ธนบัตรขัดขืน
Posted by zcongklod on May 12, 2010

.
เมื่อประชาชนตาดำๆ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียก ค่าน้ำร้อนน้ำชา
เครื่องมือที่คนทั่วไปใช้แก้ปัญหามักจะเป็น ธนบัตร
เมื่อขอมาก็ให้ไป
จะเรียกว่าให้ท่าน หรือให้มัน ก็ตามแต่จะสะดวกปาก
ที่ยอมให้ก็เพราะมองว่าเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพื่อให้กระบวนการติดต่อคืบหน้าไปได้
แต่คนที่ไม่ยอมให้ก็มี เพราะไม่มีจะให้
บ้างก็ไม่อยากยอมก้มหัวให้กับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง
ตอนนี้ที่อินเดียกำลังชักชวนกันอย่างเป็นจริงเป็นจังให้ใช้ธนบัตรแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น
ตัวอย่างเช่น คุณป้าจนๆ คนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ ต้องการเอกสารเพื่อยืนยันสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินของแก เพื่อนำไปใช้กู้เงินจากธนาคาร เอามาจ่ายค่าเทอมให้หลานสาว
เรื่องนี้เหมือนไม่มีอะไรยาก เพราะมันเป็นบริการที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำให้ประชาชนเป็นปกติอยู่แล้ว
แต่เจ้าหน้าที่รัฐผู้ดูแลเรื่องนี้ดันเอ่ยปากขอค่าน้ำร้อนน้ำชาจากคุณป้า และประชาชนทุกคน
ถ้าไม่ให้ก็ไม่ทำ
คุณป้าแกก็จนใจ เพราะแกจนเงิน ไม่รู้จะหาที่ไหนมาให้
เวลาผ่านไปปีครึ่ง ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เอกสารง่ายๆ ฉบับนั้น
ในที่สุด คุณป้าก็หาธนบัตรมาให้เจ้าหน้าที่รัฐคนนั้นจนได้
พอยื่นให้ เจ้าหน้าที่รีบหาเก้าอี้ให้นั่ง พร้อมชงชาร้อนๆ มาให้จิบ แทบไม่ทัน
แล้วคุณป้าก็ได้รับเอกสารที่อยากได้ด้วยความรวดเร็ว
ธนบัตรมันมีอานุภาพขนาดนั้น
แล้วคุณป้าไปหาธนบัตรมาจากไหน?
คำตอบคือมีเอ็นจีโอท้องถิ่นเขาให้มา
5th Pillar คือองค์กรนั้น
องค์กรที่เพิ่งก่อตั้งหมาดๆ แห่งนี้เชื่อมั่นว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
เพื่อต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่นให้ถึงราก มันจะได้หมดไปแบบถอนรากถอนโคน
วิธีการก็คือ ประชาชนทุกคนต้องหยุดการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อให้อินเดียเดินไปถึงเป้าหมายใหญ่คือเป็นประเทศปลอดคอรัปชั่นให้ได้
แล้วองค์กรสัญชาติอินเดียแห่งนี้ให้ธนบัตรคุณป้าไปยื่นให้เจ้าหน้าที่รัฐทำไม?
ธนบัตรที่มอบให้คุณป้าไป ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
แต่เป็นกระดาษที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเหมือนธนบัตร มีมูลค่าตามชื่อโปรเจกต์ว่า แบงค์ 0 รูปี
มันคือเครื่องมือสำคัญที่ 5th Pillar สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น
ไอเดียนี้เริ่มต้นขึ้นจากอาจารย์ฟิสิกส์ชาวอินเดียซึ่งสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์
ได้เดินทางเที่ยวทั่วอินเดีย แล้วพบกับการเรียกสินบนของเจ้าหน้าที่ทั่วทุกหัวระแหง
เลยอยากลงมือทำอะไร จึงเกิดความคิดว่า เมื่อโดนเจ้าหน้าที่เรียกสินบน
ก็น่าจะพิมพ์แบงค์ที่ไม่มีค่าเอาไปยื่นให้ เพื่อแสดงการขัดขืน
5th Pillar เลยเอามาทำจริง
ในเว็บไซต์ www.5thpillar.org มีเรื่องราวมากมายของชาวบ้านที่เอาธนบัตรรุ่นนี้ไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ
อย่างเช่นเรื่องของคุณป้าที่ต้องการเอกสารสิทธิที่ดินคนนั้น
ถ้าเธอได้รับแบงค์ 0 รูปีตั้งแต่แรก หลานของเธอคงได้เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว
ไม่ต้องมาเสียเวลารอตั้ง 2 ปี
อีกกรณี เจ้าหน้าที่รัฐคนที่เรียกสินบนในการขอติดตั้งไฟฟ้า เมื่อมีชาวบ้านยื่นแบงค์ 0 รูปีให้
เขาถึงกับตกใจ แล้วคืนเงินสินบนทั้งหมดที่เก็บมาให้ชาวบ้าน
ทำไมกระดาษแผ่นนี้มันถึงทรงพลังขนาดนั้น?
ด้านหน้าของธนบัตรใบนี้ มองเผินๆ ก็เหมือนธนบัตรทั่วไป เพียงแต่เปลี่ยนเลขเป็น 0 รูปี
และมีข้อความหลักว่า ‘กำจัดการคอรัปชั่นในทุกระดับให้หมดไป’
แล้วก็มีข้อความเล็กๆ ว่า ‘ฉันสัญญาว่าจะไม่รับและไม่ให้สินบน’
อีกข้อความเขียนว่า ‘กรุณาอย่าพับธนบัตรใบนี้’
เพราะจะทำให้ไม่เห็นข้อความด้านหลัง ซึ่งนั่นอาจทำให้แบงค์ใบนี้เข้าข่ายแบงค์ปลอมได้
ข้อความด้านหลังเขียนว่า ‘สนับสนุน ส่งเสริม และสร้างพลังให้กับประชาชนชาวอินเดียทุกคนกำจัดการคอรัปชั่นในทุกระดับของสังคม’
แล้วก็มีชื่อขององค์กรพร้อมที่อยู่และเบอร์ติดต่อ
สิ่งที่ทำให้แบงค์ 0 รูปีมีพลังในการปราบปรามคอรัปชั่นได้คือ
ในอินเดีย การรับสินบนถือเป็นอาชญากรรม มีโทษจำคุก
แต่ที่เจ้าหน้าที่ยังเอ่ยปากขอจากประชาชนอย่างไม่สะทกสะท้านก็เพราะ
ที่ผ่านมา พวกเขายังไม่เคยโดนชาวบ้านคนไหนปฏิเสธ และมีทีท่าว่าจะเอาเรื่อง
ดังนั้นการยื่นแบงค์ 0 รูปีให้ จึงมีความหมายว่า ชาวบ้านรู้ว่านี่คือการเรียกสินบน
และพวกเขาไม่ยอมรับพฤติกรรมผิดๆ นี้
เจ้าหน้าที่รัฐจึงกลัวนักกลัวหนาว่าชาวบ้านจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ
ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาจะถูกดำเนินคดี หลุดจากตำแหน่ง และอาจถึงติดคุก
เหตุผลที่ชาวบ้านกล้ายื่นแบงค์ 0 รูปีให้ก็เพราะชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีอะไรจะเสีย (และไม่มีอะไรจะให้ด้วย)
ที่สำคัญ เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ตัวเขาไม่ได้สู้คนเดียวกับระบบและอำนาจอันใหญ่โต
แต่มี 5th Pillar รวมสู้กับพวกเขาด้วย หากเกิดอะไรขึ้น ก็มีคนคอยช่วยเหลือ
ซึ่งนี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมจำนนกับปัญหาคอรัปชั่น
การที่เรารู้ว่ายังมีคนอื่นๆ ที่หงุดหงิดกับการเรียกสินบน และพร้อมจะออกมาร่วมกันต่อสู้
เลยรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มีโอกาสชนะ
การรวมตัวกันของคนที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายคอรัปชั่นเหล่านี้ ไม่ได้นัดแนะกันออกมาชุมนุมร่วมกัน
หรือประกาศตัวเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน
จุดร่วมกันเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ
ขอธนบัตร 0 รูปีที่พิมพ์มาเป็นล้านใบเอาไปใช้ยื่นให้เจ้าหน้าที่
การหยิบแบงค์ 0 รูปีไปยื่นนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์
แต่ความหมายจริงๆ ที่อยู่ในการกระทำของชาวบ้านคือ
พวกเขาไม่เอาการคอรัปชั่น และต้องการต่อสู้เพื่อเรื่องนี้
ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่ใช้
ธนบัตรขัดขืน
แฟน+บอล
Posted by zcongklod on Apr 18, 2010
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
แต่ไหนๆ บอลยูเอฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกก็เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว
ทีแรกว่าจะเขียนถึงแคมเปญแสนน่ารักน่าชังของไฮเนเก้นก่อนถึงนัดชิงชนะเลิศ
แต่ทนความน่ารักไม่ไหว ขอเขียนเลยแล้วกัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าไฮเนเก้นเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของแชมเปี้ยนส์ลีก
เมื่อมีบิ๊กแมทช์ก็มักจะมีกิจกรรมมันๆ จากไฮเนเก้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นนัดชิงชนะเลิศ
แต่ฤดูกาลนี้เขาจัดกันตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ในวันที่เอซีมิลานจากอิตาลีบุกไปเยือนรีลมาดริดที่สเปน
กิจกรรมนี้จัดกันที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมี JWT มิลานเป็นเจ้าของไอเดีย
กลุ่มเป้าหมายคือแฟนบอลมิลานขนานแท้ที่ไม่มีทางพลาดชมการถ่ายทอดสดแมทช์นี้เด็ดขาด
งานนี้สร้างความประหลาดใจนิดๆ เมื่อไฮเนเก้นหันไปจัดคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกผสมบทกวี
(ซึ่งฟังดูน่าเบื่อสุดๆ)
ในเวลาเดียวกับฟุตบอลคู่หยุดโลกคู่นี้พอดีเป๊ะ
ผู้สมรู้ร่วมคิดกับโครงการนี้จำนวน 200 คน อันประกอบไปด้วย 100 แฟนสาว 50 อาจารย์มหาวิทยาลัย และเจ้านายในบริษัท เป็นคนบังคับให้แฟนบอลเอซีมิลานซึ่งก็คือ แฟนหนุ่ม ลูกศิษย์ และลูกน้องจำนวน 1,000 คน มาร่วมงานนี้
เมื่อได้รับคำชวน ทุกคนถึงกับเหวอ เพราะเวลามันตรงกับที่ทีมโปรดของเขาจะลงเตะนัดสำคัญ
แต่เมื่อไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ยอมละสายตาจากหน้าจอ เข้าไปนั่งดูคอนเสิร์ตสุดน่าเบื่อแทน
แน่นอนว่า ผู้ชายที่เข้ามานั่งดูไม่มีใครมีความสุขแน่
แล้วคอนเสิร์ตก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการบรรเลงของวงควอเต็ด
ภาพบนจอก็เป็นบทกวีที่เขียนไปพร้อมๆ กับบทเพลง
15 นาทีแห่งความน่าเบื่อผ่านไป
ข้อความบนจอเปลี่ยนจากบทกวีเป็นประโยคคำถาม
“มันยากที่จะปฏิเสธเจ้านายคุณใช่ไหม”
หลังประโยคนั้น ผู้ชมบางส่วนหัวเราะเบาๆ เพราะโดนใจ
ประโยคถัดมา
“ปฏิเสธแฟนคุณ?”
