นั่งฝั่งตะวันตื่นยืนฝั่งตะวันตก ฉบับพิมพ์ครั้งที่แล้ว + โปสการ์ด
Posted by zcongklod on Feb 7, 2010


มีข่าวสารมาแจ้งครับ
ถ้าใครซื้อหาหนังสือเรื่อง ‘นั่งฝั่งตะวันตื่นยืนฝั่งตะวันตก‘ ตามร้านในตอนนี้
จะได้รับของแถมเป็นโปสการ์ดสวยสด 1 เซ็ต ซึ่งมาจากภาพประกอบในเล่ม
(ฝีมือการคอลลาจของทรงศีล ทิวสมบุญ)
ถ้ามองหาตามร้านไม่เห็น ก็ไปจับจองได้ในงาน a book street fair ครับ
นอกจากโปสการ์ดที่แถมมาแล้ว เนื้อหาด้านในเหมือนเดิมทุกประการ
ท่านที่มีแล้วจะได้ไม่ซื้อซ้ำเพราะความเข้าใจผิด
อย่างที่โปรยแปะปกไว้ครับ
ฉบับพิมพ์ครั้งที่แล้ว
เนื้อหาเหมือนเดิม เพิ่มโปสการ์ด
ใครยังไม่มีเล่มนี้ไว้ในครอบครอง ขอแนะนำครับ : )
ออกจากปากเรา เข้าปากคนอื่น
Posted by zcongklod on Feb 4, 2010



.
ข้อความโฆษณา: “Cigarette Butts feed the unsuspecting”
“Cigarette Butts contaminate water”
“Cigarette Butts don’t disappear”
“Cigarette Butts kill wildlife”
บริษัทโฆษณา: University of North Texas, USA
แม้ว่างานนี้จะเป็นงานของนักเรียน แต่เนื้อหาก็น่าสนใจดี
มนุษย์เราไม่มีใครพิศมัยขยะ
เหตุที่เรารังเกียจขยะก็เพราะมันสกปรก และไร้คุณค่า
พอคิดเช่นนั้น เราก็เลยพยายามหาทางทิ้งมันให้พ้นๆ ตัว
หลุดออกจากชีวิตเราไปได้เมื่อไหร่ ขยะก็ไม่ใช่ปัญหา (สำหรับเรา) อีกต่อไป
เราเลยคุ้นตากับภาพคนโยนถุงพลาสติกใส่ข้างทาง ทิ้งกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปูรองนั่งไว้บนพื้นสนาม
ทิ้งแก้วน้ำและขวดน้ำพลาสติกไว้บนโต๊ะส่วนรวม
รวมไปถึงการทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น แล้วดับด้วยการใช้เท้าขยี้หนึ่งที
ก้นบุหรี่เป็นขยะชิ้นเล็ก แต่หลายชิ้นรวมกันมันก็ไม่เล็ก ก็ปัญหาหนึ่ง
และที่เราเชื่อกันแบบผิดๆ ว่า แค่โยนทิ้งมันก็พ้นตัว นั่นก็อีกปัญหาหนึ่ง
โฆษณาชิ้นนี้ตั้งใจจะพูดถึงปัญหาที่สอง
เนื้อความในโฆษณาบอกว่า สัตว์จำนวนมากเผลอกินก้นบุหรี่เข้าไปด้วยความเข้าใจผิด
สารเคมีที่อยู่ในก้นบุหรี่ก็เลยสะสมอยู่ที่ตัวสัตว์ และเมื่อเรานำมากิน ก็กลับมาสู่ตัวเราอีกครั้ง
What goes around. Comes around.
