กำลังให้กำลังใจ
Posted by zcongklod on Aug 26, 2010

ในชีวิตจริง เราไม่สามารถแสดงความชื่นชม หรือให้กำลังใจใครได้ง่ายๆ
เหมือนการกดปุ่ม like ในเฟซบุ๊ก
แต่ก็ไม่ยากเกินจะส่งมอบกำลังใจให้กัน
ผมเชื่อว่า ถ้าเรารักใคร ชอบใคร เชียร์ใคร ชื่นชมใคร หรือสนับสนุนใคร
เราควรบอกให้เจ้าตัวรู้ เขาจะได้รู้ตัว
รู้ตัวว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก ยังมีคนที่คิดเห็นคล้ายเขา มีคนที่ยืนหยัดเคียงข้างเขา
สิ่งหนึ่งที่มนุษย์แทบทุกคนต้องการเหมือนกันก็คือ การยอมรับ
เพียงแต่จะเป็นในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง
การได้รับการยอมรับหมายถึง เรามีตัวตนบนโลกใบนี้
เราอยู่ในสายตาคนอื่น มีคนเห็นเรา
และมีคนเห็นค่าเรา
รู้อย่างนี้ก็มีกำลังใจ
คนที่ยิ่งด้อย ยิ่งต้องการกำลังใจ นั่นหมายความว่า
กำลังใจเป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระมากกว่าประโยชน์
อย่างผู้พิการหรือผู้ป่วย
เราจึงเห็นการประดิษฐ์สัญลักษณ์มากมายมาใช้แสดงออกถึงการสนับสนุนผู้ป่วยหรือผู้พิการ
ไม่ว่าจะเป็นริบบิ้นหลากสี ดอกป๊อปปี้ หรือริสต์แบนด์
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายหารายได้สมทบทุนโครงการเท่านั้น
แต่ยังต้องการให้คนสวมใส่ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนด้อยโอกาสเหล่านั้น
น่าเสียดายที่สัญลักษณ์ทั้งหมดที่เราสร้างสรรค์กันขึ้นมา
ยังไม่มีสัญลักษณ์ใดที่คนตาบอดสามารถรับรู้ได้ว่า
ผู้คนบนถนนที่เดินสวนกับเขา กำลังส่งกำลังใจและสนับสนุนเขาอยู่
นั่นจึงไม่แปลกที่คนตาบอดจะรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่าผู้ด้อยโอกาสประเภทอื่น
องค์กรที่ทำงานกับคนตาบอดนาม Guide Dog Australia เลยโยนโจทย์นี้มาให้เอเจนซี่โฆษณา BBDO เมลเบิร์น รับไปขบคิด
แล้วครีเอทีฟก็กลับมาพร้อมกับไอเดียอันแสนแปลกใหม่
พวกเขามองว่า คนตาบอดนั้นมีปัญหาเพียงแค่การมองเห็น
แต่ประสาทสัมผัสอื่นๆ ยังทำงานได้เป็นปกติดี เผลอๆ จะดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำ
นั่นจึงนำมาซึ่งการทำแคมเปญรณรงค์ผ่านสื่อที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน
นั่นคือ น้ำหอม
Guide Dog Australia ทำโปรเจ็กต์นี้ร่วมกับ เครื่องสำอางค์แบรนด์ Kit ในเครือ Mecca Cosmetica
ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำของออสเตรเลีย
ผลิตน้ำหอมที่สามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง ออกมาวางขาย โดยใช้ชื่อว่า Support Scent
แค่ชื่อก็บอกชัดเจนแล้วว่า เป็นกลิ่นที่แสดงถึงการสนับสนุน
ถ้าอยากแสดงออกว่าเราสนับสนุนหรือเป็นกำลังใจให้คนตาบอด ก็ใส่น้ำหอมกลิ่นนี้
ตัวแพคเกจยังพิมพ์อักษรเบรลล์ไว้สื่อสารกับคนตาบอดด้วย
หลังจากที่ผลิตน้ำหอมกลิ่นนี้ขึ้นมาแล้ว ทางทีมงานได้จัดทำจดหมายอักษรเบรลล์แนบไปพร้อมกับตัวอย่างกลิ่นน้ำหอม ส่งไปยังคนตาบอด เพื่อเล่าถึงโครงการนี้ให้ฟัง
และบอกพวกเขาว่า ถ้าได้กลิ่นนี้จากใคร แสดงว่าคนนั้นกำลังส่งกำลังใจให้คุณ
พอสื่อสารกับคนตาบอดเรียบร้อย ก็หันมาสื่อสารกับคนตาดีบ้าง
ด้วยการทำแคมเปญประชาสัมพันธ์ใหญ่โตระดับประเทศผ่านสื่อทุกแขนง
เพื่อชักชวนคนให้ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้
ถ้าใครสนใจก็สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ร้านขายเครื่องสำอาง
และในเว็บไซต์ supportscent.com ที่นอกจากจะขายน้ำหอมแล้วยัง ให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาด้วย
Support Scent แปะป้ายขายราคาขวดละ 5 เหรียญ (150 บาท)
รายได้ทั้งหมดมอบให้กับ Guide Dog Australia นำไปทำโครงการช่วยเหลือคนตาบอด
การซื้อน้ำหอมกลิ่นนี้ไปใช้เลยให้ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังใจ
ด้วยความที่วิธีนี้แสนจะใหม่ และมีความเป็นแฟชั่น มันเลยเข้าถึงกลุ่มคนที่กว้าง
และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
โครงการนี้ไม่ได้จบลงแค่น้ำหอม แต่ Kit ยังคิดต่อ
แล้วก็พบว่าสามารถนำกลิ่นนี้ไปขยายผลสู่ บอดี้โลชั่น น้ำยาล้างมือ และ เทียนหอม ได้ด้วย
เหมือนขยายช่องทางในการให้กำลังใจ
สิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการเปิดตัวของ Support Scent ก็คือ
แคมเปญนี้คว้ารางวัลโกลด์ ประเภทการใช้สื่อ จากเทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions ปีล่าสุดมาได้ พร้อมเสียงปรบมือดังกึกก้องหอประชุม
ผลที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดคือ ยอดเงินบริจาคให้กับ Guide Dog Australia เพิ่มสูงขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์
และ 79 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ อยากหาทางสนับสนุนคนตาบอดเพิ่มเติมมากกว่านี้ด้วยวิธีการอื่นๆ
ผลที่ใหญ่ที่สุด คงเป็นการตอบโจทย์ที่ว่า
คนตาบอดรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย เพราะเขามองไม่ให้ใครเลยที่เห็นค่าของเขา
จากที่ได้ดูในวีทีอาร์สัมภาษณ์คนตาบอดหลายต่อหลายคน
ผมชอบคำสั้นๆ ที่คนตาบอดหลายคนพูดเหมือนกัน
เขาพูดคำนี้กับคนที่ใส่น้ำหอม Support Scent
เขาบอกว่า “ขอบคุณ”
คงไม่ใช่การขอบคุณที่ใส่น้ำหอมกลิ่นระรื่นจมูก แต่เป็นคำขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ส่งมอบให้
พวกเขาได้รับแล้ว
อย่าใช้ใจพิกลมองคนพิการ
Posted by zcongklod on Aug 18, 2010
เคยได้ยินชื่อวง Monkey Majik ไหมครับ?
วงป๊อปร็อกครึ่งญี่ปุ่นค่อนแคนาดาวงนี้จัดอยู่ในหมวดวงอินดี้ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น
พวกเขาฟอร์มวงกันขึ้นมาเมื่อปี 2000 ถึงหน้าตาสมาชิกทั้งสี่จะแสนฝรั่ง
แต่พวกเขาก็ทำเพลงภาษาญี่ปุ่น (เป็นส่วนใหญ่) วางขายอยู่ในแดนปลาดิบ
อัลบั้มแรกของพวกเขาติดชาร์ตอันดับหนึ่งอยู่ 13 สัปดาห์
และเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดของปี ในหมวดเพลงอินดี้
จากนั้นไม่ว่าจะปล่อยเพลงไหน หรือออกอัลบั้มใหม่ ก็ติดชาร์ตทุกเพลง สูงบ้างต่ำบ้าง ไม่เคยแป้ก
ทัวร์คอนเสิร์ตกี่ครั้งกี่หน คนก็เต็มตลอด
แม้ไม่มีสื่อในมือ แต่วงนี้ก็โด่งดังได้ด้วยการบอกต่อ ปากต่อปาก
อีกเหตุผลที่น่าจะช่วยส่งเสริมให้งานของพวกเขาจับใจคนได้ก็คือ ความเท่ ของมิวสิกวิดีโอ รวมไปถึงการออกแบบปกซีดี
Monkey Majik เลยเป็นวงร็อกที่มีความเก๋และเท่อยู่พอตัว
ในวาระครบรอบ 10 ปีของวงในปีนี้ พวกเขาออกอัลบั้มพิเศษในชื่อว่า
MONKEY MAJIK BEST ~ 10 Years & Forever ~
ซึ่งก็คืออัลบั้มรวมฮิตเพลงเก่า บวกด้วย 1 เพลงใหม่
ฟังดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
ถึงจะให้ข้อมูลเพิ่มว่า เพลงใหม่นั้นมีชื่อว่า Forever ก็ยังไม่น่าตื่นเต้น
เรื่องมันเริ่มพิเศษตรงขั้นตอนการทำมิวสิกวิดีโอนี่แหละ
ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอเพลงนี้มีชื่อว่า Kouki Tange หรือใช้ชื่อในวงการว่า Yellow Brain
ก่อนหน้านี้เขาเคยทำสารคดีสั้นๆ ให้กับโครงการที่มีชื่อว่า ATARIMAE
เขาเลยยังอินกับเนื้อหาของโครงการ
ATARIMAE เป็นโครงการที่ทำงานด้านคนพิการ
ในโลกใบนี้มีคนพิการในช่วงอายุระหว่าง 20-65 ปีที่ยังสามารถทำงานได้ มากถึง 332 ล้านคน
แต่มีเพียง 45 ล้านคน หรือ 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการจ้างงาน
เหตุที่ไม่ค่อยมีคนจ้างคนพิการเข้าทำงาน ก็เพราะนายจ้างส่วนใหญ่มองว่า
คนพิการไม่มีความสามารถเพียงพอจะทำงานได้ ซึ่งอาจจะไม่เป็นความจริงเลยด้วยซ้ำ
แม้คนพิการจะทำงานไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำไม่ได้สักอย่าง
ถ้าเปิดใจให้กว้าง เราจะพบว่า ความพิการไม่ได้ทำให้คนไร้สิ้นซึ่งความสามารถ
พวกเขายังสามารถทำอะไรได้มากมาย
สิ่งที่ทำร้ายคนพิการมากที่สุดอาจไม่ใช่ข้อจำกัดที่เกิดกับร่างกาย
แต่อาจจะเป็นจิตใจของคนรอบข้างที่มองพวกเขาอย่างคับแคบ
เมื่อใช้ใจพิกลมองคนพิการ ก็เลยทำให้คนปกติและคนพิการกลายเป็นคนแปลกแยกต่อกัน
ATARIMAE ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2008 เพื่อแสดงให้เห็นว่า
คนพิการในญี่ปุ่นสามารถทำงานได้เป็นเรื่องปกติ
โครงการที่สนับสนุนโดยกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นโครงการนี้
มีอายุการดำเนินงานเพียงแค่ 18 เดือน
ภายในระยะเวลาปีครึ่ง ทีมงานมีวัตถุประสงค์หลักๆ 2 ข้อ
หนึ่ง ประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้คนเข้าใจว่า
คนพิการจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ทำงานเพราะคนดีๆ อย่างเรามีอคติ ไม่เปิดใจยอมรับพวกเขา
สอง ใช้อินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆ ให้ข้อมูลสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ
เนื้อหาในเว็บไซต์จึงเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจในอาการป่วยแบบต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร
คนที่ป่วยในลักษณะนี้ สามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง
พูดถึงตัวบทกฎหมายที่สนับสนุนการว่าจ้างคนพิการเข้าทำงานในองค์กร
และสถาบันต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือคนพิการ
ตบท้ายด้วย การรวมแหล่งงานสำหรับคนพิการ
คุณ Yellow Brain อยากทำมิวสิกวิดีโอเพลง Forever เพื่อสื่อถึงสิ่งนี้
เขามองว่า คนพิการล้วนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา
สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือความหวัง และการให้ข้อมูลกับสังคม เพื่อให้เราหยุดแบ่งแยก
ให้คนปกติกับคนพิการสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขได้ในสังคมเดียวกัน
ถ้าจะเชื่อมโยงเข้าหาดนตรีก็คือ มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ต้องการนำเสนอความคิดอันแสนจะสากลว่า
ดนตรีเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้
ขอบคุณที่สมาชิกวง Monkey Majik เห็นด้วย เราเลยได้เห็นมิวสิกวิดีโอดีๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
มิวสิกวิดีโอเพลงนี้แปลกอยู่สักหน่อยตรงที่ ไม่มีภาพของนักร้อง
และเสียงเพลงที่ได้ยินนักร้องก็ไม่ได้เป็นคนร้อง
แต่เป็นภาพของกลุ่มคนพิการประเภทต่างๆ
ส่วนเสียงร้องที่เราได้ยินก็คือเสียงร้องประสานเสียงของพวกเขา
เอ็มวีเพลงนี้เลยไม่ได้ทำหน้าที่ขายของแบบตรงๆ แต่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นที่ดนตรีสามารถทำได้
เราจะเห็นว่า คนพิการสามารถเข้าถึงดนตรีและมีความสุขได้ไม่ต่างจากคนปกติ
คนพิการโชคดีที่สามารถเข้าถึงดนตรีได้อย่างเท่าเทียมกับเรา
แต่โชคร้ายที่เขาไม่สามารถเข้าถึงงานได้เหมือนเรา
Yellow Brain หวังว่า หลังจากที่เราดูมิวสิกวิดีโอเพลงนี้แล้ว
ใจของเราจะหายพิกล มองคนพิการด้วยใจที่กว้างขึ้น
ถ้าใจเราหายพิกล ความพิการก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
แถมท้ายด้วยเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นมิวสิกวิดีโอเรื่องนี้
.
ฟุตบอลโลกที่สาม
Posted by zcongklod on Jul 19, 2010