ผู้ชมหัวเราะดังขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง
“มันยากที่จะพลาดบอลนัดนี้ด้วยใช่ไหม?”
“คุณเคยคิดไหมว่า คุณจะไม่ได้ดูบอลนัดนี้”
เสียงหัวเราะจากผู้ชมดังขึ้นอีก พร้อมเสียงปรบมือ
“คุณยังอยู่กับเราไหม?”
เสียงดนตรีบนเวทีเปลี่ยนเป็นเพลงประกอบการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกที่เราได้ยินทุกครั้งเวลาดูถ่ายทอดสด
เสียงปรบมือดังลั่นเหมือนผู้ชมรู้ว่าจะได้ชมอะไรต่อไป
“รีลมาดริด และ มิลาน ลงสนามแล้ว”
“มาสนุกกับฟุตบอลนัดนี้ด้วยกัน”
เสียงปรบมือ เป่าปากดังสนั่นลั่นฮอลล์
ภาพโลโก้ไฮเนเก้นปรากฏขึ้นบนหน้าจอช่วงสั้นๆ คล้ายที่เราเห็นใจจอโทรทัศน์ แล้วภาพก็ตัดไปที่สนาม
นักเตะของมาดริดกับมิลานกำลังเดินเรียงแถวจับมือกันก่อนเริ่มเกม
เพลงแชมเปี้ยนส์ลีกบนเวทีโหมขึ้นถึงท่อนพีค เหมือนที่เราได้ยินในโทรทัศน์อย่างแสนจะคุ้นเคย
ได้เวลาชมฟุตบอลคู่รีลมาดริดกับเอซีมิลานร่วมกันแล้ว
คงไม่ต้องบอกว่าอีเวนต์นี้ประสบความสำเร็จแค่ไหนในแง่การถูกพูดถึงในสื่อ
เพราะสื่อที่เป็นแฟนบอลมิลานก็โดนเจ้านายหลอกให้มาเหมือนกัน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความรัก และความเข้าใจ ระหว่างแฟน
ปัญหาเรื่องฟุตบอลกับแฟนนั้นน่าจะเป็นปัญหาคลาสสิกตลอดกาล
ผู้ชายจะดูบอลนัดสำคัญ แต่ผู้หญิงอยากให้ผู้ชายมาดูคอนเสิร์ตด้วย
ผู้ชายก็มาเพราะรัก และเข้าใจ
และที่ผู้หญิงหลอกผู้ชายมาดูคอนเสิร์ตด้วย ก็เพราะรักและเข้าใจว่า บอลนัดนี้มันสำคัญแค่ไหน
เลยอยากให้ได้มาอยู่ในบรรยากาศสุดพิเศษแบบนี้
มันคงเป็นบรรยากาศการดูฟุตบอลที่น่าจดจำมาก
อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในเรื่อง สองเงาในเกาหลี
สิ่งที่ทำให้ผู้ชายมีความสุขในวันหยุดมี 2 อย่าง
ความสุขครึ่งหนึ่งมาจากการได้อยู่กับคนที่เรารัก
และอีกครึ่งมาจาก ทีมฟุตบอลที่เราเชียร์ชนะ
แฟนบอลมิลานในหอประชุมคืนนั้นคงเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุด
เพราะนาทีที่ 88 ปาโต้ก็ยิงประตูชัยให้มิลานเฉือนชนะไป 3-2
The World Wants A Real Deal
Posted by zcongklod on Dec 10, 2009
เจ้าของโฆษณา: Moms Against Climate Change (Environmental Defence Canada & ForestEthics)
บริษัทโฆษณา: Advertising Agency: Zig, USA
เพื่อให้การชมโฆษณาและการอ่านออกรสออกชาติอย่างเต็มที่
แนะนำว่าควรดูคลิกดูหนังโฆษณาเรื่องนี้ก่อนครับ
(พักชมโฆษณาสักครู่)
ต่อไปนี้เป็นช่วงเนื้อหานะครับ ไม่ใช่ช่วงโฆษณา
ถ้าใครพอจะตามข่าวปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่บ้าง
น่าจะพอทราบว่า ในระดับนานาชาติมีการขับเคลื่อนอย่างหนึ่งโดย
ผู้แทนจากประเทศสมาชิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change)
ได้จัดประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหาโลกร้อนกันมาโดยตลอด
การประชุมนี้เรียกสั้นๆ ว่า COP (Conference Of the Parties)
ครั้งที่ดังหน่อยก็คือ COP 3 ที่โตเกียว ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ ‘พิธีสารเกียวโต’
เวลาผ่านไป 14 ปี ก็ล่วงมาถึง COP 15 ที่โคเปนเฮเกน
ซึ่งกำลังประชุมกันอยู่ ในช่วงระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคมนี้
จุดที่ทำให้ COP 15 เป็นที่พูดถึงค่อนข้างมากก็คือ
ครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป หลังจากที่พันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลงในปี 2552 นี้
พิธีสารเกียวโตนั้นร่างขึ้นมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ในวันที่ผลกระทบของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่รุนแรงขนาดนี้
และผู้คนยังไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากมายทั่วโลกอย่างนี้
ข้อกำหนดต่างๆ เลยร่างขึ้นมาอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
ถึงวันนี้ มาตรฐานในการลดการปล่อย รวมถึงความเคร่งครัดของพิธีสารเกียวโต ถูกวิจารณ์กันมากว่า
ไม่น่าจะช่วยกอบกู้โลกได้ทันท่วงที
การประชุมครั้งนี้เลยพยายามหาข้อสรุปว่า การแก้ปัญหาในระดับโลกจะเคลื่อนยังไงต่อไป
ในห้องประชุมก็ประชุมกันไป
นอกห้องประชุม ก็มีประชาชน และองค์กรต่างๆ ออกมารวมตัวกันอย่างสันติ
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำของแต่ละประเทศที่กำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม ช่วยหาทางแก้ปัญหาที่จริงจังหน่อย
ไม่ใช่มานั่งพูดประโยคสวยๆ ใส่กัน แล้วก็จากกันไปแบบไร้ทางออกที่นำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมือนอย่างครั้งที่ผ่านๆ มา
นั่นเลยนำมาซึ่งแคมเปญนี้มีชื่อว่า The World Wants a Real Deal
จัดกันทั่วโลกโดยองค์กรสิ่งแวดล้อมทั้งใหญ่ทั้งเลข ตัวเลขล่าสุด มีการจัดกิจกรรมชวนคนที่คิดเห็นตรงกันมารวมตัวกัน
2,723 แห่ง ใน 136 ประเทศ
ประเทศไทยของเราก็มีครับ
จัดโดย มูลนิธิโลกสีเขียว, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
และเครือข่ายชาวกรุงเทพฯ ผู้ห่วงใยภาวะโลกร้อน
งานมีวันที่ 12 ธันวาคม 2552 เวลา 16.00-17.00 น. ที่ลานคนเมือง หน้าเสาชิงช้า
ทีมงานแจ้งว่า ถ้าเดินทาง และร่วมงานอย่างประหยัดพลังงานได้ทุกคน จะดีมากๆ
ผมเชื่อว่า หลายคนคงมีคำถามกับกิจกรรมแนวนี้ว่า ทำเพื่ออะไร
การนัดมารวมตัวกันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ผมก็ไม่ทราบครับว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
แต่อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนในเชิงนโยบาย
แค่มารวมตัวกันเพื่อบอกสิ่งที่อยากบอก กับผู้ที่ควรได้รับทราบ
ปัญหานี้มีตัวตน
และผู้ที่อยากให้แก้ปัญหาก็มีตัวตน
กลับมาที่งานโฆษณาของ Moms Against Climate Change
ผมชอบประโยคสุดท้าย ซึ่งเล่าถึงที่มาว่าทำไมเด็กเหล่านี้ถึงมารวมตัวกันประท้วง
If our children knew ‘the fact’ we do, they’d take action.
Shouldn’t you?
รีบแก้ในสิ่งที่เราทำ
หรือจะรอให้คนที่ไม่ได้ทำลุกขึ้นมาแก้?
ม็อบนักช็อป
Posted by zcongklod on Aug 16, 2009


.
มาเป็นแกนนำจัดทำม็อบกันไหม?
