กำลังให้กำลังใจ

Posted by zcongklod on Aug 26, 2010

ในชีวิตจริง เราไม่สามารถแสดงความชื่นชม หรือให้กำลังใจใครได้ง่ายๆ
เหมือนการกดปุ่ม like ในเฟซบุ๊ก
แต่ก็ไม่ยากเกินจะส่งมอบกำลังใจให้กัน
ผมเชื่อว่า ถ้าเรารักใคร ชอบใคร เชียร์ใคร ชื่นชมใคร หรือสนับสนุนใคร
เราควรบอกให้เจ้าตัวรู้ เขาจะได้รู้ตัว
รู้ตัวว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก ยังมีคนที่คิดเห็นคล้ายเขา มีคนที่ยืนหยัดเคียงข้างเขา
สิ่งหนึ่งที่มนุษย์แทบทุกคนต้องการเหมือนกันก็คือ การยอมรับ
เพียงแต่จะเป็นในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง
การได้รับการยอมรับหมายถึง เรามีตัวตนบนโลกใบนี้
เราอยู่ในสายตาคนอื่น มีคนเห็นเรา
และมีคนเห็นค่าเรา
รู้อย่างนี้ก็มีกำลังใจ
คนที่ยิ่งด้อย ยิ่งต้องการกำลังใจ นั่นหมายความว่า
กำลังใจเป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระมากกว่าประโยชน์
อย่างผู้พิการหรือผู้ป่วย
เราจึงเห็นการประดิษฐ์สัญลักษณ์มากมายมาใช้แสดงออกถึงการสนับสนุนผู้ป่วยหรือผู้พิการ
ไม่ว่าจะเป็นริบบิ้นหลากสี ดอกป๊อปปี้ หรือริสต์แบนด์
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายหารายได้สมทบทุนโครงการเท่านั้น
แต่ยังต้องการให้คนสวมใส่ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนด้อยโอกาสเหล่านั้น
น่าเสียดายที่สัญลักษณ์ทั้งหมดที่เราสร้างสรรค์กันขึ้นมา
ยังไม่มีสัญลักษณ์ใดที่คนตาบอดสามารถรับรู้ได้ว่า
ผู้คนบนถนนที่เดินสวนกับเขา กำลังส่งกำลังใจและสนับสนุนเขาอยู่
นั่นจึงไม่แปลกที่คนตาบอดจะรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่าผู้ด้อยโอกาสประเภทอื่น

องค์กรที่ทำงานกับคนตาบอดนาม Guide Dog Australia เลยโยนโจทย์นี้มาให้เอเจนซี่โฆษณา BBDO เมลเบิร์น รับไปขบคิด
แล้วครีเอทีฟก็กลับมาพร้อมกับไอเดียอันแสนแปลกใหม่
พวกเขามองว่า คนตาบอดนั้นมีปัญหาเพียงแค่การมองเห็น
แต่ประสาทสัมผัสอื่นๆ ยังทำงานได้เป็นปกติดี เผลอๆ จะดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำ
นั่นจึงนำมาซึ่งการทำแคมเปญรณรงค์ผ่านสื่อที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน
นั่นคือ น้ำหอม

Guide Dog Australia ทำโปรเจ็กต์นี้ร่วมกับ เครื่องสำอางค์แบรนด์ Kit ในเครือ Mecca Cosmetica
ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำของออสเตรเลีย
ผลิตน้ำหอมที่สามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง ออกมาวางขาย โดยใช้ชื่อว่า Support Scent
แค่ชื่อก็บอกชัดเจนแล้วว่า เป็นกลิ่นที่แสดงถึงการสนับสนุน
ถ้าอยากแสดงออกว่าเราสนับสนุนหรือเป็นกำลังใจให้คนตาบอด ก็ใส่น้ำหอมกลิ่นนี้
ตัวแพคเกจยังพิมพ์อักษรเบรลล์ไว้สื่อสารกับคนตาบอดด้วย
หลังจากที่ผลิตน้ำหอมกลิ่นนี้ขึ้นมาแล้ว ทางทีมงานได้จัดทำจดหมายอักษรเบรลล์แนบไปพร้อมกับตัวอย่างกลิ่นน้ำหอม ส่งไปยังคนตาบอด เพื่อเล่าถึงโครงการนี้ให้ฟัง
และบอกพวกเขาว่า ถ้าได้กลิ่นนี้จากใคร แสดงว่าคนนั้นกำลังส่งกำลังใจให้คุณ

พอสื่อสารกับคนตาบอดเรียบร้อย ก็หันมาสื่อสารกับคนตาดีบ้าง
ด้วยการทำแคมเปญประชาสัมพันธ์ใหญ่โตระดับประเทศผ่านสื่อทุกแขนง
เพื่อชักชวนคนให้ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้
ถ้าใครสนใจก็สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ร้านขายเครื่องสำอาง
และในเว็บไซต์ supportscent.com ที่นอกจากจะขายน้ำหอมแล้วยัง ให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาด้วย

Support Scent แปะป้ายขายราคาขวดละ 5 เหรียญ (150 บาท)
รายได้ทั้งหมดมอบให้กับ Guide Dog Australia นำไปทำโครงการช่วยเหลือคนตาบอด
การซื้อน้ำหอมกลิ่นนี้ไปใช้เลยให้ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังใจ
ด้วยความที่วิธีนี้แสนจะใหม่ และมีความเป็นแฟชั่น มันเลยเข้าถึงกลุ่มคนที่กว้าง
และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
โครงการนี้ไม่ได้จบลงแค่น้ำหอม แต่ Kit ยังคิดต่อ
แล้วก็พบว่าสามารถนำกลิ่นนี้ไปขยายผลสู่ บอดี้โลชั่น น้ำยาล้างมือ และ เทียนหอม ได้ด้วย
เหมือนขยายช่องทางในการให้กำลังใจ

สิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการเปิดตัวของ Support Scent ก็คือ
แคมเปญนี้คว้ารางวัลโกลด์ ประเภทการใช้สื่อ จากเทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions ปีล่าสุดมาได้ พร้อมเสียงปรบมือดังกึกก้องหอประชุม
ผลที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดคือ ยอดเงินบริจาคให้กับ Guide Dog Australia เพิ่มสูงขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์
และ 79 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ อยากหาทางสนับสนุนคนตาบอดเพิ่มเติมมากกว่านี้ด้วยวิธีการอื่นๆ

ผลที่ใหญ่ที่สุด คงเป็นการตอบโจทย์ที่ว่า
คนตาบอดรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย เพราะเขามองไม่ให้ใครเลยที่เห็นค่าของเขา
จากที่ได้ดูในวีทีอาร์สัมภาษณ์คนตาบอดหลายต่อหลายคน
ผมชอบคำสั้นๆ ที่คนตาบอดหลายคนพูดเหมือนกัน
เขาพูดคำนี้กับคนที่ใส่น้ำหอม Support Scent
เขาบอกว่า “ขอบคุณ”
คงไม่ใช่การขอบคุณที่ใส่น้ำหอมกลิ่นระรื่นจมูก แต่เป็นคำขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ส่งมอบให้
พวกเขาได้รับแล้ว


อย่าใช้ใจพิกลมองคนพิการ

Posted by zcongklod on Aug 18, 2010

เคยได้ยินชื่อวง Monkey Majik ไหมครับ?
วงป๊อปร็อกครึ่งญี่ปุ่นค่อนแคนาดาวงนี้จัดอยู่ในหมวดวงอินดี้ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น
พวกเขาฟอร์มวงกันขึ้นมาเมื่อปี 2000 ถึงหน้าตาสมาชิกทั้งสี่จะแสนฝรั่ง
แต่พวกเขาก็ทำเพลงภาษาญี่ปุ่น (เป็นส่วนใหญ่) วางขายอยู่ในแดนปลาดิบ
อัลบั้มแรกของพวกเขาติดชาร์ตอันดับหนึ่งอยู่ 13 สัปดาห์
และเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดของปี ในหมวดเพลงอินดี้
จากนั้นไม่ว่าจะปล่อยเพลงไหน หรือออกอัลบั้มใหม่ ก็ติดชาร์ตทุกเพลง สูงบ้างต่ำบ้าง ไม่เคยแป้ก
ทัวร์คอนเสิร์ตกี่ครั้งกี่หน คนก็เต็มตลอด
แม้ไม่มีสื่อในมือ แต่วงนี้ก็โด่งดังได้ด้วยการบอกต่อ ปากต่อปาก
อีกเหตุผลที่น่าจะช่วยส่งเสริมให้งานของพวกเขาจับใจคนได้ก็คือ ความเท่ ของมิวสิกวิดีโอ รวมไปถึงการออกแบบปกซีดี
Monkey Majik เลยเป็นวงร็อกที่มีความเก๋และเท่อยู่พอตัว
ในวาระครบรอบ 10 ปีของวงในปีนี้ พวกเขาออกอัลบั้มพิเศษในชื่อว่า
MONKEY MAJIK BEST ~ 10 Years & Forever ~
ซึ่งก็คืออัลบั้มรวมฮิตเพลงเก่า บวกด้วย 1 เพลงใหม่
ฟังดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
ถึงจะให้ข้อมูลเพิ่มว่า เพลงใหม่นั้นมีชื่อว่า Forever ก็ยังไม่น่าตื่นเต้น

เรื่องมันเริ่มพิเศษตรงขั้นตอนการทำมิวสิกวิดีโอนี่แหละ
ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอเพลงนี้มีชื่อว่า Kouki Tange หรือใช้ชื่อในวงการว่า Yellow Brain
ก่อนหน้านี้เขาเคยทำสารคดีสั้นๆ ให้กับโครงการที่มีชื่อว่า ATARIMAE
เขาเลยยังอินกับเนื้อหาของโครงการ
ATARIMAE เป็นโครงการที่ทำงานด้านคนพิการ
ในโลกใบนี้มีคนพิการในช่วงอายุระหว่าง 20-65 ปีที่ยังสามารถทำงานได้ มากถึง 332 ล้านคน
แต่มีเพียง 45 ล้านคน หรือ 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการจ้างงาน
เหตุที่ไม่ค่อยมีคนจ้างคนพิการเข้าทำงาน ก็เพราะนายจ้างส่วนใหญ่มองว่า
คนพิการไม่มีความสามารถเพียงพอจะทำงานได้ ซึ่งอาจจะไม่เป็นความจริงเลยด้วยซ้ำ
แม้คนพิการจะทำงานไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำไม่ได้สักอย่าง
ถ้าเปิดใจให้กว้าง เราจะพบว่า ความพิการไม่ได้ทำให้คนไร้สิ้นซึ่งความสามารถ
พวกเขายังสามารถทำอะไรได้มากมาย
สิ่งที่ทำร้ายคนพิการมากที่สุดอาจไม่ใช่ข้อจำกัดที่เกิดกับร่างกาย
แต่อาจจะเป็นจิตใจของคนรอบข้างที่มองพวกเขาอย่างคับแคบ
เมื่อใช้ใจพิกลมองคนพิการ ก็เลยทำให้คนปกติและคนพิการกลายเป็นคนแปลกแยกต่อกัน

ATARIMAE ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2008 เพื่อแสดงให้เห็นว่า
คนพิการในญี่ปุ่นสามารถทำงานได้เป็นเรื่องปกติ
โครงการที่สนับสนุนโดยกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นโครงการนี้
มีอายุการดำเนินงานเพียงแค่ 18 เดือน
ภายในระยะเวลาปีครึ่ง ทีมงานมีวัตถุประสงค์หลักๆ 2 ข้อ
หนึ่ง ประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้คนเข้าใจว่า
คนพิการจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ทำงานเพราะคนดีๆ อย่างเรามีอคติ ไม่เปิดใจยอมรับพวกเขา
สอง ใช้อินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆ ให้ข้อมูลสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ
เนื้อหาในเว็บไซต์จึงเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจในอาการป่วยแบบต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร
คนที่ป่วยในลักษณะนี้ สามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง
พูดถึงตัวบทกฎหมายที่สนับสนุนการว่าจ้างคนพิการเข้าทำงานในองค์กร
และสถาบันต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือคนพิการ
ตบท้ายด้วย การรวมแหล่งงานสำหรับคนพิการ

คุณ Yellow Brain อยากทำมิวสิกวิดีโอเพลง Forever เพื่อสื่อถึงสิ่งนี้
เขามองว่า คนพิการล้วนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา
สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือความหวัง และการให้ข้อมูลกับสังคม เพื่อให้เราหยุดแบ่งแยก
ให้คนปกติกับคนพิการสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขได้ในสังคมเดียวกัน
ถ้าจะเชื่อมโยงเข้าหาดนตรีก็คือ มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ต้องการนำเสนอความคิดอันแสนจะสากลว่า
ดนตรีเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้
ขอบคุณที่สมาชิกวง Monkey Majik เห็นด้วย เราเลยได้เห็นมิวสิกวิดีโอดีๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

มิวสิกวิดีโอเพลงนี้แปลกอยู่สักหน่อยตรงที่ ไม่มีภาพของนักร้อง
และเสียงเพลงที่ได้ยินนักร้องก็ไม่ได้เป็นคนร้อง
แต่เป็นภาพของกลุ่มคนพิการประเภทต่างๆ
ส่วนเสียงร้องที่เราได้ยินก็คือเสียงร้องประสานเสียงของพวกเขา
เอ็มวีเพลงนี้เลยไม่ได้ทำหน้าที่ขายของแบบตรงๆ แต่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นที่ดนตรีสามารถทำได้
เราจะเห็นว่า คนพิการสามารถเข้าถึงดนตรีและมีความสุขได้ไม่ต่างจากคนปกติ
คนพิการโชคดีที่สามารถเข้าถึงดนตรีได้อย่างเท่าเทียมกับเรา
แต่โชคร้ายที่เขาไม่สามารถเข้าถึงงานได้เหมือนเรา

Yellow Brain หวังว่า หลังจากที่เราดูมิวสิกวิดีโอเพลงนี้แล้ว
ใจของเราจะหายพิกล มองคนพิการด้วยใจที่กว้างขึ้น
ถ้าใจเราหายพิกล ความพิการก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

แถมท้ายด้วยเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นมิวสิกวิดีโอเรื่องนี้
.