ฟุตบอลโลกคราวนี้จัดเป็นครั้งที่ 19
นับเป็นครั้งแรกที่ปักหลักโม่แข้งกันบนแผ่นดินของประเทศโลกที่สาม
เมื่อมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ยักษ์เดินทางมาจัดที่ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ดินแดนที่คนจนมากกว่าคนมี ความช่วยเหลือมากมายจากหลายภาคส่วนเลยเดินทางตามมาด้วย
ผู้สนับสนุนทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการหลายรายพร้อมใจควักกระเป๋าทำแคมเปญช่วยเหลือชาวบ้านที่นั่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะการมอบอุปกรณ์กีฬา
อย่างที่เราได้เห็นกันในหนังโฆษณาของอาดิดาส เวอร์ชั่นฟุตบอลโลก
เรื่องที่เด็กๆ เตะบอลด้วยเท้าเปล่าบนลานดินแดงๆ
โดยลูกฟุตบอลของพวกเขาทำจากเศษผ้าเอามามัดเป็นทรงกลม
นั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่สร้างภาพขึ้นมาสวยๆ สำหรับการโฆษณา
ความจน สงคราม และภัยธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้ประชาชนตาดำๆ หาลูกฟุตบอลมาเล่นได้โดยง่าย
หากอยากเตะฟุตบอล พวกเขาก็ต้องทำลูกบอลขึ้นมาเองจากถุงพลาสติก ใบไม้ หรือเศษผ้า
การได้ครอบครองลูกฟุตบอลสักลูกเลยเปรียบเสมือนความฝันที่กลายเป็นจริง
โซนี่เลยทำแคมเปญ Earth F.C. โดยเดินทางเข้าไปขึงจอกลางลาน
แล้วถ่ายทอดสดฟุตบอลให้ชาวบ้านดูตามหมู่บ้านกันไกลโพ้น
รวมถึงการออกแบบลูกฟุตบอลพิเศษยี่ห้อโซนี่ แล้วนำไปมอบให้ตามหมู่บ้าน
การมอบลูกฟุตบอลให้เป็นเรื่องน่าชื่นชม
แต่การทำให้เด็กๆ มีลูกฟุตบอลเตะ โดยที่ไม่ได้มอบลูกฟุตบอลให้ ก็น่าชื่นชม
โครงการนี้เป็นไอเดียของบริษัทออกแบบสัญชาติเกาหลีที่ชื่อ Unplug Design
ดูจากชื่อคงพอจะเดาได้ว่า องค์กรนี้เขาเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม
แนวคิดหลักในการสร้างงานของที่นี่คือ การพบกันระหว่าง มนุษย์ งานออกแบบ และความสุข
เป้าหมายปลายทางของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นคือ ช่วยทำให้สังคมดีขึ้น
ดีไซเนอร์เลยไม่ได้มองผลิตภัณฑ์ในแง่ของวัตถุเท่านั้น
แต่ยังมองคุณค่าในเชิงจิตวิญญาณด้วย
ของชิ้นนั้นควรมีส่วนทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
งานชิ้นหนึ่งที่ผมชอบมากคือ แก้วน้ำที่พอใส่น้ำแล้ว
เมื่อเรามองจากปากสู่ก้นแก้ว มันจะกลายเป็นแว่นขยาย ใช้เป็นแก้วใส่น้ำดื่มก็ได้
พอต้องการอ่านหนังสือพิมพ์หรืออ่านฉลากสินค้าเล็กๆ ก็แค่หยิบแก้วน้ำใกล้มือมาส่อง
งานชิ้นถัดมาของบริษัทนี้คือโครงการที่เรียกว่า Dream Ball
การได้ครอบครองลูกฟุตบอลสำหรับเด็กๆ ในประเทศโลกที่สามนั้นเปรียบเสมือนความฝัน
งานนี้เลยอยากทำให้ความฝันของเด็กๆ กลายเป็นความจริง
ครั้นจะหาเงินซื้อลูกฟุตบอลส่งไปให้ก็ดูเกินตัวไปหน่อย
นักออกแบบจากค่ายนี้เลยคิดหาวิธีการที่น่าจะยั่งยืนกว่า
คิดไปคิดมาก็คิดถึงลูกฟุตบอลเวอร์ชั่นแฮนด์เมดฝีมือเด็กๆ ที่ทำจากวัสดุใกล้มือ
ปิ๊ง!
เมื่อพบทางออกแล้ว ก็เลยติดต่อไปยังองค์การสหประชาติและกาชาด เพื่อประสานขอความร่วมมือ
งานนี้ไม่ได้ขอเงินหรือขออะไรที่ใหญ่โต
แค่ขอให้ช่วยสกรีนลายแพทเทิร์นบางๆ ลงไปบนกล่องกระดาษที่น่าจะเรียกมันว่า กล่องยังชีพ
คือข้างในเป็นอาหารหรือข้าวของพวกปัจจัยสี่ที่ทั้ง 2 องค์กรนี้มอบให้เพื่อช่วยเหลือชาวแอฟริกัน
เมื่อหยิบของออกจากกระดาษแล้ว ตัดกล่องตามลาย เราก็จะได้กระดาษเป็นเส้นยาวๆ
ที่สามารถนำมาสานเป็นอุปกรณ์กีฬาได้หลายชนิด ตามคู่มือที่อยู่ในกล่อง
ไม่ว่าจะเป็นลูกเบสบอล แฮนด์บอล ฟุตบอล และอีกหลายบอล
ของในกล่องทำให้ท้องอิ่ม แต่ตัวกล่องทำให้หัวใจมีความสุข
งานออกแบบชุดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์แค่นั้น Unplug ยังออกแบบกล่องยังชีพใหม่ด้วย
คือมีทั้งกล่องทรงเหลี่ยมปกติ และกล่องทรงกระบอกซึ่งสามารถกลิ้งไปได้โดยไม่ต้องออกแรงยก
เหตุที่เลือกกระดาษมาทำเป็นวัสดุก็เพราะเหมาะกับการเตะด้วยเท้าเปล่า
และเปลี่ยนความแข็งและความหนาของลูกบอลได้
กล่องยังชีพที่สามารถกลายร่างเป็นลูกฟุตบอลได้นี้ได้ถูกส่งไปมือของผู้ใหญ่และเท้าของเด็กๆ ที่ประเทศแทนซาเนีย รวันด้า บุรุนดี โซมาเลีย และคองโก้ เรียบร้อยแล้ว
ผมลืมเล่าฟังก์ชั่นสุดท้ายของฟุตบอลกระดาษรุ่นนี้
มันช่วยให้เด็กๆ กับเจ้าหน้าที่องค์กรได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน จากที่เดิมเคยแค่ยื่นให้และรับ
กล่องนี้ช่วยสร้างสัมพันธ์โดยการชวนเด็กๆ และเจ้าหน้าที่มานั่งร่วมวงตัดกระดาษและทำลูกฟุตบอล จากนั้นก็ช่วยสานสัมพันธ์โดยการชวนกันออกไปเตะบอลลูกนั้นด้วยกัน
นี่แหละครับฟุตบอลของชาวโลกที่สาม
ไม่ต้องเป็นหนังเนี้ยบนุ่ม พุ่งทะลวงอากาศได้เร็วแรงกว่ารุ่นไหนๆ
ก็ทำให้มีความสุขได้เหมือนกัน
เมล็ดเมือง
Posted by zcongklod on Jun 3, 2010
.
แม้ว่างาน World Expo จะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อประกวดประชัน แต่ทุกประเทศก็แข่งขันกันเต็มที่
ว่าชาติตัวเองมีเรื่องอะไรมาเล่า และจะเล่ายังไง
งานนี้เลยกลายเป็นเวทีชั้นเยี่ยมที่สถาปนิกแนวหน้าจากทั่วโลกถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติ
เพื่อออกแบบอาคารของแต่ละประเทศให้โดดเด่นสะดุดตา และมีคอนเซปต์ที่น่าสนใจที่สุด
งาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ในปีนี้ก็เช่นกัน
อาคารรูปทรงแปลกประหลาดของเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เดนมาร์ก และสเปน
สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมทั่วไปและคนในแวดวงสถาปนิกได้อย่างที่ควรจะเป็น
อีกประเทศที่ถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษคือสหรัฐอเมริกา แต่เป็นแง่ลบล้วนๆ
เพราะอาคารของอเมริกานั้นเหมือนทีมงาน ‘เผา’ มาส่ง
ทั้งรูปทรงแสนธรรมดายังกับถอดแบบมาจากห้างวอลล์มาร์ท (ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นห้างโลตัส)
และเนื้อหาที่แทบไม่เกี่ยวอะไรกับธีมงานเลย
ธีมงานครั้งนี้คือ Better City – Better Life
ทั้ง 45 ประเทศที่มาร่วมสร้างอาคารโชว์ของต้องคิดว่าจะตีโจทย์นี้ยังไง
ไม่ต่างอะไรจากการโชว์วิสัยทัศน์ต่อเวทีโลกว่า
ประเทศนั้นๆ จะพัฒนาเมืองไปทางไหนเพื่อให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้น
โดยมีชาวจีนราว 70 ล้านคน เป็นผู้เดินมาชม
และชาวโลกอีกราว 100 ล้านคน คลิกเข้ามาชมผ่านเว็บไซต์ หรือชมผ่านสื่อแขนงต่างๆ
งานนี้เราเลยได้เห็นการพร้อมใจกันพูดถึงแนวคิดการพัฒนาเมืองที่คุ้นเคยกันดีในช่วงนี้
อย่างเมืองปลอดคาร์บอน การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้ชีวิต เมืองจักรยาน หรือเมืองเนิบช้า
ประเทศที่พูดน้อย แต่ต่อยหนักที่สุด ขอยกให้ สหราชอาณาจักร
ที่ครบเครื่องทั้งไอเดียหลักที่คม และงานดีไซน์ที่จัดจ้านมาก
โจทย์แรกของยูเคคือต้องการใช้เวทีนี้บอกชาวโลกว่า
ประเทศฉันเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยความครีเอทีฟและนวัตกรรม
ดังนั้นการออกแบบอาคารของยูเคต้องสะท้อน 2 ประเด็นนี้ให้ได้
ภารกิจนี้อยู่ในมือของสถาปนิกชื่อดังนาม Thomas Heatherwick
หลังจากออกศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเมือง เขาก็พบว่า
เมืองหลวงทั้ง 4 ของประเทศในสหราชอาณาจักรมีพื้นที่ 4 เขียวเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์
ลอนดอนเป็นเมืองหลวงที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก (ถ้าเทียบจากเมืองขนาดใกล้เคียงกัน)
และลอนดอนยังเป็นเมืองหลวงแห่งแรกที่พยายามนำพื้นที่สีเขียวมาสู่เมือง
เป็นเมืองที่มีสร้างสวนสาธารณะแห่งแรกในโลก
เช่นเดียวกับการสร้างสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรก
ทั่วสหราชอาณาจักรมีสวนหย่อมนับล้านแห่ง มีสวนสาธารณะนับพัน
และในฐานะของประเทศผู้บุกเบิกการนำพื้นที่สีเขียวมาสร้างเสริมสุขภาพเมือง
ให้เหมาะกับการอยู่อาศัยและทำงานของประชาชน
สหราชอาณาจักรเลยอยากชวนทุกคนให้หันมามองธรรมชาติใหม่ว่า
มันสามารถใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้กับเมืองได้
มีพื้นที่สีเขียวในเมืองเพิ่มขึ้น ทำให้เมืองดีขึ้น และจะทำให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้น
อาคารของสหราชอาณาจักรซึ่งมีความสูงเท่าตึก 6 ชั้น หลังนี้เลยถูกสร้างโดยมีแท่งไฟเบอร์ออฟติกใสจำนวน 60,000 แท่งเป็นส่วนประกอบหลัก
แท่งไฟเบอร์ออฟติกความยาว 7.5 เมตร แต่ละเส้นสอดทะลุผนังอาคารเชื่อมภายในกับภายนอก
ด้วยความยืดหยุ่นของไฟเบอร์ออฟติกเมื่อโดนลมมันเลยพลิ้วไหวได้เหมือนกิ่งก้านของใบไม้
มองจากภายนอกไกลๆ เราจะเห็นว่า อาคารทรงสี่เหลี่ยมหลังนี้ถูกทำให้เหมือนธงชาติอังกฤษ
คือมีแถบสีแดงคาดอยู่บนผนัง แล้วเส้นสายไฟเบอร์ออฟติกก็ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีขาวบนธง
ประโยชน์ของไฟเบอร์ออฟติกเหล่านี้คือ
ช่วยนำแสงจากด้านนอกเข้าไปส่องสว่างภายในตัวอาคารเวลากลางวัน
พอถึงกลางคืนที่ด้านในอาคารเปิดไฟมันก็จะนำแสงให้ออกมาส่องสว่างด้านนอก
เหมือนอาคารทั้งหลังเรืองแสงได้
ข้อมูลสำคัญอีกอย่างที่ใช้ในการออกแบบก็คือ
สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำในการรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชจากทั่วโลกมาศึกษาวิจัยและเก็บรักษา
เพราะวันหนึ่งเราอาจจะต้องใช้พันธุ์พืชเหล่านี้เป็นปัจจัยสี่ และใช้คืนสมดุลให้ธรรมชาติ
เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1 ใน 4 ของโลก ถูกเก็บอยู่ที่สถาบันวิจัยในสหราชอาณาจักร
จากคอนเซปต์นี้ ปลายแท่งไฟเบอร์ออฟติกด้านที่อยู่ในอาคารทั้ง 60,000 เส้น จึงมีเมล็ดพันธุ์ต่างชนิดกันฝังอยู่
คล้ายกับซากของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ฝังอยู่ในผลึกอำพันในหนังเรื่อง Jurassic Park
วนออกมาด้านนอกกันสักนิด
อาคารที่มีชื่อเรียกว่า วิหารแห่งเมล็ดพันธุ์ แห่งนี้ถูกออกแบบโดยตั้งใจจะให้มอบเป็นของขวัญแก่ชาวจีน
พื้นที่รอบนอกถึงถูกออกแบบให้เหมือนว่าอาคารหลังนี้วางอยู่บนกระดาษที่กำลังคลี่ออก
คล้ายกับการแกะห่อของขวัญ
ทางเดินในส่วนของกระดาษห่อนั้นมีนิทรรศการเล็กๆ พูดถึง
เมืองกับพื้นที่สีเขียวของสหราชอาณาจักรในแง่มุมต่างๆ จากอดีตผ่านปัจจุบันสู่อนาคต
นิทรรศการชุดสุดท้ายคือ ลอนดอนโอลิมปิก 2012 มหกรรมกีฬาที่ขึ้นชื่อว่ากรีนที่สุดในโลก
พื้นที่โซนโอลิมปิกพาร์คที่ใช้แข่งขัน ถูกพัฒนามาจากพื้นที่อุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้าง
และหลังจากจบการแข่งขัน มันจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสวนสาธารณะในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเท่าที่มีการสร้างกันมาในรอบ 150 ปี
นิทรรศการทั้งหมดใช้พื้นที่เพียงนิดและมีพลังเพียงน้อยเมื่อเทียบกับมหาวิหารแห่งเมล็ดพันธุ์
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงพระรองที่ช่วยเติมเต็มให้กับไอเดียหลัก ที่อยากชวนทุกคนคิดว่า
บทบาทของธรรมชาติคืออะไร ทุกวันนี้เรามีอะไรอยู่ในมือบ้าง
ร่วมกันรักษาสิ่งที่เรามีในวันนี้ เพื่อรักษาโลกของเราในวันพรุ่งนี้
ถ้าอยากมีเมืองที่ดี มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก
แค่อยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้นก็พอ
ชมอาคารหลังนี้แบบเสมือนจริงที่ www.ukshanghaiexpo.com
.
นก สนจัย
Posted by zcongklod on Feb 2, 2010