แม้ว่าภาพทั้งหมดนี้จะเกิดจากการจัดทำขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ ก็ไม่ต่างจากนี้สักเท่าไหร่
ก้นบุหรี่ออกจากปากเรา ก็เข้าปากคนอื่น
พ้นจากตัวเรา ก็เข้าตัวคนอื่น
เข้าตัวเพื่อนร่วมโลก เขาพูดไม่ได้
พอมันวนกลับมาเข้าตัวเรา ก็พูดไม่ออก
จะมีอะไรน่าพะอืดพะอมกว่าการกินสารพิษในขยะที่ตัวเองทิ้งอีกไหมนะ
นก สนจัย
Posted by zcongklod on Feb 2, 2010

ขออภัยที่ตั้งชื่อตอนด้วยภาษาวัยรุ่นไปนิด อันที่จริงควรจะเขียนใหม่ให้เรียบร้อยว่า นก สนใจ
นกสนใจ แต่คนไม่สนใจ
ก่อนจะเล่าเรื่องนก ขอเล่าเรื่องคนที่ผมสนใจก่อน
เขาคนนี้เป็นช่างภาพนามว่า คริส จอร์แดน
ผลงานชุดที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมาก็คือ Running the number
เป็นภาพถ่ายบอกเล่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านวัตถุจำนวนมากมายมหาศาล
อย่างเช่น เขาถ่าย (รวมถึงรีทัช) ขวดพลาสติกกองเท่าภูเขาในจำนวนเท่ากับที่จำนวนขวดที่คนอเมริกาใช้ในเวลา 5 นาที
ขวดพลาสติกกองนั้นมีจำนวน 2 ล้านใบ
ในงาน Running the number ชุดที่ 2 ของเขา เอาเศษขยะจำพวกพลาสติกจำนวน 2.4 ล้านชิ้น
(เท่ากับน้ำหนักของขยะพวกพลาสติกจำนวน 2.4 ล้านปอนด์ที่ถูกทิ้งลงทะเลในแต่ละชั่วโมง)
มาเรียงเป็นรูป The Great Wave ของคัทซึชิคะ โฮะคุไซ ศิลปินภาพพิมพ์ระดับบรมครูของญี่ปุ่น
โดยขยะทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างงานชิ้นนี้นำมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก
จากงานชิ้นนั้นคริสบอกเล่าแค่จำนวนขยะ แต่ไม่ได้พูดถึงผลกระทบของขยะปริมาณมหาศาล
จนกระทั่งมางานชุดล่าสุดของเขา Midway เราถึงได้รับทราบว่าขยะพลาสติกในทะเลมันสร้างปัญหาอะไรให้กับโลก
คริสตามถ่ายภาพซากศพลูกนกอัลบาทรอสบริเวณแนวปะการังมิดเวย์ ที่แปซิฟิกเหนือ
ลูกนกเหล่านี้ถูกพ่อแม่ของมันป้อนขยะพลาสติกเข้าไปจนเต็มท้อง
เพราะเมื่อมันมองลงมาให้มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยขยะก็เผลอเข้าใจไปว่าสิ่งเหล่านี้คืออาหาร
ผลก็คือ มันตายเพราะขาดอาหาร สารพิษ และติดคอจนหายใจไม่ออก
จากผลงานแนวเสียดสีชิ้นก่อนหน้า ทำให้ผู้ชมเข้าใจไปว่า นี่คือการ จัดฉาก เพื่อถ่ายรูป
คริสเลยประกาศชัดในเว็บไซต์ของเขาว่า เขาบันทึกภาพทั้งหมดตามความเป็นจริงที่สุด
พลาสติกที่เราเห็นทั้งหมดในรูป ไม่มีการเคลื่อนย้าย จัดวาง หรือตกแต่งใดๆ ทั้งนั้น
ของจริงเป็นยังไงก็ถ่ายมาอย่างนั้น
เห็นแล้วก็เศร้า
และยิ่งเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าพื้นที่ที่นกอัลบาทรอสเหล่านี้ไปหากิน
เป็นผืนน้ำที่อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ที่ใกล้ที่สุดถึง 2,000 ไมล์
อยู่ไกลจากมนุษย์ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นขยะจากมนุษย์
เพราะมนุษย์เราไม่สนใจ แค่ทิ้งมันให้พ้นตัว พ้นตา เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ปัญหาแล้ว
ขอบคุณคริสที่นำภาพมาใส่ตา ให้เราเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว
วิชาอะไร ครั้งที่ 9 ตอน AVATAR
Posted by zcongklod on Jan 27, 2010
![]()
.
วิชาอะไร ครั้งที่ 9 อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์จะชวนมองเข้าไปในหนังดังเรื่อง AVATAR
ว่ามีอะไรน่านำมาคิดต่อบ้าง
ว่ากันตั้งแต่ จิตวิญญาณที่อวตารในร่างของวิทยาศาสตร์ / อวตารคืออะไร / อวตารในทางวิทยาศาสตร์คืออะไร / ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ / ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการอนุรักษ์ / ดาวแพนดอราที่อยู่บนโลกมนุษย์ / หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับโลกร้อนยังไง / และประเด็นอีกมากมายเท่าที่เรานึกกันได้
ผู้ที่สนใจ แวะไปนั่งฟังกันได้ วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 18.00-20.00 น.
ที่ห้อง 16 ชั้น 2 British Council สยามสแควร์ (อยู่ที่อาคารจอดรถ /ศูนย์หนังสือจุฬาฯ)
คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะมาร่วมฟังนะครับ
1. งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย
2. ไม่ต้องลงชื่อล่วงหน้า
3. ควรดูหนังมาก่อนนะครับ เพราะเราจะคุยกันตั้งแต่ฉากแรกยันฉากสุดท้าย
4. จำฉากเด็ด ประเด็นโปรด มาแลกเปลี่ยนกันด้วยนะครับ
ขอบคุณคุณดาว และบริติช เคานซิล สำหรับสถานที่ครับ
รายชื่อผู้ร่วมเดินทาง ทริป ‘น้ำต้มผักก็ว่าหวาน’
Posted by zcongklod on Jan 25, 2010
ก่อนจะไปพบกับรายชื่อผู้ร่วมทริป ‘น้ำต้มผักก็ว่าหวาน‘ ทั้ง 40 คน
เรามาดูรายละเอียดการเดินทางกันก่อนนะครับ
เราจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่เชียงใหม่ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. 53 เวลา 19.20 น.