การเดินทางที่ชื่อ ‘เล่นกับหมอกหยอกกับเมฆ’

Posted by zcongklod on Aug 15, 2010

.

การเดินทางเพื่อทำความรู้จักป่า รู้จักเขา รู้จักเธอ
เริ่มต้นทำความรู้จักธรรมชาติแบบเบื้องต้น ผ่านระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ขั้นสูงสุด (จริงๆ)
กับอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์สุดที่รักของพวกเรา
จากลำปาง ผ่านลำพูน สู่เชียงใหม่
จากพระธาตุหริภุญชัย ไปดอยอินทนนท์
ยืนยันว่าเป็นการเดินทางอย่างเหนือชั้นที่สุดในประเทศ
(เหนือชั้นกว่านี้ก็ต้องหิมาลัยแล้ว)

ภายใต้บรรยากาศปลายฝนต้นหนาว
เมฆๆ หมอกๆ เขียวๆ ขาวๆ เย็นๆ ชื้นๆ ฉ่ำๆ
เราจะมาเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับโลกใบนี้
ข้อความต่อไปนี้ไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง
มนุษย์โลกควรได้เดินป่าร่วมกับอาจารย์ยงยุทธสักครั้งในชีวิต
จากนั้น สายตาในการมองโลกของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รายละเอียดทริปนี้เป็นยังไง อาจารย์ท่านเขียนมาให้ดังนี้

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

เรียนรู้นิเวศป่าเมฆ

เมฆ คือ หมอกที่ลอยอยู่เหนือหัว เมฆที่ลอยอยู่ในระดับความสูงเกิน 1,000 เมตร ขึ้นไปเป็นเมฆที่ค่อนข้างอยู่ตัว มีโอกาสกลายเป็นฝนตกลงมาสู่พื้นผิวโลกน้อยมาก ดังนั้น ‘ป่าเมฆ’ จึงหมายถึง ป่าดิบเขาที่เติบโตอยู่ที่ระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตร ส่งผลให้ภายในป่าเมฆมักจะมีความชื้นสูงมาก เราสามารถสังเกตได้จากรุกขชาติในป่าเมฆส่วนใหญ่ใส่เสื้อหนาวกันทุกต้น ลักษณะทางนิเวศที่เด่นชัดที่สุดในป่าเมฆเป็นนิเวศของเหล่าพืชอิงอาศัย ซึ่งมีมากมายหลายชนิด อาทิ มอส เฟิร์น และกล้วยไม้ชนิตต่างๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น และมีตัวซ้ำเติมคือ มลภาวะจากยานพาหนะต่างๆ ทำให้คุณภาพอากาศเลวลง ส่งผลให้สุขภาพของต้นไม้อ่อนแอ จึงถูกทำลายเร็วมาก คาดว่าอีกไม่เกินทศวรรษ ป่าเมฆของไทยคงจะหมดไปด้วยการพัฒนาอย่างแน่นอน

กิจกรรม

ศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2553

18.30 รวมพลคนมีไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง
19.30 ล้อหมุนจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ เดินทางโดยรถด่วนขบวน 13 นอนปรับอากาศ

เสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2553

07.00 ถึงสถานีรถไฟลำปาง เติมพลังให้เต็มท้องเพื่อเตรียมผจญภัยบนดอยสูง
08.00 มุ่งหน้าสู่จังหวัดลำพูน แวะสักการะพระธาตุหริภุญชัย และดวงวิญญาณพระนางจามเทวี
12.00 มื้อเที่ยงที่อำเภอจอมทอง ก่อนขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์
13.00 สัมผัสกับธรรมชาติของป่าเชิงดอย แล้วค่อยๆ ไต่สู่ธรรมชาติกลางดอย
16.00 หยุดศึกษานิเวศของป่ากลางดอย แล้วค่อยเข้าที่พักแรก ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
18.00 อาหารเย็น ณ ศูนย์อาหารของอุทยานแห่งชาติฯ เปิดวงเสวนาทบทวนชีวิตที่ผันผาน แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัย

อาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2553

07.00 ทานอาหารมื้อเช้าที่ศูนย์อาหาร พร้อมเตรียมมื้อเที่ยงไปด้วย
08.00 เดินทางสู่ป่าเมฆ ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน
12.00 ออกจากป่าเมฆ ทานมื้อเที่ยงที่ลานจอดรถ แล้วเดินทางต่อสู่ยอดดอยอินทนนท์ ศึกษานิเวศป่าพุ ณ ดอยอ่างกา
16.00 เดินทางกลับพี่พักแรม ณ บ้านพักอุทยานฯ
18.00 อาหารเย็นแล้วเปิดวงเสวนา ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พานพบ จบแล้วแยกกันพักผ่อนตามอัธยาศัย

จันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2553

07.00 อาหารมื้อเช้าที่ศูนย์อาหารฯ แล้วจรลีลงสู่เมืองเชียงใหม่ ค้นหาวัดต้นแบบของหอคำหลวง แล้วแวะสัมผัสกับเวียงกุมกาม เมืองที่สร้างโดยพระยามังราย ก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่
11.00 มื้อเที่ยงที่ข้าวซอยฟ้าฮ่ามหรอแม่ลำดวน
12.00 สัมผัสและสักการะจุดกำเนิดของเมืองเชียงใหม่เพื่อสักการะพระเสตังคมณีที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
13.00 แวะชมสะดือเมืองเชียงใหม่ที่ถูกทำลายจนไม่มีโอกาสคืนชีพ
14.00 เตรียมเสบียงมื้อเย็นบนรถไฟที่ตลาดวโรรส
14.30 เข้าสถานีรถไฟเชียงใหม่เพื่อเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ (ต้องกลับด้วยขบวนนี้ เพราะมีสิ่งน่าเรียนรู้อยู่สองข้างทางมากมายก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

อังคารที่ 26 ตุลาคม 2553

05.30 รถไฟถึงสถานีกรุงเทพ แยกย้ายกันไปทำงานตามอัธยาศัย

ค่าใช้จ่าย 4,300 บาทต่อคน (ไม่รวมค่าอาหารทุกมื้อตลอดการเดินทาง)
^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

มาถึงวิธีสมัคร
ทริปนี้รับผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 30 คน
คราวนี้จะให้สิทธิพิเศษกับนักเรียน ‘วิชาอะไร’ เป็นกลุ่มแรก
สมัครในห้องเรียนวิชาอะไร ได้ไปทันที
พบกันได้ในวิชาอะไรครั้งที่ 14 ตอน คนไทยคือใคร วันพุธที่ 18 สิงหาคม 2553
ใครมั่นใจมากว่าไปแน่ ถือเงิน 4,300 บาท มาลงชื่อได้เลย
ถ้ามั่นใจมากแต่มีเงินไม่มาก ก็ถือเงิน 1,300 บาท มาลงชื่อได้เช่นกัน
ที่เหลือค่อยจ่ายกันวันไปก็ยังได้
ใครยังไม่ชัวร์ ยังไม่ต้องจ่ายเงินนะครับ
ส่วนใครจ่ายเงินแล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ไม่คืนเงินนะจ๊ะ
หวังว่านโยบายนี้จะช่วยลดอัตราการแคนเซิลทริปที่สูงจนน่าตกใจได้
เงินจำนวนนี้ไม่ได้ไปไหนครับ เป็นกองทุนสนับสนุนนักเดินทางผู้ยังไม่มีรายได้
ทริปนี้, ผู้ที่ยังไม่มีรายได้จึงสามารถใช้สิทธิ จ่ายได้ในราคา 3,300 บาท
มีโควตาให้ 13 คนนะครับ

ทีนี้ก็มาถึงผู้สมัครที่ไม่ได้ไปร่วมวิชาอะไร หรือไปร่วมวิชาอะไรแต่เพิ่งมั่นใจว่าไปได้
(หลังจากผ่านวิชาอะไรไปแล้วจะสรุปให้นะครับว่าเหลือกี่ที่)
ส่งข้อมูลเหล่านี้มาที่อีเมล zcongklod@yahoo.co.uk
1. ชื่อ นามสกุล / ชื่อเล่น
2. เบอร์โทร / อีเมล
3. แนะนำตัวสั้นๆ ให้พอได้รู้จักกัน
4. เหตุผลที่อยากไป
5. อยากใช้สิทธิผู้ยังไม่มีรายได้หรือไม่
6. ถ้าอยากใส่เว็บไซต์, facebook หรือ twitter มาประกอบเพื่อให้รู้จักกันมากขึ้นก็ใส่มาเลย

ส่งมาได้ถึงวันที่ 3 กันยายน 2553
ประกาศผล 6 กันยายน 2553

จากนั้นค่อยนัดแนะเรื่องการชำระเงินกันต่อไป

เรื่องการเตรียมตัว ทางอาจารย์ยังไม่ได้แจ้งมาครับ
ผมเลยไม่แน่ใจว่า ควรเตรียมเสื้อกันฝน หรือเสื้อกันหนาว ไปดี
ใครอยากใช้เสื้อกันฝน แล้วใช้คนกันหนาว ก็ไม่ว่ากันครับ : )

*ภาพถ่ายด้านบน เป็นภาพถ่ายจริงถ่ายจากสถานที่จำลองครับ


วิชาอะไร ครั้งที่ 14 ตอนคนไทยคือใคร

Posted by zcongklod on Aug 6, 2010

วิชาอะไร ครั้งที่ 14 มาแล้วครับ
ครั้งนี้อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ของพวกเรา จะเปิดประเด็นในเรื่องง่ายๆ ที่เราอาจไม่เคยคิด
คนไทยคือใคร?
ถ้าเรายกรัฐบาลออกไป ยกเส้นรุ้งเส้นแวง เส้นเขตแดนประเทศออกไป
คนไทยคือคนกลุ่มไหน มาจากไหน มีลักษณะเด่นยังไง
แล้วเมื่อเราสวมเขตแดนของประเทศลงไป เติมความเป็นชาติลงไป
ความเป็นไทยคืออะไร?
มาจากไหน?
ก่อนจะรักชาติ เราควรรู้จักชาติของเราก่อน
เราจะคุยกันเรื่องง่ายๆ แค่นี้แหละครับ

ใครสนใจแวะมาฟังกันได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าเช่นเดิม
พบกันวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2553 เวลา 18.08-20.10 น.
(18/08/2010 18:08-20:10)
ที่ห้อง 502 ชั้น 5 อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

(ตรงข้ามอาคารจามจุรี 5 / ใกล้กับโรงเรียนสาธิตจุฬา ฝ่ายประถม)
(อาคารที่ลูกศรสีเขียวชี้ในไฟล์แผนที่)
จำเลขห้องดีๆ นะครับ เป็นห้องใหม่ที่เรายังไม่เคยใช้มาก่อน
และเป็นห้องใหญ่สุดเท่าที่เราเคยจัดกันมา จะได้รองรับลูกศิษย์ของอาจารย์ได้อย่างทั่วถึง
ขอบคุณดร.อัจฉรา ไชยูปถัมภ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับสถานที่ครับ


ฟุตบอลโลกที่สาม

Posted by zcongklod on Jul 19, 2010

ฟุตบอลโลกคราวนี้จัดเป็นครั้งที่ 19
นับเป็นครั้งแรกที่ปักหลักโม่แข้งกันบนแผ่นดินของประเทศโลกที่สาม
เมื่อมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ยักษ์เดินทางมาจัดที่ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ดินแดนที่คนจนมากกว่าคนมี ความช่วยเหลือมากมายจากหลายภาคส่วนเลยเดินทางตามมาด้วย
ผู้สนับสนุนทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการหลายรายพร้อมใจควักกระเป๋าทำแคมเปญช่วยเหลือชาวบ้านที่นั่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะการมอบอุปกรณ์กีฬา
อย่างที่เราได้เห็นกันในหนังโฆษณาของอาดิดาส เวอร์ชั่นฟุตบอลโลก
เรื่องที่เด็กๆ เตะบอลด้วยเท้าเปล่าบนลานดินแดงๆ
โดยลูกฟุตบอลของพวกเขาทำจากเศษผ้าเอามามัดเป็นทรงกลม
นั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่สร้างภาพขึ้นมาสวยๆ สำหรับการโฆษณา
ความจน สงคราม และภัยธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้ประชาชนตาดำๆ หาลูกฟุตบอลมาเล่นได้โดยง่าย
หากอยากเตะฟุตบอล พวกเขาก็ต้องทำลูกบอลขึ้นมาเองจากถุงพลาสติก ใบไม้ หรือเศษผ้า
การได้ครอบครองลูกฟุตบอลสักลูกเลยเปรียบเสมือนความฝันที่กลายเป็นจริง

โซนี่เลยทำแคมเปญ Earth F.C. โดยเดินทางเข้าไปขึงจอกลางลาน
แล้วถ่ายทอดสดฟุตบอลให้ชาวบ้านดูตามหมู่บ้านกันไกลโพ้น
รวมถึงการออกแบบลูกฟุตบอลพิเศษยี่ห้อโซนี่ แล้วนำไปมอบให้ตามหมู่บ้าน
การมอบลูกฟุตบอลให้เป็นเรื่องน่าชื่นชม
แต่การทำให้เด็กๆ มีลูกฟุตบอลเตะ โดยที่ไม่ได้มอบลูกฟุตบอลให้ ก็น่าชื่นชม