ขออภัยที่ตั้งชื่อตอนด้วยภาษาวัยรุ่นไปนิด อันที่จริงควรจะเขียนใหม่ให้เรียบร้อยว่า นก สนใจ
นกสนใจ แต่คนไม่สนใจ
ก่อนจะเล่าเรื่องนก ขอเล่าเรื่องคนที่ผมสนใจก่อน
เขาคนนี้เป็นช่างภาพนามว่า คริส จอร์แดน
ผลงานชุดที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมาก็คือ Running the number
เป็นภาพถ่ายบอกเล่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านวัตถุจำนวนมากมายมหาศาล
อย่างเช่น เขาถ่าย (รวมถึงรีทัช) ขวดพลาสติกกองเท่าภูเขาในจำนวนเท่ากับที่จำนวนขวดที่คนอเมริกาใช้ในเวลา 5 นาที
ขวดพลาสติกกองนั้นมีจำนวน 2 ล้านใบ
ในงาน Running the number ชุดที่ 2 ของเขา เอาเศษขยะจำพวกพลาสติกจำนวน 2.4 ล้านชิ้น
(เท่ากับน้ำหนักของขยะพวกพลาสติกจำนวน 2.4 ล้านปอนด์ที่ถูกทิ้งลงทะเลในแต่ละชั่วโมง)
มาเรียงเป็นรูป The Great Wave ของคัทซึชิคะ โฮะคุไซ ศิลปินภาพพิมพ์ระดับบรมครูของญี่ปุ่น
โดยขยะทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างงานชิ้นนี้นำมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก
จากงานชิ้นนั้นคริสบอกเล่าแค่จำนวนขยะ แต่ไม่ได้พูดถึงผลกระทบของขยะปริมาณมหาศาล
จนกระทั่งมางานชุดล่าสุดของเขา Midway เราถึงได้รับทราบว่าขยะพลาสติกในทะเลมันสร้างปัญหาอะไรให้กับโลก
คริสตามถ่ายภาพซากศพลูกนกอัลบาทรอสบริเวณแนวปะการังมิดเวย์ ที่แปซิฟิกเหนือ
ลูกนกเหล่านี้ถูกพ่อแม่ของมันป้อนขยะพลาสติกเข้าไปจนเต็มท้อง
เพราะเมื่อมันมองลงมาให้มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยขยะก็เผลอเข้าใจไปว่าสิ่งเหล่านี้คืออาหาร
ผลก็คือ มันตายเพราะขาดอาหาร สารพิษ และติดคอจนหายใจไม่ออก
จากผลงานแนวเสียดสีชิ้นก่อนหน้า ทำให้ผู้ชมเข้าใจไปว่า นี่คือการ จัดฉาก เพื่อถ่ายรูป
คริสเลยประกาศชัดในเว็บไซต์ของเขาว่า เขาบันทึกภาพทั้งหมดตามความเป็นจริงที่สุด
พลาสติกที่เราเห็นทั้งหมดในรูป ไม่มีการเคลื่อนย้าย จัดวาง หรือตกแต่งใดๆ ทั้งนั้น
ของจริงเป็นยังไงก็ถ่ายมาอย่างนั้น
เห็นแล้วก็เศร้า
และยิ่งเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าพื้นที่ที่นกอัลบาทรอสเหล่านี้ไปหากิน
เป็นผืนน้ำที่อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ที่ใกล้ที่สุดถึง 2,000 ไมล์
อยู่ไกลจากมนุษย์ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นขยะจากมนุษย์
เพราะมนุษย์เราไม่สนใจ แค่ทิ้งมันให้พ้นตัว พ้นตา เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ปัญหาแล้ว
ขอบคุณคริสที่นำภาพมาใส่ตา ให้เราเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว
ชุดสุดประหยัด
Posted by zcongklod on Dec 27, 2009

“Fashion is made to become unfashionable”
ประโยคนี้ของโคโค่ ชาแนล น่าจะสรุปที่มาของความวูบวาบและไม่จีรังของแฟชั่นได้ดี
แฟชั่นคือสิ่งที่เป็นกระแส นั่นหมายความว่า อะไรก็ตามที่เป็นกระแสมักอยู่ไม่ยืด
และอะไรก็ตามที่อยู่ยั้งยืนยงก็คงไม่เป็นกระแส
แฟชั่นเลยต้องการ ‘การมา’ และ ‘การไป’
ถ้ามันอยู่ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ ‘เอาท์’ มันก็คงไม่มีทาง ‘อิน’
การติดและตามกระแสแฟชั่นนั้นเป็นเรื่องสนุกของหลายคน
แล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเสียไม่ได้ของหลายคนเช่นกัน
เรื่องนี้ผู้หญิงคงเข้าใจดีกว่าผู้ชาย
ผมเชื่อว่าสาวออฟฟิศทุกคนคงต้องเคยอิจฉาหนุ่มออฟฟิศบ้าง
ที่ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปกับการซื้อเสื้อผ้า
กางเกงสแลคสีดำใส่ซ้ำได้โดยไม่มีใครสังเกต เช่นเดียวกับเสื้อเชิ้ตสีอ่อน และเนคไทลายเรียบๆ
สรุปว่า หนุ่มออฟฟิศมีชุดทำงานแค่ 5 ชุด ก็สามารถใส่วนไปเวียนมาได้หลายปี
แต่สาวออฟฟิศนั้นใส่ชุดซ้ำบ่อยเกินไปก็ไม่มั่นใจ เลยต้องหมั่นอัพเดตชุดทำงานอย่างสม่ำเสมอ
พอได้ชุดใหม่ ก็อาจต้องถอยเข็มขัดรองเท้ากระเป๋ามาอีกเพื่อความเข้าชุด
ราคาค่างวดก็ไม่ใช่น้อยๆ ชุดทำงานเลยเป็นภาระใหญ่ที่สาวออฟฟิศต้องแบกรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ครั้นจะให้ไปใส่ยูนิฟอร์มเหมือนกันทั้งบริษัท
ตอนออกมาเดินเล่นหลังเลิกงานมันก็รู้สึกไม่ค่อยเฉิดฉาย
หรือยูนิฟอร์มบางแบบก็อาจถึงขั้นเขินอาย
ไม่มีใครเข้าใจผู้หญิงเท่าผู้หญิง
Sheena Matheiken ครีเอทีฟโฆษณาชาวอินเดีย ผู้ทำงานอยู่ในนิวยอร์ก
เลยเปิดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า The Uniform เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
เธอตั้งใจว่าจะสวมชุดแบบเดิมทุกวันตลอด 1 ปีเต็ม
แต่จะหาทางดัดแปลงเติมโน่นแต่งนี้ให้รู้สึกเหมือนว่าเธอมีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ทุกวัน
ย้อนกลับไปสมัยเด็ก Sheena เติบโตมาในโรงเรียนรัฐบาลของอินเดียที่นักเรียนทุกคนต้องสวมเครื่องแบบซึ่งกำหนดมาอย่างเคร่งครัด
แต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆ ก็แอบดัดแปลงเครื่องแบบของตัวเองให้พิเศษกว่าคนอื่นๆ
ผู้ชายก็พับแขนเสื้อ พับขากางเกงเพื่อโชว์รองเท้าหุ้มข้อ
ผู้หญิงก็เน้นเล่นกับทรงผม
Sheena ชอบแนวความคิดนี้ เธอเลยหยิบเอาวิญญาณวัยรุ่นเมื่อครั้งยังเยาว์มาใช้กับโปรเจกต์นี้
ครีเอทีฟสาวคนนี้ เริ่มต้นจากการชวนเพื่อที่เป็นดีไซเนอร์มาออกแบบชุดให้
โดยต้องใส่ได้ในทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี
ผลที่ได้ก็คือชุดสีดำเรียบๆ ที่มีกระดุมอยู่ด้านหลัง แต่สามารถใส่สลับฝั่งกันได้ (รูปแรกซ้ายบน)
เธอมีเสื้อแบบนี้ 7 ตัวเพื่อให้เพียงพอกับการใส่ตลอดทั้งสัปดาห์
ในแต่ละวันเธอจะเติมเครื่องประดับต่างๆ ลงไปในเสื้อผ้าชุดสุดธรรมดา
เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเสื้อชุดใหม่ สิ่งที่เธอเติมลงไปส่วนใหญ่เป็น accessory แนววินเทจ
ทำมือ มือสองบ้าง ทำเองบ้าง ชวนดีไซเนอร์มาออกแบบให้บ้าง
แล้วก็ถ่ายรูปลงในเว็บไซต์ www.theuniformproject.com ให้ดูทุกวันว่า
แฟชั่นกับความยั่งยืนนั้นก็สามารถไปด้วยกันได้
ใครดูแล้วอินก็สามารถส่ง accessory มาให้เธอได้
หรือไม่อย่างงั้นจะช่วยออกแบบการแต่งตัวมาเลยก็ได้
เป้าหมายที่สองก็คือ Sheena ต้องการระดมเงินบริจาคเพื่อมอบให้กับมูลนิธิ Akanksha
ซึ่งทำงานด้านการศึกษาในระดับรากหญ้าที่อินเดีย
ใครเข้ามาที่เว็บของเธอแล้วถูกใจก็สามารถร่วมบริจาคเงินได้
ยอดบริจาคล่าสุดผ่านหลักสามหมื่นเหรียญสหรัฐไปแล้ว
ดูจากรูปที่เธอโพสต์ไว้ในเว็บ คาดว่าเธอคงยังไม่หมดมุขง่ายๆ
และไอเดียในการแต่งตัวเหล่านี้ก็น่าจะแรงบันดาลใจชั้นดีให้สาวๆ เอาไป แต่งตามได้
เพราะแค่ช่วง 3 สัปดาห์แรก เว็บไซต์ของเธอก็มีคนมาเยี่ยมแล้วถึง 12.5 ล้านคลิก
ผมนึกถึงอีกประโยคของโคโค่ ชาแนล
“Fashion fades, only style remains the same.”
หนึ่งภาพเท่ากับหนึ่งพัน
Posted by zcongklod on Jul 20, 2009
วันนี้ขี้เกียจเขียนครับ
ขอใช้ภาพเล่าเรื่องแล้วกัน
หนึ่งภาพเท่ากับพันตัวอักษร (จริงๆ)
Typolution (ชื่อเท่มาก ขอคารวะ)
เป็นผลงานของดีไซเนอร์ชาวแคนาดาชื่อ Olivier Beaudoin
งานนี้กวาดรางวัลจากเวทีใหญ่ๆ มาแล้วเพียบ
ถุงขยะไม่น่าแขยง
Posted by zcongklod on Jun 25, 2009



ถนนหนทางในประเทศญี่ปุ่นนั้นสะอาดปราศจากเศษขยะอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่ใช่เพราะว่าญี่ปุ่นมีถังขยะอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ตรงกันข้าม ถังขยะไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายนัก
เมื่อหาถังขยะไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องพกพาขยะติดมือติดตัวไปเรื่อยๆ
หรือไม่ก็ใส่กระเป๋าเอากลับมาทิ้งที่บ้านหมดเรื่องหมดราวกันไป
แต่เอากลับมาทิ้งที่บ้านก็ใช่จะสิ้นปัญหา เพราะเราก็ต้องแยกขยะก่อนทิ้ง
วันนี้รถขยะจะมารับเฉพาะพลาสติก อีกสองวันมารับเฉพาะเศษอาหาร อีกวันมารับเฉพาะโลหะ
ทิ้งผิดประเภท หรือทิ้งเกินกว่าโค้วตาที่ได้รับก็โดนเตือน โดนปรับกันไป
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่างของชาวญี่ปุ่นนั้นก็สร้างขยะไม่มากเท่าในบ้านเรา
อย่างการยืนแจกใบปลิว แจกทิชชู่ หรือแจกนิตยสารฟรี ตามข้างถนนนั้นมีคนยื่นมือมารับน้อยมาก
เพราะรับไปแล้วมันจะกลายเป็นภาระที่ไม่น่าแบกสักเท่าไหร่
บ้านเรามีที่ให้ทิ้งขยะมากมาย แม้ว่าภาชนะที่ตั้งวางไว้นั้นจะเป็นถัง
แต่คนจำนวนไม่น้อยก็มองมันเป็นจุด
คือไม่ต้องทิ้งในถังก็ได้ วางข้างๆ กันโอเค ทิ้งไม่ลง แต่ตกอยู่แถวนั้นก็ไม่ผิดบาปอะไร
หรือวันดีคืนดีที่ถังขยะใบประจำนั้นเกิดถูกโยกย้ายไปที่อื่น
ถึงไม่มีถังขยะแม้สักใบ เราก็ยังพร้อมใจกันเอาขยะไปโยนไว้แถวนั้น ตามความเคยชิน
ภาพกองขยะนั้นดูไม่งามตา ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังทำให้คนเข้าใจผิดไปว่าตรงนี้คือจุดโยนขยะ
ไม่ใช่จุดที่ให้เราเอาขยะมัดใส่ถุงอย่างแน่นหนามาวางไว้รอรถขยะมาเก็บ
ลองได้คิดเช่นนั้นแล้ว บ้านเราเมืองเราก็ย่อมเต็มไปด้วยกองขยะ
ถุงขยะและกองขยะเป็นเรื่องน่าแขยง
แต่ก็มีดีไซเนอร์คนขยันจากดีไซน์เอเจนซี่ที่ชื่อ MAQ ในญี่ปุ่น
ขอลงมือแก้ไขปัญหาด้านหน้าตาที่ไม่น่ามองของจุดทิ้งขยะตามชุมชนด้วยการออกแบบ
แต่ไรแต่ไร เราต่างคุ้นชินกับถุงขยะรุ่นสีดำที่อำพรางของไม่น่ามองข้างใน
และช่วงหลังมานี้ก็มีรุ่นโปร่งใสเพื่อให้ง่ายกับการสอดส่องของไม่ต้องประสงค์
ไม่เคยมีใครบอกว่าห้ามถุงขยะมีลีลาลูกเล่น
หรือมีสีสันสดใสเพื่อช่วยหักกลบลบความหม่นหมองของขยะ
ดีไซเนอร์จาก MAQ มีไอเดียว่า เราสามารถเปลี่ยน ‘ฉาก’ ของการทิ้งขยะในเช้าวันที่รถขยะจะมารับได้
(ที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้เอาถุงขยะออกมาตั้งหน้าบ้านเฉพาะวันที่รถขยะจะมาเก็บเท่านั้น)
และสามารถเปลี่ยนกิจกรรมการทิ้งขยะที่ไม่น่าเข้าใกล้
ให้กลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและสร้างสรรค์ได้
ด้วยการออกแบบถุงขยะใหม่ ในโปรเจกต์ที่ชื่อ Garbage Bag Art Work
ถุงขยะของเขาเป็นถุงสีขาว ที่มีสีสันและลวดลายแต่พองามเพื่อใช้แยกประเภทของขยะซึ่งรถจะมารับในวันที่ต่างกัน
ถุงสีเขียวเป็นรูปต้นไม้ หมายถึงขยะสด
ลายสีฟ้าเป็นรูปปลาหมายถึงขยะที่เผาไม่ได้
และสีแดงเป็นรูปดอกไม้หมายถึงขยะที่เผาได้
(ส่วนขยะรีไซเคิลนั้นถูกแยกออกไปตั้งแต่แรกแล้ว)
ความแตกต่างของถุงนี้อย่างน้อยๆ มันก็ช่วยเตือนเพื่อนบ้านขี้ลืมได้ว่า
วันนี้เราสามารถทิ้งขยะแบบไหนได้
แล้วก็ยังมีถุงขยะรุ่นถัดมาที่เล่นกับลวดลายน่ารักๆ บนถุง
อย่างเช่นการเชิญอิลัสเตรเตอร์ชื่อดังอย่าง SHiBA มาออกแบบลายหมาหันหลังให้
ไปจนถึงการเล่นกับหูถุง
ล่าสุดมีลายตัวการ์ตูนดังเพื่อใช้สื่อสารกับเด็ก ในโครงการ Eco Kid ที่ทำร่วมกับ SESAME STREET ทุกคนสามารถสนุกกับการวางถุงขยะได้
และกองขยะมันก็ไม่ได้กลายเป็นกองขยะอีกต่อไป
จะบอกว่ามันกลายเป็นงานศิลปะ ก็ฟังดูเกินตัวไปนิด
แต่ก็น่าจะเป็นอะไรที่คล้ายๆ แบบนั้น
ถุงขยะเหล่านี้ถูกนำไปแสดง (หรือใช้จริงก็ไม่ทราบได้) ตามเทศกาลศิลปะทั่วโลก
รวมไปถึงโปรเจกต์ที่ให้อาสาสมัครนำถุงขยะนี้ไปวางจริงๆ ในมุมต่างๆ ทั่วโลก
แล้วถ่ายรูปมาลงในเว็บไซต์ www.maq.co.jp/gba (มีรูปจากเมืองไทยด้วย)
ถุงขยะขนาด 45 ลิตรนี้มีวางขายจริงในบางร้าน และเปิดให้สั่งซื้อทางเว็บไซต์ สนนราคาใบละ 15 บาท ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนหาซื้อมาใช้กันเยอะๆ เพราะเป้าหมายของโครงการนี้บอกว่า
ประเทศญี่ปุ่นจะสวยขึ้นด้วยถุงขยะของพวกเขา
อยากทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ 2
Posted by zcongklod on May 4, 2009
งาน Running the Numbers II ของคริส จอร์แดน ชุดนี้ มีชื่อชุดว่า Portraits of global mass culture
เป็นงานที่ขยายสเกลจากข้อมูลภายในสหรัฐอเมริกาออกมาสู่ตัวเลขที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโลก
โดยเน้นไปที่ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์การบริโภคขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
เช่น ภาพของงปลาทูน่าจำนวน 20,500 ตัว ซึ่งเป็นจำนวนการจับปลาทูน่าเฉลี่ยของทั้งโลกรวมกันที่เกิดขึ้นทุก 15 นาที
ในเว็บไซต์ www.chrisjordan.com เพิ่งปล่อยงานออกมาให้ดูกันแค่ 2 ชุดเท่านั้น
ลองมาดูและเดากันเหมือนเดิมไหมครับ