ม็อบในความหมายของการระดมคนมาชุมนุมกันในที่สาธารณะเพื่อแสดงทัศนคติบางอย่างต่อสังคม
โดยหวังว่าสิ่งเลวจะหายสิ่งร้ายจะหด สิ่งดีจะได้ตามสิ่งงามจะได้งอก
ม็อบในการรับรู้ของคนไทยเรามีความหมายและความหลากหลายค่อนข้างแคบ
ม็อบจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ากิจกรรมทางการเมือง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ม็อบเลยมากับบรรยากาศของความตึงเครียด ความเคลือบแคลง และความขุ่นข้อง
เวลาเรามองม็อบในฝั่งที่เห็นไม่ตรงกับเรา เลือดลมเลยสูบฉีดแรงกว่าปกติ
นั่นคือม็อบในความหมายที่มองจากด้านนอก แต่ถ้ามองกันแบบคลุกวงใน
ม็อบก็มีอีกความหมายที่ยิ่งใหญ่
คือการรวมตัวกันของคนร้อยพ่อพันแม่ที่คิดเห็นต่อเรื่องเดียวกันในมุมเดียวกัน
การอยู่ในบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกันนั้นมันมีพลังเสมอ
แต่ต้องในเงื่อนไขที่ว่า เรามาเพราะเชื่อในสิ่งเดียวกัน และสิ่งนั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว
ม็อบในต่างบ้านต่างเมืองนั้นพัฒนารูปแบบกันไปไม่หยุดนิ่ง
ในยุคที่การเมืองคือตัวการของปัญหาทุกอย่าง ม็อบถูกตั้งขึ้นเพื่อชนกับผู้นำประเทศ
แต่ในยุคถัดมาที่ทุกปัญหามันช่างสลับซับซ้อน ไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่การเมือง
ม็อบก็โยกย้ายตัวเองไปชนกับต้นตอของปัญหาในสาขาที่หลากหลาย
พอมาถึงยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารฟูเฟื่อง ม็อบก็เคลื่อนไหวกันผ่านเอสเอ็มเอส เว็บไซต์ อีเมล
มาจนกระทั่งเฟสบุ๊ก และทวิตเตอร์
จนกระทั่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า แฟลชม็อบ (Flash Mob)
หรือการนัดรวมตัวในสถานที่สาธารณะเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างในเวลาสั้นๆ
แล้วแยกย้ายจากกันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทิศทางการชุมนุมกันของประชาชนบนโลกใบนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
คือมีการชุมนุมกันเพื่อความสนุกอย่างเดียว
เพื่อสร้างงานศิลปะ
เพื่อสะท้อนปัญหาบางอย่างในความเป็นเมืองผ่านกิจกรรมครีเอทีฟและประชดประชัน
รวมถึงไปนวัตกรรมล่าสุดที่เรียกว่า แครอทม็อบ (Carrot Mob)
Brent Schulkin อดีตนักพัฒนาเกม และพนักงานของกูเกิ้ล วัย 28 ปี มองว่า
การชุมนุมเคลื่อนไหวแบบเดิมนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้ง
เลยมีแต่กิจกรรมประเภท คว่ำบาตร ต่อต้าน ฟ้องร้อง ออกแนวบู๊มากกว่าบุ๋น
นักกิจกรรมชาวซานฟราสซิสโกผู้นี้เลยจัดม็อบรูปแบบใหม่ที่เรียกว่าแครอทม็อบ
ซึ่งมีคอนเซปต์แสนง่าย แทนที่เราจะต่อต้านร้านค้าที่ทำร้ายโลก
ก็หันไปเชิดชูร้านดีๆ ที่รักโลกแทน ด้วยการชวนกันไปซื้อของร้านนั้นเยอะๆ
แครอทม็อบเลยเป็นกิจกรรมในทางบวกที่ไม่สร้างศัตรู
แต่สร้างพลังให้กับผู้บริโภคธรรมดาๆ อย่างเราๆ ท่านๆ
เอาไปช่วยให้เกิดการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม
และดูเหมือนมันจะเป็นวิธีที่เกิดประโยชน์สูงสุด
เพราะด้วยวิธีนี้องค์กรธุรกิจต่างแข่งกันทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลก
แครอทม็อบครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2551 ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก
Brent Schulkin ลองติดต่อไปยังร้านในย่านนั้นจำนวน 23 แห่ง เพื่อถามว่า
หากได้เงินจากแครอทม็อบไป ร้านไหนจะเอาไปใช้เพื่อปรับเปลี่ยนอะไรในร้านให้กรีนขึ้นมากที่สุด
เมื่อข้อเสนอที่ดีที่สุดเป็นของร้าน K&D Market
ก็เกิดการนัดรวมตัวกันของคนที่หลายร้อยคนซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน เพื่อไปซื้อของร้านนี้พร้อมๆ กัน
ผลก็คือในวันนั้นร้านนี้ได้เงินจากแครอทม็อบไป 3 แสนกว่าบาท
โดยทางร้านสัญญาว่าจะนำเงินจำนวน 22 เปอร์เซ็นต์ที่ได้
ไปปรับปรุงระบบพลังงานในร้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามที่บริษัทตรวจสอบพลังงาน
(แบบเดียวกับบริษัทตรวจสอบบัญชี แต่ตรวจการใช้พลังงาน) แนะนำ
รูปแบบของแครอทม็อบโดนใจนักกิจกรรมในเมืองเป็นนักหนา
เพราะไม่เปลืองเวลา และไม่ต้องลงแรงอะไรมาก
ที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรด้วย
พวกเขาแค่ซื้อของที่เขาวางแผนว่าจะซื้ออยู่แล้วเหมือนเดิม
เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่และเวลาที่ซื้อ
มาซื้อในร้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพร้อมๆ กับคนอื่นเท่านั้นเอง
ยิ่งคนมารวมตัวกันซื้อมากแค่ไหน ก็ยิ่งเห็นพลังของแครอทม็อบมากขึ้นเท่านั้น
เพราะภาพที่ลูกค้าที่ยืนรอจนล้นจากร้านออกมามันชวนให้คนสงสัยว่าร้านนี้มีอะไรดี
ในแง่ของแอคทิวิสต์ทั้งหลาย แครอทม็อบนั้นดูจะมีสีสันที่ดีกว่าการประท้วง เดินขบวน คว่ำบาตร
ส่งจดหมายของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ส่งอีเมลหานักการเมือง
หรือร้องเพลงเรียกร้องที่ไม่ค่อยจะมีคนฟัง
แล้วแครอทม็อบก็ยังสามารถวัดผลได้ทันทีว่า สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน
จากที่เอ็นจีโอเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาคธุรกิจ ก็เปลี่ยนมาทำงานร่วมกัน
แทนที่จะตามล้างตามเช็ดองค์กรที่แย่ ก็เปลี่ยนมาช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำดีให้กับองค์กรเหล่านี้
ให้คำปรึกษาและทำไปด้วยกัน โดยมียอดขายจากลูกค้าแครอทม็อบเป็นสิ่งล่อใจ
เมื่อเป็นความสัมพันธ์ในแง่บวก องค์กรต่างๆ ก็ย่อมอยากฟังมากกว่า
โมเดลของแครอทม็อบได้รับการตอบรับที่ดีมาก
ก็เลยมีการขยายสาขาขององค์กรไปยังอีก 10 เมืองในสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงฟินแลนด์ และฝรั่งเศส
ถ้าผู้บริโภคอยากจัดแครอทม็อบบ้างในชุมชนของตัวเอง ก็เสนอไอเดียได้ที่ www.carrotmob.org
ม็อบดีๆ แบบนี้ อยากให้อยู่กันไปนานๆ ไม่ต้องรีบสลายการชุมนุม
เพราะการรวมตัวกันเพื่อแสดงความรัก
ยังไงก็ดีกว่าการชุมนุมกันเพราะความเกลียด
จนนักแต่รักจริง
Posted by zcongklod on Aug 4, 2009

ไข้หวัดเศรษฐกิจเป็นโรคติดต่อ
รุนแรงในระดับที่นายแพทย์และนายธนาคารต่างส่ายหน้า
มีโอกาสรักษาหาย แต่ต้องใช้เวลา และหยูกยาหลายตำรับ ตามแต่ความรู้และความถนัดของผู้รักษา
มีไม่น้อยที่เลือกเยียวยาพิษไข้เศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว
ประเทศของเราก็เข้าข่ายนั้น
หากเราเลือกใช้การท่องเที่ยว ก็สบายใจได้ว่า
ไม่ต้องควักกระเป๋าลงทุนเพิ่มในจำนวนหนักหนาเหมือนอย่างอุตสาหกรรม
ไม่ต้องการที่ดินและแรงงานมากมายเหมือนภาคเกษตร
แล้วก็ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงส่งชนิดที่ต้องแหงนคอมอง
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เราไม่ต้องการความรู้ในการบริหารจัดการ
ความรู้ที่เราต้องการไม่ใช่วิชาในการดูดเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยว
แต่เป็นวิชาที่จะทำให้นักท่องเที่ยวยื่นเงินให้อย่างเห็นคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ
หากขาดความรู้เรื่องนี้ เราก็จะทำทุกวิธีทางเพื่อให้ได้เงินมากที่สุด
โดยไม่สนใจว่านักท่องเที่ยวจะจ่ายเงินให้ด้วยความรู้สึกอย่างไร
และเจ้าของทรัพยากรท่องเที่ยวจะรับเงินมาด้วยความรู้สึกอย่างไร
จริงอยู่ว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวในยุคนี้คือต้องการสร้างรายได้
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราควรสนใจมูลค่ามากไปกว่าคุณค่าของสถานที่นั้น
เมืองยุบาริ ในฮอคไกโด ประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่มีพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจอิงอยู่กับเหมืองถ่านหิน
พอแหล่งเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันเริ่มเข้ามาแทนที่ เหมืองเหล่านี้ก็ปิดตัวลง
ทำให้สภาพเศรษฐกิจของยุบาริถูกกระทบในระดับที่เรียกกว่ากระแทก
กลุ่มผู้บริหารเมืองเลยหันไปเน้นสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวแนววัฒนธรรมดั้งเดิม
ทำนองชวนคนมาเที่ยวอุทยานการเรียนรู้ต่างๆ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งแย่
ในเดือนมีนาคม 2550 เมืองยุบาริมีหนี้สินกว่า 12,000 ล้านบาท
สถานะทางการคลังของเมืองนี้น่าจะเรียกได้ว่า ล้มละลาย
เพราะได้รับคำสั่งให้รีบบริหารจัดการโครงสร้างหนี้ โดยมีเวลา 18 ปีในการชำระเงินจำนวนนี้ให้หมด
18 ปีเหมือนจะนาน แต่กับเมืองที่มีประชากรเพียง 12,000 คน โดยที่ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงวัย
ไม่น่าเป็นเรื่องง่าย
งานเร่งด่วนที่ต้องทำ 2 อย่างของเมืองนี้ก็คือ
ฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของชาวเมือง
กับรีบหาเงินให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
เครื่องมือในการหาเงินสุดคลาสสิกตลอดการอย่างการท่องเที่ยวถูกนำมาใช้อีกครั้ง
โดยมีเอเจนซี่ Beacon Communications ช่วยวางยุทธศาสตร์ให้
แม้ว่ายุบาริจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับปวกเปียก
แต่เมืองนี้ก็มีจุดแข็งคือ มีอัตราการหย่าร้างน้อยที่สุดในญี่ปุ่น
นั่นจึงนำมาซึ่งแคมเปญที่มีชื่อว่า Yubari, no money but love
โดยที่ผมขอให้เสียงภาษาไทยว่า
ยุบาริ เมืองนี้จนนักแต่รักจริง
จากนั้นแคมเปญนี้ก็เปิดตัวสัญลักษณ์ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ชายหญิง
ที่ออกแบบแนวประชดประชันตัวเองเล็กน้อย
ชายหญิงคู่นี้มีชื่อว่า ยุบาริ ฟุไซ (Yubari Fusai)
คำว่า ฟุไซ ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลได้ 2 ความหมาย จะแปลว่า หนี้สิน หรือ คู่แต่งงาน ก็ได้
แล้วเมืองยุบาริก็วางตัวเองให้เป็นเมืองจุดหมายปลายทางของคู่รักเปี่ยมสุข
ไม่ใช่แค่ประกาศกันลอยๆ
พวกเขายังตั้ง แผนกคู่รักที่ครองรักอย่างมีความสุขขึ้นมาใหม่
เพื่อทำหน้าที่ออกประกาศนียบัตรให้กับคู่รักเปี่ยมสุขที่มาเยี่ยมเยียนเมืองนี้
พอกำหนดท่าทีของเมืองไว้แบบนั้น ขั้นต่อมาก็ชวนชาวเมืองมาช่วยกันคิดว่า
แต่ละคนจะสร้างรายได้จากคาแรกเตอร์ของยุบาริ ฟุไซได้ยังไงบ้าง
โดยเน้นย้ำเสมอกว่า แคมเปญนี้ต้องนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นด้านบวก
และต้องไม่สร้างผลกระทบในทางลบให้กับชาวเมือง
ถ้าสังเกตคาแรกเตอร์คู่รักคู่นี้ดีๆ จะเห็นว่าเสื้อผ้าของพวกเขานั้นมีร่องรอยการปะชุน
ย้ำกันไปเลยว่า เมืองนี้จนนักแต่รักจริง
ด้วยสารที่สื่อกันแบบตรงๆ ซื่อๆ เลยทำให้แคมเปญนี้มีเสน่ห์
และความน่ารักของเจ้ายุบาริ ฟุไซ เองก็ช่วยทำให้สินค้าที่มีตราสองตัวนี้พลอยขายดิบขายดีไปด้วย
ในเมื่อโครงการมันน่ารักขนาดนี้ สื่อมวลชนทั่วญี่ปุ่นต่างพากันประโคมข่าวนี้ให้แบบฟรีๆ
ผ่านหนังสือพิมพ์ 100 ฉบับ รายการโทรทัศน์ 30 รายการ และบล็อกอีก 50,000 กว่าแห่ง
ถ้าแอบกดเครื่องคิดเลขตีมูลค่าสื่อโฆษณาที่ประหยัดไปได้ ก็น่าจะอยู่ที่ 50 ล้านบาท
พอครบปี เมืองนี้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์
สร้างรายได้มาช่วยปลดหนี้ได้ถึง 1,020 ล้านบาท
สิ่งที่มีค่ากว่าเงินจำนวนนั้นก็คือ
ความภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนที่กลับมาสู่ชาวยุบาริอีกครั้ง
เมืองที่ประกาศว่าให้ความสำคัญของความรักมากกว่าเงินนั้นน่าสนใจ
ผมว่ามันน่าอยู่กว่าเมืองที่เห็นค่าของเงินมากกว่าความรักเป็นไหนๆ
แพนด้ายุวทูต
Posted by zcongklod on Jun 27, 2009



ตั้งแต่เปิดบล็อกนี้มาปีกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากหยิบเรื่องราวในเมืองไทยของเรามาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องนี้ไม่เขียนไม่ได้จริงๆ ครับ
เช้านี้ถ้าใครได้กวาดสายตาไปบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
นอกจากข่าวการจากไปของสองตำนานแห่งวงการบันเทิงแล้ว
คงได้เห็นภาพข่าวนี้แอบอยู่ในกรอบเล็กๆ
เป็นภาพที่น่ารัก และเตะตามาก
ช้างแพนด้า!