โครงการนี้เป็นไอเดียของบริษัทออกแบบสัญชาติเกาหลีที่ชื่อ Unplug Design
ดูจากชื่อคงพอจะเดาได้ว่า องค์กรนี้เขาเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม
แนวคิดหลักในการสร้างงานของที่นี่คือ การพบกันระหว่าง มนุษย์ งานออกแบบ และความสุข
เป้าหมายปลายทางของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นคือ ช่วยทำให้สังคมดีขึ้น
ดีไซเนอร์เลยไม่ได้มองผลิตภัณฑ์ในแง่ของวัตถุเท่านั้น
แต่ยังมองคุณค่าในเชิงจิตวิญญาณด้วย
ของชิ้นนั้นควรมีส่วนทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

งานชิ้นหนึ่งที่ผมชอบมากคือ แก้วน้ำที่พอใส่น้ำแล้ว
เมื่อเรามองจากปากสู่ก้นแก้ว มันจะกลายเป็นแว่นขยาย ใช้เป็นแก้วใส่น้ำดื่มก็ได้
พอต้องการอ่านหนังสือพิมพ์หรืออ่านฉลากสินค้าเล็กๆ ก็แค่หยิบแก้วน้ำใกล้มือมาส่อง

งานชิ้นถัดมาของบริษัทนี้คือโครงการที่เรียกว่า Dream Ball
การได้ครอบครองลูกฟุตบอลสำหรับเด็กๆ ในประเทศโลกที่สามนั้นเปรียบเสมือนความฝัน
งานนี้เลยอยากทำให้ความฝันของเด็กๆ กลายเป็นความจริง
ครั้นจะหาเงินซื้อลูกฟุตบอลส่งไปให้ก็ดูเกินตัวไปหน่อย
นักออกแบบจากค่ายนี้เลยคิดหาวิธีการที่น่าจะยั่งยืนกว่า
คิดไปคิดมาก็คิดถึงลูกฟุตบอลเวอร์ชั่นแฮนด์เมดฝีมือเด็กๆ ที่ทำจากวัสดุใกล้มือ
ปิ๊ง!
เมื่อพบทางออกแล้ว ก็เลยติดต่อไปยังองค์การสหประชาติและกาชาด เพื่อประสานขอความร่วมมือ
งานนี้ไม่ได้ขอเงินหรือขออะไรที่ใหญ่โต
แค่ขอให้ช่วยสกรีนลายแพทเทิร์นบางๆ ลงไปบนกล่องกระดาษที่น่าจะเรียกมันว่า กล่องยังชีพ
คือข้างในเป็นอาหารหรือข้าวของพวกปัจจัยสี่ที่ทั้ง 2 องค์กรนี้มอบให้เพื่อช่วยเหลือชาวแอฟริกัน
เมื่อหยิบของออกจากกระดาษแล้ว ตัดกล่องตามลาย เราก็จะได้กระดาษเป็นเส้นยาวๆ
ที่สามารถนำมาสานเป็นอุปกรณ์กีฬาได้หลายชนิด ตามคู่มือที่อยู่ในกล่อง
ไม่ว่าจะเป็นลูกเบสบอล แฮนด์บอล ฟุตบอล และอีกหลายบอล

ของในกล่องทำให้ท้องอิ่ม แต่ตัวกล่องทำให้หัวใจมีความสุข
งานออกแบบชุดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์แค่นั้น Unplug ยังออกแบบกล่องยังชีพใหม่ด้วย
คือมีทั้งกล่องทรงเหลี่ยมปกติ และกล่องทรงกระบอกซึ่งสามารถกลิ้งไปได้โดยไม่ต้องออกแรงยก
เหตุที่เลือกกระดาษมาทำเป็นวัสดุก็เพราะเหมาะกับการเตะด้วยเท้าเปล่า
และเปลี่ยนความแข็งและความหนาของลูกบอลได้
กล่องยังชีพที่สามารถกลายร่างเป็นลูกฟุตบอลได้นี้ได้ถูกส่งไปมือของผู้ใหญ่และเท้าของเด็กๆ ที่ประเทศแทนซาเนีย รวันด้า บุรุนดี โซมาเลีย และคองโก้ เรียบร้อยแล้ว

ผมลืมเล่าฟังก์ชั่นสุดท้ายของฟุตบอลกระดาษรุ่นนี้
มันช่วยให้เด็กๆ กับเจ้าหน้าที่องค์กรได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน จากที่เดิมเคยแค่ยื่นให้และรับ
กล่องนี้ช่วยสร้างสัมพันธ์โดยการชวนเด็กๆ และเจ้าหน้าที่มานั่งร่วมวงตัดกระดาษและทำลูกฟุตบอล จากนั้นก็ช่วยสานสัมพันธ์โดยการชวนกันออกไปเตะบอลลูกนั้นด้วยกัน
นี่แหละครับฟุตบอลของชาวโลกที่สาม
ไม่ต้องเป็นหนังเนี้ยบนุ่ม พุ่งทะลวงอากาศได้เร็วแรงกว่ารุ่นไหนๆ
ก็ทำให้มีความสุขได้เหมือนกัน


วิชาอะไร ครั้งที่ 13 ตอน Slow Life ภาค 2

Posted by zcongklod on Jul 12, 2010

ยังจำกันได้ไหม ว่าเราเคยมีวิชาอะไรตอน Slow Life ไปแล้วครั้งหนึ่ง
ครั้งนั้นอาจารย์ยงยุทธท่านพูดเรื่อง ความเชื่องช้า แช่มช้อย ชุ่มชื่น ไปได้นิดเดียว
แล้วเหตุการณ์บ้านเมืองทำให้เราต้องเลิกก่อนเวลา
คราวนี้เราจะมาคุยเรื่องชีวิตเนิบช้ากันต่อ
ใครสนใจก็เชิญได้ วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2553 เวลา 18.00-20.00 น.
ที่ห้อง 509 ชั้น 5 อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ
(ตรงข้ามอาคารจามจุรี 5 / ใกล้กับโรงเรียนสาธิตจุฬา ฝ่ายประถม)
(อาคารที่ลูกศรสีเขียวชี้ในไฟล์แผนที่)
ห้องนี้อยู่ชั้น 5 อย่าหลงไปห้องเดิมนะครับ

งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องลงทะเบียนจองเช่นเดิม

ขอบคุณคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับสถานที่ครับ


รายชื่อผู้ร่วมเดินทางทริป วันเคียงเวียงจันทน์

Posted by zcongklod on Jul 6, 2010

หลังจากนั่งอ่านเมลชุดใหญ่กันไปแบบตาแฉะ
คิดแล้วคิดอีก
ผมก็พบว่า น่าจะเลือกผู้ร่วมการเดินทางที่ชื่อ วันเคียงเวียงจันทร์ ด้วยหลักดังนี้
1. เป็นผู้ที่มีพระคุณช่วยเหลือให้เกิดทริปนี้ (เป็นแขกระดับ VIP ครับ)
2. น่าจะเป็นคนที่ไม่เคยไปลาวมาก่อน (เสียดายมากที่ต้องปฏิเสธผู้เชี่ยวชาญเรื่องลาวไปหลายคน)
3. ไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปทริปอื่นๆ
4. น่าจะมีเคมีต้องกันกับคนอื่นๆ
5. ดูคนที่สมัครด้วยกันประกอบ (น่าเสียดายที่บางคนเกือบได้ไปแล้ว แต่เพื่อนที่สมัครมาด้วยกันดันคุ้นเคยกับลาวมาก)

รายชื่อทั้ง 20 คนมีดังนี้
1. กระแต อุบลรัตน์
2. ก้อง ทรงกลด
3. กุ๊ก ชุติมา
4. เดียว ชนะรัฐ
5. ทราย ธัญญารัตน์
6. ทิพย์ ทิพย์สุดา
7. นวล พาฝัน
8. นุ้ย พรจรรย์
9. บอย กิตติวุฒิ
10. โบ๊ต ศรุต
11. ปัด ปัทมาพร
12. ปาล์ม ชลณัฏฐ์
13. ปุ่น ปุญญิศา
14. เปิ้ล วาสนา
15. มดแดง แพรวา
16. เม้ง ประสิทธิ์
17. แมงมุม ยาไพร
18. ยุรี มยุรี
19. อิง ชินธิดา
20. ฮิม ฉัตริน

แล้วผมจะรีบอีเมลไปแจ้งรายละเอียดนะครับ
ในระหว่างนี้ก็หยิบพาสปอร์ตมาเช็กวันหมดอายุสักนิด
แล้วพบกันครับ


ประกาศรายชื่อนิสิตที่ผ่านการลงทะเบียนวิชา คิดเพื่อเขียน

Posted by zcongklod on Jun 28, 2010

ก่อนอื่นใดของแสดงความยินดีกับนิสิตทั้ง 30 คน
จากนั้นก็ขอแสดงความเสียใจกับผู้พลาดหวังทั้งที่ทำตามกติกาครบถ้วน รวมถึงผู้สมัครที่เป็นนิสิตปริญญาโท ส่งรายละเอียดมาไม่ครบ ลืมแนบไฟล์ และส่งหลังกำหนด
สำหรับผู้ที่พลาดหวังคราวนี้ โอกาสหน้าเราอาจมีวาสนาต่อกันนะครับ

รายชื่อนิสิตที่ผ่านการลงทะเบียนเรียนวิชา คิดเพื่อเขียน มีดังนี้
4934304425    กอบกาญจน์ ลิ้มสมบัติอนันต์   [สถาปัตยกรรมศาสตร์]
5030393021    เพ็ญนภา พีรวงศ์สกุล           [วิศวกรรมศาสตร์]
5037315337    พิชญาภา รักษาราษฎร์         [สหเวชศาสตร์]
5040060622    ณวรา หิรัญกาญจน์             [อักษรศาสตร์]
5040067022    ณัฐพร บูรณะศรีศักดิ์           [อักษรศาสตร์]
5040114922    บุณยนุช ชมแป้น               [อักษรศาสตร์]
5040523922    อรฉัตร พรหมเศรณี            [อักษรศาสตร์]
5042727026    คงคุณา คงธรรม                [พาณิชยศาสตร์และการบัญชี]
5042825826    พริ้วแพร มังกร                  [พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ]
5045077228    พรพิมล สวัสดิ์แดง              [นิเทศศาสตร์]
5045251028    ปณิธาน พิชิตหฤทัย             [นิเทศศาสตร์]
5046122034    ปิยะดา ปริกัมศีล                [นิติศาสตร์]
5135024430    ขวัญชนก หอมแสงประดิษฐ     [แพทยศาสตร์]
5136096832    วรรณวลัย ชอบอิสระ            [ทันตแพทยศาสตร์]
5137723839    ชัชวาลย์ แสนอุบล              [วิทยาศาสตร์การกีฬา]
5140086022    ธารริน อดุลยานนท์             [อักษรศาสตร์]
5140198722    วิลาสิณี  สิทธิสมบูรณ์           [อักษรศาสตร์]
5140738622    รวิภา มณีรัตน์                   [อักษรศาสตร์]
5142287226    ธัญวรรณ เอี่ยมสนธิ             [พาณิชยศาสตร์และการบัญชี]
5145254028    พิมพ์พิชา อุตสาหจิต            [นิเทศศาสตร์]
5240042522    อัญรัตน์ มงคลเลิศศักดิ์         [อักษรศาสตร์]
5240123722    ชนัญญา เตชจักรเสมา          [อักษรศาสตร์]
5240206122    มนนภา ภู่สมบูรณ์วัฒนา        [อักษรศาสตร์]
5241012924    โชติมา อ่ำพันธุ์เปรม            [รัฐศาสตร์]
5245258728    วิภาดา แหวนเพชร              [นิเทศศาสตร์]
5331054721    รชฎ มิ่งขวัญ                    [วิศวกรรมศาสตร์]
5337509038    อภิฌชา พุ่มมณีกร              [จิตวิทยา]
5340063822    ฐิติพร ชาวงษ์                   [อักษรศาสตร์]
5340177722    ภัทรียา พัวพงศกร              [อักษรศาสตร์]
5345100228    ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร           [นิเทศศาสตร์]

พบกันวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฏาคมนี้ เวลา 16.30 ที่ห้อง 402 อาคารบรมราชกุมารี
การบ้านแรกก่อนเข้าเรียนนะครับ
ให้ทุกคนลองหยิบนิตยสารเล่มโปรดของตัวเองมาอ่านอย่างละเอียดสักรอบ
แล้วลองวิเคราะห์ว่า ทำไมเราถึงชอบมัน
จากนั้นก็หยิบนิตยสารเล่มนั้นใส่กระเป๋ามาเรียนด้วย
เราจะเริ่มคิดกันจากตรงนั้นครับ
สุดท้าย ถ้าใครเห็นชื่อเพื่อนหรือคนรู้จักอยู่ในรายชื่อนี้ ฝากช่วยแจ้งข่าวด้วยนะครับ


การเดินทางในขบวนเพื่อนบ้านของเรา หมายเลข 1 ‘วันเคียงเวียงจันทน์’

Posted by zcongklod on Jun 16, 2010

.