.

.

.

ภาพของเศษพลาสติก 2.4 ล้านชิ้น เท่ากับจำนวนขยะจากพลาสติกจำนวน 2.4 ล้านปอนด์ ที่ถูกปล่อยลงสู่มหาสมุทรทั่วโลก ในแต่ละชั่วโมง พลาสติกทั้งหมดที่นำมาใช้ในงานนี้ถูกเก็บมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก

.

.

.

.

ภาพของฟันฉลาม 270,000 ซี่ เท่ากับจำนวนประมาณการของฉลามทุกสายพันธุ์ที่ถูกฆ่าเพื่อเอาครีบทั่วโลก ในแต่ละวัน
ผมรู้สึกว่างานชุดนี้ของคริส ดูละเอียดอ่อนขึ้น และกระทบใจมากขึ้น
อาจเป็นด้วยวัสดุที่เขาเลือกมาใช้ ซึ่งหมายถึงประเด็นที่เขาต้องการพูดถึง
และเป็นได้ว่า ด้วยจำนวนตัวเลขที่มโหฬาร ทำให้ภาพของเขายิ่งใหญ่อลังการขึ้น
ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก
ถ้ามีศิลปินชาวไทยเอาไอเดียนี้มาทำในบ้านเราบ้าง จะเล่าเรื่องอะไรดีนะ?
อยากทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
Posted by zcongklod on May 3, 2009

เห็นงานศิลปะชุดใหม่เอี่ยมอ่องของคริส จอร์แดน (Chris Jordan) แล้วก็อดเอามาเล่าสู่กันฟังไม่ได้
งานชุดใหม่ที่ว่านี้มีชื่อว่า Running the Number II
แต่ก่อนจะไปพูดถึงงานชุดที่ว่านี้ เราคงต้องย้อนมาพูดถึงงานชุดก่อนหน้านี้ของเขา
ที่มีชื่อว่า Running the Number เสียก่อน
งานภาพถ่ายชุดนี้เป็นที่โจษขานอย่างมากในหมู่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ซึ่งไม่บ่อยนักที่งานภาพถ่ายจะถูกนักสิ่งแวดล้อมนำไปต่อยอดกันอย่างมากมายขนาดนี้
งานภาพถ่ายซีรี่ย์นี้เป็นบิ๊กไอเดียที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปัจจุบัน
คริส จอร์แดนเรียกงานของเขาว่าเป็น An American Self-Portrait
เป็นการมองวัฒนธรรมร่วมสมัยของอเมริกาผ่านคมเลนส์ที่ฉาบไว้ด้วยข้อมูลทางสถิติ
หัวใจของงานชุดนี้ก็คือ การแปลงตัวเลขเกือบนามธรรมให้กลายเป็นภาพที่แสนจะเป็นรูปธรรม
คริสมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เกิดจากการที่พวกเราร่วมมือร่วมใจกันสร้างปัญหาคนละไม้คนละมือโดยไม่รู้ตัว ผลกระทบเล็กๆ ที่เราก่อทิ้งไว้นั้น ไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โต
เพราะเราเห็นแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมือเรา
แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า เมื่อมันถูกนำไปรวมกับผลกระทบเล็กๆ จากมือคนอื่นแล้ว
สุดท้ายมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ข้อมูลอย่าง คนอเมริกันใช้ถุงพลาสติก 60,000 ใบทุก 5 วินาที
ถึงจะฟังดูใหญ่ยิ่ง แต่มันก็เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ยากจะจินตนาการตามว่ามันมากมายแค่ไหน
คริสก็เลยเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นภาพถ่ายขนาดใหญ่ยักษ์
ให้เห็นกันไปเลยว่าถุงพลาสติก 60,000 ใบมันเยอะแค่ไหน
ดูแล้วไม่ช็อกก็ไม่รู้จะว่ายังไง
ความสนุกของการดูงานชุดนี้ก็คือ การตั้งคำถามกับภาพขนาดใหญ่ก่อนว่า มันคืออะไร?
จากนั้นก็ค่อยๆ ซูมเข้าไปทีละนิด ทีละนิด
แล้วเดากันไปเรื่อยว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคืออะไร
พอร้องอ๋อ ก็รับข้อมูลกันไปว่ามนุษย์เราบริโภคทรัพยากรกันมากมายเพียงใด
ลองมาดูตัวอย่างกันสักหน่อยไหมครับ

.

.

ภาพของขวดน้ำพลาสติก 2,000,000 ใบ เท่ากับจำนวนขวดน้ำพลาสติกที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา ทุก 5 นาที

.

.

ภาพของกระป๋องอะลูมิเนียม 106,000 ใบ เท่ากับจำนวนที่กระป๋องที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาทุก 30 วินาที

.

.

ภาพของโทรศัพท์มือถือ 426,000 เครื่อง เท่ากับจำนวนโทรศัพท์มือถือที่ถูกทิ้งในสหรัฐอเมริกาในแต่ละวัน

.

.

ภาพของตุ๊กตาบาร์บี้ 32,000 ตัว เท่ากับจำนวนของผู้ที่ผ่าตัดเสริมหน้าอกในแต่ละเดือนของสหรัฐอเมริกา ในปี 2006
นอกจากนี้ก็ยังมีภาพอีกมากมายหลายประเด็น อาทิ
ภาพแก้วน้ำพลาสติก 1,000,000 ใบ ซึ่งเท่ากับจำนวนแก้วน้ำพลาสติกที่ใช้ในเครื่องบินในสหรัฐอเมริกาทุก 6 ชั่วโมง
ภาพของกระดาษที่ใช้ในสำนักงาน 30,000 รีม ซึ่งเท่ากับจำนวนที่ใช้ในสำนักงานในสหรัฐอเมริกา ทุก 5 นาที
ภาพยูนิฟอร์มของนักโทษ 2.3 ล้านตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนผู้ถูกจองจำในคุกของสหรัฐอเมริกาในปี 2005 ถือว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีนักโทษถูกคุมขังมากที่สุดในโลก
ภาพของธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 125,000 ใบ ซึ่งเท่ากับงบประมาณที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้ในสงครามอิรัก ในแต่ละชั่วโมง
ภาพของข้อมูลของคริสเป็นสิ่งที่น่าตกใจ
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ นี่เป็นแค่ข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น
ถ้าว่ากันทั้งโลก ข้อมูลจะน่าตื่นตะลึงกว่านี้เพียงใด
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก อาจไม่ได้เล็กอย่างที่คิดก็ได้
ต้องขอบคุณคริส จอร์แดนที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
ติดตามผลงานของคริสแบบเต็มๆ ได้ที่ www.chrisjordan.com
แล้วพรุ่งนี้มาดูงาน Running the Number II กันครับ
ข้างถนัด
Posted by zcongklod on Jan 16, 2009

มนุษย์เราควรจะแบ่งงานกันทำตามสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด
ผมหยิบแนวคิดนี้ของอดัม สมิธขึ้นมาถกกับตัวเอง ตอบตัวเอง และตบตัวเองบ่อยมาก
เปล่าเลยครับ มันไม่ได้เป็นแนวคิดที่ผมใช้เป็นคาถาบูชาชีวิต
มันเป็นประโยคที่ผมชอบครึ่งไม่ชอบครึ่งเสียด้วยซ้ำ
ผมรู้สึกว่ามนุษย์เราทุกวันนี้มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริงๆ น้อยลงเรื่อยๆ
ทำอาหารก็ไม่ค่อยเป็น ซ่อมแซมอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้
เพราะเราพอใจจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงิน
แล้วเอาเงินไปให้ผู้เชี่ยวชาญมาจัดการให้มากกว่า
มนุษย์เราเลยพึ่งตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม
ในแง่การดำรงชีวิต เราควรทำได้และได้ทำหลายอย่าง
นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นต่างจากอดัม สมิธ
แต่ในแง่ของการทำงาน ผมเห็นด้วยกับเขาเต็มประตู
ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร เราก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ แล้วงานนั้นจะออกมาดีที่สุด เหมือนที่หลังโทรทัศน์รุ่นหนึ่งมีสติ๊กเกอร์แปะว่า
‘การซ่อมแซมควรเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ’
หน้าที่ สื่อสาร และ งานออกแบบ ก็เช่นกัน
ในยามนี้ ใครๆ ต่างก็ปรารถนาดีต่อโลกด้วยกันทั้งนั้น
และใครต่อใครก็พยายามส่งสารนั้นออกสู่คนอื่น
แม้จะออกมาจากเจตนาที่ดีแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันไม่ได้น่าฟังน่ามองไปเสียทั้งหมด
ก็อย่างว่าแหละครับ มันไม่ได้ถูกทำโดยมืออาชีพ
โปสเตอร์เป็นสื่อสาธารณะที่ทำหน้าที่บอกเล่าอะไรบางอย่างสู่ผู้คน
อย่างที่เราเห็นกันเยอะๆ คงหนีไม่พ้นเนื้อหาในเชิงค้าขาย
ทักษะของนักออกแบบเก่งๆ ส่วนใหญ่จึงถูกใช้ไปเพื่อชักชวนผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ
(ซึ่งมักจะทำสำเร็จเสียด้วยสิ)
ส่วนโปสเตอร์รณรงค์ปัญหาสังคมก็มักออกแบบโดยนักออกแบบมือรองๆ ไปจนถึงมือสมัครเล่น
ความเตะตาจูงใจมันเลยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เหล่านักออกแบบเองก็เล็งเห็นถึงปัญหานี้ พวกเขาเลยปวารณาตัวอาสาส่งสารเพื่อสังคมบ้าง
ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับของบุคคลไปจนถึงที่ทำกันในนามสมาคมนักออกแบบ
www.powertotheposter.org ก็เป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่ชักชวนในนักออกแบบลองสร้างงานเพื่อสื่อสารในประเด็นทางสังคม
แล้วนำมาเผยแพร่กัน พร้อมทั้งลงไฟล์ขนาดใหญ่ไว้ให้ดาวน์โหลด
ถ้าอยากเอาไปใช้พิมพ์เป็นโปสเตอร์จริงก็สามารถทำได้เลย
เห็นโปสเตอร์ทรงพลังเหล่านี้แล้วผมก็รู้สึกว่า
งานบางอย่าง เราก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ
ถ้าไม่ถนัดก็อย่าไปทำเลย ทำในสิ่งที่เราถนัดดีกว่า
แล้วโลกนี้จะเต็มไปด้วยงานดีๆ อีกเยอะเลย
…
Posted by zcongklod on Jan 14, 2009