สุดยอดไอเดียในระดับที่ต้องอุทานว่า คิดได้ไงวะ!
ดูจากภาพก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องได้ใช่ไหมครับ
แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ผมมีเนื้อข่าวมาเล่าให้ฟัง
สำนักข่าวรอยเตอร์และสำนักข่าวในประเทศหลายแห่ง รายงานว่า
เจ้าของวังช้างอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยาเกิดไอเดียสุดเก๋
ขอเกาะกระแสแพนด้าฟีเวอร์ด้วยการจับช้างไทย 5 เชือกมาทาสีขาวดำทั่วตัวให้เหมือนแพนด้า
แล้วนำช้างออกโชว์ในตัวเมือง รวมถึงนำไปแสดงให้นักเรียนดูในโรงเรียนด้วย
จับช้างมาทาสีเป็นแพนด้า
คิดได้ไงครับพี่!
นอกจากไอเดียจะสุดบรรเจิดแล้ว เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็น่าสนใจ
นายลายทองเหรียญ มีพันธ์ เจ้าของวังช้างอยุธยา บอกว่า
กระแสสังคมและรัฐบาลให้ความสำคัญกับแพนด้ามากเกินไป
แต่ช้างไทย สัตว์คู่บ้านเมืองเมืองเราแท้ๆ กลับไม่มีใครเห็นความสำคัญ
ก็เลยต้องทำกันถึงขนาดนี้ เพื่อให้มีเรื่องของช้างในพื้นที่สื่อบ้าง
“การที่จะให้ช้างขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ หรือออกข่าวช่วงดีๆ ในแต่ละช่อง เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกในการรักช้างนั้น จะต้องรอให้ช้างไทยตาย ตกท่อ โดนรถชน โดนไฟฟ้าช็อตจนบาดเจ็บสาหัส หรือตายเสียก่อนหรืออย่างไร จึงจะได้ขึ้นหน้า 1 เมื่อเราทำกิจกรรมที่ตรงใจสังคม และมีผลทางการประชาสัมพันธ์ให้คนมารักช้างไทย และสนใจช้างไทย ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ เพราะไม่ต้องรอให้ช้างเจ็บหรือตาย ปัจจุบันช้างที่เจ็บก็จะมีคนเข้าไปช่วยเหลือมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยให้ความสนใจ แต่ก็ควรดูช้างแก่และช้างที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย การทำงานช่วยช้างก็ควรทำกันตลอด ไม่ใช่รอให้ช้างเจ็บหรือตายจึงจะเข้ามาช่วยกัน”
เสียงตอบรับก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ
ผมชอบ
ถ้าสีที่นำมาใช้เป็นสีที่ปลอดภัยอย่างที่เจ้าหน้าที่บอกไว้จริงๆ
ผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย
อย่างน้อยมันก็เป็นวิธีเตือนสติสังคมที่ดี
แพนด้าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่น่ารัก
ถูกต้องแล้วครับที่เราควรรัก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรักมันขนาดนี้ก็ได้
เราแบ่งความรักไปให้สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อื่นๆ บ้างก็ได้
โลกใบนี้หลากหลายกว่าที่เราคิดนัก
สัตว์มีค่าหายากไม่ได้มีแต่แพนด้า
และปัญหาใหญ่ของโลก ก็ไม่ได้มีแต่เรื่องโลกร้อน
ผมว่าไอเดียนี้น่ารักตรงที่เขาทาสีช้างได้เหมือนแพนด้ามาก
ใครเห็นเป็นต้องยิ้ม ใครดูก็รู้ว่าแพนด้า
แต่เจ้าของเขาก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เขายังมีไอเดียอีกดอก
คือการเขียนข้างตัวช้างว่า ‘แพนด้า’
ชวนให้นึกถึงสติ๊กเกอร์ ‘รถคันนี้สีแดง’
ป้าย ‘บ้านนี้ไม่มีคนเกิดปีมะ’
อยากให้เป็นอะไรคนไทยเราก็เขียนป้ายให้เป็นอย่างนั้นได้เลย
ในช่วงที่สังคมกำลังสนใจแพนด้า
ถ้าเราอยากให้คนสนใจช้าง
ก็แค่เอาช้างมาเขียนคำว่า ‘แพนด้า’
แล้วสังคมไทยเราก็ดันสนใจจริงๆ เสียด้วยสิ
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก มติชนออนไลน์, Positioning+Blog และ kapook.com
ท้ารองเท้า
Posted by zcongklod on Mar 16, 2009

การแสดงออกทางความคิดและความรู้สึกของมนุษย์ผ่านเว็บไซต์ยุค 2.0 นี่มันช่างง่ายดายดีเหลือเกิน
คิดอะไร ก็คลิก เคาะๆๆๆ แล้วคลิก
แค่นี้ความเห็นของเราก็ปรากฏสู่สายตาของคนทั้งโลกได้แล้ว
การล่ารายชื่อเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ไม่จำเป็นว่าต้องกรอกแค่รายชื่ออย่างเดียวเสมอไป
ถ้าคิดวิธีการลงชื่อหรือแสดงตัวที่สนุกสนานและสร้างสรรค์ได้
แคมเปญก็พลอยมีสีสันและเรียกคะแนนความสนใจมากขึ้นไปอีก
แคมเปญที่ฮอตที่สุดแคมเปญหนึ่งต้องที่เว็บ www.thankyouforthrowingyourshoe.com
ดูจากชื่อก็พอจะเดาได้ว่า มันคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รองเท้าบินที่ผ่านศีรษะของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชไปอย่างเฉียดฉิว
หลังจากเหตุการณ์ที่นักข่าวอิรักวัย 29 นาม มันตาเซอร์ อัล-ไซดี ได้ขว้างรองเท้าใส่บุช
เขาก็กลายเป็นคนดังในพริบตา
การปารองเท้าและตะโกนด่าบุชว่า สุนัข นั้นถือว่าเป็นการหมิ่นเกียรติกันอย่างรุนแรง
ใครทำพฤติกรรมอย่างนั้น สมควรโดนประณาม
แต่น่าแปลกที่นักข่าวผู้นี้กลับได้รับเสียงชื่นชมมากกว่าด่าทอ
ถึงขนาดที่ว่าผู้นำระดับสูงของอิหร่านออกมากล่าวยกย่อง
นั่นก็พอจะแปลความหมายได้ว่า บนโลกใบนี้น่าจะมีคนเกลียดบุชมากกว่ามีคนรัก
คนอิรักยังไม่รัก
แล้วรองเท้าก็กลายเป็นสัญลักษณ์แทนการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการก่อสงครามอิรักของสหรัฐ
นั่นจึงนำมาสู่เว็บไซต์ที่ชื่อของมันแปลความหมายได้ว่า
ขอบคุณที่ขว้างรองเท้าของคุณ
เว็บไซต์แห่งนี้ทำขึ้นมาเพื่ออุทิศให้กับวีรกรรมของนายมันตาเซอร์ อัล-ไซดี
โดยชวนผู้คนจากทั่วโลกมาร่วมกันประณามการก่อสงครามอิรักของสหรัฐ
ด้วยการอัพโหลดภาพถ่ายของตัวเองที่ถ่ายรูปคู่กับรองเท้าเข้าไว้ในเว็บนี้
ผู้คนจากทั่วโลกจึงพร้อมใจกันส่งรูปของตัวเองที่ถ่ายคู่กับรองเท้าในอิริยาบถต่างๆ เข้ามา
มีทั้งแต่ท่ากำลังขว้างรองเท้า (ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด)
ท่าโพสกับรองเท้านิ่งๆ
บางคนก็ชวนกันมาถ่ายมากกว่าหนึ่งคน
บางคนก็ถ่ายคนเดียวแต่หอบรองเท้ามาเต็มอ้อมกอด โดยรองเท้าแต่ละข้างมีโพสอิทแปะชื่อเจ้าของไว้ ประหนึ่งเจ้าของรองเท้าฝากมา
บางคนก็เล่นยกมาทั้งชั้นรองเท้า บางรูปก็เป็นเป็นเด็ก บางรูปก็เป็นสัตว์เลี้ยง
เท่าที่เห็นในตอนนี้ ยังไม่มีภาพจากประเทศไทย
นี่เป็นแคมเปญต่อต้านสงครามที่แปลกใหม่และมีสีสันดี
เห็นแล้วก็อยากถอดรองเท้าขึ้นมาโพสท่ามันๆ ถ่ายรูปส่งไปร่วมกับเขาบ้าง
ในขณะที่หลายๆ คนกำลังอมยิ้มกับอารมณ์ขันแบบห่ามๆ ของแคมเปญนี้
หลายคนคงกำลังตั้งคำถามว่า
นี่คือวิธีที่ถูกที่ควรแล้วหรือ คนที่ปาร้องเท้าใส่กันควรได้รับการเชิดชูจริงหรือ
เว็บไซต์แห่งนี้ประกาศไว้ชัดเจนว่า
พวกเขาเห็นว่าการขว้างรองเท้าเป็นความผิดที่ควรได้รับการลงโทษ
แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกดีกับการปาร้องเท้า มากกว่าการทำสงคราม
หา ย
Posted by zcongklod on Sep 25, 2008

หลายปีก่อน ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า
ถ้าต้องทำคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมสักคอลัมน์ ผมจะทำออกมายังไงดี
ความคิดแรกและความคิดเดียวที่ผุดโผล่ออกมาในตอนนั้นก็คือ
การเอาข่าวสิ่งแวดล้อมในอดีตมาตามต่อว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว
โดยตั้งเวลาไว้ที่ 10 ปี