เนื่องในวาระดิถีครบ 450 ปีเมืองเวียงจันทน์ เลยอยากชวนไปใช้เวลาร่วมกัน 4-5 วันครับ
ทริปนี้เราจะเที่ยวเวียงจันทน์กันแบบเยี่ยมบ้านเพื่อน
คือพี่น้องชาวลาวจะพาเราเที่ยว เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังแบบผู้ใหญ่สอนลูกหลาน
และแบบเพื่อนนั่งคุยกับเพื่อน
สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตแทบไม่อยู่ในลิสต์ (เพราะที่เหล่านั้นไปเองเมื่อไหร่ก็ได้)
แต่เราจะไปในที่ที่ทำให้เรารู้จักเมือง ชุมชน และคนเวียงจันทน์
สิ่งที่เราจะทำใน 4-5 วันมันประมาณนี้

นั่งรถไฟข้ามสะพานมิตรภาพไปเวียงจันทน์ พักกันที่บ้านเรทโทรสุดร่มรื่น
เรียนภาษาลาวอย่างง่ายในชีวิตประจำวัน และทำความรู้จักวัฒนธรรมผ่านภาษา
โดยพี่ปุ้ย ดวงแข บุนยาวง ผู้จัดการสำนักพิมพ์ดอกเกด นักเขียน และผู้ประกาศข่าวภาษาอังกฤษของสถานีโทรภาพแห่งชาติลาว
นั่งฟังประวัติศาสตร์ลาวที่เราอาจไม่เคยรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ควรรู้
คนลาวรักฝรั่งเศส เกลียดอเมริกา แล้วไทยล่ะ?
พ่วงด้วยนิทานพื้นบ้านลาวน่ารักๆ
โดยคุณป้าดวงเดือน บุนยาวง นักเขียนดีกรีซีไรต์ลาว นักคิด นักปรัชญา และปัญญาชนระดับต้นๆ ของประเทศ
เยี่ยมหอสมุดเก็บใบลานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลองเขียนใบลาน
โดยมีคุณป้าดวงดารา บุนยาวง นักวิชาการและนักเขียนผู้เดินทางเก็บข้อมูลเรื่องใบลานจากวัดกว่า 4,000 แห่งทั่วลาว มาเล่าเรื่องใบลาน และวัดลาวให้เราฟัง

ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองเวียงจันทน์ไปพร้อมๆ กับอาจารย์และนักศึกษาสถาปัตย์ของลาว
ทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของเวียงจันทน์ ผ่านผังเมือง อาคารลาวแบบโบราณ อาคารยุคโคโลเนียล
บ้านและชุมชนลาวแบบเก่า เทียบกับยุคใหม่
450 ปีที่ผ่านมา เวียงจันทน์เติบโตมาอย่างไร และกำลังจะเติบโตไปอย่างไร ได้รู้กัน
ทราบถึงความสำคัญของแม่น้ำโขง และซึ้งกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
คุยกันที่ดอนจัน ชุมชนเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่กลางแม่น้ำโขง
ร่วมพิธีตักบาตรใหญ่ในเช้าวันเข้าพรรษา
ลองทอผ้า ย้อมผ้า และแวะพิพิธภัณฑ์ผ้า เรียนรู้งานผ้าซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพหลักของชาวเวียงจันทน์
เรียนรู้วัฒนธรรมอาหารลาว ไปพร้อมๆ กับลองลงมือปรุงด้วยตัวเอง
นั่งเล่นยามค่ำที่ร้านน้ำเต้าหู้ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นหน้าตาดีที่สุดในเมือง
เยี่ยมหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแต่มีคนรู้จักน้อยที่สุดในเวียงจันทน์
คำเตือน เที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจมีเสียน้ำตา
และอื่นๆ

ทริปนี้เราเดินทางไปกลับด้วยรถไฟ
ออกเดินทางจากสถานีหัวลำโพง วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2553 เวลา 18.35 น.
ด้วยรถไฟ ขบวนที่ 77 รถด่วน ชั้น 2 นั่งปรับอากาศ
กลับถึงสถานีหัวลำโพง วันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2553 เวลา 06.25 น.
ด้วยรถไฟ ขบวนที่ 70 ชั้น 2 นั่งและนอนปรับอากาศ

คุณสมบัติผู้สมัคร
1.ต้องมีหนังสือเดินทาง
2.ต้องขี่จักรยานเป็น

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คนละ 950,000 กีบ (3,800 บาทไทย)
แต่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมผ่านแดน และค่าอาหารอีกหลายมื้อ (ซึ่งเลือกร้านกินเองตามชอบใจ)
รวมแล้วน่าจะต้องจ่ายเพิ่มเองที่ลาวอีกประมาณคนละ 500-1,000 บาท (ขึ้นกับว่าเลือกกินร้านประมาณไหน)

วิธีการสมัคร
กรอกข้อมูลเหล่านี้แล้วส่งมาทางอีเมลครับ
1. ชื่อ นามสกุล
2. ชื่อเล่น
3. เบอร์โทร
4. อีเมล
5. แนะนำตัวเองสั้นๆ พอให้รู้จักกัน และรู้สึกอยากเดินทางร่วมกัน
6. ทำไมถึงอยากไปทริปนี้
7. (ถ้าเคยไปเวียงจันทน์มาก่อน) อะไรคือสิ่งที่ประทับใจที่สุดในเวียงจันทน์
8. ถ้าอยากใส่ลิงค์ เว็บไซต์ facebook twitter ก็เชิญนะครับ
9. ถ้าสมัครมากับเพื่อนแล้วรักความเท่าเทียม อยากไปด้วยกันหมดหรืออดด้วยกันหมด ก็ระบุมาเลยนะครับว่าสมัครมากับใครบ้าง
ส่งอีเมลมาที่ zcongklod@yahoo.co.uk ภายในวันที่ 5 ก.ค.53
ประกาศผลทางเว็บไซต์และเมลไปบอก วันที่ 7 ก.ค.53
ทริปนี้รับ 20 คนครับ

เกณฑ์ในการคัดเลือก

พยายามเลือกให้ทุกคนชะตาต้องกัน
ถ้ามีคนชะตาต้องกันเกินกว่า 20 จะรีบคิดหาเกณฑ์ดีๆ ที่เหมาะสมมาเสริม
อาทิ ให้สิทธิ์กับคนที่สมัครทริปอื่นๆ แล้วไม่เคยได้ไปก่อน

หวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้เรารู้จักและรักเพื่อนบ้านมากขึ้นนะครับ


วิชา คิดเพื่อเขียน (Thinking for Writing)

Posted by zcongklod on Jun 11, 2010

.

มาคิด เขียน เรียน และรู้ ด้วยกันไหมครับ
เมื่อได้รับชวนจากฝ่ายกิจการนิสิต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ให้สร้างหลักสูตรที่มีสาระแบบสนุกๆ สำหรับนิสิตจุฬาฯ ระดับปริญญาตรี
ผมก็รับคำชวนด้วยความดีใจ แล้วกลับมานั่งคิดด้วยความหนักใจ
นานๆ จะมีโอกาสได้สื่อสารกับน้องๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักที ก็อยากทำให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ก็เลยออกมาเป็นวิชา (หรือจะเรียกว่าโครงการก็ได้) ที่มีชื่อว่า คิดเพื่อเขียน (Thinking for Writing)
วิชานี้อยู่นอกหลักสูตรการเรียนการสอนของจุฬาฯ
เรียนและสอนแบบนอกระบบ นอกเวลา ด้วยเนื้อหานอกตำรา
ไม่มีการสอบ ไม่ได้หน่วยกิต และไม่ปรากฏในทรานสคริปต์
เนื้อหาโดยรวมเน้นคิดมากกว่าเขียน และชวนกันคิดมากกว่าแค่นั่งเรียน
เมื่อเรียนจบแล้ว ถ้ายังไม่เหนื่อยและหน่าย ผู้เรียนกับผู้สอนจะทำหนังสือร่วมกันหนึ่งเล่ม
เนื้อหาจะว่าด้วยเรื่องอะไร ค่อยตกลงกันอีกทีนะ

เราจะเรียนกันทุกวันพฤหัสบดี (มีอังคารบ้างประปราย) เวลา 16.30-18.30 น.
ที่อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(มาเรียนสายจะโกรธ โดดเรียนจะงอน)

เนื้อหาทั้ง 10 ครั้ง มีดังนี้
1 ก.ค. 53 นิตยสาร: สูตรที่ถูกซุกอยู่ในนิตยสาร
15 ก.ค. 53 พ็อกเก็ตบุ๊ก: กระบวนการคิดตั้งแต่การเขียนจนถึงการขาย
22 ก.ค. 53 คอลัมน์: คิดให้ได้ และเขียนให้ดี
5 ส.ค. 53 บันทึกการเดินทาง: ออกแบบการเดินทางเพื่องานเขียน และออกแบบงานเขียนเพื่อเล่าเรื่องจากการเดินทาง
10 ส.ค. 53 สารคดี: การหาเรื่องที่ดีมาเล่าให้ดี
19 ส.ค. 53 การเก็บข้อมูล: วิธีตามหาข้อมูลหลักจากทุกแหล่ง
26 ส.ค. 53 บทสัมภาษณ์: การคิดคำถาม การถามที่ผ่านการคิด และการเขียนคำตอบ
2 ก.ย. 53 การเล่าเรื่อง: หนึ่งเรื่องเล่าได้หลายร้อยวิธี
7 ก.ย. 53 การสร้างคำ: สิ่งที่ต้องคำนึงเมื่ออยากคิดคำให้คำรามจนคนคำนับ
9 ก.ย. 53 การวางโครงหนังสือ: ร่วมคิดและวางโครงหนังสือ ร่วมกัน

วิธีลงทะเบียน
1. สำรวจตัวเองก่อนว่า เป็นนิสิตจุฬาฯ ในระดับปริญญาตรี หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็หมดสิทธิ์นะครับ
2. เขียน (ในความหมายของพิมพ์) แนะนำตัวเองให้น่าสนใจที่สุด พร้อมด้วยชื่อ นามสกุล คณะ ชั้นปี รหัสประจำตัวนิสิต อีเมล และเหตุผลที่อยากเข้าอบรม ความยาวไม่เกิน 1 หน้า A4
3. ส่งอีเมลมาที่ zcongklod@yahoo.co.uk ภายในวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2553
4. ประกาศรายชื่อนิสิตที่ผ่านการลงทะเบียนจำนวน 30 คน และห้องเรียน วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2553 ที่บอร์ดหน้าห้องบริการการศึกษา ชั้น 1 อาคารมหาวชิราวุธ และทางเว็บไซต์ www.lonelytrees.net
5. เริ่มเรียนวันที่ 1 กรกฎาคม 2553
6. สงสัยตรงไหน โพสต์ถามด้านล่างเลยนะครับ

รักคน Share แคร์คน retweet : )


วิชาอะไร ครั้งที่ 12 ตอน สิ่งที่ควรรู้ตั้งแต่อยู่อนุบาล

Posted by zcongklod on Jun 6, 2010

.

ห่างหายกันไปนานสำหรับวิชาอะไร
มาคราวนี้อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ จะชวนคุยเรื่อง
สิ่งที่ควรรู้ตั้งแต่อยู่อนุบาล
สิ่งเหล่านี้เรียนรู้ไม่ได้จาก google
เป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์และสถานศึกษาที่ต้องช่วยกันสอนสั่งเด็กๆ
อาจารย์ท่านว่า
สถานศึกษาไม่ได้มีหน้าที่ให้ความรู้ แต่มีหน้าที่สร้างคน
ก็เพราะมัวแต่คิดกันว่า สถานศึกษามีหน้าที่ให้ความรู้
ครูก็เลยคิดว่า ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นคนก็ได้
เด็กๆ ก็เลยได้เรียนแต่กับเครื่องจักรสอนหนังสือ
ไม่ได้เรียนกับครูอย่างที่สมควรจะเรียกว่าครู

ถ้าอยากรู้ว่าอะไรคือ 3 เรื่องพื้นฐานสำคัญที่มนุษย์ควรได้เรียนรู้ตั้งแต่อนุบาล
(แต่บางคนจบมหาวิทยาลัยแล้วยังไม่รู้เลย)
มานั่งฟังกันได้ วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2553 เวลา 18.00-20.00 น.
ที่ห้องประชุม 211.4 ห้องประชุมสำนักงานกิจการนิสิต ชั้น 2 อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง
คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

(ตรงข้ามอาคารจามจุรี 5 / ใกล้กับโรงเรียนสาธิตจุฬา ฝ่ายประถม)
ใครไปไม่ถูกคลิกดูแผนที่ที่นี่ (อาคารที่ลูกศรสีเขียวชี้ ด้านซ้ายของอาคารหมายเลข 50)
งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องลงทะเบียนจองครับ

ขอบคุณคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับสถานที่ครับ


เมล็ดเมือง

Posted by zcongklod on Jun 3, 2010

.

แม้ว่างาน World Expo จะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อประกวดประชัน แต่ทุกประเทศก็แข่งขันกันเต็มที่
ว่าชาติตัวเองมีเรื่องอะไรมาเล่า และจะเล่ายังไง
งานนี้เลยกลายเป็นเวทีชั้นเยี่ยมที่สถาปนิกแนวหน้าจากทั่วโลกถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติ
เพื่อออกแบบอาคารของแต่ละประเทศให้โดดเด่นสะดุดตา และมีคอนเซปต์ที่น่าสนใจที่สุด
งาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ในปีนี้ก็เช่นกัน
อาคารรูปทรงแปลกประหลาดของเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เดนมาร์ก และสเปน
สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมทั่วไปและคนในแวดวงสถาปนิกได้อย่างที่ควรจะเป็น
อีกประเทศที่ถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษคือสหรัฐอเมริกา แต่เป็นแง่ลบล้วนๆ
เพราะอาคารของอเมริกานั้นเหมือนทีมงาน ‘เผา’ มาส่ง
ทั้งรูปทรงแสนธรรมดายังกับถอดแบบมาจากห้างวอลล์มาร์ท (ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นห้างโลตัส)
และเนื้อหาที่แทบไม่เกี่ยวอะไรกับธีมงานเลย

ธีมงานครั้งนี้คือ Better City – Better Life
ทั้ง 45 ประเทศที่มาร่วมสร้างอาคารโชว์ของต้องคิดว่าจะตีโจทย์นี้ยังไง
ไม่ต่างอะไรจากการโชว์วิสัยทัศน์ต่อเวทีโลกว่า
ประเทศนั้นๆ จะพัฒนาเมืองไปทางไหนเพื่อให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้น
โดยมีชาวจีนราว 70 ล้านคน เป็นผู้เดินมาชม
และชาวโลกอีกราว 100 ล้านคน คลิกเข้ามาชมผ่านเว็บไซต์ หรือชมผ่านสื่อแขนงต่างๆ
งานนี้เราเลยได้เห็นการพร้อมใจกันพูดถึงแนวคิดการพัฒนาเมืองที่คุ้นเคยกันดีในช่วงนี้
อย่างเมืองปลอดคาร์บอน การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้ชีวิต เมืองจักรยาน หรือเมืองเนิบช้า
ประเทศที่พูดน้อย แต่ต่อยหนักที่สุด ขอยกให้ สหราชอาณาจักร
ที่ครบเครื่องทั้งไอเดียหลักที่คม และงานดีไซน์ที่จัดจ้านมาก

