ช่วยจูงมือให้ผู้แข่งขันรายไหนๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ชนะ
แต่ช่วยปกป้องเพื่อนบ้านของเราจากเหล่ามิจฉาชีพ
นั่นหมายความว่า เราสามารถช่วยทำให้ชุมชนของเราดีขึ้นได้
เพียงแค่นั่งดูรายการเรียลิตี้
เราต่างยืนอยู่บนตีนเขา (คนละข้าง)
Posted by zcongklod on Jan 8, 2008

เวลาที่เดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง โดยเฉพาะดินแดนที่มีวิถีชีวิตล้ำหน้ากว่าเรา
เรามักจะตื่นตาตื่นใจกับความก้าวล้ำนำสมัยนานาชนิด
ราวกับได้เดินทางไปยังโลกอนาคต
และเมื่อชาวโลกอนาคตเดินทางมายังดินแดนโลกที่สาม
พวกเขากลับสนใจในเรื่องพื้นฐานทางธรรมชาติที่แสนจะธรรมดา
แต่ว่าเขาไม่เคยเห็น
อย่างเช่น เคยมีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งบอกผมว่า
เขาชอบกินข้าวแต่ไม่รู้ว่านาข้าวเป็นอย่างไร
ดื่มชาทุกวันแต่ไม่เคยเห็นใบชา
เติมน้ำตาลแต่นึกภาพต้นอ้อยไม่ออก
เขารู้แค่ว่า ชาอยู่ในซอง ส่วนน้ำตาลนั้นเป็นเกล็ดอยู่ในกล่อง
เขาว่าชีวิตของเขามันสำเร็จรูปมาก
และอิจฉาพวกเราที่อยู่กับชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็นชีวิต
เมื่อไม่นานมานี้ มีชาวอังกฤษคนหนึ่งถามผมว่า
คนไทยเราเพาะปลูกอาหารทานเองมากแค่ไหน
ผมตอบไปว่า เกินครึ่งประเทศ เพราะไทยแลนด์เป็นแดนเกษตรกรรม
เขาส่ายหน้าบอกว่าไม่ใช่ เขาหมายถึง คนในกรุงเทพฯ เท่านั้น
ผมตอบว่า เขตชานเมืองกรุงเทพฯ ก็พอจะมีเกษตรกรปลูกผักปลูกผลไม้อยู่บ้างเหมือนกัน
อิงลิชชนคนนั้นยังคงส่ายหน้าไหวๆ แล้วเจาะจงตรงที่ คนชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
หนุ่มสาว ชาวออฟฟิศ นิยมปลูกพืชผักกินเองมากน้อยแค่ไหน
ไม่ต้องเสียเวลาคิด ผมตอบเขาไปว่า ศูนย์เปอร์เซนต์กว่าๆ
เราเป็นประเทศเกษตรก็จริง แต่คนในเมืองนั้นไม่น่าจะเหลือสัญชาตญานของเกษตรกรแล้ว
อย่าว่าแต่ปลูกพืชผักผลไม้เลย
ในรอบห้าปีสิบปีมานี้ คนจำนวนมากไม่เคยจับจอบกอบดินปลูกต้นไม้สักต้นเลยด้วยซ้ำ
สุภาพสตรีชาวอังกฤษนางนั้นบ่นว่าน่าเสียดาย แล้วเล่าว่า
ตอนนี้คนจำนวนมากในอังกฤษกำลังสนุกสนานกับการปลูกพืชผักผลไม้
แต่ไม่ได้ปลูกในสวนหลังบ้านหรอกนะ เพราะคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ
ซึ่งไม่มีที่ทางเพียงพอสำหรับการปลูกต้นไม้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง
พวกเขาใช้วิธีเช่าที่ดินมาปลูกต้นไม้กัน
Allotment คือพื้นที่ที่เปรียบไปก็เหมือนนิคมอุตสาหกรรมสำหรับเกษตรกรรม
คือเป็นที่ดินแปลงใหญ่ที่เจ้าของเขาซอยแล้วปล่อยให้ลูกค้ารายย่อยมาเช่าเพื่อเพาะปลูกพืชผักแบบสมัครเล่น
Allotment เป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับเกาะอังกฤษมาพันปีแล้ว
ตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยังเลี้ยงประเทศด้วยเกษตรกรรม