ช่วงนี้เมื่อ 10 ปีก่อนเคยมีข่าวไหนคึกโครม ผมก็จะหยิบข่าวนั้นมาเขียนถึงเชิงสรุปว่า
ปัญหานี้มันมีที่ไปที่มายังไง ผู้คนถกเถียงกันยังไงบ้าง
แล้วตอนที่ข่าวนั้นจางหายไปจากพื้นที่สื่อ มันจบลงที่ตรงไหน
ยังครับ ยังไม่จบแค่นั้น
ส่วนสำคัญที่สุดของคอลัมน์ก็คือ
ผมจะเอาข่าวนั้นไปตามต่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี
สถานการณ์ล่าสุดมันไปถึงไหนกันแล้ว ปัญหานี้ยังมีอยู่ไหม
มันได้รับการบำบัดปัดเป่าในรูปแบบไหน
ฟังดูเหมือนจะดีนะครับ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติแทบทุกปัญหา
ไม่มีทางได้รับการแก้ไขในเวลา 10 ปี
ยังคาราคาซังยังไง ก็ยังเป็นอย่างนั้น
วายร้ายยังลอยนวลยังไง ตอนนี้ก็ยังเชิดหน้าชูคออย่างนั้น
โครงการพัฒนาซึ่งถางถากธรรมชาติที่โดนเสียงต่อต้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะถูกล้ม
มันแค่ถูกชะลอเอาไว้ก่อน รอเวลาเหมาะๆ
ประชาชนเผลอแล้วเจอกัน
สรุปว่าแทบจะไม่มีข่าวไหนที่เราจะได้เห็นชัยชนะของนักสู้สีเขียวเลย
มันก็เลยเป็นคอลัมน์ที่ไม่ค่อยจะให้ความหวังกับปวงชน
ยิ่งอ่านยิ่งหมดหวังในระบบ เป็นคอลัมน์สีหม่นอมหมอง มากกว่าคอลัมน์สีเขียว
แต่ถ้าเน้นอ่านเอาสะใจ ตอกย้ำให้เห็นถึงความเฉื่อยแฉะของระบบ
และช่วยกันกระตุ้นให้ประชาชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับความถูกต้อง
ก็พอจะนับว่าเป็นข้อดีของคอลัมน์นี้ได้
หลังจากบริหารสมองเสร็จ ผมก็ไม่ได้เอาไอเดียนี้ไปแปรรูปต่อ
ได้แต่กระจายเสียงขายความคิดไปยังพี่น้องร่วมวงการที่คลานตามแท่นพิมพ์กันมา
แต่ก็มิได้มีเสียงตอบรับใดๆ
ที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะผมกำลังประทับใจแคมเปญเล็กๆ อันหนึ่งจากอิสราเอล
หากจะเล่าเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปตั้งต้นกันในวันที่ 12 กรกฎาคม 2549
วันนั้นมีนายทหารของอิสราเอล 3 นายถูกลักพาตัวไป
เวลาผ่านไปก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าพวกเขาหายไปไหน ใครเป็นคนลงมือ
เพื่อให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ
จึงมีการทำแคมเปญขึ้นมาเพื่อปั่นให้ประเด็นนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนชาวอิสราเอลอีกครั้ง
ไม่ง่ายนะครับ กับการดันข่าวแห้งๆ ของปีก่อนที่ยังไม่มีข้อมูลใหม่ให้กลับมาเป็นข่าวหลักได้
ถ้าทำแล้วไม่สามารถส่งให้ข่าวนี้กลายเป็น talk of the town ได้ ก็แทบจะไม่มีประโยชน์
นับว่าโจทย์ที่ท้าทายดีทีเดียว
องค์กรที่เป็นหัวหอกนำรณรงค์นั้นเลือกใช้เว็บไซต์เป็นอาวุธหลักในการทำศึกครั้งนี้
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้คิดอะไรง่ายๆ แบบทำแบนเนอร์ไปแปะตามเว็บไซต์แน่
แคมเปญนี้ทำกันในเช้าวันที่ 12 กรกฎาคม 2550
หรือ 1 ปีหลังจากการหายตัวไปของทหาร 3 นาย
ในช่วงเช้า ระบบการติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตยังไหลลื่นเป็นปกติ
จนกระทั่งถึงเวลา 09.05 ซึ่งเป็นเวลาที่ทหาร 3 นายนั้นถูกลักพาตัวไป
เว็บไซต์ที่มีคนเข้ามากที่สุด 18 อันดับแรกในอิสราเอลก็พร้อมใจกันชะงักงันชั่วคราวเป็นเวลา 5 นาที
นี่ไม่ใช่การแฮคของคนใช้ หรือการสไตร์คของทำเว็บ
แต่เป็นการจับมือกันหยุดแสดงหน้าจอแบบปกติของแต่ละเว็บ
โดยเปลี่ยนมาเป็นหน้าจอที่ดูคล้ายกับหน้าเปล่าๆ
เวลาที่เราคลิกเข้าไปดูบางเว็บไม่ได้ ในหน้าเว็บนั้นมีข้อความว่า
The Page cannot be found.
แต่ข้อความที่ขึ้นในเว็บไซต์ชั้นนำของอิสราเอลทั้งหมดขึ้นว่า
The soldiers cannot be found.
เป็นการย้ำเตือนกันว่า เรายังหาพวกเขาไม่เจอ
เจอแคมเปญแบบนี้เข้าไป ผู้ใช้อินเตอร์ทั่วอิสราเอลก็เลยงงกันเป็นแถวว่าเกิดอะไรขึ้น
พอเว็บไซต์ทั้งหมดเข้าสู่ระบบปกติ ถึงเฉลยกันว่า แคมเปญนี้คืออะไร
โดยมีเว็บไซต์กว่า 400 แห่งพูดถึงเรื่องนี้โดยมิได้นัดหมาย
แล้วแคมเปญนี้ก็ไม่ได้พักหน้าจอแค่ในเว็บไซต์เท่านั้น
สถานีโทรทัศน์และวิทยุก็ร่วมหยุดออกอากาศด้วย
สุดท้าย ประเด็นนี้เลยถูกจุดขึ้นมาอยู่ในความสนใจได้อีกครั้ง
พอข่าวเก่าซาไป มันก็โดนข่าวใหม่กลบ แล้วเราก็หลงลืมเรื่องราวเหล่านั้นกันไป
บางครั้งเราก็ควรจะต้องเตือนกันบ้างว่า
หลายเรื่องๆ เรายังไม่ได้รับคำตอบ และเราควรจะได้รับคำตอบ
อย่างเช่นการหายตัวไปของทนายความผู้ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
เราชอบพูดกันว่า คนไทยลืมง่าย
อาจจะใช่ และอาจจะไม่ใช่
คนไทยอาจจะไม่ได้ลืมง่าย
แค่เราไม่ชอบเตือนกันเท่านั้นเอง
น้ำหมดแก้ว
Posted by zcongklod on Sep 5, 2008
ในฤดูกาลที่บ้านเรามีน้ำฝนหล่นจากบนฟ้าแบบนี้
มีเรื่องราวแคมเปญสนุกๆ ที่ว่าด้วยเรื่องน้ำจากต่างบ้านต่างเมืองไหลมาให้ได้ยินบ่อยเหลือเกิน
กระแสเรื่องน้ำนั้นพอจะแยกได้เป็น 2 สาย
เรื่องแรกเป็นเรื่องของการรณรงค์ให้ประชาชนในเมืองดื่มน้ำประปาจากก๊อก
แทนการซื้อหาน้ำดื่มบรรจุขวด
เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกจากขวดน้ำ
เรื่องที่สองคือ การรณรงค์ให้เราช่วยกันแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาดในอัฟริกา
มาว่ากันที่เรื่องแรกก่อนก็แล้วกัน
โดยปกติแล้ว ประเทศที่มั่นใจในความสะอาดของน้ำประปา
และเชื่อว่าท่อประปาก็ไว้วางใจได้
เขาชักชวนพ่อแม่พี่น้องให้ดื่มน้ำประปาอยู่แล้ว
ด้วยเหตุผลต่างๆ อาทิ ราคาถูก สะดวก คุณภาพไม่แตกต่างจากน้ำดื่มบรรจุขวด
หรือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเอง
แต่ในยุคที่เราต่างพยายามหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง
เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม
ต่างคนก็ต่างคิดหาหนทางในแง่มุมใหม่
การจูงใจให้คนดื่มน้ำประปาเลยหันมาพูดกันในมุมที่ว่า
เราสามารถลดขยะจากขวดพลาสติกลงได้เท่าไหร่
ลดพลังงานจากการผลิตขวดพลาสติกลงได้เท่าไหร่
หรือลดผลกระทบที่เกิดจากขยะพลาสติกลงได้อย่างไรบ้าง
โดยไม่ลืมที่จะปิดท้ายว่า น้ำประปาจากก๊อกนั้นราคาถูกว่าน้ำบรรจุขวดตั้งไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
พี่ที่คร่ำหวอดงานด้านสังคมท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟัง
เพื่อนชาวต่างชาติของท่านเพิ่งแจ้งข่าวว่า
ตอนนี้ในหลายประเทศมีกฎหมายออกมาบังคับให้ร้านอาหารเปลี่ยนจากการเสิร์ฟน้ำด้วยขวดพลาสติกมาเป็นเสิร์ฟจากเหยือก
หรือวิธีอื่นใดก็ได้ที่ไม่สร้างขยะจากขวดพลาสติก หากฝ่าฝืนก็ถือว่าผิดกฎหมาย
ถ้าตั้งสมมติฐานว่าน้ำดื่มที่ทางร้านรินให้นั้นมีคุณภาพไม่ต่างจากน้ำขวด
ก็นับว่าเป็นทางออกที่ดีทีเดียว
เพราะมันช่วยประหยัดได้ทั้งเงินในกระเป๋าลูกค้า และทรัพยากรน้ำ
เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ดื่มน้ำไม่ค่อยจะหมดขวดกันอยู่แล้ว
ทั้งน้ำทั้งขวดเลยเหลือทิ้งมากมาย
แต่เทรนด์ในบ้านเรากลับอยู่ในทิศทางที่กลับกัน
ตอนนี้ใครๆ ก็ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดออกมาขายเองในศูนย์อาหารหรือโรงอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หน่วยงานราชการ และสถานศึกษา