โจทย์แรกของยูเคคือต้องการใช้เวทีนี้บอกชาวโลกว่า
ประเทศฉันเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยความครีเอทีฟและนวัตกรรม
ดังนั้นการออกแบบอาคารของยูเคต้องสะท้อน 2 ประเด็นนี้ให้ได้
ภารกิจนี้อยู่ในมือของสถาปนิกชื่อดังนาม Thomas Heatherwick
หลังจากออกศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเมือง เขาก็พบว่า
เมืองหลวงทั้ง 4 ของประเทศในสหราชอาณาจักรมีพื้นที่ 4 เขียวเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์
ลอนดอนเป็นเมืองหลวงที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก (ถ้าเทียบจากเมืองขนาดใกล้เคียงกัน)
และลอนดอนยังเป็นเมืองหลวงแห่งแรกที่พยายามนำพื้นที่สีเขียวมาสู่เมือง
เป็นเมืองที่มีสร้างสวนสาธารณะแห่งแรกในโลก
เช่นเดียวกับการสร้างสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรก
ทั่วสหราชอาณาจักรมีสวนหย่อมนับล้านแห่ง มีสวนสาธารณะนับพัน
และในฐานะของประเทศผู้บุกเบิกการนำพื้นที่สีเขียวมาสร้างเสริมสุขภาพเมือง
ให้เหมาะกับการอยู่อาศัยและทำงานของประชาชน
สหราชอาณาจักรเลยอยากชวนทุกคนให้หันมามองธรรมชาติใหม่ว่า
มันสามารถใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้กับเมืองได้
มีพื้นที่สีเขียวในเมืองเพิ่มขึ้น ทำให้เมืองดีขึ้น และจะทำให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้น

อาคารของสหราชอาณาจักรซึ่งมีความสูงเท่าตึก 6 ชั้น หลังนี้เลยถูกสร้างโดยมีแท่งไฟเบอร์ออฟติกใสจำนวน 60,000 แท่งเป็นส่วนประกอบหลัก
แท่งไฟเบอร์ออฟติกความยาว 7.5 เมตร แต่ละเส้นสอดทะลุผนังอาคารเชื่อมภายในกับภายนอก
ด้วยความยืดหยุ่นของไฟเบอร์ออฟติกเมื่อโดนลมมันเลยพลิ้วไหวได้เหมือนกิ่งก้านของใบไม้
มองจากภายนอกไกลๆ เราจะเห็นว่า อาคารทรงสี่เหลี่ยมหลังนี้ถูกทำให้เหมือนธงชาติอังกฤษ
คือมีแถบสีแดงคาดอยู่บนผนัง แล้วเส้นสายไฟเบอร์ออฟติกก็ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีขาวบนธง
ประโยชน์ของไฟเบอร์ออฟติกเหล่านี้คือ
ช่วยนำแสงจากด้านนอกเข้าไปส่องสว่างภายในตัวอาคารเวลากลางวัน
พอถึงกลางคืนที่ด้านในอาคารเปิดไฟมันก็จะนำแสงให้ออกมาส่องสว่างด้านนอก
เหมือนอาคารทั้งหลังเรืองแสงได้

ข้อมูลสำคัญอีกอย่างที่ใช้ในการออกแบบก็คือ
สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำในการรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชจากทั่วโลกมาศึกษาวิจัยและเก็บรักษา
เพราะวันหนึ่งเราอาจจะต้องใช้พันธุ์พืชเหล่านี้เป็นปัจจัยสี่ และใช้คืนสมดุลให้ธรรมชาติ
เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1 ใน 4 ของโลก ถูกเก็บอยู่ที่สถาบันวิจัยในสหราชอาณาจักร
จากคอนเซปต์นี้ ปลายแท่งไฟเบอร์ออฟติกด้านที่อยู่ในอาคารทั้ง 60,000 เส้น จึงมีเมล็ดพันธุ์ต่างชนิดกันฝังอยู่
คล้ายกับซากของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ฝังอยู่ในผลึกอำพันในหนังเรื่อง Jurassic Park

วนออกมาด้านนอกกันสักนิด
อาคารที่มีชื่อเรียกว่า วิหารแห่งเมล็ดพันธุ์ แห่งนี้ถูกออกแบบโดยตั้งใจจะให้มอบเป็นของขวัญแก่ชาวจีน
พื้นที่รอบนอกถึงถูกออกแบบให้เหมือนว่าอาคารหลังนี้วางอยู่บนกระดาษที่กำลังคลี่ออก
คล้ายกับการแกะห่อของขวัญ
ทางเดินในส่วนของกระดาษห่อนั้นมีนิทรรศการเล็กๆ พูดถึง
เมืองกับพื้นที่สีเขียวของสหราชอาณาจักรในแง่มุมต่างๆ จากอดีตผ่านปัจจุบันสู่อนาคต
นิทรรศการชุดสุดท้ายคือ ลอนดอนโอลิมปิก 2012 มหกรรมกีฬาที่ขึ้นชื่อว่ากรีนที่สุดในโลก
พื้นที่โซนโอลิมปิกพาร์คที่ใช้แข่งขัน ถูกพัฒนามาจากพื้นที่อุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้าง
และหลังจากจบการแข่งขัน มันจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสวนสาธารณะในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเท่าที่มีการสร้างกันมาในรอบ 150 ปี
นิทรรศการทั้งหมดใช้พื้นที่เพียงนิดและมีพลังเพียงน้อยเมื่อเทียบกับมหาวิหารแห่งเมล็ดพันธุ์
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงพระรองที่ช่วยเติมเต็มให้กับไอเดียหลัก ที่อยากชวนทุกคนคิดว่า
บทบาทของธรรมชาติคืออะไร ทุกวันนี้เรามีอะไรอยู่ในมือบ้าง
ร่วมกันรักษาสิ่งที่เรามีในวันนี้ เพื่อรักษาโลกของเราในวันพรุ่งนี้
ถ้าอยากมีเมืองที่ดี มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก
แค่อยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้นก็พอ

ชมอาคารหลังนี้แบบเสมือนจริงที่ www.ukshanghaiexpo.com

.


การเดินทางที่ชื่อ ‘นที นาที นานที’

Posted by zcongklod on Jun 1, 2010

ชวนกันใช้เวลานานนาทีเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาแบบนานๆ ที
กับการเดินทางที่ชื่อ ‘นที นาที นานที’
การเดินทางคราวนี้ อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ คุณครูสุดที่รักของพวกเรา
จะพานั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาสวนกระแสที่ทุกคนคุ้นเคย
แทนที่จะแล่นทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือ กลับล่องตามน้ำลงมาทางใต้มุ่งหน้าสู่อ่าวไทย
ในเส้นทางที่ไม่ค่อยจะมีคนชวนกันไปเที่ยวสักเท่าไหร่
เพราะขาดสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อไว้ดึงดูดใจ
แต่สำหรับพวกเรา แค่ได้เจอชุมชนเล็กๆ ริมน้ำ กับวัฒนธรรมรามัญ
วัดวาอารามโบราณที่แสนจะมีเอกลักษณ์
รวมถึงบรรยากาศแบบกึ่งแม่น้ำกึ่งทะเล
แค่นี้ก็มีเสน่ห์จะแย่

พักอ่านรายละเอียดแบบเต็มๆ จากอาจารย์ยงยุทธกันสักครู่ครับ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

โครงการตามรอยวิถีไทยปลายน้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญที่สุดในวิถีชีวิตของชนชาวสยาม จึงมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น ณ ปลายลำน้ำเจ้าพระยานี้ ดังนั้นการตามรอยวิถีไทย ณ ปลายลำน้ำเจ้าพระยา เราจึงเริ่มต้นจากเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ตรงปากคลองบางกอกใหญ่ จนสิ้นสุดสายน้ำที่ป้อมพระจุล ซึ่งมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นมากมาย เช่น อันนัมสยามยุทธ และยุทธการ ร.ศ. 112 เป็นต้น แถมท้ายด้วยวิถีของชาวมอญย่านพระประแดง

กิจกรรม
วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2553
07.00  รวมพลคนมีไฟที่ปากคลองคูเมืองเดิมด้านใต้ (ท่าเรือราชินี อยู่ระหว่างโรงเรียนราชินี กับตลาดปากคลองตลาด) ค้นหาจุดกำเนิดของธนบุรีศรีมหาสมุทร
08.00  ล่องเรือลงใต้ชมความคดเคี้ยวฉวัดเฉวียนของสายน้ำเจ้าพระยาพร้อมทั้งการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติริมฝั่งน้ำตามอิทธิพลของความเค็ม ชมวิวัฒนาการของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่พัฒนาตามพัฒนาการของเรือ
10.00  ขึ้นเรือที่ปากคลองลัดหลวง (บทเรียนขั้นฐมในเองผลกระทบต่อธรรมชาติที่เกิดจาการการพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ ขึ้นมาชมศิลปะอันน่าทึ่งที่วัดเจ้ากับวัดไพร่ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
11.00  นั่งรถรางชมวิถีชีวิตชาวมอญที่พระประแดง จนถึงวัดป่าเกตุแล้วเดินชมสวนป่าชุมชนจนหนำใจ
12.00  อาหารเที่ยงสไตล์รามัญ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันและกันในเรื่องชีวิต
14.00  เดินเท้าต่อไปยังวัดบางกระสอบเพื่อเดินทางต่อไปยังสมุทรปราการ พูดคุยเล่าขานที่มาของปราการที่ท้องสมุทร ชมพระเจดีย์กลางสมุทรที่กลายเป็ฯเจดีย์ริมสมุทร
16.00  สุดทางที่ป้อมพระจุล จุดรำลึกถึงพระปรีชาญาณของรัชกาลที่ 5 แล้วมุ่งหน้ากลับสู่ธนบุรีศรีมหาสมุทร
18.00  ถึงท่าเรือราชินีจรลีแยกย้ายกันกลับเคหาตามอัธยาศัย

ค่าใช้จ่ายคนละ 800 บาท รวมอาหารเช้า เที่ยง น้ำดื่มตลอดทาง
คุณสมบัติผู้ร่วมโครงการ
รักการเรียนรู้, ชอบดูของแปลก, รู้จักแยกแยะ, ไม่ติดพรรษา และ เปิดทวารทั้งห้า
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
สำหรับผู้ที่อยากร่วมเดินทางด้วยกัน กรุณาอ่านและทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ
1.ทริปนี้รับทั้งหมด 40 คน ใช้หลัก สมัครก่อนได้ก่อน
2.เพื่อความโปร่งใส เราจะลงชื่อกันตรงช่อง comment ท้ายนี้เลยครับ
3.แต่ละคนต้องกรอก ลำดับที่ / ชื่อ นามสกุล / ชื่อเล่น /อีเมล
4.เพื่อความเท่าเทียม 1 คน (1 IP) ลงชื่อได้ 1 คนนะครับ
5.พอได้ครบ 40 คน ผมจะส่งเมลแจ้งเรื่องการจ่ายเงิน และรายละเอียดเพิ่มเติมให้
(ใจจริงอยากแมน ให้ทุกคนมาจ่ายเงินวันไปเหมือนเดิม แต่หลังๆ มานี้มีคนเบี้ยวบ่อยเหลือเกิน
เลยอยากให้จ่ายเงินก่อนดีกว่าครับ)
6.ถ้ามีการสละสิทธิ์ หรือไม่จ่ายเงินภายในกำหนด จะติดต่อไปยังผู้ที่ลงชื่อในลำดับถัดๆ ไปนะครับ

หวังว่าจะได้ร่วม เวลา และ วารี (Time and Tide) ด้วยกันนะครับ : )


หนอนไม่มีตา แต่ว่าชอบอ่านหนังสือ

Posted by zcongklod on May 27, 2010

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเราถึงเปรียบเปรยคนรักการอ่านว่าเป็น หนอนหนังสือ
ซึ่งแปลมาจากคำว่า Bookworm
หนอนเป็นสัตว์ที่ไม่มีตา
มันจึงไม่น่าถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้รักการอ่าน
อีกเรื่องที่ผมสงสัยพอกันก็คือ เรามีคำที่เอาไว้ใช้เรียกภาพที่มองจากมุมสูงว่า Bird’s-Eye view
และเราก็ยังมีคำว่า Worm’s-Eye view เอาไว้เรียกภาพที่มองจากมุมต่ำเงยขึ้นด้านบน
ในเมื่อหนอนมันมองไม่เห็น แล้วทำไมเราถึงเปรียบภาพในมุมนั้นว่าเหมือนมองผ่านสายตาหนอน
เรื่องหลังผมยังข้องใจ ส่วนเรื่องแรก ถึงยังไม่ได้คำตอบ แต่ผมก็หายสงสัยแล้ว

เพื่อนชาวญี่ปุ่นจัดแจงนัดให้ผมพบกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
เพื่อนของผมบอกว่า ผมกับเธอควรได้คุยกัน
หญิงสาววัยยี่สิบกลางๆ คนนี้มีชื่อว่า Yoshimi Horiuchi
หรือจะเรียก โย อย่างที่เพื่อนๆ ชาวไทยของเธอเรียกก็ได้

มาถึงโยก็เล่าเรื่องห้องสมุดที่ญี่ปุ่นให้ผมฟัง
เธอว่าห้องสมุดหลายแห่งมีระบบที่เอื้อกับคนตาบอด
คือมีหนังสืออักษรเบรลล์ให้อ่าน หรือไม่ก็มีไฟล์เสียงให้ฟัง
ซึ่งไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่
สิ่งที่เริ่มจะพิเศษขึ้นก็คือ นอกจากคนตาบอดแล้ว ห้องสมุดบางแห่งยังมีหนังสือที่รองรับคนพิการประเภทอื่นๆ ด้วย ซึ่งหลักๆ ก็คือ ผู้พิการทางสมอง
แต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่าระบบห้องสมุดสำหรับคนที่เดินไม่ได้ เขามีบริการส่งหนังสือให้ถึงบ้าน