สมัยนั้น พื้นที่ของ Allotment ถูกแบ่งให้กับชาวบ้านได้เข้ามาอาศัยเพาะปลูกเลี้ยงชีพ
เดิมทีเจ้าของที่คือรัฐบาล บ้างก็เจ้าขุนมูลนาย
พอเวลาเปลี่ยน กลุ่มคนที่มาใช้พื้นที่เหล่านี้ก็เปลี่ยน
จากเกษตรกรรายย่อย มาสู่ชาวบ้านชาวเมืองที่เพาะปลูกแบบพอมีพอกิน
ยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร
ก็เพิ่มความต้องการที่ดินจาก Allotment เพื่อเอามาเพาะปลูกอาหารประทังชีพ
หรืออย่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
รัฐบาลก็ถึงกับออกแคมเปญ ‘Dig for Victory’ ชวนคนมาปลูกผักผลไม้เอามาใช้เป็นเสบียงในยามสงคราม
พอสงครามสิ้นสุด บ้านเมืองสงบสุข
ความต้องการที่ดินเอาไว้เพาะปลูกก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ
เจ้าของที่จำนวนมากทนความยั่วยวนของราคาที่ดินไม่ไหว
จึงยอมตัดใจขายที่เอาไปสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย
จากที่เคยมีพื้นที่ Allotment ทั่วอังกฤษถึง 1.4 ล้านแปลง ตอนนี้เหลือไม่ถึง 3 แสนแปลงเท่านั้น
โดยองค์กรที่เป็นเจ้าของก็ยังเป็นกลุ่มเดิมๆ คือรัฐบาลท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ (อาทิการรถไฟ) องค์กรต่างๆ และคริสตจักร
หญิงสาวชาวอังกฤษคนนั้นบอกผมว่า
เธอเช่า Allotment ขนาดมาตรฐานประมาณ 250 ตารางเมตร อยู่ 2 แปลง
หุ้นกันกับแฟน สนนราคาค่าเช่าก็มีตั้งแต่ 8-80 ปอนด์ต่อปี
แต่เฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 20-40 ปอนด์ต่อปี โดยมีส่วนลดให้สำหรับคนที่ไม่มีรายได้ และคนสูงอายุ
แต่ตอนนี้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาเช่าได้ง่ายๆ เพราะมีคนลงชื่อต่อคิวกันยาวเหยียด
หากเจ้าของเดิมไม่เลิกเช่า เราก็ไม่มีสิทธิเข้าไปเสียบ
เธอร่ายชื่อพันธุ์ผัก พันธุ์ผลไม้ให้ผมฟังเป็นชุด ว่าในไร่ของเธอมีอะไรบ้าง
เรียกว่าอยากปลูกอะไรก็ปลูกไปเถอะ และถ้าเจ้าของเก่าเขาปลูกต้นไม้ยืนต้นทิ้งไว้
เมื่อเราไปเช่าต่อ ก็จะได้รับมรดกต้นไม้นั้นมาด้วย สามารถเก็บกินได้ตามใจชอบ
เธอว่า บางคนก็เต็มที่ถึงขั้นเลี้ยงไก่ เลี้ยงผึ้งกันในพื้นที่นั้นเลย
หญิงสาวจากเมืองน็อตติ้งแฮมคนนี้เล่าต่อว่า เธอปลูกเอง แต่ว่าไม่ได้ดูแลเอง
เธอจ้างคนแก่ที่เกษียณแล้วมาช่วยกำจัดวัชพืช รดน้ำ พรวนดินให้
เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอมีเวลาว่าง เธอก็จะมานั่งเล่นนอนในไร่ของเธอ
ผู้ใช้บริการของ Allotment ส่วนใหญ่เป็นคนที่ใส่ใจในสุขภาพ และอะไรๆ ที่เป็น ‘ทางเลือก’
เป็นงานอดิเรกที่ได้ออกกำลังกาย และมีอาหารสดๆ ที่ปลอดสารเคมี ปลอดจีเอ็มสด เป็นของแถม
ตอนนี้ใครๆ ก็อยากมีต้นไม้เป็นของตัวเองทั้งนั้น
โดยเฉพาะชายสูงวัยที่ใช้เป็นข้ออ้างในการออกจากบ้าน
หรือ Allotment ที่ทำขึ้นมาสำหรับเด็กอย่างเดียวก็ยังมี