ด้วยเหตุผลทางด้านเงินๆ ทองๆ
เพราะไหนๆ ก็ต้องขายน้ำอยู่แล้ว ถ้าผลิตเองก็จะได้รับส่วนต่างมากขึ้น
ตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น (เพราะได้เงิน)
แทนที่จะมุ่งปรับเปลี่ยนให้คนหันมาดื่มจากตู้มากขึ้น (เพราะไม่ได้เงิน และต้องเสียเงิน)
จะบอกว่าทำไม่ได้ก็ถูกนัก เพราะโรงอาหารในมหาวิทยาลัย AIT เขาก็ทำให้เห็นแล้วว่ามันทำได้ ที่นั่นมีตู้น้ำตั้งไว้ให้กดมากมาย และมีแก้วพลาสติกที่ผ่านการล้างอบมาอย่างสะอาดมากตั้งไว้ให้หยิบ ที่นั่นเลยแทบไม่มีขยะจากขวดน้ำเลย
ทีนี้ก็มาว่ากันด้วยเรื่องน้ำที่สอง คือน้ำสะอาด
อัฟริกาเป็นดินแดนที่แล้งแบบไม่เกรงใจใคร
แหล่งน้ำบนผิวดินที่พอจะหาได้ก็ดันไม่ค่อยจะสะอาด
ดื่มกินเข้าไปก็อาจติดเชื้อได้
ทางแก้อย่างหนึ่งที่ทั่วโลกพยายามทำกันอยู่ก็คือ
การผลิตเครื่องกรอกน้ำคุณภาพดีราคาถูกส่งไปให้
อย่าง 2 ปีก่อน ก็มีงานออกแบบบันลือโลกที่ชื่อ Life Straw
หรือเครื่องกรองน้ำขนาดพกพาในรูปทรงของหลอดดูด
ที่สามารถจุ่มลงไปในแหล่งน้ำแล้วดูดดื่มได้ทันที
วิธีการถัดมาก็คือ การขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้
ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ก็เลยเกิดเป็นโครงการขอรับบริจาคเงินมากมาย
ที่ดังหน่อยก็คือโครงการของการประปาที่นิวยอร์ก
แต่โครงการที่โดดเด้งที่สุดในช่วงนี้เห็นจะไม่มีใครเกินแคมเปญของสถานีวิทยุ Studio Brussels ของประเทศเบลเยี่ยม
เรื่องของเรื่องก็คือทางสถานีวิทยุและกาชาดได้วางแผนว่า
จะจัดคอนเสิร์ต Music for Life ร่วมกัน
เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด
แคมเปญนี้เลยตั้งใจจะชักชวนคนไปดูคอนเสิร์ต
และบอกเล่าให้ผู้คนเข้าใจถึงความสำคัญของปัญหา
เพราะน้อยคนนักที่จะทราบว่า ทุกๆ 15 วินาทีจะมีเด็กเสียชีวิตเพราะขาดน้ำดื่ม 1 คน
วิธีการที่พวกเขาเลือกใช้นั้นถือว่าหาญกล้ามาก
พอพูดถึงน้ำดื่ม พวกเขาก็นึกถึงแก้วน้ำสำหรับผู้ดำเนินรายการที่เราเห็นในโทรทัศน์
ประเภทรายการข่าวหรือทอล์คโชว์
ที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยเห็นใครหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบต่อหน้ากล้อง
บางรายการก็ไม่เคยพร่องเลยด้วยซ้ำ
คนดูอย่างเราเลยมองมันเหมือนอุปกรณ์ประกอบฉากมากกว่า
ว่าแล้วแคมเปญนี้ก็เริ่มต้นขึ้นโดยทำกับรายการทอล์คโชว์และรายการข่าว
ในสถานียอดนิยมของเบลเยี่ยม ในช่วงเวลาไพร์มไทม์เท่านั้น
ถ้าคิดว่าพวกเขาขอให้ผู้ดำเนินรายการเหล่านี้พูดโฆษณาให้ มันก็ง่ายไป
สิ่งที่พวกเขาคิดนั้น ผู้ดำเนินรายการไม่ต้องทำอะไร
ถ้าอ่านข่าวก็อ่านไป ถ้าสัมภาษณ์แขกรับเชิญก็สัมภาษณ์ไป ขอแค่อย่าตกใจก็พอ
เมื่อรายการดำเนินมาถึงช่วงที่เหมาะสม
อยู่ดีๆ ก็มีเด็กชายผิวดำ สวมเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น วิ่งจากไหนไม่รู้โผล่เข้ามาในฉาก
แล้วหยุดยืนข้างๆ ผู้ดำเนินรายการ
จากนั้นน้องเขาก็คว้าแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาซดโฮกเดียวหมด
ราวกับว่าหิวน้ำที่สุดในชีวิต
พอน้ำหมดน้องเขาก็วางแก้วคืนไว้ที่เดิมแล้ววิ่งหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ใครเห็นก็งง ยิ่งเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรายการเพลงลูกทุ่งตอนตี 2
แต่เป็นรายการข่าวภาคค่ำ
และรายการทอล์คโชว์ชื่อดังที่มีสายตาคนจับจ้องอยู่นับล้าน
แล้วก็ไม่ใช่ว่าวิ่งรอบเดียวแล้วหายไปเลย
น้องเขาวิ่งผ่านหน้ากล้องเข้ามาดื่มน้ำแบบนี้ถึง 3 วันติดๆ
มันก็เลยกลายเป็น talk of the town ที่ใครๆ ต่างเขียนถึง
และเขียนถามในเว็บไซต์ว่า
เห็นเด็กคนนั้นไหม มันคืออะไร
บ้างก็โพสต์คลิปให้ได้ดูกันใน youtube
(เสิร์ชได้จากคำว่า Black boy wanting water)
เมื่อฟีดแบคมันแรงขนาดนี้ ทีมงานก็ยิ้มร่า แค่รอเวลาเฉลยเท่านั้นเอง
เพราะทุกคนตะแคงหูรอฟังกันอยู่แล้ว ในยามนี้พูดเรื่องอะไรใครก็ฟัง
คอนเสิร์ต Music for life ก็เลยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
ในเวลา 6 วัน มีคนบริจาคเงินสำหรับโครงการน้ำดื่มถึงประมาณ 165 ล้านบาท
ซึ่งถือว่าเป็นไม่น้อยเลยทีเดียว
แล้วแคมเปญนี้ก็ยังได้รางวัล Titanium Lion หรือแคมเปญโฆษณาที่มากกว่าโฆษณา
คือมันสามารถส่งผลเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากกว่าแค่โฆษณา
จากเทศกาลประกวดโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lion ด้วย
ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง
Posted by zcongklod on Jul 31, 2008
ตราบใดที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายยังไม่ถึงขั้นพังทลาย
เราทั้งหลายก็มักจะคิดว่า มันยังมีสภาพปกติดี และยังทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะ
แต่อวัยวะบางอย่างก็ยากจะหลอกตัวเอง อย่างเช่น ดวงตา
พออายุอานามมากขึ้น สายตาก็เริ่มไม่ปกติ
ไม่ต้องเข้าไปใช้เครื่องไม้เครื่องมือในโรงหมอ เราก็เห็นกับตาตัวเองว่า
มันทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ของแบบนี้หลอกตากันไม่ได้
แต่อีกหลายๆ อวัยวะมันก็หลอกเราได้เสียสนิท
เคยมีใครรู้สึกว่า ความสามารถในการฟังของตัวเองลดลงบ้างไหมครับ
เป็นเรื่องยากที่เราจะรับรู้ได้ว่า นับวันประสิทธิภาพในการฟังของเรานั้นลดต่ำลงเรื่อยๆ
ประมาณว่า ความสามารถในการเก็บรายละเอียดของเสียงที่ได้ยินนั้นน้อยลงๆ
มาลองทดสอบสมรรถภาพด้านการได้ยินของตัวเองกันหน่อยไหมครับ
ถ้าสนใจ เชิญคลิกที่ www.horselstest.no/english ได้เลย
เจ้าของเว็บไซต์ตรวจหูแห่งนี้คือ กาชาดนอร์เวย์
แต่ก่อนจะดูในรายละเอียด ขอโฆษณานิดนึงนะครับว่า
สิ่งที่อยู่ในเว็บน่ะเป็นแบบทดสอบการได้ยินที่ทรงพลังมาก
คือมันทำให้เราได้เข้าใจว่า การได้ยิน กับ การฟัง นั้นไม่เหมือนกัน
และหลังจากเว็บไซต์แห่งนี้เปิดตัวให้คนทดสอบการได้ยินด้วยตัวเอง ก็มีคนขอสมัครเป็นอาสาสมัครของกาชาดนอร์เวย์มากเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับเงินบริจาคที่ไหลเข้ามามากมาย
แบบทดสอบนี้ใช้เวลาแค่ 3 นาที
ถ้าคิดจะคลิกเข้า แนะนำให้พักการอ่านแล้วคลิกเข้าไปทดสอบก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่าน
เพราะข้อความต่อไปนี้จะเป็นการสปอยล์เว็บไซต์นี้แบบไม่มีกั๊ก
ถ้าใครที่คลิกเข้าไปดูมาแล้วจะเจอสิ่งเหล่านี้ครับ
เริ่มแรก บนหน้าจอจะขึ้นข้อความบอกเราว่า
ให้เราฟังผ่านหูฟัง เพื่อลดเสียงรบกวนรอบข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เพราะการทดสอบครั้งนี้เราจำเป็นต้องใช้สมาธิในการฟังสูงมาก
จากนั้น ข้อความบนหน้าเว็บก็อธิบายว่า การทดสอบครั้งนี้จะใช้เวลาทั้งหมด 3 นาที
ซึ่งทางทีมงานขอให้เราทำแบบทดสอบให้ครบถ้วน เพื่อผลถูกต้องที่สุด
ในระหว่างที่รอโหลดไฟล์เสียงอยู่นั้น ข้อความบนหน้าจอก็ให้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า