(ชื่อเรื่องตอนนี้อ่านได้ว่า จุด จุด จุด
หากสงสัยว่าทำไมผมถึงต้องเขียนย่นซะขนาดนี้ อ่านจบแล้วจะทราบคำตอบเองครับ)
ในความคิดของผม หลักไมล์สำคัญในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมล่าสุดของโลก
คือการเกิดขึ้นของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth
ผมเรียกยุคสมัยปัจจุบันแบบตั้งชื่อเองใช้เองว่ายุค Post An Inconvenient Truth
หรือว่ายุคหลังจากหนังเรื่องนี้
ความแตกต่างที่เห็นชัดที่สุดระหว่างยุคนี้กับยุคก่อนหน้าก็คือ
ความตื่นตัวของผู้คนในทุกวงการที่พยายามจะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้โลกอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น
ในยุคนี้ ใครๆ ต่างก็พากันพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม และทำแคมเปญด้านสิ่งแวดล้อม
ถ้าเปรียบไป หนังสารคดีของอัล กอร์ ก็เปรียบได้กับเปลวไฟ
ที่โหมเข้ามาสร้างความฮึกเหิมให้กับกองฟืนในใจของผู้คน
ที่ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เหมือนเปลวไฟก็เพราะผมมองว่ามันเป็น กระแส
ข้อดีของสิ่งที่อยู่ในกระแสก็คือ มีพลังเยอะ ดึงดูดความสนใจของคนทั้งสังคมได้
และใครๆ ก็อยากโดยสารไปกับกระแสนี้
แต่ข้อเสียคือ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสนั้นมักอยู่ได้ไม่นาน
หนังเรื่องนี้เลยเป็นได้แค่เชื้อที่จะช่วยจุดฟืนในใจแต่ละคนให้ลุกเป็นไฟก่อนที่ตัวมันจะวูบดับไป
ช่วงนี้กระแสจากหนังเรื่องนี้เริ่มแผ่วหาย
เช่นเดียวกับกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมที่พอพูดกันซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ เข้า คนก็เริ่มเอียน
แล้วก็ทำท่าว่ากระแสนี้ค่อยๆ จางลงๆ โดยแทบไม่ได้จุดฟืนให้ติดไฟทิ้งไว้
นี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในบางหย่อมย่านของโลก
แต่ในหลายๆ ประเทศ หนังเรื่องนี้ได้จุดฟืนท่อนเล็กท่อนใหญ่ให้ติดไฟได้เป็นแถว
แล้วไฟจากฟืนเหล่านี้ก็ลามไปหากันอย่างไม่รู้จบสิ้น
ผู้คนแถวนั้นล้วนเข้าใจดีว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ
แต่เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องสนใจ
ความแตกต่างของสองดินแดนนั้นอยู่ที่ไหน
บางทีอาจจะต่างกันตรงคำถามง่ายๆ แค่คำถามเดียว
เราจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ยังไง?
หรือ เราจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดได้ยังไง?
มันอาจจะมาจากความปรารถนาดีที่อยากให้ผู้รับสารได้มีส่วนร่วมกับการดูแลโลกในทันที
หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นความเคยชิน ที่เห็นและได้ยินคนทิ้งท้ายแบบนี้อยู่บ่อยๆ
คนจำนวนไม่น้อยถึงนิยมสรุปทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็มีอยู่แค่ไม่กี่วิธี
การส่งสารที่เน้นแค่ปลายทางว่า อยากให้เราช่วยกันอะไรบ้าง
(ซึ่งเป็นวิธีซ้ำๆ ที่เราได้ยินมาจนฉ่ำหูแล้ว)
โดยไม่พยายามอธิบายให้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา
นี่แหละครับ สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา
ต่อให้เรามีเจตนาดีอยากช่วยโลกแค่ไหน
แต่ไม่เข้าใจว่าปัญหาที่โลกใบนี้เจอคืออะไร เราจะไปคิดหาหนทางแก้ปัญหาอื่นได้อย่างไร
สุดท้าย เราก็เลยได้แต่ช่วยกันดูแลโลกด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่กี่วิธีที่บอกกัน
เบื่อก็เลิก, แล้วเปลวไฟของกระแสสิ่งแวดล้อมไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้เลย
หากเราตั้งคำถามกันเสียใหม่ว่า ด้วยศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่กับตัว
เราสามารถช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดได้อย่างไร
หากเรารู้จักตัวเอง และรู้จักปัญหา
เราจะพบวิธีการดูแลโลกที่แปลกใหม่และหวังผลได้อีกมากมายไม่รู้จบ
เหมือนอย่างที่หลายๆ ประเทศในโลกนี้กำลังเป็น
วิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดกันได้ข้ามสาขาอาชีพ
หากกราฟิกดีไซเนอร์สักคนได้รับคำถามว่า
เขามีวิธีช่วยโลกนี้ง่ายๆ อย่างไร เขาอาจจะตอบว่า ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
แต่ถ้าถามใหม่ว่า โดยอาชีพของเขา เขาสามารถช่วยโลกนี้ได้มากที่สุดอย่างไร
เขาคงจะทบทวนถึงกระบวนการทำงานของตัวเองว่า ทิ้งผลกระทบอะไรไว้กับโลกบ้าง
และอะไรคือผลกระทบหนักหนาที่น่าแก้ไขที่สุด
เหมือนอย่างที่กลุ่มครีเอทีฟในเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ SPRANQ ได้ลองถามตัวเองมาแล้ว
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลักที่เกิดจากงานพิมพ์ก็คือการใช้กระดาษ
ซึ่งทุกวันนี้มีคนพูดเรื่องการประหยัดกระดาษแล้วมากมาย
เขาไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ
สิ่งที่เขาทำก็คือ หากจำเป็นต้องสั่งปรินต์จริงๆ เราสามารถช่วยประหยัดอะไรได้อีก
ในการสั่งพิมพ์แต่ละครั้ง นอกจากจะใช้กระดาษแล้วก็ยังต้องใช้หมึกด้วย
ดีไซเนอร์กลุ่มนี้ก็เลยตั้งใจว่าจะลดการใช้หมึกพิมพ์ลงด้วยทักษะการออกแบบที่พวกเขามี
ผลที่ได้ก็คือ ฟอนต์ใหม่เอี่ยมชื่อ Sprang Eco Sans
พวกเขาตั้งคำถามว่า จะสามารถลดทอนการพิมพ์ตัวหนังสือแต่ละตัวลงได้มากที่สุดแค่ไหน
โดยที่ยังสามารถอ่านตัวอักษรนั้นได้
หลังจากลองอยู่หลายวิธี ก็มาจบที่การใส่จุดกลมเข้าไปตัวหนังสือ
โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรูในชีส
รูที่ว่านี้สามารถช่วยประหยัดหมึกพิมพ์ลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
ฟอนต์นี้ใช้ได้กับระบบปฏิบัติการของเครื่อง PC และ Mac
และยินดีให้ทุกคนโหลดไปใช้ได้ฟรีๆ ที่ www.ecofont.eu
ถ้าเราให้โจทย์นักออกแบบไปว่า ต้องการโปสเตอร์รณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่สวย
เราก็จะได้โปสเตอร์ที่สวย
แต่ถ้าเราตั้งโจทย์ว่า ต้องการโปสเตอร์ที่ใช้กระดาษน้อยที่สุด ใช้หมึกน้อยที่สุด น้ำหนักเบาที่สุด
หรือใช้พลังงานในการผลิตน้อยที่สุด
เราก็จะได้โปสเตอร์ที่ตัวมันเองก็มีส่วนร่วมในการดูแลโลกด้วย
ไม่ใช่แค่กราฟิกดีไซเนอร์ที่สามารถหาทางออกในการดูแลโลกตามความถนัดของตัวเองได้
ผมเชื่อว่างานทุกสาขาอาชีพล้วนสามารถทำได้
หากเราตั้งคำถามที่ถูกต้องให้กับตัวเอง
คุณสมบัติของกระดาษที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้
Posted by zcongklod on Dec 4, 2008