มันจะช่วยทำให้เด็กๆ ได้รู้ว่าที่มาของอาหารมาจากไหน
ได้ดูการเจริญเติบโตของต้นไม้ ได้อยู่ห่างจากอาหารขยะ
และได้ใช้เวลาอยู่กลางแจ้งบ้างแทนที่จะอยู่หน้าทีวีอย่างเดียว
ถ้าได้คลิกเข้าไปที่ www.allotment.org.uk คงจะเห็นว่า
มีการรวมตัวกันเป็นชุมชนของชาวสวนสมัครเล่น
มีการอวดรูปพืชผักของตัวเอง ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ในเรื่องการเกษตร
หรือถ้าต้องการความช่วยเหลือในเรื่องเมล็ดพันธุ์ แมลง โรค ปุ๋ย จากผู้เชี่ยวชาญ ก็มีบริการให้
และด้วยความที่เป็นการเกษตรแบบไม่หวังผลกำไร
ทุกอย่างที่นำมาเสนอขายกันจึงเน้นเรื่องของความปลอดภัยและจริยธรรม มากกว่าจำนวนผลผลิต
หญิงสาวชาวอังกฤษคนนั้นยังแปลกใจไม่หาย
เมืองไทยเป็นประเทศเกษตรแท้ๆ แต่ทำไมเราถึงไม่คิดจะปลูกต้นไม้กัน
ผมว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนคนอังกฤษก็คงเป็นประเทศเกษตรเหมือนบ้านเรานี่แหละ
แล้วเขาก็ค่อยๆ ไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ พัฒนาตัวเองหนีเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ
พอขึ้นถึงยอดเขา เขาก็ไต่กลับลงมาหาต้นไม้ใบหญ้าอีกครั้งทีที่ตีนเขา
ส่วนเรา ชนชาวเกษตรซึ่งยังคงอยู่ตีนเขา
เราคงกำลังคิดไต่เขาตามก้นคนที่ปีนก่อนหน้า
โดยหารู้ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะตามก้นเขากลับลงมายืนที่ตีนเขา
ที่ที่เรายืนอยู่ตั้งแต่แรก
ตอนนี้ เราต่างยืนอยู่บนตีนเขา แต่ว่าคนละข้าง
ชาวบ้านผ่านศึก
Posted by zcongklod on Dec 13, 2007


คุณย่าของผมเป็นทหารผ่านศึกครับ
ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นศึกสงครามครั้งไหน
แต่บัตรทหารผ่านศึกชั้น 3 ที่ท่านถืออยู่ยืนยันว่า ท่านไม่ได้อำผมเล่น
ตอนเด็กๆ ผมเคยเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า
คุณย่าของผมเป็นทหารหาญสะพายปืนลุยกับข้าศึกที่มารุกราน
แต่วันเวลาผ่านไป ผมถึงเข้าใจว่า
บัตรผ่านศึกของคุณย่านั้นได้มาจาก
การอยู่แนวหลังในคลังเสบียง และหน่วยพยาบาล
ไม่ได้ออกรบเป็นทหารเดนตายอย่างที่เห็นในหนัง
การมีบัตรทหารผ่านศึกชั้น 3 อยู่ในกระเป๋า อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
ท่านนิยมใช้บริการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก
นั่นเลยเป็นเหตุที่ทำให้ผมได้เดินสวนกับทหารผ่านศึกที่มีอวัยวะไม่ครบ 32 อยู่บ่อยๆ
เด็กๆ อย่างผมรับรู้ความโหดร้ายของสงครามได้มากที่สุด
ก็จากในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกนี่แหละครับ
ผมไม่คิดว่าสวัสดิการที่ทหารผ่านศึกผู้สูญเสียอวัยวะให้กับสงครามได้รับจะคุ้มค่า
แต่ก็ยังถือว่าดีกว่า ‘ชาวบ้าน’ ผู้ผ่านศึกเป็นไหนๆ
สงครามสิ้นสุด ทหารผ่านไป ชาวบ้านผ่านมา แล้ววันดีคืนดีก็สะกิดไปโดนกับระเบิด