โยบอกว่าห้องสมุดที่ญี่ปุ่นไม่ได้รอให้คนเข้ามาอ่าน แต่ยังเอาตัวเองออกไปหาคนอ่านด้วย
กลุ่มคนที่ไปหาก็คือ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย หรือคนที่ไม่สะดวกจะเดินทางมาที่ห้องสมุด
เช่น คนพิการ คนท้อง แม่ที่ต้องเลี้ยงลูกอ่อนอยู่กับบ้าน คนแก่
รวมถึงคนต่างชาติรายได้น้อยที่เข้ามาขายแรงงานในญี่ปุ่น ซึ่งอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก
หนังสือจะถูกส่งตรงไปยังบ้านของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับมีอาสาสมัครช่วยอ่านให้ฟัง
ถ้าคนตาบอดอยากใช้บริการในห้องสมุดปกติก็นัดอาสาสมัครให้มาช่วยอ่านหนังสือให้ฟังได้
ผมสงสัยว่า ทำไมต้องอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังแบบสดๆ ทีละคนด้วย
บันทึกเสียงเก็บไว้เป็นไฟล์ไม่ดีกว่าหรือ
โยเฉลยว่า หนังสือบางประเภทมีรูป กราฟ แผนที่ หรือตารางเยอะ
สิ่งเหล่านี้ต้องการการอธิบายแบบตัวต่อตัวคนตาบอดถึงจะเข้าใจ
เห็นวิธีคิดที่เอาใจใส่คนตาบอดแบบนี้ก็ชื่นใจ และชื่นชมคนทำ

พอโยเล่าเรื่องญี่ปุ่นจบ เธอก็เล่าต่อว่า เธอกำลังจะทำโครงการนี้ในประเทศไทย
ชื่อ คาราวานหนอนหนังสือ
ดำเนินการในนามองค์กรของเธอเองที่ชื่อ Always Reading Caravan (ARC)
ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร
มีเป้าหมายว่าอยากให้บริการห้องสมุดเคลื่อนที่ไปยังเด็กและผู้ใหญ่
ทั้งพิการและไม่พิการ ในพื้นที่ชนบทของไทย

เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2549 ช่วงที่โยมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เธอมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปดูงานในหลายหมู่บ้าน
และได้คลุกคลีกับองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการทั่วประเทศ
นั่นทำให้เธอพบว่า เด็กพิการจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
อย่างเด็กชายอายุ 15 ปีคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบ
ถือเป็นหนึ่งในจำนวนนับพันที่ไม่สามารถเข้าถึงความบันเทิงอื่นได้นอกจากนอนดูโทรทัศน์บนเตียง
ครอบครัวของเขาก็ทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ เขาเลยไม่ได้ไปโรงเรียน
ไม่มีใครสอนอ่าน สอนเขียน และไม่มีใครอ่านหนังสือให้ฟัง
เจ้าของปริญญาตรีครุศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่นคนนี้มองว่า
ในพื้นที่ชนบทหนังสือเป็นสิ่งมีราคา และห้องสมุดเป็นสิ่งที่หายาก
โทรทัศน์จึงเป็นแหล่งความบันเทิงหลักของชาวบ้าน
เธอเลยอยากหาทางนำหนังสือเคลื่อนที่ไปให้ถึงคนเหล่านั้น

โยบอกว่า คนไทยเชื่อว่า การอ่านหนังสือคือการเรียน ทำให้คนไม่ค่อยอยากอ่าน
เธอเลยอยากเปลี่ยนให้เราหันมารู้สึกว่า การอ่านหนังสือคือการพักผ่อน เป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง ถ้าโปรโมทว่า อ่านหนังสือแล้วสนุกมาก คงมีคนอยากอ่านหนังสือเยอะขึ้น

เธอรับสมัครทีมงานชาวไทยอีก 2 ชีวิต ขับรถบรรทุกหนังสือมุ่งหน้าไปยังโคราชซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมาย
เธอเลือกหมู่บ้านไกลโพ้นที่ไม่มีห้องสมุดมา 4 แห่ง
แต่ละแห่งคาราวานของเธอจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นที่ละ 2 สัปดาห์
โดยจะย้ายสถานที่ไปตามโรงเรียน โรงพยาบาล สถานดูแลเด็กพิการ ศูนย์กลางชุมชน หรือตลาด
พอครบกำหนดก็ขับรถไปยังหมู่บ้านถัดไป วนไปเช่นนี้
ใน 1 ปี ห้องสมุดเคลื่อนที่จะแวะไปแต่ละหมู่บ้าน 6 ครั้ง

ในรถของเธอซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่เต็มไปด้วยหนังสือปกติ หนังสือเบรลล์
ไฟล์เสียงของหนังสือ ของเล่นเกี่ยวกับการศึกษา รูปที่สามารถสัมผัสได้
และรูปจำลองต่างๆ ที่ช่วยให้คนตาบอดสัมผัสได้ว่า
สถานที่ต่างๆ อย่างทัชมาฮาล หรือหอไอเฟลหน้าตาเป็นอย่างไร

โยบอกว่างานของเธอคือเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมหนังสือ
ไปที่ไหนก็จะสอนอาสาสมัครท้องถิ่นให้ลองบริหารจัดการห้องสมุดด้วยตัวเอง
ถ้าทำได้แล้ว คาราวานของเธอก็จะไม่กลับมาอีก
โดยจะเปลี่ยนไปบุกเบิกระบบห้องสมุดในหมู่บ้านอื่นๆ แทน
ใครสนใจอยากเป็นอาสาสมัครร่วมเดินทางหรืออยากบริจาคหนังสือติดต่อได้ที่ www.alwaysreadingcaravan.org
โยบอกผมและเขียนแนะนำตัวในเว็บไซต์แบบเดียวกันว่า
เธอเป็นหนอนหนังสือจากญี่ปุ่น ที่อยากจะทำโครงการชวนคนไทยอ่านหนังสือ
ฟังแล้วก็ทึ่ง ไม่ใช่ทึ่งเพราะโครงการที่เธอทำมันแปลกประหลาดอย่างที่คาดเดาไม่ได้
แต่ทึ่งเพราะว่า
โยตาบอด
ที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นโครงการที่เกิดจากผู้หญิงตาบอดชาวญี่ปุ่น
ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เป็นเกิดจาก หนอนหนังสือตาบอดชาวญี่ปุ่น
จากที่เคยสงสัยว่า ทำไมเราถึงใช้หนอนเป็นสัญลักษณ์ของคนที่รักการอ่านทั้งๆ ที่หนอนมันมองไม่เห็น ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้ว

การอ่านหนังสืออาจไม่ใช่แค่เรื่องของตา
ไม่ต้องมองเห็นเราก็อ่านหนังสือได้ หนอนที่ไม่มีตาก็รักการอ่านได้


Welcome World Cup 2010

Posted by zcongklod on May 24, 2010

เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ใกล้เข้ามา
แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ของโลกต่างทยอยเปิดตัวหนังโฆษณาสำหรับทัวร์นาเมนต์นี้
ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์กีฬา แต่สินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะผู้สนับสนุนหลัก ต่างก็ร่วมด้วย
หนังโฆษณาแต่ละเรื่องมีคอนเซปต์หลักที่ต่างกันไป แต่มีรายละเอียดคล้ายกันคือ
บรรยากาศ ความสนุกสนาน สีสัน และจังหวะแบบแอฟริกา
ใครจะว่าล้าหลัง ไม่พัฒนา หรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ผมมองว่ามันคือเสน่ห์

ทีแรกผมตั้งใจว่าจะรีบเขียนถึงโฆษณาพูม่า
เหตุผลแรกคือ ทีมชาติจากทวีปแอฟริกาส่วนใหญ่ใช้ชุดแข่งของพูม่า
นั่นหมายความว่า พูม่าน่าจะอินกับฟุตบอลโลกที่จัดบนกาฬทวีปมากกว่าแบรนด์อื่น
แต่ก็ยังไม่ได้เขียน
สองสามวันให้หลัง ผมก็เห็นโฆษณาของอาดิดาสสัญชาติเจแปน
แม้ว่าหนังโฆษณาชุดแข่งของทีมชาติญี่ปุ่นเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับแอฟริกา
แต่มันก็มีเสน่ห์แบบญี่ปุ่น
รอไปรอมา
จนได้ดูหนังโฆษณาของไนกี้เรื่อง Write the Future ที่เปิดตัวได้ฮือฮาทั่วโลก
ดูแล้วก็คิดถึงหนังโฆษณาของพูม่า
ได้เวลาเขียนแล้ว…

ก่อนอื่น ขอเริ่มจากหนังโฆษณาบันลือโลกของไนกี้ก่อนนะครับ
.

.
นับเป็นหนังโฆษณาที่อลังการงานสร้าง ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจ ตามสูตรที่ควรจะเป็น
เปิดฉายที่ไหน เมื่อไหร่ ในเทศกาลฟุตบอลไหนก็ได้
เมื่อมันไม่ได้ถูกคิดเพื่อใช้สำหรับแอฟริกา เวิล์ดคัพ ผมก็เลยไม่ได้ตื่นเต้นกับหนังโฆษณาเรื่องนี้มากนัก
ผมว่าหนังโฆษณาฟอร์มเล็กของอาดิดาสเรื่องนี้ยังน่ารักกว่าอีก
.

.
ทีนี้ก็มาถึงหนังโฆษณาที่ผมชอบมาก
เรื่องแรก เป็นหนังโฆษณาชุดแข่งทีมชาติญี่ปุ่นของอาดิดาส
ที่มาพร้อมแมสเสจ ชวนชาวญี่ปุ่นส่งแรงเชียร์ให้กับนักฟุตบอลของพวกเขา
.
พักชมโฆษณากันสักครู่นะครับ
.


.
นานๆ จะเห็นหนังโฆษณาจากค่ายอาดิดาสที่ออกนอกระเบียบแบบแผนสักที
ถ้าเห็นแต่สไตล์อย่างเดียว คงยากจะเดาได้ว่านี่คือ โฆษณาของอาดิดาส
ในเมื่อนี่คือโฆษณาที่พูดกับคนญี่ปุ่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเอาสไตล์แบบญี่ปุ่นจ๋ามาใช้
แม้จะไม่คุ้นตา แต่ผมว่า มันมีเสน่ห์ดี
อาจเป็นได้ว่า คงเป็นเพราะความไม่คุ้นตานี่แหละที่ทำให้มันมีเสน่ห์
ผมนับถือความกล้าหาญของคนทำโฆษณาเรื่องนี้อยู่ 2 ประเด็น
หนึ่ง การโฆษณาชุดแข่งที่ใช้แต่ภาพการ์ตูน โดยไม่มีภาพชุดแข่งจริงๆ ให้เห็นแม้เพียงนิด
สอง การเอาสไตล์การ์ตูนสุดเวอร์เกินจริงมาใช้ เหมือนกำลังนั่งดูกัปตันซึบาสะ
แต่ผลจากการแหกข้อกฎ 2 ข้อนี้ ทำให้ สารที่ต้องการสื่อ ถูกขับออกมาได้แรงดีเหลือเกิน
ดูแล้วชาวไทยอย่างผมยังอยากร่วมส่งใจไปเชียร์ทีมชาติญี่ปุ่นกับเขาด้วย
และแรงใจจากคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ หรือขนนกเส้นเล็กเส้นน้อย (ตราสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นนกกา)
ที่ส่งมายังชุดแข่งของนักเตะ (เหมือนได้แปลงร่าง) ก็สร้างความหมายใหม่ให้กับชุดแข่ง
จากชุดแข่งธรรมดาๆ ได้กลายเป็น สิ่งที่รวมใจชาวญี่ปุ่นทั้งชาติไปแล้ว
เป็นการบรรยายสรรพคุณและการขายแบบไม่ต้องเอ่ยปาก

จังหวะและโครงเรื่องของหนังเรื่องนี้คล้ายกับสุดยอดการ์ตูนฟุตบอลในตำนานอย่างกัปตันซึบาสะ
จินตนาการในเรื่องพานักเตะทีมชาติญี่ปุ่นไปลุยฟุตบอลโลก ประลองแข้งกับชาติใหญ่ๆ มาแล้ว
ชนะบ้างแพ้บ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นคว้าแชมป์โลก
หนังโฆษณาอาดิดาสตอนที่ 2 จบลงตรงที่ ทีมชาติญี่ปุ่นเตรียมหวดกับ เดนมาร์ก คาเมรูน และเนเธอร์แลนด์
เป็น 3 ชาติที่อยู่ร่วมสายเดียวกับญี่ปุ่น
ในฟุตบอลโลกรอบแรก ญี่ปุ่นต้องเตะกับ 3 ชาตินี้ก่อน
อยากรู้แล้วสิว่า ผลการแข่งขันในหนังโฆษณาภาค 3 จะออกมายังไง

แล้วก็มาถึงหนังโฆษณาเรื่องสุดท้ายจากค่ายพูม่า
อย่างที่บอกไปว่า พูม่าทำมาหากินกับประเทศในแถบแอฟริกามากกว่าค่ายอื่น
พูม่าเลยมีแคมเปญโน่นนี่ที่เกี่ยวกับแอฟริกามากมาย
แต่ที่ผมชอบนักชอบหนา คือหนังโฆษณาเรื่องนี้
แม้จะไม่ใช่หนังโฆษณาเรื่องหลัก แต่ผมว่ามันน่ารักดี
ด้วยความยาว 1.30 วินาที ของเวอร์ชั่นออนไลน์ เท่ากับความยาว Write the Future ของไนกี้
แต่ทิศทางต่างกันเหลือเกิน
หนังของไนกี้เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ของโลกลูกหนัง
ส่วนหนังของพูม่า นอกจากซามูเอล เอโต้ กับมิคาเอล เอสเซียงแล้ว
สตาร์ระดับทวีปอัฟริกาคนอื่นๆ ถือว่ายังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
แต่หนังของพูม่าไม่ได้เน้นสตาร์บนฟ้า เหมือนพูม่าจะตั้งใจพูดถึงประชาชนเดินถนนของแอฟริกา
ฟุตบอลเป็นกีฬาของทุกคนทุกชนชั้น
ถึงแอฟริกาจะเตะบอลไม่เทพเท่าอเมริกาใต้ ไม่มีสนามหญ้าและอุปกรณ์ดีๆ เหมือนยุโรป
แต่พวกเขาก็มีสิทธิที่จะสนุกกับฟุตบอลได้เท่ากัน
สนุกกันแบบที่ชาวแอฟริกันเป็น
ทั้งคนเล่นและคนดู