กระดาษบางๆ บางแผ่นมันก็ช่างทรงพลังและส่งพลังออกมาได้มากมาย
หลังจากที่ผมประกอบอาชีพทำนิตยสารมาได้พักใหญ่
ความตื่นตาตื่นใจในการพลิกนิตยสารอ่านก็ลดน้อยถอยลง
หัวใจไม่ได้เต้นแรงเพราะอ่านนิตยสารมานานแล้ว
จนได้อ่านนิตยสาร Colors ฉบับใหม่นี่แหละครับ
Colors เป็นนิตยสารราย 3 เดือน บอกเล่าเรื่องราวเชิงสารคดีที่ผมเรียกเองมั่วๆ ว่า Glocal
คือพูดเรื่อง Local เล็กๆ ทั่ว Global
ตามสโลแกนที่ปะหัวมาตลอดว่าเป็น Magazine for the rest of the world
พวกเขาเชื่อว่าความหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ และทุกวัฒนธรรมมีคุณค่าเท่ากันหมด
เราก็เลยได้เห็น Colors ทำเรื่องในประเด็นที่แสนจะชายขอบ
เช่น พลังงาน ความรุนแรง เอดส์ อัฟริกา เงิน หรือ ตาบอด
ความพิเศษของ Colors คือเป็นนิตยสารที่ไม่มีคอลัมน์ประจำ ทั้งเล่มเป็นสกู๊ปแค่เรื่องเดียว
โดยมีอาวุธหนักคือภาพถ่ายสไตล์ Colors การเรียบเรียงเนื้อหาที่สั้นกระชับกินใจ
และวิธีการนำเสนอที่เต็มไปด้วยความครีเอทีฟ
ไม่ว่านิตยสารเล่มนี้เล่าเรื่องอะไรมันก็เลยน่าสนใจไปเสียหมด
Colors ฉบับล่าสุดโปรยปกว่าเป็นฉบับ Victims หรือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ระดับ 8 ริกเตอร์ ที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เหตุการณ์ครั้งนั้นพรากชีวิตผู้คนไป 69,181 คน สูญหาย 17,686 คน บาดเจ็บ 374,061 คน
และทำให้ประชากร 4.8 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย
ในแง่หนึ่งมันคือฝันร้าย แต่อีกแง่เราก็ได้เห็นการส่งความปรารถนาดีแบบไม่มีพรมแดน
ภายในเวลาสั้นๆ มีเต็นท์ส่งมาบริเวณที่เกิดเหตุกว่าล้านหลัง ผ้าห่ม 4.7 ล้านผืน เสื้อผ้ากว่า 13 ล้านชิ้น
คนจำนวน 200,000 คนจากทั่วประเทศเดินทางมาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือในสิ่งที่พอจะช่วยได้
และความช่วยเหลือนานารูปแบบอีกมากมายที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลก
Colors หยิบเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเล่าโดยพูดถึงการสูญเสีย ผู้ที่อยู่รอด และกำลังใจจากเพื่อนร่วมโลก
โดยบอกเล่าผ่านภาพถ่ายสะเทือนอารมณ์ 30 ภาพ
ทีมงานนิตยสารเล่มนี้เดินทางไปพบกับพระชาวทิเบต 30 รูปทั่วโลก
ทั้งในอิตาลี อินเดีย อเมริกา เยอรมนี
เพื่อยื่นภาพถ่ายให้ดูและขอให้ท่านช่วยให้พรกับผู้ประสบภัย
เมื่อเรากางนิตยสารฉบับนี้ออกอ่าน
หน้าขวาจะเป็นภาพถ่ายและข้อความสั้นๆ ที่พระทิเบตท่านพูดถึงเหตุการณ์ในภาพ
และอำนวยพรให้กับผู้สูญเสีย
หน้าซ้ายเป็นภาพงานกราฟิกชั้นเยี่ยมที่เอารูปถ่ายของพระแต่ละรูปมาจัดวางบนธงผ้าแบบทิเบต
พร้อมด้วยลายมือที่เขียนคำอธิษฐาน
เป็นงานออกแบบที่ดูศักดิ์สิทธิ์ สง่างาม และเท่มาก
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับทิเบตนั้นเข้าข่ายย่ำแย่ อาจจะเรียกกันว่าเป็นอริได้ง่ายกว่ามิตร
การที่ Colors เลือกพระทิเบตซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญของทิเบต
ให้สวดอวยพรให้กับผู้สูญเสียชาวจีนจึงเป็นการเพิ่มประเด็นสันติภาพระหว่างจีนกับทิเบตเข้าไปอีก
และที่มันกว่านั้นก็คือ Colors ซึ่งนับได้ว่าอยู่ในเครือของเสื้อผ้าแบรนด์ดังอย่าง Benetton
ยังสร้างงานออกแบบช็อกโลกออกมาอีกชิ้นก็คือ
โฆษณาหน้าคู่ที่มีพระทิเบตและทหารจีนยืนหันหน้าก้มศีรษะไหว้กันใต้ข้อความตัวโตว่า Victims
โฆษณาชิ้นนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันระดับแนวหน้าของโลกหลายเล่ม
ในวันเปิดกีฬาโอลิมปิกที่จีนเป็นเจ้าภาพ
และภาพนี้ก็ยังกลายเป็นลายเสื้อยืดที่ Benetton ทำออกมาขาย
เพื่อหาเงินให้กับสภากาชาดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้
ย้อนกลับมาที่นิตยสาร Colors เล่มนี้อีกครั้ง
หากมองเผินๆ นี่ก็คือนิตยสารเล่มหนึ่งที่ไม่ได้ต่างอะไรไปจากนิตยสารเล่มอื่นๆ
แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่า หน้ากระดาษทุกหน้ามีรอยปรุไว้ให้ฉีกขาดจากเล่มได้อย่างง่ายดาย
และด้านบนของหน้ากระดาษก็ถูกเจาะรูไว้สองรู
เป้าหมายก็คือให้เราดึงหน้ากระดาษแต่ละแผ่นออกแล้วนำไปร้อยเป็นธงราว
แบบเดียวกับผ้ายันต์หลากสีของทิเบต
ยันต์กระดาษ 30 แผ่นนี้มีด้านหนึ่งเป็นภาพถ่ายความสูญเสีย
และอีกด้านหนึ่งเป็นรูปยันต์พร้อมคำสวดอธิษฐานขอพรให้คุ้มครองผู้ประสบภัย
แล้วก็ยังมีหน้ากระดาษว่างๆ ให้เราได้ร่วมเขียนคำอธิษฐานด้วย
คนทิเบตเชื่อว่าถ้าเราขึงธงนี้กลางแจ้ง เมื่อลมพัดผ่านจะช่วยทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง
หน้าแรกของนิตยสารเล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนมากว่า
ภายในนิตยสารเล่มนี้มีข้อความและสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ตีพิมพ์อยู่
กรุณาให้ความเคารพ อย่าโยน อย่าทิ้ง อย่าวางในที่ที่ไม่เหมาะสม
ถ้าคุณทนไม่ได้ก็จงนำมันไปเผากลางแจ้ง ควันจะส่งให้คำอธิษฐานทั้งหมดล่องลอยสู่ท้องฟ้า
พลังความศักดิ์สิทธิ์ของกระดาษปึกนี้มีมากแค่ไหนและมีจริงไหม ผมไม่ทราบ
แต่ที่แน่ๆ กระดาษปึกนี้ส่งพลังบางอย่างในปริมาณมหาศาลมาสู่คนอ่าน
และคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยกัน
ถ้าเรามองผลงานของเราว่าเป็นแค่กระดาษ มันก็จะเป็นแค่กระดาษ
แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันมีพลังพอจะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้
กระดาษบางๆ บางแผ่นก็ทำได้
ธรรมชาติวาดรูป
Posted by zcongklod on Sep 14, 2008
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เราไม่ค่อยจะรู้สึกว่าธรรมชาตินั้นมีชีวิต
ยังไม่ต้องพูดกันไกลถึงธรรมชาติ เอาแค่มด แมง แมลง ยุงที่อยู่รอบตัว
เราก็ปลิดชีวิตมันได้โดยไม่รู้สึกเศร้าสะเทือนใจ
หรือถ้าขยับออกไปอีกนิด ในระดับของต้นไม้ใบหญ้า
เราก็เด็ดตัดโค่นถอนได้โดยไม่รู้สึกว่าเรากำลังทำร้ายชีวิต
ราวกับเชื่อว่า มนุษย์เป็น สิ่งมีชีวิต ชนิดเดียวที่ มีชีวิต และมีสิทธิที่จะมีชีวิต
ยุคโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลผ่านไปนานแล้ว
แต่ยุคที่มนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลกยังไม่มีทีท่าว่าจะเราจะข้ามผ่านไปได้
ในเมื่อมนุษย์มองไม่เห็นชีวิตในสิ่งรอบตัว เราก็เลยไม่รู้สึกนึกรัก อยากดูแลทะนุถนอม
น้ำตาของวัวที่ไหลออกมาก่อนโดนเชือดทำให้เราสะเทือนใจ และรู้สึกได้ถึงชีวิตของมัน
โชคไม่ดีที่ต้นไม้ไม่มีน้ำตากับเขาบ้าง
ถ้าในจังหวะที่คมเลื่อยไฟฟ้ากำลังจะชำแรกลำต้น ต้นไม้ร้องไห้ออกมาได้
หลายคนคงไม่อยากพรากชีวิตต้นไม้
การสื่อสารว่าต้นไม้มีชีวิตนั้นไม่ยาก
เพราะแค่เราเดินหลบหน้ามันไปสักเดือน กลับมาเราย่อมเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งนั่นคือชีวิต
แต่เหมือนยังกระทบใจไม่พอ
และอีกหลายๆ วิธีที่พอจะคิดได้ เช่น สังเกตการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ตามฤดูกาล
ติดตามการแตกหน่อก่อใบ ผลิดอกออกผล
มันก็ยังไม่สามารถทำให้เรารู้สึกว่า ต้นไม้มันชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับมนุษย์ได้
แต่ศิลปินชาวอังกฤษนาม ทิม โนวเลส (Tim Knowles) ทำได้
ผ่านการนำเอาศิลปะมาผสานกับธรรมชาติ
ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแต่ไหนแต่ไร
มนุษย์เราต่างสร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยมีแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอยู่แล้ว
เราขีดๆ เขียนๆ รูปและเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติมาตั้งแต่ได้กระดาษดินสอชุดแรกในชีวิตด้วยซ้ำ
ทิมไม่ได้วาดรูปธรรมชาติ แต่เขาเลือกที่จะชวนธรรมชาติวาดรูป
ก่อนอื่น เราควรจะทำความรู้จักกับทิมเพิ่มเติมสักนิด
เขาเป็นศิลปินที่ถนัดสร้างงานแบบคอนเซปต์จ๋า
และงานเกือบทั้งหมดของเขาเป็นการเปลี่ยนสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้
ทำนองว่าหาทางเป็นร่างทรงให้องค์ธรรมชาติลงมาสร้างงานผ่านเครื่องมือของเขา
ตัวอย่างเช่น
การถือกังหันขนาดเล็กที่มีลูกศรชี้ทางแล้วเดินไปตามทางที่ลมพัดแบบก้าวต่อก้าว
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกบันทึกผ่านระบบจีพีเอส
เมื่อเดินจนพอใจ เขาก็สั่งให้คอมพิวเตอร์เปลี่ยนข้อมูลเส้นทางการเดินของเขา
ให้กลายเป็นเส้นแล้วปรินต์ออกมา
ลายเส้นที่เกิดขึ้นบนกระดาษนั้นเขาว่า
มันคือการจับปากกาลากเส้นสายลงบนกระดาษของลม โดยมีเขาเป็นตัวกลาง
อีกงานเป็นการขับรถข้ามเทือกเขาแอลป์
ท้ายรถของเขามีม้วนกระดาษที่ถูกขึงไว้อย่างดี พร้อมปากกาที่จรดอยู่บนกระดาษ
กระดาษม้วนนี้ค่อยๆ หมุนไปอย่างช้าๆ
เมื่อรถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา กระเด้งกระดอน จึงมีผลต่อปากกาและกระดาษ
สุดท้ายเมื่อถึงปลายทาง เขาก็ได้งานศิลปะลายเส้นหนึ่งชิ้นที่เป็นสัญลักษณ์ของการข้ามเทือกเขาแอลป์
และผลงานสร้างชื่อที่สุดก็ว่าได้ของเขาคืองานที่เรียกว่า Tree Drawing
หรือการชวนต้นไม้วาดรูป
วิธีการก็คือ เอาดินสอหรือปากกาจำนวนตั้งแต่หลักหน่วยจนถึงครึ่งร้อยไปติดไว้ที่ปลายกิ่งไม้
ตามกฎแรงโน้มถ่วง ดินสอเหล่านั้นย่อมทิ้งน้ำหนักลงมา
เขาก็เอากระดาษขาวไปรองไว้ใต้ดินสอปากกา
ทั้งรองแบบวางบนพื้นราบ ทั้งตั้งบนแคนวาสราวกับรอให้ศิลปินเอกมาวาด
หรือการใช้กระดาษขนาดใหญ่ยักษ์มารอรับภาพวาดจากธรรมชาติ
พอลมพัดมา กิ่งก้านของต้นไม้เกิดอาการสั่นระริก เอนไหวไปตามแรงลม
ก็พลอยลากปากกาไปมาบนกระดาษ
ทิ้งไว้พักใหญ่เราก็จะได้ผลงานลายเส้นฝีมือของต้นไม้ ซึ่งทิมบอกว่า
ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่างานจะออกมาเป็นยังไง
แต่เขาก็พบว่า ต้นไม้แต่ละต้นนั้นมีสไตล์ลายเส้นที่ไม่เหมือนกัน
ต้นไม้บางพันธุ์จะได้ลายเส้นที่บางเบา แต่บางพันธุ์ก็ดุดัน
พันธุ์ที่ทิมยกนิ้วให้ว่ามีฝีไม้ลายมือทางศิลปะเป็นอันดับหนึ่งคือต้นโอ๊ค
เพราะผลงานรูปวาดของมันนั้นออกมาคล้ายต้นโอ๊คมาก
ราวกับว่าวาดตัวเอง ขนาดนั้น!
พอได้งานเรียบร้อย ทิมก็นำผลงานเหล่านี้ไปจัดแสดง
หากไม่ทราบที่มา ลายเส้นสีดำบนกระดาษขาวเหล่านี้ก็จัดว่าดูดีมีเสน่ห์
แต่เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหลังผลงานแต่ละชิ้นว่ามีที่มาอย่างไร
คุณค่าและความงามของภาพก็ถูกเร่งระดับขึ้นอีกเป็นเท่าทวี
ภาพเช็ตนี้ของทิมถูกนำไปใช้ในงานโฆษณาของ FSC องค์กรที่สนับสนุนการใช้ไม้ปลูกแทนไม้ป่า
งานชิ้นนี้คว้ารางวัลโกลด์ด้านกราฟิกดีไซน์มาได้จากเทศกาล ADC*E Awards 2008
นั่นหมายถึง งานชิ้นนี้อาจไม่ได้โดดเด่นด้วยไอเดีย
แต่เด็ดขาดด้วยสไตล์ลายเส้นและเลย์เอาท์
ซึ่งคงต้องยกเครดิตให้อาร์ตไดเรกเตอร์และผู้วาดภาพ (Illustrator)
เมื่อเหลือบไปดูเครดิตของผู้วาดภาพ เขาลงไว้ว่า Larch, Oak, Pine
ทิมมองต้นไม้ทุกต้นที่สร้างงานทุกชิ้นว่าเป็น ศิลปิน เป็นเจ้าของงาน
ยิ่งถ้าเราได้เห็นภาพกิ่งก้านของต้นไม้ที่กำลังจรดปากกาลงบนเฟรมที่วางอยู่บนขาตั้ง
เราคงไม่เห็นแตกต่างไม่จากทิม
ต้นไม้มีชีวิตและทำสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย ถ้าเราตั้งใจมองมัน
ติดดิน
Posted by zcongklod on Jun 1, 2008
ผมมีเรื่องศิลปินติดดินมาเล่าให้ฟังครับ
โดยรูปแบบแล้วพวกเขาไม่น่าจะเข้าค่ายศิลปินติดดิน
แต่โดยสารของงานและวิธีการสร้างแล้ว
พวกเขาคือศิลปินติดดินที่ติดดินยิ่งกว่าศิลปินคนไหนๆ
งานของพวกเขาเข้าค่ายสตรีทอาร์ต หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะในพื้นที่ชุมชน
เพื่อบอกเล่าสารบางอย่างสู่คนที่เดินผ่านไปมา
แต่ด้วยวิธีการสร้างงานแบบกองโจรที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ
และตำแหน่งที่อยู่ของมันซึ่งมักจะระรานความสบายทางสายตา
ยิ่งเมื่อรวมกับภาพของแก๊งกราฟฟิตี้ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของชาวสตรีทอาร์ต
ในความรู้สึกของคนทั่วไป สตรีทอาร์ตเลยมีภาพลักษณ์เป็นอาชญากรรมมากกว่าศิลปะ
ผมเคยพลิกๆ หนังสือรวมภาพ Street Logo
หรือโลโก้ (ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายที่สุดคิดภาพกราฟฟิตี้เลยก็ได้ครับ)
ที่ศิลปินมือคันเขียน พ่น และแปะไว้ตามที่สาธารณะจากทั่วทุกมุมโลก
ถ้าดูเพลินๆ แบบที่คิดว่ามันไม่ได้อยู่บนกำแพงบ้านเรา ผมก็รู้สึกว่ามันสวยดี
บางลายก็เปี่ยมไปด้วยไอเดีย อย่างควรค่ากับการเรียกว่างานศิลปะ
พอเปิดมาถึงภาพของงานกราฟฟิตี้จากเมืองไทย เห็นแล้วผมยิ้มแก้มปริเลยครับ
มันเป็นงานที่ใช้เทคนิคสเตนซิล (Stencil) หรือ การเจาะกระดาษทำบล็อกแล้วใช้สีสเปรย์พ่นใส่ที่ว่างของบล็อกนั้น
ลวดลายก็จะปรากฏบนกำแพงด้วยความรวดเร็ว
งานชิ้นนี้ไม่ใช่งานกราฟฟิตี้ที่เราเห็นคนพ่นทิ้งไว้ตามอาคารรกร้าง
แต่เป็นชื่อและโลโก้ของสถาบันช่างกลแห่งหนึ่ง
ด้วยความคนไทยอย่างเราคุ้นชินกับมันมานาน เห็นแล้วเลยไม่รู้สึกรู้สาอะไร
แต่พอฝรั่งมังค่ามาเห็น เขาก็คิดว่า นี่คือกราฟฟิตี้สไตล์ไทยๆ
ที่จริงมันก็ใช่นะครับ แถมยังเป็นกราฟฟิตี้ที่ฝังรากลึกอยู่คู่กับสังคมไทยมานานนม
ก่อนจะมีการพ่น Tag ชื่อกลุ่มทับกันไปทับกันมาของชาวกราฟฟิตี้
น้องๆ ช่างกลไทยก็พ่นคำนับญาติบลัฟกันไปบลัฟกันมาระหว่างสถาบันกันมาก่อนแล้ว
ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่า
หลายปีมานี้การพ่นกำแพงนับญาติกันระหว่างสถาบันลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก
ในขณะที่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งไทยทั้งอินเตอร์
กระโดดลงมาสนุกกับการระบายกำแพงมากขึ้น
และบ้านเมืองเราก็เปรอะเปื้อนมากขึ้น ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ ในโลก
ถึงศิลปินสตรีทอาร์ตจะถูกตีตราว่าเป็นอาชญากร
แต่ศิลปินหลายคนก็ยอมเป็นโจรแบบโรบินฮู้ดที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน
ศิลปินสตรีทอาร์ตหลายคนมุ่งมั่นที่จะสร้างงานเพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาทางสังคม
หัวหอกของวงการก็มีเจ้าพ่อกราฟฟิตี้อย่าง Banksy,
กลุ่มนักปลูกต้นไม้แบบกองโจรอย่าง Guerrilla Gardening,
ศิลปินสาวที่สนุกกับการปักข้อความน่ารักตามเบาะรถเมล์
เพื่อเตือนว่าพื้นที่สาธารณะเป็นของเราไม่ใช่ของโฆษณาอย่าง Urika Erdes
และศิลปินติดดิน 2 คนของเราที่ตอนนี้กำลังเนื้อหอมมาก
พวกเขาเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต ที่สร้างงานกราฟฟิตี้ด้วยดิน
คนแรก Jesse Graves นักศึกษาวัย 19 ปีจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ในสหรัฐอเมริกา
ในวิชาเรียน Guerrilla Printmaking เขาได้รับโจทย์จาก Nicolas Lampert ศิลปินสตรีทอาร์ตและอาจารย์ประจำวิชาให้เอางานศิลปะออกจากห้องเรียนไปแสดงที่ไหนก็ได้
Graves ตั้งใจว่าอยากจะช่วยล้างมลทินให้กับสตรีทอาร์ต
และช่วยส่งเสริมการส่งสารด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สาธารณะ
เขาเลือกทำกราฟฟิตี้ด้วยเทคนิคสเตนซิล
แต่ว่าไม่ใช้สีเปรย์เพราะมันอันตรายต่อสุขภาพและโลก ลบล้างก็ยาก
และเขาไม่อยากให้งานศิลปะของเขามีส่วนทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
เพราะนั่นหมายถึง มันจะกลายเป็นงานศิลปะไม่มีใครต้องการ
Graves เลยเปลี่ยนจากสีเปรย์มาใช้ดินป้ายลงบนบล็อกสเตนซิลแทน
ทีแรก Graves ก็ไม่ได้คิดอะไร
แต่พอทำๆ ไปเขาก็พบว่าการสร้างงานจากดินนั้นมันมี texture ของเนื้อดิน
ก็เลยมีเสน่ห์ดึงดูดคนมากกว่างานที่ทำจากสเปรย์
เพราะมันทั้งสวยและทั้งชวนให้งงว่า ดินมันมาติดอยู่บนกำแพงได้ยังไง
โดยปกติแล้ว งานกราฟฟิตี้แต่ละชิ้นมีอายุไม่ยืนนัก
เพราะมันมักจะถูกบอมบ์หรือพ่นทับโดยนักกราฟฟิตี้ที่คิดว่าตัวเองทำได้แจ๋วกว่า
แต่งานของ Graves กลับไม่ถูกบอมบ์ทับ
งานของเขาอยู่ยงมาได้คราวครึ่งค่อนปีแล้ว
คนถัดมา Edina Tokodi เป็นศิลปินสาวชาวฮังการีวัย 29
เธอสร้างงานที่เรียกว่า มอสกราฟฟิตี้
เธอใช้วิธีปั้นภาพนูนต่ำรูปสิงสาราสัตว์ไปแปะอยู่ตามตึกร้าง ที่ก่อสร้าง และลานจอดรถในย่านบรูคลิน
เธอสร้างงานด้วยดินแล้วโปะหน้าด้วยมอส
ไอเดียของงานชุดนี้ก็คือ เธออยากบอกทุกคนว่า
ทุกคนควรมีสวนของตัวเอง เหมือนที่เธอเคยมีสวนในบ้านที่ฮังการี
เป็นการเตือนให้คนเมืองนึกถึงธรรมชาติบ้าง
ไม่ใช่แค่ศิลปินติดดิน 2 คนนี้เท่านั้นที่หันมาทำสร้างสตรีทอาร์ตจากวัสดุธรรมชาติ
ตอนนี้มันกลายเป็นเทรนด์ที่เริ่มระบาดไปทั่วอเมริกาและแคนาดาแล้ว
กราฟฟิตี้ไม่ใช่วายร้ายเสมอไป
และกราฟฟิตี้ก็ไม่ใช่เรื่องสูงส่งและไกลตัวจนสื่อสารกับชาวบ้านไม่ได้
ศิลปินติดดิน 2 คนนี้ยืนยันได้ครับ
ท่านผู้ดมทุกท่าน
Posted by zcongklod on May 30, 2008
ตอนเด็กๆ ผมเคยเห็นตัวละครในหนังจีนเอามือบีบจมูกก่อนดื่มยาจีนรสชาติแสนพะอืดพะอม
คล้ายกับว่ารูจมูกที่ถูกบีบให้ตีบจะช่วยให้เราผ่านอาหารรสชาติแย่ๆ ไปได้
ผมลืมเรื่องนี้ไปแล้วพร้อมความทรงจำที่ว่า
การบีบจมูกคือการป้องกันไม่ให้เราได้กลิ่นเหม็นของอาหารและเครื่องดื่ม
ไม่นานมานี้ ผมได้ดูรายการสารคดีรายการหนึ่ง
พิธีกรให้ข้อมูลว่า เราลิ้มรสและจดจำอาหารจากกลิ่น
พร้อมกับทดลองด้วยการให้พิธีกรอีกคนบีบจมูกให้สนิทแล้วปิดตา
จากนั้นให้ลองดูดน้ำจาก 3 ขวด ผลการทดลองคือ
เขาไม่สามารถบอกได้เลยว่าดูดอะไรเข้าไป แม้แต่น้ำส้มสายชู!
ผมไม่เชื่อ เลยทดลองกับตัวเอง
ผลสรุปไม่ต่างกัน
ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าน้ำที่ไหลผ่านลิ้นแล้วหล่นลงคอไปนั้นมันคืออะไร
แปลกดีนะครับ แค่ไม่ได้กลิ่น เรากลับไม่สามารถสัมผัสรสชาติของอาหารได้
พอย้อนกลับไปคิดถึงตอนเด็กๆ คุณครูเคยสอนว่าแก๊สหุงต้มไม่มีกลิ่น
แต่กลิ่นฉุนที่เราสูดเข้าไปนั้น เป็นการเติมเข้าไปภายหลังเพื่อความปลอดภัย
เราจะได้รู้ตัวเมื่อแก๊สรั่ว
กลิ่นเลยทำหน้าที่บอกการมีอยู่ของบางอย่าง
ในขณะเดียวกัน กลิ่นที่จางไปก็บอกได้ถึงการจากลา
ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่ากลิ่นนั้นสำคัญถึงเพียงนี้
จนกระทั่งได้ข่าวนิทรรศการเกี่ยวกับกลิ่นที่ชื่อ Extinct and Impossible Smells
ซึ่งประกาศว่านี่คือนิทรรศการ ‘แรกในโลก’
มันเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงกลิ่นของสิ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากโลก
และกลิ่นจากเหตุการณ์สำคัญของโลก นิทรรศการนี้เน้นดมมากกว่าดูครับ
งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจกันของ
นักทำน้ำหอม นักเคมี นักพฤกษศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์จากองค์กรนาซ่า
พวกเขามองว่า ในโลกนี้ไม่มีกลิ่นที่หอมหรือเหม็น เพราะกลิ่นที่เราชอบ เพื่อนของเราอาจจะเกลียดก็ได้
ถ้าเราเป็นคนจัดนิทรรศการนี้ เราจะหากลิ่นอะไรมาโชว์บ้าง?
ให้เวลาคิดนิดนึงครับ
กลิ่นที่พวกเขาเลือกมานำเสนอต่อผู้ดม มันพิลึกพิลั่นประมาณนี้ครับ
กลิ่นที่เกิดขึ้นหลังจากระเบิดปรมาณูลูกแรกถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 6 สิงหาคม 1945
เขาว่ามันเป็นกลิ่นที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นกลิ่นแสบฉุน และมีความเป็นโลหะมาก
กลิ่นเส้นผมของคลีโอพัตรา เป็นกลิ่นเครื่องหอมซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวอิยิปต์โบราณ
มีส่วนผสมของลูกเกด อบเชย และไวน์
กลิ่นของสถานีอวกาศเมียร์ของรัสเซียที่เผาไหม้ตอนผ่านชั้นบรรยากาศโลกในปี 2001
เป็นกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่แสบจมูกมาก ผสมกับกลิ่นเหม็นไหม้ และกลิ่นของเสียของนักบิน
กลิ่นผิวหน้าของดวงอาทิตย์ มันเป็นกลิ่นที่ออกแนวบรรยากาศ
แบบเดียวกับเวลาที่เราเดินในห้องที่มีแดดสาดเข้ามา เป็นกลิ่นร้อนๆ ที่ให้ความสดชื่น
กลิ่นของความพ่ายแพ้ ก่อนจะมีประเพณียกธงขาวยอมแพ้
การจุดธูปกลิ่นพิเศษทั่วกำแพงเมืองก็เป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้ ซึ่งมีใช้กันแถบอิสราเอล อิยิปต์ ซีเรีย
กลิ่นของน้ำหอมที่ค้นพบในซากเรือไททานิค
กลิ่นของคอมมิวนิสต์ ซึ่งมาจากตลาดขายของมือสองที่ส่วนใหญ่มาจากเยอรมนีตะวันออก
แล้วก็มาถึงกลิ่นที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ นั่นก็คือ
กลิ่นของดอกไม้ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
ทั้งชนิดที่จากโลกนี้ไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
และที่เพิ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อสัก 30 กว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า
กลิ่นเหล่านี้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่โดยนักพฤกษศาสตร์มือดี
วิธีการมันไม่ได้ยุ่งยากและสลับซับซ้อนเหมือนการเพาะไดโนเสาร์ในเรื่องจูราสสิกพาร์ค
ทีมงานนักพฤกษศาสตร์เริ่มต้นจากการเสาะหารายชื่อของดอกไม้และต้นไม้ที่หายจ้อยไปจากโลก
จากนั้นก็จำแนกว่า มันสามารถนับญาติได้ใกล้ชิดกับพืชพันธุ์ไหนบ้างที่ยังมีชีวิตอยู่
จากนั้นก็รวมรวมข้อมูลจากอดีตว่า กลิ่นของพวกมันเป็นอย่างไร
พอนำมาผสมกับกลิ่นของญาติมัน เราก็พอจะเดาได้ว่า กลิ่นของต้นไม้ในอดีตนั้นเป็นอย่างไร
การที่มีคนได้ดมกลิ่นดอกไม้ที่สูญพันธุ์ไปแล้วไม่น่าจะช่วยให้มันกลับฟื้นคืนชีวิตได้
ประโยชน์ของมันอาจจะอยู่ที่ทำให้ผู้ดมได้รู้จักสนใจในรายละเอียดรอบตัวมากขึ้น
ใส่ใจถึงการมีอยู่ของเพื่อนร่วมโลกอีกมากมาย
แล้วเราก็จะเข้าใจเองแหละว่า หากกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งต้องหายไป
มันหมายถึงเราสูญเสียอะไร
สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่สายลม
ฉุน
Posted by zcongklod on Apr 26, 2008
ทราบไหมครับว่าทำไมสายตาของพระประธานในโบสถ์ถึงต้องมองลงต่ำด้วย?
จะได้สบตากับพุทธศาสนิกชนที่เข้ามากราบไหว้…ก็คงใช่
ในแง่ความสวยงาม สายตาที่กดลงตรงองศานี้น่าจะงามที่สุด…ก็ไม่น่าจะผิด
แต่ผมเพิ่งทราบที่มาที่ไปใหม่เอี่ยมจากผ.ศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์สุดที่รักของผมเมื่อไม่นานมานี้
ท่านบอกว่ามันคือปริศนาธรรม ที่ต้องการจะสอนสั่งคนที่เข้ามากราบไหว้
อยากลองเดาไหมครับ?
เดาถูกก็เก่งล่ะ เผลอๆ อิคคิวซังก็ยังคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ
อาจารย์บอกว่า มันคือพรที่พระประธานท่านตั้งใจมอบให้พวกเราทุกคน
แต่ดูเหมือนไม่ค่อยจะมีใครก้มเก็บกลับไปสักเท่าไหร่
เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาขอแต่ โชคลาภ
เลยลืมเก็บความสุขกลับไปด้วย
ปริศนาธรรมจากสายตาของพระประธานนั้นตีความได้ว่า
จิตจะเบิกบาน ถ้าเราไม่ทอดทิ้งผู้ทุกข์ยาก
เรื่องนี้เราคุยกันต่อหน้าพระประธานความสูงเท่าตึก 2 ชั้น คาดว่าอาจารย์ไม่น่าจะล้อเล่น
อาจารย์บอกว่า พระประธานท่านสอนให้เรารู้จักก้มมองคนที่ต้อยต่ำกว่าเรา
ถ้าเรามองแต่คนที่อยู่สูงกว่า เราก็จะเอาแต่ทำทุกอย่างเพื่อถีบตัวเองให้ทะยานไปข้างหน้า
การมองคนที่ต่ำกว่าทำให้เรามีความสุขกับชีวิตของเรา
และจะยิ่งมีความสุขขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่ทอดทิ้งคนเหล่านั้น
มองเพื่อให้เห็น เห็นแล้วก็ช่วยกันดูแล
อาจเป็นเพราะระบอบประชาธิปไตย เราจึงรู้สึกกันว่าเสียงส่วนใหญ่คือข้อสรุป
แล้วเราก็สนใจกันแต่เสียงส่วนใหญ่ และคนกลุ่มใหญ่
เสียงส่วนน้อย และคนกลุ่มน้อย จึงแทบไม่มีความหมาย
เวลาที่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อดูแลคนกลุ่มเล็กๆ ผมเลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง
อย่างเช่นเรื่องราวจากแดนอาทิตย์อุทัยเรื่องนี้
รู้จักสัญญาณกันเพลิงไหม้กันใช่ไหมครับ?
ประโยชน์ของมันก็คือ เตือนผู้คนในอาคารให้ทราบว่าตอนนี้กำลังเกิดไฟไหม้ ให้รีบหนีออกไปให้เร็วที่สุด
สัญญาณกันเพลิงเลยจำเป็นต้องแผดเสียงให้ดังสนั่นลั่นตึกที่สุด
เอาให้คนนอนขี้เซาที่สุดลุกจากเตียงให้ได้
ถ้าทำให้ตื่นไม่ได้ ก็อาจไม่มีโอกาสได้ตื่นอีก
ฟังๆ ดูระบบการเตือนภัยด้วยเสียงก็ง่ายและลงตัวดีนะครับ
ถ้าโลกใบนี้มีแต่คนส่วนใหญ่ มันก็คงไม่มีปัญหา แต่ว่าโลกนี้ดันมีคนกลุ่มเล็กๆ อีกมากมายน่ะสิ
เสียงส่วนน้อยก็คือเสียง และคนส่วนน้อยก็คือคน ซึ่งเราไม่ควรละเลย
ระบบเตือนภัยด้วยเสียงดังแปดหลอดที่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหานั้นเป็นปัญหากับคนหูหนวก
เมื่อมีคนหันมาสนใจเสียงส่วนน้อย ก็มีคนหันมาช่วยเหลือคนส่วนน้อย
นั่นก็คือการหาทางออกแบบระบบใหม่ที่สามารถเตือนภัยคนหูหนวกได้
ขนาดที่ว่าทำให้คนนอนขี้เซาลุกได้…โดยไม่ใช้เสียง
ถ้าเป็นเรา เราแก้ปัญหานี้ยังไงดี?
ทางที่โครงการนี้เลือกก็คือ เตือนภัยด้วยกลิ่น
โรงงานผลิตอุปกรณ์การแพทย์แห่งหนึ่งเขาพัฒนาเทคโนโลยีในการสกัดสารประกอบกลิ่นแรงสุดฉุนออกมาจากพืชชนิดหนึ่ง
แล้วก็เก็บมันไว้ในเครื่องซึ่งพร้อมฉีดกลิ่นนี้ออกมาเมื่อเกิดไฟไหม้
กลิ่นของมันแรงขนาดที่ว่าสามารถทำให้คน 13 ใน 14 คนตื่นได้ภายใน 2 นาทีหลังจากที่ปล่อยกลิ่นออกมา
โดยคนหูหนวกจะรู้สึกตัวเร็วกว่าคนธรรมดา คนหูหนวกบางคนตื่นเมื่อกลิ่นถูกปล่อยออกมาแค่ 10 วินาทีเท่านั้น
ระบบการเตือนภัยด้วยกลิ่นนี้น่าจะพร้อมวางตลาดได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
สงสัยว่าการมองหาผู้ที่ต้อยต่ำกว่าเรา จะใช้ตาอย่างเดียวไม่พอแล้วสิครับ
อาร์ตตัวพ่อ
Posted by zcongklod on Mar 26, 2008