โชคดีก็เสียแค่อวัยวะ โชคร้ายก็ไปทั้งชีวิต
ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าชาวบ้านโชคร้ายผู้บังเอิญผ่านไปสะกิดโดนเศษซากสงครามนั้น
ได้รับการดูแลต่างจากทหารผ่านศึกยังไงบ้าง
การรณรงค์เรื่องปัญหากับระเบิดตกค้างนั้นเป็นเรื่องใหญ่ในหลายประเทศ
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นประเทศกำลังพัฒนาทั้งนั้น
เพราะประเทศมหาอำนาจเขาไม่รบกันในแดนตัวเองหรอก
แล้วเสียงของการรณรงค์เรื่องกับระเบิดนั้นก็ดูจะแผ่วเบาเสียเหลือเกิน
การพูดถึงผลกระทบจากกับระเบิดที่ตกค้างนั้นเป็นเรื่องอ่อนไหว
หากนำเสนอแต่ข้อมูลก็ดูจะไร้สีสัน ไม่มีน้ำหนัก
แต่ถ้าเอาเหยื่อที่กลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากการเหยียบกับระเบิดมารณรงค์
\มันก็จะกลายเป็นเรื่องหนักอึ้งที่ชวนหดหู่ และอยากคว้ารีโมตมาเปลี่ยนช่องหนี
ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องควรพูด เป็นเรื่องควรรู้ เป็นเรื่องควรนำเสนอให้เข้าไปถึงใจ
แต่ไม่ควรทำให้หดหู่
แล้วจะทำยังไง
ผมชอบแนวคิดของโครงการ Miss Landmine จากประเทศแองโกลามาก
มันตอบทุกโจทย์ได้อย่างลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่า นี่คือการประกวดนางงาม
แต่มันไม่เหมือนกับการประกวดนางงามในเวทีไหนๆ
เพราะเขารับแต่ผู้สมัครที่พิการจากกับระเบิดทั้งนั้น
โครงการนี้ไม่ได้เน้นการโชว์เนื้อหนังมังสาของผู้หญิง
แต่เขาต้องการนำเสนอชีวิตของผู้สูญเสียจากกับระเบิด
และเป็นชีวิตของคนที่สื่อจะน่าอยากเขียนถึงมากกว่าเขี่ยลงตะกร้า
ก็เลยเป็นที่มาของผู้สมัครทั้ง 10 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 22 ถึง 33
บางคนก็มีลูกเต้าเป็นโขยงแล้ว
ในทัศนะของคนทั่วไป ผู้พิการเหล่านี้ดูยังไงก็คงไม่น่ามอง
นั่นก็เลยทำให้เวลาที่พวกเธอพูดอะไร มันพลอยไม่น่าฟังไปด้วย
แต่โครงการนี้ไม่ใช่แบบนั้น
โครงการนี้อยากสนับสนุนเกิดความภูมิใจในกลุ่มของสตรีและคนพิการ
อยากให้เปลี่ยนจากการใช้คำว่า ‘เหยื่อ’ เป็น ‘ผู้รอดชีวิต’
อยากตั้งคำถามกับ ‘ความสมบูรณ์ของร่างกาย’ ว่าคืออะไรกันแน่
อยากให้คนมองถึง ‘ความงาม’ ที่แท้จริง
และสุดท้าย
ต้องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องปัญหากับระเบิดไปทั่วโลก
ผู้สมัครจึงถูกจับมาแต่งองค์ทรงเครื่องและถ่ายรูปออกมาได้ดูดีราวกับอยู่ในหนังสือแฟชั่น
แล้วเปิดให้โหวตกันที่ www.miss-landmine.org ไปจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า
รวมถึงทำนิทรรศการโครงการนี้ไปตระเวนจัดแสดงตามประเทศต่างๆ
พวกเธอก็เลยกลายเป็นทูตของผู้รอดชีวิตจากกับระเบิดที่ใครๆ ก็สนใจ
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในโครงการนี้ก็คือ สโลแกนของโครงการที่ว่า
Everybody has the right to be beautiful.