ข้อมูลการได้ยินของเรานั้นจะถูกนำไปประเมินร่วมกับผลการศึกษาก่อนหน้านี้
ของกลุ่มตัวอย่างที่อายุเท่ากับเรา
เราจะได้เรียนรู้ว่า การได้ยินของเราดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับผู้ที่ทำแบบทดสอบคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้
พอไฟล์เสียงถูกโหลดเรียบร้อย ข้อความอธิบายวิธีทดสอบก็ขึ้นมาบอกว่า
การทดสอบครั้งนี้จะเปิดเสียงในความถี่ที่หลากหลาย ซึ่งจะมาจากทางลำโพงซ้ายหรือขวา
ถ้าเราได้ยินเสียงนั้นดังมาจากทางซ้าย ก็คลิกปุ่ม ซ้าย บนเว็บ
ถ้าได้ยินว่ามาจากทางขวา ก็คลิกปุ่ม ขวา
แล้วเสียงต่างๆ ก็ดังขึ้นมาให้เราได้ยิน
จนกระทั่งถึงเสียงเหมือนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดว่า “ฮัลโหล” เบาๆ
แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก “ฮัลโหล คุณได้ยินฉันไหม”
ไม่ต้องรอให้เราตอบ เจ้าของเสียงนั้นก็พูดต่อ
“ฉันสงสัยบางเรื่อง พ่อแม่ของฉันทะเลาะกัน ฉันกลัว ฉันคิดว่าพวกเขาไม่รู้จักกันดีพอ” เจ้าของเสียงนั้นเริ่มร้องไห้
“มันไม่ใช่ความผิดของฉัน มันคงดีถ้ามีคนที่ฉันคุยเรื่องนี้ด้วยได้ ถ้าคุณมีเวลา”
สิ้นเสียงประโยคสุดท้าย สัญญาณเสียงก็ถูกตัดไป เหมือนโทรศัพท์สายหลุด
ข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอว่า
เราขอโทษที่หลอกคุณ ที่เราทำไปเพราะอยากมั่นใจว่าคุณจะได้ฟังจริงๆ
ช่วงหลังมานี้ มีเด็กจำนวนมาโทรเข้ามาปรึกษาปัญหากับเรา
เพราะเขารู้สึกว่า ไม่มีผู้ใหญ่ฟังพวกเขา เราได้รับสายเหล่านี้มากเกินกว่าที่เราจะดูแลได้
แล้วภาพบนหน้าจอก็เปลี่ยนเป็นปุ่ม 3 ปุ่มสำหรับกด โดยมีข้อความกำกับอยู่แต่ละปุ่ม
ฉันจะช่วย ด้วยการเป็นอาสาสมัครของกาชาด
ฉันจะช่วย ด้วยการส่งแบบทดสอบนี้ไปยังเพื่อน
ฉันจะช่วย ด้วยการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนโครงการสายด่วนของกาชาด
แบบทดสอบการได้ยินจบลงที่ตรงนี้
จริงๆ แล้วมันเป็นแคมเปญรณรงค์ในเรื่องของการรับฟังปัญหาของเด็กๆ ที่ได้ผลอย่างมาก
เรื่องราวของเด็กที่เราได้ยินในแบบทดสอบนั้นเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา
ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกวัน เราล้วนเคยได้ยินมัน แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ฟังมัน
เมื่อผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็กไม่ฟัง ก็เลยเกิดสายด่วนขึ้นมารับฟังปัญหาของเด็กๆ แทน
พอผ่านการทดสอบครั้งนี้ เราอาจรู้สึกว่า ความสามารถในการฟังของเรานั้นน้อยกว่าที่คิด
และไม่ใช่แค่ปัญหาของเด็ก
ดูเหมือนจะมีปัญหาอีกมากมายที่เราได้ยิน แต่ไม่ได้ฟัง
ขอร้อง
Posted by zcongklod on Jul 18, 2008
“ขอร้องล่ะ”
คำนี้น่าจะถูกใช้กันอยู่บ่อยๆ ในการทำงานด้านสังคม
เพราะโดยพื้นฐานของแต่ละองค์กรที่ทำการรณรงค์นั้น ไม่ค่อยจะมีอำนาจไปบังคับใครได้
พวกเขาเลยเน้นให้ข้อมูลเชิญชวนมาช่วยกัน ถ้าร้องขอ เฉยๆ แล้วยังไม่สนใจ
ก็ต้องเอ่ยปาก ขอร้อง กันบ้าง
แต่ละองค์กรต่างก็มีช่องทางในการส่งสารที่ต่างกันออกไป
บ้างก็ส่งผ่านภาพ บ้างก็ส่งผ่านตัวหนังสือ บ้างก็ส่งผ่านเสียง
ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินเพลงที่ศิลปินขอร้องเล่าเรื่องปัญหาต่างๆ ในสังคม
ปัญหาใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ไกลตัวบ้าง ใกล้ตัวบ้าง
และกลายเป็นเพลงที่ดังบ้าง ไม่ดังบ้าง
ถ้าเพลงนั้นดัง สารดีๆ ก็ถูกส่งออกไปไกล
แต่ถ้าเพลงนั้นไม่เป็นที่จดจำ สารในเพลงก็ย่อมไม่ถูกพูดถึง
เพลงที่ไม่มีพลังเลยไม่ต่างจากเสียงนกเสียงกาที่ผู้ก่อให้เกิดปัญหาไม่สนใจจะฟัง
ถึงฟังก็คงไม่ออกอาการเต้นแรงเต้นกาด้วยความรู้สึกอดรนทนไม่ได้
หากศิลปินรายแรกลองแล้วไม่สำเร็จ
ไม่ช้าไม่นาน ก็คงมีศิลปินรายใหม่ที่มาพร้อมกับวิธีการใหม่ๆ เข้ามารับช่วงส่งสารเดิมๆ ต่อ
สัตว์ป่ากำลังมีปัญหาไม่ว่าจะมุมไหนในโลก
องค์กรต่างๆ ก็ช่วยกันตามเข้าไปแก้เท่าที่กำลังจะทำได้
องค์กรที่ชื่อว่า Wild Bird Society of Japan ก็พยายามดูแลนกหายากใกล้สูญพันธุ์ในญี่ปุ่นอย่างสุดกำลัง
พวกเขาเลยเร่งสร้างจิตสำนึกเรื่องนกใกล้สูญพันธุ์อย่างเร่งด่วน
โดยกระบวนการแล้ว การอนุรักษ์นกคงเน้นการทำงานในพื้นที่
โดยไม่ลืมรณรงค์ให้คนในเมืองได้รับรู้ด้วย
เหมือนกับนกเงือก นกแต้วแร้วในไทย รวมถึงนกยูงในแก่งเสือเต้น
การทำให้คนเมืองเข้าใจถึงคุณค่าของนกยูงซึ่งจะหายไปหลังการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น
ย่อมทำให้มีพลังมวลชนและพลังสื่อช่วยสนับสนุน
แต่การรณรงค์เรื่องนกกับคนเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย
เอาง่ายๆ แค่นกพื้นๆ อย่างนกเอี้ยงกับนกขุนทอง
ผมว่าคนเมืองน้อยคนนักจะแยกออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน
เหมือนที่ใครๆ หลายคนก็ยังไม่รู้เลยว่าใครกอล์ฟ ใครไมค์
ในเมื่อเรายังแยกแยะไม่ได้ว่านกอะไรเป็นนกอะไร
นกพันธุ์ไหนหาง่าย พันธุ์ไหนหายาก บางคนเลยอาจคิดว่า นกพรรณเนี้ยนะที่ฉันต้องออกแรงดูแล
ยิ่งนักรณรงค์พูดเจอก็ยิ่งฟังดูเหมือนเสียงนกกระจอกแตกรัง
ทางเอเจนซี่ Beacon Communications ในโตเกียว
เลยช่วยคิดแคมเปญสุดเท่ให้กับทาง Wild Bird Society of Japan
ทาง Beacon เริ่มคิดจากโจทย์ที่ว่า การทำให้คนตระหนักถึงคุณค่าของนกหายากนั้นต้องทำให้ทุกคนรับรู้ว่า
พวกมันไม่ได้มีดีแค่เอาไว้ดู แต่ยังมีไว้ฟังด้วย
พวกเขาเลยหาทางเอาเสียงนกหายากใกล้สูญพันธุ์อันประกอบด้วย
นกกระเรียนมงกุฎแดงหรือนกกระเรียนญี่ปุ่น (Red-crowned crane)
นกกระสาตะวันออก (Oriental Stork) นกอัลบาทรอสหางสั้น (Short-tailed albatross)
และนกจาบปีกอ่อนอกเหลือง (yellow-breasted bunting)
ไปเปิดให้กลุ่มเป้าหมายฟัง
นับเป็นความคิดที่น่าสนใจ
เพราะทุกวันนี้เสียงนกร้องแทบจะกลายเป็นเสียงสัญลักษณ์ของความสุขจากธรรมชาติไปแล้ว
เสียงนกร้องเป็นสิ่งที่ทุกคนถวิลหา และน่าฟัง
แต่ปัญหาก็คือ ถ้าอัดเสียงนกร้องมาเปิด จะมีคนอยากฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าสักกี่คนกันเชียว
ยิ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้คือวัยรุ่น จะมีวัยรุ่นที่รีบโหลดเสียงนกร้องเข้าไอพอดจริงหรือ
Beacon Communication เขาคิดแบบนี้
พวกเขาเริ่มต้นจากการออกไปเก็บตัวอย่างเสียงร้องของนกทั้ง 4 พันธุ์
จากนั้นก็ส่งต่อให้ดีเจเอาไปมิกซ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของเพลง
เสียงนกเหล่านี้เลยไม่แตกจาก แซมพ์เสียง (หรือจะแปลว่าเสียงที่ตัดมาเป็นท่อนสั้นบ้างยาวบ้างสำหรับมิกซ์ใส่เพลงคงพอได้)
พอโจทย์เปิดกว้างแบบนี้ เสียงนกร้องเลยไม่ใช่แค่เสียงนกร้องอีกต่อไป
เพราะมันได้กลายเป็นเสียงส่วนหนึ่งในเพลงไปแล้ว
แนวเพลงที่เลือกมาใช้นั่นไม่ใช้เพลงงุ้งงิ้งๆ เชยๆ แน่
มันมาแนวชิลล์ๆ เล้าจน์ๆ เฮ้าส์ๆ ในจังหวะที่พอจะเขย่าหัว ขยับขาตามได้