เคยได้ยินทฤษฎี Broken Window ไหมครับ?
มันเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาชญากรที่บอกว่า
อาชญากรรมเป็นผลที่มาจากความไม่เป็นระเบียบ
ถ้าหน้าต่างของอาคารบ้านเรือนถูกทำให้แตกแล้วไม่ซ่อม
คนที่ผ่านไปมาก็จะคิดว่า ไม่มีใครดูแล
หน้าต่างก็จะถูกทำให้แตกมากขึ้น จากนั้นชาวกราฟฟิตี้ก็จะมา
ขยะก็ถูกเอามาทิ้ง ในที่สุดก็จะกลายเป็นย่านที่มีอาชญากรรม
แล้วย่านนี้ก็จะถูกปล่อยปละละเลยมากขึ้น
ระดับของความรุนแรงที่เกิดขึ้นข้างถนนนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเสื่อมถอยของสังคม
ถ้าบ้านเมืองผุพังมาก ความรุนแรงของคดีต่างๆ ก็จะมากตามไปด้วย
ทฤษฎีได้รับการพิสูจน์แล้วในย่านเสื่อมโทรมของนิวยอร์ก
เพราะฉะนั้นกระจกแตกหนึ่งบานก็จงรีบซ่อมซะ
ผมนึกถึงทฤษฎีนี้ขึ้นมาก็เพราะเพิ่งได้อ่านเจอเรื่องของ The Heidelberg Project
โครงการศิลปะบนถนนชื่อ Heidelberg
ในเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินการมานานกว่า 20 ปี
เชื่อว่าเราคงเคยได้เห็นศิลปินทั้งไทยและเทศหลายต่อหลายคน
เอาเศษขยะและสิ่งเหลือใช้มาสร้างเป็นงานศิลปะ
แต่กับโปรเจกต์นี้ เขาไม่ได้ทำกันเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนที่เราคุ้นตา
แต่ว่าเขาเล่นกันขนาดบ้านทั้งหลัง!
อาร์ตตัวพ่อเลยครับ
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อปี 1986 หลังจากการจราจลครั้งใหญ่ในดีทรอยต์
บ้านเมืองก็ได้รับความเสียหาย เข้าข่ายเสื่อมโทรม
หลายๆ ครัวเรือนทนไม่ได้ก็ย้ายออก ทำไปทำมาก็เหลือแค่คนจนๆ ที่ไม่มีทางไป
Tytee Guyton ศิลปินท้องถิ่น,
Sam Mackeyคุณตาผู้สอนสั่งให้เขาเอาพู่กันไปทำอย่างอื่นบ้างนอกจากงานศิลปะในขนบ,
Karen Guyton อดีตภรรยาของเขา และเด็กๆ ท้องถิ่น
เลยชวนกันหยิบแปรงทาสีและไม้กวาดออกจากบ้านมาสร้างชุมชนใหม่ให้น่าอยู่ด้วยกัน
พวกเขาปัดกวาดพื้นที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยขยะ เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นรังศิลปะ
และแต่งบ้านที่ถูกทิ้งด้วยข้าวของเหลือใช้จนกลายเป็นงาน installation art ขนาดยักษ์
ด้วยความตั้งใจว่าจะใช้งานศิลปะเยียวยาความเหี่ยวเฉาของชุมชนทั้งในแง่กายภาพและจิตใจ
Tyree มองว่าพวกเขากำลังทำงานศิลปะ
เพียงแต่เปลี่ยนจากผืนผ้าใบมาเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกทิ้งขว้างอยู่ตามข้างถนนในเมืองดีทรอยต์
บ้านแต่ละหลังที่พวกเขาละเลงคืองานศิลปะหนึ่งชิ้นซึ่งมันได้พูดถึงสภาพของสังคมในปัจจุบัน
ซึ่งก็แตกต่างกันไปในแต่ละหลัง
ถ้ามองโดยรวม โครงการนี้คือสัญลักษณ์ที่บอกทุกคนว่า
มีชุมชนในดีทรอยต์จำนวนมากแค่ไหนที่ถูกทิ้งให้รกร้าง
และตั้งคำถามแล้วชวนให้ลองคิดหาคำตอบ
อีกเรื่องที่ Tyree อยากถามผู้ชมก็คือ “คุณเห็นอะไร”
งานศิลปะ ขยะ หรือการเล่าเรื่อง
อันนี้ก็แล้วแต่จะมอง ไม่มีผิด ไม่มีถูก
นั่นจึงไม่แปลกที่งานศิลปะที่คนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นขยะเหล่านี้เคยถูกคนในชุมชนรื้อทิ้งมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี 1991 และ 1999
ด้วยเหตุผลมากมาย เช่น มันคือศิลปะหรือขยะกันแน่ ถ้าสิ่งนี้อยู่ในชุมชนของคุณบ้าง คุณจะโอเคกับมันไหม
ไปจนถึงเรื่องที่ว่ามันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คนใกล้เคียงได้
ถึงมันจะถูกรื้อไป แต่มันก็กลับมา
The Heidelberg Project ได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลก ในฐานะของงานศิลปะชั้นยอด
และตัวอย่างของการใช้พลังของความคิดสร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบเพื่อเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดีขึ้น
และมันก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมทั้งแบบมาเองและซื้อทัวร์กับทางโครงการ มากกว่าปีละ 275,000 คน
21 ปีผ่านไป Tyree Guyton ก็ยังสนุกกับการโปะข้าวของใหม่ๆ
เพื่อสร้างสัญลักษณ์และสื่อสารบางอย่างสู่ผู้คนเหมือนเดิมทุกวัน
เขาแก้ปัญหาพื้นที่รกร้างซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็นขยะด้วยการนำเอาขยะมาตกแต่ง
แล้วขยะก็เปลี่ยนภาพของกองขยะให้กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาได้
จากชุมชนเศร้าๆ ก็สดใสขึ้นมาได้
เป็นความสามารถระดับอาร์ตตัวพ่อจริงๆ
ไม่ใส่ไส้
Posted by zcongklod on Feb 13, 2008