คิดไปได้ต่างๆ นานาเลยนะครับ
สำหรับผู้ที่ยังอยู่ดีมีสุข ก็คงหมายความว่า
เราต้องมีสิทธิที่จะอยู่อย่างปลอดภัย
ส่วนผู้ที่พลาดพลั้งเสียทีให้กับกับระเบิด คงหมายถึง
ความสวยเขาวัดกันข้างใน ไม่ใช่แค่ความสมบูรณ์ของร่างกายภายนอก
ในเมื่อไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ ชาวบ้านผ่านศึกก็ต้องหาทางดูแลตัวเองกันแบบนี้แหละครับ
ขออภัยที่มิได้เรียนเดินด้วยตัวเอง
Posted by zcongklod on Dec 4, 2007

ทั้งป้ายชื่อคนและป้ายชื่อต้นไม้ ผมว่ามันคล้ายกัน
ความรู้สึกวาบแรกเวลาเห็นป้ายชื่อที่ติดอยู่เหนือหน้าอกมนุษย์
และป้ายชื่อต้นไม้ที่แปะปักอยู่ตามโคนต้น
ผมว่ามันขัดหูขัดตายังไงพิกล
เป็นไปได้ว่าผมคงไม่ชอบการตีตรา และการพยายามสร้างสัมพันธ์แบบเหมาโหล
ฝืนยืนยิ้มใส่ทุกคน
พอได้จิบน้ำสักแก้ว แล้วมาลองมองอีกที ผมกลับชอบ ‘ป้ายชื่อ’
ผมว่ามันทำให้ คนกับคน หรือคนกับต้นไม้ ได้ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
มนตราที่วิเศษสุดของป้ายชื่อก็คือ
มันสามารถเสกคนหรือต้นไม้ที่ไม่เคยมีตัวตน ให้ปรากฏกายอยู่ในสายตาได้
อย่างที่ตำราว่าไว้ กว่าจะ ‘รัก’ กันได้ มันต้องเริ่มต้นจากการ ‘รู้จัก’
เมื่อรู้จักเราก็จะ ‘เข้าใจ’
เมื่อเข้าใจเราก็จะ ‘เห็นคุณค่า’
นั่นแหละจะนำมาซึ่งความรักอันอยู่ยั้งยั่งยืนยง
สำหรับมนุษย์ปุถุชนที่ไม่ใช้หมอดูผู้ชำนาญการดูเนื้อคู่จากชื่อ
ป้ายชื่อคงทำให้เรารักกันไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็สามารถพาเราเข้าสู่บันไดขั้นแรก
มันช่วยให้เรารู้จักกันได้ ผมคงนิยมชมชอบมันด้วยเหตุผลนั้น
ในจังหวะที่ผมกระดกน้ำแข็งก้นแก้วเข้ากระพุ้งแก้ม
ผมรู้สึกว่า ถ้าเลือกได้ ผมก็ไม่อยากเห็นการติดป้ายชื่อ ทั้งชื่อคนและต้นไม้
ผมเคยตั้งข้อสังเกตเล่นๆ ว่า นับวันเรายิ่งรู้จักต้นไม้น้อยลงเรื่อยๆ
ไม่ต้องว่ากันไกลถึงต้นไม้ในป่าทุนดร้า ไทก้า ป่าดงดิบ หรือป่าเบญพรรณ
เอาแค่ต้นไม้ในเมืองที่เราเดินผ่านทุกวัน เรารู้จักมันสักกี่ต้น
และไม่ต้องรู้จักลึกซึ้งถึงวงศ์วานว่านเครือหรือนิสัยใจคอ
คนส่วนใหญ่รู้จัก ‘ชื่อ’ ต้นไม้รอบๆ ตัวถึงครึ่งไหม
ผมว่าไม่ถึง
ในเมื่อเรายังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของมัน แล้วเราจะนึกรักหวงห่วงมันได้ยังไง
ผมเลยชอบกิจกรรมของกลุ่ม LEAF (Local Enhancement and Appreciation of Forests)
ที่มีชื่อว่า Toronto Tree Tours
เขารับจัดทริปขนาดย่อมพาผู้สนใจไปเดินดูต้นไม้กัน
ไม่ได้เข้ารกเข้าพงเข้าดงเข้าป่าที่ไหน เขาเดินดูต้นหมากชี้รากไม้กันในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดานี่แหละ
ผมว่าเป็นกิจกรรมที่แปลกดี
ที่ผ่านมาผมเคยได้ยินแต่การพาคนเข้าไปเดินในป่าเพื่อศึกษาธรรมชาติ
หรือถ้าเป็นในเมือง ก็เห็นจะมีแค่เดินดูนก ไม่ก็เดินดูย่านชุมชนเก่าเยี่ยมวัดวาอาราม
ผมนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่า การพาคนไปเดินป่าคอนกรีตนั้น เขาจะชี้ชวนกันดูอะไร
แล้วต้นไม้ในเมืองน่ะ มันมีเสน่ห์พอจะทำให้คนรู้สึกคุ้มค่ากับการมาเดินดูจริงๆ หรือ
ผมว่าไม่ ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะมาถ่ายรูปคู่กับดอกไม้อะร้าอร่ามแบบงานพืชสวนโลก