เรียกว่าเป็นเพลงเท่ๆ ที่เอาไปเปิดตามผับหรูๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน
ถ้าไม่บอกไม่กล่าวกันก่อน เราอาจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือเพลงที่กำลังรณรงค์ให้คนรักนก
แต่ถ้าเราตั้งใจฟัง เราก็จะเริ่มได้ยินเสียงนกร้อง
(ซึ่งมีทั้งร้องจิ๊บๆ และเสียงร้องที่ค่อนข้างแปลกเกินกว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือได้)
เสียงขยับปีกแทรกอยู่ทั่วเพลง
บางคนอาจจะคิดว่าเสียงเหล่านี้คงเป็นแซมป์เสียงสังเคราะห์เท่ๆ
ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเลียนเสียงธรรมชาติ
แต่ความจริงแล้วเสียงเท่ๆ เหล่านี้คือเสียงจริงๆ ของนกหายากที่กำลังใกล้สูญพันธุ์
เอาเป็นว่าเข้าไปฟังเพลงจริงๆ กันที่ www.wbsj.org/event/record.html เองดีกว่า
แคมเปญนี้ควรจะจบลงแค่นั้น แต่ทาง Beacon ยังขยันคิดไม่เลิก
แทนที่จะทำเพลงเดียว ก็ทำออกมา 4 อัลบั้มรวด ในชื่อรวมว่า Sounds of Endangered wild birds
โดยดันให้นกแต่ละพันธุ์เป็นศิลปินเดียวเต็มตัว แต่ละพันธุ์เลยมีอัลบั้มของตัวเอง
ยัง ยังไม่หมดแค่นั้น แทนที่จะทำออกมาเป็นซีดีแบบปกติ
เขายังทำออกมาเป็นแผ่นเสียงสุดเก๋ แล้วเอาไปวางขายในร้านซีดีสุดฮิปในโตเกียว
โดยผลิตออกมาแบบ limited เท่าจำนวนนกแต่ละพันธุ์ที่คาดว่ายังเหลืออยู่ในญี่ปุ่น
เมื่อคุณค่าของอัลบั้มนี้ คุณภาพของเพลงของอัลบั้มนี้ และภาพลักษณ์ที่ปั้นกันมาอย่างดีของอัลบั้มนี้ทำงานร่วมกัน
อัลบั้มเซ็ตนี้เลยเตะหูเหล่าดีเจในญี่ปุ่นอย่างแรง
จนกลายเป็นเพลงฮิตที่ดีเจต้องเอาไปเปิดกันตามผับทั่วโตเกียว
เพลงดังแค่ไหน เพลงเข้าถึงกลุ่มคนได้กว้างแค่ไหน สารในเพลงมันก็ไปได้ไกลแค่นั้น
เงินทองที่ได้มาจากการขายอัลบั้มนี้ก็จะถูกนำไปทำโครงการเพื่อช่วยอนุรักษ์นกหายากต่อไป
ในเมื่อคนร้องเพลงขอร้องให้ช่วยกันดูแลนกไม่สำเร็จ
นกเขาก็ขอร้องบ้าง
เสียชีพ อย่าเสียสัตว์
Posted by zcongklod on Jul 14, 2008
สัตว์ป่ามีความสำคัญ เรื่องนี้คิดว่าคงรับรู้กันโดยทั่วไป
แต่ถ้าถามว่า สัตว์ป่าสำคัญอย่างไร
เราถึงต้องออกมารณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ช้าง เสือ นกเงือก หรือฉลาม
คาดว่าน่าจะมีน้อยคนที่สามารถอธิบายได้
การรับรู้ว่า สิงสาราสัตว์เหล่านั้นคืออีกชีวิตที่มีสิทธิ์หายใจต่อไปบนโลกใบนี้
คงเพียงพอสำหรับบางคน
แต่การจูงใจให้คนหมู่มากอยากช่วยกันรักษาสัตว์พันธุ์นี้เอาไว้
มันน่าจะมีอะไรมากไปกว่านั้น
ไม่ใช่แค่คน, สัตว์หน้าตาน่ารัก ใครๆ ก็อยากทะนุถนอม
แต่สำหรับสัตว์ที่หน้าตาไม่ดี (โชคร้ายที่พวกมันไม่มีคารมด้วย)
เราก็คงต้องหาเหตุผลดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง
คนเมืองอย่างเราผูกพันกับสัตว์ป่าในแง่ไหนบ้าง
ผมแอบนิยมโฆษณาจากแดนภารตะชิ้นหนึ่งที่เหมือนฉีกเอาหัวข่าวหน้ากีฬามาวางลงบนหน้าโฆษณา
พาดหัวนั้นมีข้อความว่า จิงโจ้อัดกีวี ศึกรักบี้ 7 คน
แล้วก็ปิดท้ายโฆษณาด้วยข้อความว่า
สัตว์ประจำชาติคือเอกลักษณ์ประจำชาติ ช่วยกันอนุรักษ์สัญลักษณ์ของอินเดีย
พร้อมกับภาพลายเส้นหน้าเสือ
เอาเข้าจริงๆ สัตว์ป่าหายากทั้งหลายน่าจะผูกพันกับเราในแง่ของการเป็นสัญลักษณ์มากกว่าอย่างอื่น
จิงโจ้ คือ คำที่มีความหมายแทน ออสเตรเลีย
กีวี คือคำที่มีความหมายแทน นิวซีแลนด์
รวมไปถึงสัตว์อย่าง หมีขาว กระทิง เสือเหลือง มังกร อูฐ หรือช้าง
ถ้าเป็นในระดับที่ย่อยลงมา สัตว์จำนวนมากถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโลโก้ทีมกีฬา
จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมนั้นๆ
เอาแค่ในฟุตบอลอังกฤษเราก็คุ้นกันดีกับ หงส์, สิงโต, สาลิกา, ไก่, สุนัข, ม้าขาว
ออกนอกเกาะอังกฤษมา ก็ยังมี หมี ในสเปน งูใหญ่กับหมาป่าในอิตาลี
เสือและนกนางนวลในเยอรมนี
และนกอินทรีของทีมเบนฟิก้าในโปรตุเกส ที่คนไทยเราดันไปตั้งฉายาให้เบนฟิก้าว่า เหยี่ยวลิสบอน
นกที่เกาะอยู่บนตราสโมสรในโลโก้ของทีมเบนฟิก้าคือ Imperial Eagle หรือนกอินทรีหัวไหล่ขาว
โดยสถานะแล้ว มันคือว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ควรช่วยกันดูแลอย่างแรง
แน่นอนว่าประชาชนชาวโปรตุเกสเองก็คงไม่อินกับเจ้านกตัวนี้สักเท่าไหร่
มันจะมีอยู่ หรือจะหมดไป ก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับพวกเขาสักเท่าไหร่
ถ้ามันสูญพันธุ์หายไปวันนี้พรุ่งนี้ เผลอๆ อาจไม่มีใครทุกข์ร้อนเลยด้วยซ้ำ
นกอินทรีหัวไหล่ขาวยังไม่สูญพันธุ์ไปจากโปรตุเกส
แต่อยู่ดีๆ มันก็หายไปจากโลโก้สโมสรเบนฟิก้า ทีมฟุตบอลอันดับหนึ่งของโปรตุเกส
คำว่าหายไปในที่นี้หมายถึง ตราสโมสรที่อยู่บนหน้าอกเสื้อชุดแข่งของนักเตะนั้นเป็นตราสโมสรเปล่าๆ ที่ไม่มีนกอินทรีอีกต่อไป
และตราสโมสรอันใหญ่ที่สุดที่ติดอยู่กับสนาม ก็ไม่มีร่องรอยของเจ้า Victoria สัตว์นำโชคของสโมสร
สโมสรเบนฟิก้าออกแถลงข่าวใหญ่โตถึงการหายตัวไปของ Victoria
สื่อทุกแขนงในโปรตุเกสต่างพากันประโคมข่าวนี้
เหตุการณ์ประเภทนี้คงไม่ได้มีกันบ่อยๆ ที่อยู่ดีๆ สัตว์ในโลโก้ก็หายตัวไป
ด้วยความที่มันเป็นสัญลักษณ์ของสโมสร เป็นฉายาของสโมสร
แฟนบอล (ที่ประมาณว่ามีจำนวนราว 6 ล้านคนทั่วโลก) เลยรู้สึกเดือดร้อนกับการหายไปของนกอินทรีตัวนี้
จนถึงแมทช์แข่งขัน วันนั้นถูกกำหนดให้เป็น Eagle Day เพื่อพูดถึงเจ้า Victoria
ก่อนเข้าสนาม ใบปลิวที่ตัดเป็นรูปขนนกอินทรีซึ่งเล่าถึงการหายไปของ Victoria จำนวนหลายหมื่นใบถูกแจกจ่ายให้กับแฟนบอล
โดยที่แฟนบอลก็หวังว่าจะได้เห็นมันกลับมาในวันนี้
เมื่อผู้เล่นเดินลงสู่สนาม พร้อมกับสวมเสื้อยืดสกรีนเรื่องการหายไปของสัตว์นำโชคของสโมสรทับชุดแข่ง
พิธีกรในสนามก็เริ่มอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น
นกอินทรีหัวไหล่ขาวในธรรมชาติกำลังอยู่ในอันตราย และใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที หากเราไม่ช่วยกันดูแล
จากนั้น สัญลักษณ์ตราสโมสรซึ่งปราศจากนกอินทรีขนาด 2 คนแบกก็ถูกนำไปตั้งในสนาม
แล้วจู่ๆ นกอินทรีหัวไหล่ขาวตัวจริงก็บินจากไหนไม่รู้มาเกาะลงตรงตำแหน่งที่มันอยู่บนตราสโมสร
ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องของแฟนบอลหลายหมื่นคน
นกอินทรียังไม่ได้หายไปจากโลกนี้
แต่มันพร้อมจะจากเราไปในเร็ววันนี้
แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกเฉลยว่า
นี่คือแคมเปญรณรงค์เรื่องนกอินทรีของ WWF ที่ทำร่วมกับทีมเบนฟิก้า
โดยมีเอเจนซี่ Ogilvy & Mather เป็นผู้ออกไอเดีย
แคมเปญนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะเรื่องนี้ปรากฏอยู่บนทุกสื่อแบบไม่ต้องเสียเงินสักแดง
ว่ากันว่ามูลค่าของสื่อทั้งหมดที่ลงข่าวนี้ คิดรวมกันได้กว่า 2 ล้านยูโร หรือประมาณ 100 ล้านบาทไทยเลยทีเดียว
และที่สำคัญ มันทำให้คน ‘รู้สึก’ ได้ว่าการหายไปของสัตว์สักพันธุ์มันสำคัญแค่ไหน
คงไม่มีแฟนบอลเบนฟิก้าคนไหนอยากให้นกอินทรีหายไปจากสัญลักษณ์ของสโมสรแน่