งานออกแบบชั้นยอดสามารถเปลี่ยนแปลงโลกและคนได้
นี่คือกฏของการออกแบบข้อแรกจากทั้งหมด 5 ข้อของเซอร์ ไมเคิล บิชาร์ด (Sir Michael Bichard)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้ชำนิชำนาญเรื่องราวในวงการออกแบบเท่าใดนัก
ผมเป็นแค่คนนอกที่ชะเง้อคอดูอยู่ห่างๆ
แต่หากถูกจับเข้าไปคลุกวงใน
ผมก็มักจะสนใจงานออกแบบประเภทที่ตอบโจทย์ทางสังคมมากกว่าแนวอื่น
ไม่ได้อิ่มอุดมการณ์อะไรหรอกครับ
ผมแค่รู้สึกว่า คนส่วนใหญ่มักจะมองการออกแบบกับการดูแลโลกว่าไม่น่าจะไปด้วยกันได้
งานดีไซน์ที่ยิ่งเฉียบแค่ไหน มันก็ยิ่งถูกผลักไสให้ไปอยู่กับพันธมิตรชาวบริโภคนิยมไกลขึ้นเท่านั้น
อะไรก็ตามในโลกนี้ที่ใส่คำว่า ‘ทางเลือก’ ลงไป
รับรองว่าถูกจับไปยัดอยู่ในหมู่ผู้ปรารถนาดีต่อโลกได้ไม่ยาก
แต่ไม่ใช่กับงานออกแบบผลิตภัณฑ์
สิ่งประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่ ‘คิดต่าง’ ซึ่งมักจะมากับดีไซน์ที่เฉียบ และความตั้งใจจะเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม
ไม่ค่อยจะถูกชาวกรีนยอมรับเข้ากลุ่มง่ายเหมือนสินค้าประเภทอื่น
บ้างก็มองที่ราคา
โดยลืมมองว่า สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นมีอะไรราคาถูกสักอย่าง
งานออกแบบมันเป็นศาสตร์ครับ
เป็นเครื่องมือที่เราสามารถหยิบไปใช้สร้างหรือซ่อมอะไรก็ได้
ถ้าการออกแบบมันทำให้การเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย (พวกบรรจุภัณฑ์นี่ตัวดีเลย)
การออกแบบก็สามารถทำให้เกิดการประหยัดทรัพยากรได้
(เพิ่งประกาศกันไปครับสำหรับ 5 บรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมที่สามารถนำกลับมาใช้ได้
เช่น กล่องใส่ทีวีที่นำมาพับเป็นขาตั้งทีวี เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ โดยไม่ต้องกลายเป็นขยะ)
ขึ้นกับว่าเราจะตั้งโจทย์ของการออกแบบชิ้นนั้นไว้อย่างไร
ผมเพิ่งแวะไปเยี่ยมเว็บไซต์ร้านค้าสินค้าออนไลน์เพื่อสิ่งแวดล้อมนาม
Nigel’s Eco Store ที่ www.nigelsecostore.com มาครับ
ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเว็บแห่งนี้คงหัวบันไดแทบไม่แห้ง
เพราะหลังจาก yahoo.com ประกาศให้เป็น
หนึ่งในเว็บไซต์มีสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี
ชื่อของเว็บนี้ก็ปรากฏในสื่อสาธารณะเยอะเหลือเกิน
เว็บนี้ก่อตั้งโดยนายไนเจลเมื่อปี 2548
เพราะเขาต้องการรวบรวมสินค้าเพื่อโลกทั้งหลายเอามาขายรวมกัน
โดยเน้นไปที่สินค้าประหยัดพลังงาน ใช้วัสดุที่นำมากลับมาใช้ใหม่
ไม่ก่อมลภาวะ หรือเป็นสินค้าออแกนิก
และเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน มันต้องดีกว่า
ผมว่าข้อหลังนี่สำคัญมากนะครับ
เพราะมันจะเป็นเหตุผลให้คนหันมาใช้สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ใช้เพราะเป็นแฟชั่น
สินค้าในเว็บนี้มีที่เตะตาผมอยู่ 2 ชิ้น
ชิ้นแรก คือ ถ่านไฟฉายพลังน้ำ หลักการเดียวกับแบตเตอรี่รถยนต์เป๊ะ
เมื่อเปลี่ยนมาใช้น้ำ มันก็เลยหมดปัญหาเรื่องโลหะหนักในถ่านไฟฉาย
เป็นการคิดนอกกรอบดีนะครับ
ในขณะที่คนจำนวนมากกำลังสนุกกับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (ซึ่งเป็นทางออกที่ดี)
แต่บริษัทเขากลับมองอีกแบบว่า
แล้วผลิตภัณฑ์ใส่ถ่านที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ล่ะ จะปรับปรุงมันยังไง
สุดท้ายก็เลยมาจบที่ การพลิกมาออกแบบถ่านไฟฉายพลังน้ำ
อีกตัวเป็นสินค้า (ซึ่งน่าเรียกว่าสิ่งประดิษฐ์มากกว่า) ที่ผมชอบที่สุดในรอบหลายปีนี้เลย
มันมีชื่อว่า EcoStapler หรือ ที่เย็บกระดาษเพื่อโลก
ไม่ใช่แค่เว็บนี้เว็บเดียวนะครับที่ดันเจ้านี้ขึ้นแท่นพระเอก
เว็บไซต์ขายสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ไปจนถึงเว็บไซต์รวมงานโปรดักต์ดีไซน์เด็ดๆ
ต่างพร้อมใจกันปรบมือให้ EcoStapler อย่างกึกก้อง
มันเป็นที่เย็บกระดาษที่ไม่รู้ว่าตีลังกาคิดอีท่าไหน ถึงได้ไอเดียนี้มา
พอพูดถึงที่เย็บกระดาษ
เราก็นึกถึงการยึดกระดาษเข้าด้วยกันด้วยลวดเย็บกระดาษ
โดยมีที่เย็บกระดาษเป็นเครื่องมือ
หรือถ้าจะพูดภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า
มันคือการแม็กซ์กระดาษเข้าด้วยกันด้วยไส้แม็กซ์ โดยมีแม็กซ์เป็นอุปกรณ์ช่วย
EcoStapler เป็นแม็กซ์ที่ไม่ใช้ไส้แม็กซ์!
อุปกรณ์สำนักงานราคา 325 บาทชิ้นนี้สามารถยึดกระดาษความหนาไม่เกิน 3 แผ่นเข้าด้วยกัน
โดยวิธีการตัดและพับแบบพิเศษ
ใช้งานแบบเดียวกับแม็กซ์ทั่วไปทุกประการ คือกดทีเดียวอยู่
แล้วทำไมแม็กซ์ที่ไม่ใช้ไส้แม็กซ์มันถึงควรถูกเชิดชูขนาดนั้น
นั่นน่ะสิครับ ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า
มันจะช่วยดูแลโลกได้แค่ไหน เพราะแม็กซ์แบบธรรมดาก็ไม่เห็นจะพ่นมลพิษใส่โลกสักเท่าไหร่
แม็กซ์แบบธรรมดาไม่เคยมีปัญหาครับ
จนกระทั่งเกิดแม็กซ์แบบใหม่ขึ้นมานี่แหละ เราถึงรู้ว่ามันมีข้อเสียยังไง
มีการคำนวณกันออกมาว่า ถ้าทุกคนในสำนักงานในประเทศอังกฤษ
ลดการใช้แม็กซ์ลงแค่คนละกรึ๊บต่อวัน เราจะประหยัดเหล็กไปได้ปีละ 72 ตัน
แล้วถ้าเราไม่ใช้ไส้แม็กซ์เลยล่ะ
แล้วถ้าทุกประเทศในโลกเป็นแบบนี้ล่ะ
ผมชอบงานออกแบบเพื่อสังคมก็ตรงนี้แหละครับ
น่าเสียดายที่มันเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากมองว่ามีราคา
ทราบไหมครับกฎการออกแบบข้อสองของเซอร์ ไมเคิล บิชาร์ด เขาว่าไว้ว่าอะไร
ถ้าคุณคิดว่างานออกแบบที่ดีมีราคาแพง
คุณควรจะมองถึงต้นทุนที่แท้จริงที่เกิดจากงานออกแบบที่แย่
ถ้าอยากก็ไม่ยาก
Posted by zcongklod on Jan 13, 2008

ผมเชื่อตลอดมา และคงจะตลอดไปว่า
การสื่อสารให้คน ‘รู้’ นั้นไม่สำคัญเท่าสื่อสารให้คน ‘รู้สึก’
โดยเฉพาะเรื่องทางด้านสังคม
หากอยากชวนคนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
มันต้องทำให้คนรู้สึกให้ได้เสียก่อน
นั่นเลยทำให้ผมชอบงานชิ้นนี้มาก
มันเป็นงานออกแบบ (เรียกแบบนั้นคงจะได้) ที่ผมตามหาชื่อผู้คิดไม่ได้
แต่เจอมันปลิวไสวอยู่ในเน็ตเมื่อหลายเดือนก่อน
มันเป็นงานง่ายๆ เขียนคำได้โดนใจดีเหลือเกิน
ผมขอถอดความเป็นภาษาไทยแบบงูๆ ปลาๆ ว่าอย่างนี้ครับ
มันน่าแปลกมาก ที่สังคมของเรามาถึงจุดที่ความพยายามในการขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาจากพื้นดิน
ส่งไปโรงกลั่น
เปลี่ยนให้เป็นพลาสติก
ขึ้นรูปอย่างถูกต้อง
ขนส่งต่อไปยังร้านค้า
ซื้อมัน
และนำมันกลับมาที่บ้าน
น้อยกว่าความพยายามในการล้างช้อนพลาสติกหลังจากใช้เสร็จ
คิดตามแล้วก็จริงนะครับ
เราลงมือทำอะไรได้ตั้งมากมาย
แต่แค่การล้างช้อนง่ายๆ เราดันไม่ยอมทำ
แล้วก็นึกถึงตอนที่ไปไต้หวัน
ร้านอาหารส่วนใหญ่ของไต้หวันใช้ตะเกียบแบบใช้แล้วทิ้ง
แล้วอาหารที่ทานนอกบ้านเกือบทุกมื้อก็ต้องใช้ตะเกียบเป็นอาวุธ
ซึ่งก็เหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่น
แต่เพื่อนชาวไต้หวันของผมเธอมีทางเลือก
เธอพกตะเกียบห่อผ้ามาเองจากบ้าน
พอถึงร้านก็หยิบออกมาใช้
พอใช้เสร็จก็ห่อเก็บกลับไปล้างที่บ้าน
ฟังดูเหมือนจะไม่สะดวก
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก
ง่ายกว่าการตัดต้นไม้ ขึ้นรูปเป็นตะเกียบแบบพร้อมหัก แล้วเอามาบรรจุใส่ซองตั้งเยอะ
ท้ายที่สุดแล้วความง่ายหรือยาก น่าจะขึ้นกับความอยากหรือไม่อยาก
ถ้าอยาก ก็คงไม่ยาก