และผมว่าใช่ ถ้าเราอยากมองหาความงามจากสิ่งใกล้ตัวที่เราไม่เคยเห็นมัน
กลุ่ม LEAF เขาพาผู้สนใจเดินทัวร์ดูต้นไม้ในย่านชุมชน
อารมณ์เดียวกับกิจกรรมเดินชมชุมชนทั้งหลาย
เพียงแต่เขาเน้นไปที่เรื่องราวของต้นไม้ในชุมชนนั้นๆ ว่าต้นนี้มันพันธุ์อะไร
มีลักษณะที่น่าสนใจยังไง
และชักชวนกันให้ซักถามประวัติที่มาที่ไปของต้นไม้เหล่านี้จากคนในชุมชน
รวมไปถึง การให้ความรู้เรื่องความสำคัญของต้นไม้ในเมือง
และวิธีการดูแลรักษาต้นไม้ในป่าคอนกรีต
และเพื่อให้ข้อมูลที่น่าสนใจเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปมากที่สุด
พวกเขาจึงจับข้อมูลเรื่องต้นไม้ในชุมชนมาลงในเว็บไซต์ www.treetours.to
พร้อมแผนที่สุดสวยที่พร้อยไปด้วยพิกัดของต้นไม้
รวมถึงรูปถ่ายและคำอธิบาย ให้อารมณ์ละม้ายคล้ายเดินดูเอง
น่าวงเล็บต่อท้ายว่า (ขออภัยที่มิได้เรียนเดินด้วยตัวเอง) มากๆ
ที่น่าแปลกก็คือ ต้นไม้ที่เราเห็นกันนั้นมันไม่ได้สะสวยอะไรนัก
มันก็ต้นไม้ธรรมดาๆ ที่ธรรมดาจนไม่รู้ว่าจะธรรมดายังไง
แต่ผมเดาว่าความธรรมดามันน่าจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ
เมื่อเราได้รู้จักพวกมันมากขึ้น ต้นไม้แต่ละต้นนั้นมีที่มาที่ไปว่าใครปลูก
ขอโทษเถอะ คนที่ปลูกนั่นก็คุณลุงคุณป้าในชุมชนนั่นแหละ
เป็นสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่มีทางปรากฏชื่ออยู่ในพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ฉบับไหนๆ
แต่ได้อยู่ในประวัติศาสตร์ฉบับนี้
เรื่องราวและเรื่องเล่าที่ได้ยินได้ฟังระหว่างเดินนั้นไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ฉบับชุมชน
เป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่บันทึกโดยคนตัวเล็กๆ
และมีแต่เรื่องของคนตัวเล็กๆ
ต้นไม้ของพวกเขาไม่ได้ดูดีเหมือนอย่างในสวนสวย
แต่ต้นไม้หน้าซื่อพวกนี้ก็มีความผูกพันอะไรบางอย่างกับชุมชน
ผมว่าต้นไม้ทุกต้นมีความผูกพันกับชุมชนทั้งนั้นแหละ เพียงแต่เราจะเคยหยิบขึ้นมาพูดกันหรือเปล่า
ผมอยากให้มีโครงการแบบนี้ในกรุงเทพฯ บ้าง
ผมจะได้รู้เสียทีว่าต้นไม้บนทางเท้านั้นใครเป็นคนปลูก
ผมอยากจะถามเขาเหลือเกินว่า ทำไมต้องปลูกใต้แนวสายไฟด้วย
พอต้นไม้โตมาได้สักหน่อยก็ต้องตัดกิ่งก้านไม่ให้ไประรานสายไฟ
มันก็เลยเป็นการปลูกต้นไม้แบบไม่อยากให้โต และไม่มีโอกาสได้โต
ผมว่า หลังจากทัวร์จบ สายตาของเราน่าจะ ‘มองเห็น’ และ ‘มองหา’ ต้นไม้มากขึ้น
และเมื่อรู้จักกัน จำกันขึ้นใจแล้ว ป้ายชื่อก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไป
ป้ายชื่อเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อป้ายชื่อได้ทำหน้าที่อย่างแข็งขันสัก 2-3 วัน
เราก็สามารถปลดประจำการพวกมันได้
ที่ผมรู้สึกว่าไม่อยากเห็นการติดป้ายชื่อนั้นไม่ใช่อะไร
ผมคงชอบความรู้สึกของการจำกันได้ หลังจากถอดป้ายชื่อแล้วมากกว่าครับ
Human Error
Posted by zcongklod on Oct 31, 2007

ไม่กี่วันก่อน ผมได้ดูรายการสารคดีเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อความบันเทิง