ในหนังโฆษณาตรงนาทีที่ 01.07 เราจะเห็นการรวมตัวของนักบอลแอฟริกาชื่อดังทั้งหลาย
ในชุดพิเศษที่พูม่าตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เป็นชุดรวมของทวีปแอฟริกา
ไม่ได้ใช้ใส่แข่งขันอะไร ทำไว้ขายอย่างเดียว
ผมไม่รู้ว่าหลักในการออกแบบชุดฟุตบอลที่ดีควรเป็นอย่างไร
แต่ที่เห็นกันบ่อยๆ คงเป็นใส่แล้วดูมีสง่าราศี น่าเกรงขาม
และเชื่อมโยงกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมดีๆ ของชาตินั้นๆ
ชุดแข่งเสื้อสีฟ้า กางเกงสีน้ำตาล ของพูม่าก็ออกแบบตามคอนเซปต์ที่ว่า
เพียงแต่เป็นคอนเซปต์ที่ผมแน่ใจว่าควรเอามาใช้หรือเปล่า
นักบอลแอฟริกันทุกคนเติบโตมากับการเล่นบอลบนพื้นดินแดงๆ กลางแดดเปรี้ยงๆ
เล่นเสร็จก็เนื้อตัวมอมแมมเหมือนไปคลุกฝุ่นมา
กางเกงของพูม่าเลือกใช้สีเดียวกับดินของแอฟริกา แล้วสีน้ำตาลที่ว่าก็ยังลามเลยไปถึงชายเสื้อด้วย
ดูเผินๆ เหมือนฝุ่นจากดินติดกางเกงแล้วเลอะมาถึงเสื้อ
ส่วนสีฟ้าของเสื้อนั้นมาจากสีฟ้าของท้องฟ้า ซึ่งเป็นฉากหลังอันคุ้นเคยของนักบอล
ตัวเลขสีเหลืองบนเสื้อ มาจากสีของดวงอาทิตย์
เมื่อคนแอฟริกันเตะบอลกลางดิน กลางแจ้ง และกลางแดด
ชุดแข่งที่สะท้อนรากเหง้าของพวกเขาเลยออกมาแบบนี้

โดยความเห็นส่วนตัว ผมว่ามันไม่ใช่ชุดแข่งที่สวยนัก
และโดยความเห็นส่วนตัวอีกที ผมว่าคอนเซปต์ที่เอามาใช้ มันไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจจนต้องเอามาโชว์
แต่ผมก็ชอบมาก
เพราะมันสะท้อนตัวตนของพวกเขา
ความต่ำต้อยไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่สูงหรือต่ำกว่ากัน
เราแค่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง
การเตะบอลด้วยเท้าเปล่าแบบโฆษณาอาดิดาส ไม่ได้ด้อยค่ากว่าการใส่สตั๊ดราคาแพงระยับในโฆษณาไนกี้
ผมถึงชอบโฆษณาที่เล่าถึงฟุตบอลในแอฟริกาแบบที่มันเป็น
ผมว่ามันสนุกและมีเสน่ห์จะตาย
ไม่เชื่อลองดูสิครับ
.

.
ขอหมายเหตุทิ้งท้ายไว้นิดนึงนะครับ
ความดราม่าที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ผมได้เห็นมา เป็นแคมเปญของโคคาโคล่า
แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังครับ : )


ธนบัตรขัดขืน

Posted by zcongklod on May 12, 2010

.

เมื่อประชาชนตาดำๆ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียก ค่าน้ำร้อนน้ำชา
เครื่องมือที่คนทั่วไปใช้แก้ปัญหามักจะเป็น ธนบัตร
เมื่อขอมาก็ให้ไป
จะเรียกว่าให้ท่าน หรือให้มัน ก็ตามแต่จะสะดวกปาก
ที่ยอมให้ก็เพราะมองว่าเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพื่อให้กระบวนการติดต่อคืบหน้าไปได้
แต่คนที่ไม่ยอมให้ก็มี เพราะไม่มีจะให้
บ้างก็ไม่อยากยอมก้มหัวให้กับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง
ตอนนี้ที่อินเดียกำลังชักชวนกันอย่างเป็นจริงเป็นจังให้ใช้ธนบัตรแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น
ตัวอย่างเช่น คุณป้าจนๆ คนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ ต้องการเอกสารเพื่อยืนยันสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินของแก เพื่อนำไปใช้กู้เงินจากธนาคาร เอามาจ่ายค่าเทอมให้หลานสาว
เรื่องนี้เหมือนไม่มีอะไรยาก เพราะมันเป็นบริการที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำให้ประชาชนเป็นปกติอยู่แล้ว
แต่เจ้าหน้าที่รัฐผู้ดูแลเรื่องนี้ดันเอ่ยปากขอค่าน้ำร้อนน้ำชาจากคุณป้า และประชาชนทุกคน
ถ้าไม่ให้ก็ไม่ทำ
คุณป้าแกก็จนใจ เพราะแกจนเงิน ไม่รู้จะหาที่ไหนมาให้
เวลาผ่านไปปีครึ่ง ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เอกสารง่ายๆ ฉบับนั้น
ในที่สุด คุณป้าก็หาธนบัตรมาให้เจ้าหน้าที่รัฐคนนั้นจนได้
พอยื่นให้ เจ้าหน้าที่รีบหาเก้าอี้ให้นั่ง พร้อมชงชาร้อนๆ มาให้จิบ แทบไม่ทัน
แล้วคุณป้าก็ได้รับเอกสารที่อยากได้ด้วยความรวดเร็ว
ธนบัตรมันมีอานุภาพขนาดนั้น

แล้วคุณป้าไปหาธนบัตรมาจากไหน?
คำตอบคือมีเอ็นจีโอท้องถิ่นเขาให้มา
5th Pillar คือองค์กรนั้น
องค์กรที่เพิ่งก่อตั้งหมาดๆ แห่งนี้เชื่อมั่นว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
เพื่อต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่นให้ถึงราก มันจะได้หมดไปแบบถอนรากถอนโคน
วิธีการก็คือ ประชาชนทุกคนต้องหยุดการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อให้อินเดียเดินไปถึงเป้าหมายใหญ่คือเป็นประเทศปลอดคอรัปชั่นให้ได้

แล้วองค์กรสัญชาติอินเดียแห่งนี้ให้ธนบัตรคุณป้าไปยื่นให้เจ้าหน้าที่รัฐทำไม?
ธนบัตรที่มอบให้คุณป้าไป ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
แต่เป็นกระดาษที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเหมือนธนบัตร มีมูลค่าตามชื่อโปรเจกต์ว่า แบงค์ 0 รูปี
มันคือเครื่องมือสำคัญที่ 5th Pillar สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่น
ไอเดียนี้เริ่มต้นขึ้นจากอาจารย์ฟิสิกส์ชาวอินเดียซึ่งสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์
ได้เดินทางเที่ยวทั่วอินเดีย แล้วพบกับการเรียกสินบนของเจ้าหน้าที่ทั่วทุกหัวระแหง
เลยอยากลงมือทำอะไร จึงเกิดความคิดว่า เมื่อโดนเจ้าหน้าที่เรียกสินบน
ก็น่าจะพิมพ์แบงค์ที่ไม่มีค่าเอาไปยื่นให้ เพื่อแสดงการขัดขืน
5th Pillar เลยเอามาทำจริง

ในเว็บไซต์ www.5thpillar.org มีเรื่องราวมากมายของชาวบ้านที่เอาธนบัตรรุ่นนี้ไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ
อย่างเช่นเรื่องของคุณป้าที่ต้องการเอกสารสิทธิที่ดินคนนั้น
ถ้าเธอได้รับแบงค์ 0 รูปีตั้งแต่แรก หลานของเธอคงได้เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว
ไม่ต้องมาเสียเวลารอตั้ง 2 ปี
อีกกรณี เจ้าหน้าที่รัฐคนที่เรียกสินบนในการขอติดตั้งไฟฟ้า เมื่อมีชาวบ้านยื่นแบงค์ 0 รูปีให้
เขาถึงกับตกใจ แล้วคืนเงินสินบนทั้งหมดที่เก็บมาให้ชาวบ้าน

ทำไมกระดาษแผ่นนี้มันถึงทรงพลังขนาดนั้น?
ด้านหน้าของธนบัตรใบนี้ มองเผินๆ ก็เหมือนธนบัตรทั่วไป เพียงแต่เปลี่ยนเลขเป็น 0 รูปี
และมีข้อความหลักว่า ‘กำจัดการคอรัปชั่นในทุกระดับให้หมดไป’
แล้วก็มีข้อความเล็กๆ ว่า ‘ฉันสัญญาว่าจะไม่รับและไม่ให้สินบน’
อีกข้อความเขียนว่า ‘กรุณาอย่าพับธนบัตรใบนี้’
เพราะจะทำให้ไม่เห็นข้อความด้านหลัง ซึ่งนั่นอาจทำให้แบงค์ใบนี้เข้าข่ายแบงค์ปลอมได้
ข้อความด้านหลังเขียนว่า ‘สนับสนุน ส่งเสริม และสร้างพลังให้กับประชาชนชาวอินเดียทุกคนกำจัดการคอรัปชั่นในทุกระดับของสังคม’
แล้วก็มีชื่อขององค์กรพร้อมที่อยู่และเบอร์ติดต่อ

สิ่งที่ทำให้แบงค์ 0 รูปีมีพลังในการปราบปรามคอรัปชั่นได้คือ
ในอินเดีย การรับสินบนถือเป็นอาชญากรรม มีโทษจำคุก
แต่ที่เจ้าหน้าที่ยังเอ่ยปากขอจากประชาชนอย่างไม่สะทกสะท้านก็เพราะ
ที่ผ่านมา พวกเขายังไม่เคยโดนชาวบ้านคนไหนปฏิเสธ และมีทีท่าว่าจะเอาเรื่อง
ดังนั้นการยื่นแบงค์ 0 รูปีให้ จึงมีความหมายว่า ชาวบ้านรู้ว่านี่คือการเรียกสินบน
และพวกเขาไม่ยอมรับพฤติกรรมผิดๆ นี้
เจ้าหน้าที่รัฐจึงกลัวนักกลัวหนาว่าชาวบ้านจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ
ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาจะถูกดำเนินคดี หลุดจากตำแหน่ง และอาจถึงติดคุก

เหตุผลที่ชาวบ้านกล้ายื่นแบงค์ 0 รูปีให้ก็เพราะชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีอะไรจะเสีย (และไม่มีอะไรจะให้ด้วย)
ที่สำคัญ เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ตัวเขาไม่ได้สู้คนเดียวกับระบบและอำนาจอันใหญ่โต
แต่มี 5th Pillar รวมสู้กับพวกเขาด้วย หากเกิดอะไรขึ้น ก็มีคนคอยช่วยเหลือ
ซึ่งนี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมจำนนกับปัญหาคอรัปชั่น
การที่เรารู้ว่ายังมีคนอื่นๆ ที่หงุดหงิดกับการเรียกสินบน และพร้อมจะออกมาร่วมกันต่อสู้
เลยรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มีโอกาสชนะ
การรวมตัวกันของคนที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายคอรัปชั่นเหล่านี้ ไม่ได้นัดแนะกันออกมาชุมนุมร่วมกัน
หรือประกาศตัวเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน
จุดร่วมกันเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ
ขอธนบัตร 0 รูปีที่พิมพ์มาเป็นล้านใบเอาไปใช้ยื่นให้เจ้าหน้าที่

การหยิบแบงค์ 0 รูปีไปยื่นนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์
แต่ความหมายจริงๆ ที่อยู่ในการกระทำของชาวบ้านคือ
พวกเขาไม่เอาการคอรัปชั่น และต้องการต่อสู้เพื่อเรื่องนี้
ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่ใช้
ธนบัตรขัดขืน