ถ้ารายการนี้พูดถึงหุ่นยนต์ประเภทที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์ ผมคงเปลี่ยนช่องหนี
แต่กับหุ่นยนต์ที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อให้เป็นของเล่นที่สามารถตอบโต้และเป็นเพื่อนกับเราได้
ผมว่ามันน่ารักดี
ยิ่งได้เห็นเจ้าหุ่นอาซิโมเต้นกระย่องกระแย่ง ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเอ็นดูพวกมันขึ้นไปอีก
ผมว่าหุ่นยนต์อย่างโดราเอมอนน่ารักกว่าหุ่นยนต์แปลงร่างอย่างใน Transformers
เนื้อหาหลักๆ ของสารคดีในตอนนี้พูดถึงความพยายามในการพัฒนาให้หุ่นยนต์วิ่งได้
เราสร้างหุ่นให้เดินได้มาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เรากำลังจะทำให้หุ่นวิ่ง
สงสัยเหมือนผมไหมครับว่า มันจะไปยากอะไร ก็แค่เร่งความเร็วของการเดินขึ้น มันก็วิ่งได้แล้วนี่นา
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิครับ
ทีมนักวิจัยเขาเริ่มต้นจากการหานิยามของการ ‘เดิน’ และ ‘วิ่ง’ ว่าต่างกันยังไง
โดยหยิบยืมเอากติกาของกีฬาเดินเร็วและวิ่งแข่งมาใช้
เขาว่า การเดิน คือ เราเคลื่อนที่ไปโดยมีเท้าหนึ่งข้างติดพื้นเสมอ ทันทีที่เท้าซ้ายยก เท้าขวาต้องติดพื้น
ส่วน การวิ่ง คือ การเคลื่อนที่โดยมีบางช่วงที่เท้าทั้งสองข้างลอยอยู่กลางอากาศพร้อมกัน
พูดอย่างนี้ ผมชักรู้สึกว่าการพัฒนาให้หุ่นยนต์วิ่งได้มันน่าสนใจแล้วสิ
พักสักครู่นะครับ เดี๋ยวกลับชมกันต่อว่านักวิจัยเลือดอาทิตย์อุทัยกลุ่มนี้จะทำสำเร็จไหม
หุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อความบันเทิงนั้นดูจะเป็นประชากรเพียงเสี้ยวเดียวของหุ่นยนต์ทั้งหมด
ก็คงไม่ต่างจากมนุษย์
ยังไงผู้ใช้แรงงานก็มีมากกว่าศิลปิน
หุ่นยนต์และเครื่องจักรจำนวนมากถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์
เร็วขึ้น มากขึ้น นั่นก็ใช่
แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าจะสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ลดความผิดพลาด
หากออกแบบได้อย่างถูกต้อง และเขียนโปรแกรมได้อย่างแม่นยำ โอกาสของความผิดพลาดนั้นแทบจะเท่ากับศูนย์
แต่มนุษย์เราไม่ใช่แบบนั้น
ต่อให้ฝึกอบรมกันมาดีแค่ไหน ทำงานกันจนชำนาญเพียงใด
เราก็ยังมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เรียกว่า Human Error
ประเภทสั่งก๋วยเตี๋ยวแบบเพิ่มนั่นลดนี่ไป 10 ชาม แล้วคนขายทำผิดมาชามนึงนั่นแหละครับ
ในวงการวิศวกรรมหรืออุตสาหกรรม มองว่า Human Error คือเรื่องใหญ่
แต่กับงานของผม ผมกลับมองว่า มันคือเรื่องเล็ก
แถมยังเป็นเรื่องเล็กที่น่ารักเสียด้วย
ผมว่า ความแตกต่างอย่างเดียวระหว่างการทำงานของมนุษย์กับหุ่นยนต์ก็คือ Human Error
เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด Human Error นั่นก็แปลว่าเรากำลังทำงานกับมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ
ไม่ใช่หุ่นยนต์ไร้วิญญาณ
เมื่อประมาณสัก 6 ปีก่อน ตอนที่ผมยังอยู่แถวบางกะปิ
เมื่อก่อนจะจ่ายค่าโทรศัพท์ทีก็ต้องเดินทางไปจ่ายที่สำนักงานขององค์การโทรศัพท์
นับว่าเสียเวลาพอควร
และในช่วงนั้นเองที่ 7-Eleven เริ่มมีบริการรับชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ
ผมเดาว่าน่าจะเรียกลูกค้ารักสบายได้อีกโข
แถวๆ บ้านผมก็มีร้านค้าลูกครึ่งระหว่างมินิมาร์ทกับโชห่วยเปิดให้บริการอยู่ร้านหนึ่ง
ดูจากไฟนีออนและฮวงจุ้ยภายในร้านแล้ว เดาได้ไม่ยากว่าเขาคงต้องการทำให้คล้าย 7-Eleven
แต่ทำไม่ถึง
มันก็เลยมีกลิ่นอายของความเป็นโชห่วยลอยคลุ้งอยู่เต็มไปหมด
พอเห็นเซเว่นฯ มีบริการรับจ่ายค่าโทรศัพท์ ร้านนี้ก็ขึ้นป้ายรับจ่ายค่าโทรศัพท์บ้าง
ด้วยความสงสัยผมเลยเดินเข้าไปถามไถ่ในบริการ
ทางร้านว่า จ่ายที่นี่ได้แต่ว่าต้องเสียค่าบริการ 20 บาท
ผมก็เลยหยิบเอาใบแจ้งหนี้พร้อมกับเงินออกมา
ถึงทราบว่า เขาไม่ได้ยิงบาร์โค้ดชำระค่าโทรศัพท์ให้เราที่หน้าเคาน์เตอร์
แต่เขาถือใบแจ้งหนี้ของเราไปจ่ายให้ที่สำนักงานขององค์การโทรศัพท์
เราว่างวันไหนก็ค่อยไปรับใบเสร็จคืน
นี่แหละ ที่มาของค่าบริการ 20 บาท
เขาคิดวิธีแบบนี้ได้ยังไงนะ
ถ้าคู่แข่งไฮเทค เราไม่ต้องไปไฮเทคตามก็ได้
เราเอาความเป็นมนุษย์มาสู้ก็ได้
นับถือๆ
เดินจากมินิมาร์ทแห่งนั้นมาสัก 4-5 คูหาก็จะถึงร้านขายข้าวแกงที่มีตู้ซักผ้าแบบหยอดเหรียญให้บริการอยู่ 4 ตู้
ในช่วงที่เครื่องซักผ้าที่บ้านเสีย ผมมาใช้บริการที่ร้านนี้อยู่บ่อยๆ
ช่วงเช้าวันเสาร์อาทิตย์นั้น ลูกค้าหนาแน่น
มาทีไรเป็นเต็มทุกตู้
ผมทำท่าว่าจะนั่งรอ เจ้าของร้านก็ออกปากว่าไม่ต้อง
วางตะกร้าผ้า ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่มทิ้งไว้
เดี๋ยวถ้าตู้ว่างเมื่อไหร่ เขาจะจัดการใส่ให้เอง
พอซักเสร็จเขาก็จะเอาออกจากเครื่องมาใส่ตะกร้าให้
แล้วค่อยมารับเอา
ค่าบริการ 20 บาท ชำระด้วยการหยอดเหรียญสิบ 2 เหรียญ
ผมควานหาเหรียญสิบในกระเป๋าได้แค่เหรียญเดียว
เจ้าของร้านบอกว่า จ่ายแบงก์ยี่สิบก็ได้ เดี๋ยวเขาหาเหรียญสิบมาหยอดให้เอง
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญน่าจะถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
เป็นการซื้อบริการแบบที่ไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ทำงานร่วมกับเครื่องจักรอย่างเดียว
แต่ตู้ซักผ้าอัตโนมัติร้านนี้กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ผมได้ทำงานกับมนุษย์ในทุกขั้นตอน!
และก็เป็นมนุษย์นี่เองที่บางครั้งก็ขายข้าวแกงเพลินจนลืมเอาผ้าของผมใส่เครื่องบ้าง ลืมเอาออกจากเครื่องบ้าง
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมร้านนี้ถึงมีคนนิยมมาใช้บริการเยอะที่สุดในบรรดา 2-3 ร้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน
ตู้ซักผ้าก็แบบเดียวกัน ราคาก็เท่ากัน
ที่ต่างกันก็แค่ ตู้ซักผ้าอัตโนมัติร้านนี้บริการด้วยความเป็นมนุษย์
กลับมาที่เจ้าหุ่นยนต์วิ่งได้
สุดท้าย ทีมนักวิจัยก็สามารถทำให้หุ่นยนต์วิ่งได้สำเร็จ
คือสามารถทำให้มันวิ่งโดยมีช่วงที่เท้าทั้งสองข้างลอยจากพื้นพร้อมกันได้
ถึงจะทำได้แค่วิ่งเหยาะๆ แต่ก็นับว่าเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญ
ด้วยความตั้งใจ, หุ่นยนต์ชักจะเหมือนมนุษย์เข้าไปทุกที
ในขณะที่มนุษย์ก็ชักจะเหมือนหุ่นยนต์เข้าไปทุกที โดยไม่ได้ตั้งใจ
แปลกดีนะครับ