เจอโจทย์แบบนี้ต้องจำเลย

Posted by zcongklod on May 5, 2010

ผมชอบชมงานดีๆ และผมชอบชมงานดีๆ
เวลาเห็นงานดีๆ อดชื่นชมไม่ได้หรอกครับ
เท่าที่ลองประมวลดูกับตัวเอง จุดที่ผมนิยมชมชอบในงานสร้างสรรค์ทั้งหลายมีหลักใหญ่ใจความอยู่เพียงเรื่องเดียว คือ มันตอบโจทย์
ผมสนใจการตอบโจทย์ใน 2 ด้าน
ด้านที่หนึ่ง ผมสนใจว่าเขาแก้ปัญหาโจทย์นั้นด้วยความคิดอะไร
ซึ่งโดยมากแล้ว งานเจ๋งๆ มักจะตอบโจทย์ยากๆ ด้วยวิธีคิดง่ายๆ
ด้านที่สอง ผมสนใจในโจทย์ที่เขาตั้ง เหมือนอย่างประโยคสุดคลาสสิกว่าไว้
คำถามสำคัญกว่าคำตอบ
ปัญหารอบตัวเรามีมากมาย โลกเราทุกวันนี้หมุนไปเพราะสายตาของคนที่เห็นปัญหา
เมื่อยกมันขึ้นมาเป็นปัญหา เดี๋ยวก็จะมีทางแก้เอง
ปัญหามากมายที่คาราคาซังอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งไม่ใช่แก้ไม่ได้ เราไม่รู้ต่างหากว่ามันเป็นปัญหา
เหมือนงานสื่อสารของนักโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การตลาด
ที่กำลังสนุกสนานกับการคิดหาและเล่นกับสื่อใหม่
สื่อไหนแปลกประหลาดอย่างคาดไม่ถึงที่สุด ก็รับเสียงปรบมือไปมากที่สุด
ถ้าเป็นแคมเปญหรือโฆษณาสินค้าทั่วไป เราอาจไม่ต้องสนใจความสอดคล้องระหว่าง สื่อ และ สาร มากนัก จะส่งสารผ่านสื่ออะไรก็ไม่ต่างกันมาก
แต่กับการส่งสารด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เราคงต้องเลือกเฟ้นสื่อให้ดี
เพราะการใช้สื่อสุดอลังการบ้าพลังแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมเพื่อชวนคนลดการใช้ทรัพยากรนั้นมันฟังดูแปลกๆ
นั่นคือที่มาของ CURB บริษัทผลิตสื่อด้วยธรรมชาติแห่งแรกในโลก
โจทย์ของบริษัทสัญชาติอังกฤษแห่งนี้คือ
การนำการออกแบบที่ยั่งยืนมาใช้ผลิตสื่อเพื่อส่งสารด้านสิ่งแวดล้อม
ใช้วัสดุที่รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุดทำสื่อเพื่อพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม
หรือสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ว่า แบรนด์นี้ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม
โดยยังคงหวังผลในด้านการสื่อสารเต็มร้อยเหมือนเดิม

โจทย์แรกคือ ไม่รบกวนธรรมชาติ
โจทย์ที่สองคือ คงพลังการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไว้ดังเดิม
จะว่าไป เรื่องวัสดุที่นำมาทำสื่อนั้นเปรียบได้กับโจทก์หลัก
ที่คนในแวดวงสิ่งแวดล้อมหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันบ่อยๆ ว่ามันถูกมันควรหรือไม่
อย่างเช่น การพิมพ์หนังสือด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดีเพียบไปด้วยเทคนิคการพิมพ์พิเศษ เพื่อพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม
หรือการจัดงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วยวัสดุย่อยสลายยากมากมายแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
ผมก็อยากรู้ว่า โจทก์นี้ และโจทย์นี้ จะมีทางแก้อย่างไร
สื่อที่ CURB ทำนั้นหลากหลายมาก ตั้งแต่ แคมเปญโฆษณาระดับประเทศ
สื่อประชาสัมพันธ์ระดับโลก งานการตลาดแบบกองโจร งานเปิดตัวสินค้า
การจัดดิสเพลย์ในอีเวนต์ ไปจนถึงรูปประธานาธิบดี
แบรนด์ดังๆ ที่เป็นลูกค้าของ CURB ก็เช่น Vodafone, Nokia, Nike, BBC, Unilever, KIA,
Johnson & Johnson และ Oxfam

เอาหละ มาดูกันดีกว่าว่า สื่อที่ CURB มองว่ามาจากธรรมชาติ และไม่ทำร้ายโลกนั้น ทำจากอะไร
เริ่มตั้งแต่ การปลูกโลโก้บนผืนหญ้า การทำครอปเซอร์เคิล (สร้างลายโลโก้บนทุ่งข้าวสาลี)
ทำโลโก้บนสนามขนาดใหญ่ ทำประติมากรรมจากทราย เอาตราไปประทับบนพื้นทรายที่ชายหาด
บนหิมะ เอาน้ำทะเลไปพ่นลงบนพื้นให้เปียกเป็นลายที่อยากได้
เขียนกำแพงด้วยมอส เขียนรูปบนฝุ่นหลังรถ
หรือใช้แบคทีเรียที่เปล่งแสงได้ในเวลากลางคืนมาเขียนข้อความ
ทุกวิธีการที่ว่ามา พอเวลาผ่านไปมันก็สูญสลายหายไปเองตามธรรมชาติ แบบไม่เหลือร่องรอย
สื่อที่ CURB เลือกใช้ก็เลยนับได้ว่า เป็นมิตรกับธรรมชาติแบบสุดๆ
ผมชอบประโยคหนึ่งในเว็บไซต์ของ CURB ที่บอกว่า
เราไม่ควรสนใจแค่เราจะพูดอะไร แต่เราต้องสนใจด้วยว่า เราพูดผ่านสื่ออะไร
ใช่, “สื่อคือสาร” เหมือนอย่างที่ Marshall McLuhan นักทฤษฎีสื่อสารชาวแคนาดาเคยพูดไว้
ยิ่งเป็นการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ผมเห็นด้วยสุดแรง
เจอวิธีตอบโจทย์ดีๆ แบบนี้ต้องรีบจำเลย


ให้เลือดออก

Posted by zcongklod on May 2, 2010

ข้อความโฆษณา: “Let life go on those in need. Donate blood. Your help is what is missing.”
บริษัทโฆษณา: Casa da Criao ประเทศบราซิล

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคมนี้เป็นวันกาชาดโลกครับ
เผื่อว่าจะเป็นวาระอันดีที่จะไปบริจาคเลือดกัน
ช่วงนี้เราคงได้ยินข่าวการชวนกันไปบริจาคเลือดอยู่บ่อยๆ
บริจาคเพื่อต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์บ้าง บริจาคเพื่อต่อความอยากเอาชนะของมนุษย์บ้าง
ก็ว่ากันไป
เห็นบัตรเชิญไปบริจาคเลือดใบนี้น่าสนใจดีเลยอยากเอามาฝากกัน
ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การบริจาคเลือดนั้นเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้เพื่อนมนุษย์
บัตรเชิญใบนี้ก็ส่งสารนั้น เพียงแต่เปลี่ยนความคิดอันแสนจะนามธรรมให้เห็นเป็นภาพ
เราสามารถช่วยให้คนที่หวิดจะสิ้นชื่อกลับมามีชื่อได้เหมือนเดิม
ด้วยการดึงบัตรเชิญ และออกจากบ้านไปบริจาคเลือด
เลือดของเราสามารถช่วยชีวิตคนได้
ถ้ามีโอกาสก็ไปบริจาคเลือดกันนะครับ : )

(สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคมาก่อน ดูรายละเอียดที่นี่ได้เลยครับ)


ฝากกา

Posted by zcongklod on Apr 28, 2010

.

ใจดำเป็นอีกา!
ได้ยินสำนวนนี้ทีไร ผมก็สงสารกาขึ้นมาจับใจ
คนคิดคงตั้งใจแค่เปรียบความดำของใจไว้กับสีดำของขนกา
แต่ไปๆ มาๆ มันชวนให้เข้าใจว่า อีกานั้นใจดำ
กาเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยมีคนรัก (ถึงขนาดโดนเติมคำนำหน้าว่าอี)
ด้วยความที่มันเป็นนกในเมืองที่มีร่างกายใหญ่โต รูปร่างเกินกว่าคำว่าน่ารัก
เสียงร้องก็ไม่ได้สดใสจิ๊บจุ๊บจุ๊กกรูอย่างนกน้อย
เหตุผลด้านรูปลักษณ์ก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องของนิสัยใจคอมากกว่า
มันเลยถูกคนหลายประเทศเหมาให้เป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้าย

จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา
คนไทยเราพูดประโยคนี้ด้วยความหมายว่า
กาเป็นสัตว์ที่ตื่นแต่เช้า ขยันขันแข็งในการออกหาอาหาร
แต่มีข้อเสียคือชอบลักเล็กขโมยน้อย ดังนั้นจงขยันเหมือนกา แต่อย่าขี้ฉ้อแบบมัน
ผมนึกถึงนิทานอีสปเรื่องที่บอกว่า กาตัวหนึ่งอยากกินน้ำที่อยู่ก้นขวด มันเลยบินไปคาบหินมาใส่ขวดจนระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นพอให้มันกินได้
ถ้าว่ากันตามเรื่องราวในนิทานอิสป กาเป็นสัตว์ที่ฉลาด
(ในหนังสือเล่มนั้น สัตว์ส่วนใหญ่ก็ฉลาดกันทั้งนั้น)
ขอพักเรื่องกาแล้วมาพูดถึงมนุษย์ก่อนนะครับ

นาย Joshua Klein ทำงานกับ Frog Design ในตำแหน่งนักเทคโนโลยีที่ดูแลเรื่องทางทฤษฎี
พัฒนาโปรแกรมทางสังคม ระบบที่เกี่ยวกับสาธารณสุข และเครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้น
เขาเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง Roo’d ซึ่งเป็นหนังสือในยุคใหม่เล่มแรก (หลังจากเรื่องทาร์ซาน)
ที่ถูกแปลงร่างเป็นไฟล์เข้าไปอยู่ใน iPhone
Klein บอกว่าเขาเป็นแฮคเกอร์ที่สนใจจะแฮคทุกอย่างที่มีการเคลื่อนไหว
ตั้งแต่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบของสังคม สถาบัน ฮาร์ดแวร์ของผู้บริโภค
ไปจนถึงพฤติกรรมของสัตว์
เขาพยายามเจาะเข้าไปในชีวิตของสัตว์ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของมัน
กาคือเหยื่อของเขา

Klein เห็นความฉลาดที่ซุกอยู่ในตาของกา เมื่อปี 2008 เขาเลยทำการทดลองที่แปลกๆ อยู่สักหน่อย นั่นก็คือประดิษฐ์ตู้อัตโนมัติขึ้นมา เมื่อหยอดเหรียญลงในตู้นี้ จะมีถั่วไหลออกมาให้กากิน
แฮคเกอร์ไฟแรงคนนี้สอนกาให้คาบเหรียญไปหยอดลงตู้เพื่อจะได้กินถั่ว
กาทำได้
เขาเลยปรับการทดลองให้ยากขึ้น คือลองวางเหรียญทิ้งไว้แบบสุ่มๆ แล้วให้กาบินไปหา
และคาบมาหยอดตู้ด้วยตัวเอง
กาก็ยังทำได้

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่
ที่แปลกคือ กามันอินถึงขนาดกลับไปสอนลูกสอนหลานให้ทำแบบเดียวกัน!!!
มันรู้ว่าถ้าหาเหรียญมาหยอดตู้ได้ มันจะได้กินถั่ว
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในแง่นี้ คนไทยเราคุ้นเคยกันดี
ทั้งการฝึกช้างไว้ใช้งาน ฝึกลิงไว้เก็บมะพร้าว หรือฝึกจระเข้ไว้โชว์
แต่ฝรั่งเขาสนใจในอีกมุม
กาเป็นสัตว์ที่ไม่มีใครปรารถนา เพราะมันสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและผลผลิตทางการเกษตรของมนุษย์
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับกาเลยจัดว่าเป็นศัตรู เรียกว่า อย่าอยู่ร่วมโลกกันเลยดีกว่า
คงเดาได้ว่าใครต้องเป็นฝ่ายไป
ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ
โปรเจกต์นี้เลยเจ๋งตรงที่เราสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดจนตีนกาขึ้น
ระหว่างคนกับกาให้กลับมาชื่นมื่นได้
เป็นความสัมพันธ์ร่วมกันบนหลักที่ว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
ยังไง
ยังงี้
เขาเปิดให้คนทั่วโลกลองนำวิธีนี้ไปทดลองใช้ดูแล้วรายงานผลมาแชร์กันเป็นข้อมูลสาธารณะว่า
เราสามารถฝึกให้กาทำอะไรได้บ้าง
มีไอเดียหนึ่งบอกว่า น่าจะลองฝึกให้กาช่วยเก็บขยะ
ถ้าทำได้ กาจะน่ารักขึ้นอีกเยอะมากในสายตามนุษย์
ถ้าเราเห็นประโยชน์ของมัน เราคงรักมันมากขึ้น


หรือหมีแพนด้าจะเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์

Posted by zcongklod on Apr 25, 2010

ข้อความ: “People with disabilities are not so hot in the news as panda bears, but they also need your help.”
บริษัทโฆษณา: Mccann Erickson Argentina

ไม่รู้ว่าทีมครีเอทีฟของแมคแคนอาร์เจนติน่าได้รับฟอร์เวิร์ดเมลสิงสาราสัตว์ทาสีเป็นแพนด้าจากเมืองไทยหรือเปล่า ถึงได้ผุดไอเดียนี้ขึ้นมา
Fundacion Par เป็นองค์กรที่ทำงานในประเด็นคนพิการ
พวกเขามองว่าคนพิการน่าจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้
ความยากของการทำงานในประเด็นนี้คือ มันไม่ใช่เรื่องที่คนสนใจอยากดู อยากฟัง มากนัก
แค่ฟังยังไม่ฟัง แล้วจะหวังให้เนื้อหาสาระซึมเข้าสู่หัวใจ คงยากเต็มที
เริ่มแรกเลยต้องตีฆ้องร้องป่าวกันก่อน ว่าประเด็นคนพิการก็สำคัญนะ
แต่เป็นการประกาศในน้ำเสียงที่แอบน้อยใจนิดๆ ว่า
ประเด็นนี้มันไม่ดังเหมือนหมีแพนด้า เลยไม่ค่อยจะมีคนสนใจ
ว่าแล้วก็เอาคนพิการมาใส่ชุดหมีแพนด้าซะเลย
แม้จะเป็นการประชด แต่ก็ทำให้คนสนใจหันมามองและพูดถึงทันที
แบบเดียวกับสัตว์ย้อมสีขาวดำเป็นลายหมีแพนด้าในบ้านเรา
ราวกับว่าแพนด้าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์เหมือนแมวกวัก

ถ้าทีมครีเอทีฟทีมนี้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองไทย แล้วเปิดทีวีไปเจอช่องแพนด้า
พวกเขาอาจได้ไอเดียเอาไปทำแคมเปญโฆษณาภาค 2