ด้วยรถไฟขบวนหมายเลข 11 (รถด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่)
เป็นรถชั้น 2 นั่งปรับอากาศ
จะถึงเชียงใหม่ในเวลา 07.40 น.
เที่ยวกลับ เราจะเดินทางจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 53 เวลา 14.50 น.
ด้วยรถไฟขบวนหมายเลข 52 (รถด่วนพิเศษ เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ)
เป็นรถชั้น 2 นอนปรับอากาศ
จะถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 05.30 น. ของวันจันทร์ที่ 15 ก.พ. 53
ทีนี้มาถึงการนัดแนะ
เราควรจะเจอกันสักจุดหนึ่งในห้องโถงที่สถานีหัวลำโพง (ขอไปเดินสำรวจสักรอบแล้วจะแจ้งอีกที)
ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. เวลา 18.30 น. ถ้าจะเลตก็ไม่ควรเกิน 19.00 น.
การวิ่งตามรถไฟ หรือนั่งแท๊กซี่ตามรถไฟเนี่ยไม่สนุกหรอกครับ เคยลองแล้ว!
พอเจอกันก็ชำระเงินกันคนละ 3,000 บาทไทยนะครับ
โปรแกรมคร่าวๆ
สิ่งที่พวกเราจะได้ทำตลอด 3 วัน มีดังนี้ครับ
เรียนเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ / ทำโยเกิร์ต แยม น้ำสลัด / ทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน / เรียนรู้เรื่องการทำบ้านดินแบบเต็มๆ / ทำถั่วงอก ทานตะวันออก กระถินงอก / ฝึกสมาธิ / โยคะ / เก็บผัก / รดน้ำผัก / ดูหนังสารคดี / นั่งพูดคุยฟังประวัติชีวิต และความคิดของพี่โจ
การเตรียมตัว
ไฟฉาย / เสื้อผ้าที่เปื้อนได้ ไม่ต้องห่วงสวยหล่อนัก (พี่โจ บอกมาก) / ถุงนอน (ถ้ามีควรนำมา เพราะผ้าห่มอาจไม่พอ / เสื้อแขนยาวแบบกันแดดได้ กันหนาวได้บ้าง / สมุดจด กล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลทั้งหลายเพื่อนำกลับมาเขียนเผยแพร่ /
การเตรียมใจ
เรานอนรวมกันหมดที่หอประชุมนะครับ / อาหารทุกมื้อเป็นมังสวิรัติ / บรรยากาศรวมๆ ไม่ค่อยสะดวกสบายนัก แต่ก็ไม่นับว่าลำบาก
ก่อนจะมาดูรายชื่อ 40 คนสุดท้ายที่จะได้ร่วมทริปกัน
ตกลงกันแบบนี้นะครับ
1.ถ้ารับทราบแล้ว รบกวนช่วยอีเมลกลับมาคอนเฟิร์มหรือแคนเซิลที่ zcongklod@yahoo.co.uk ภายในวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. 53
2. ถ้ามีคนแคนเซิลก็จะควานหาผู้สมัครคนอื่นมาแทนนะครับ
3. ถ้าคอนเฟิร์มว่ามาก็อย่ามาทิ้งกันในภายหลังนะ เพราะจ่ายค่าตั๋วรถไฟไปแล้ว
4. หลักในการเลือกคือ ข้อแรกดูว่า จะนำสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นกลับมาเผยแพร่ยังไง ข้อสอง พยายามกระจายให้ไปถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย
เอาหละ ทีนี้ก็มาดูรายชื่อผู้ร่วมเดินทาง การเดินทางที่ชื่อ ‘น้ำต้มผักก็ว่าหวาน’ กันเลย
1. ภัทรามน ผุดเพชรแก้ว
2. ชาคร จิรวัฒนาพงศ์
3. ปรียาพร เขมะจารี
4. ญาดา ต้นสกุลชัยสันติ
5. วริศรา พูลเพิ่ม
6. ปิยาภัสร์ พิทักษ์สวัสดิ์การ
7. ปรารถนา ปรีชาสุนทรรัตน์
8. สาธิต บุษราคัม
9. สุวิมล ศิริวงศ์
10. ธนธรณ์ วิเศษโชค
11. นันทินี จำนงประสาทพร
12. ปรัชญา ประมูล
13. สุธาสินี คำสำราญ
14. พิเชษฐ์ โชติจิระเกษม
15. พนิดา จันทรกรานต์
16. บดินทร์ เทพรัตน์
17. บงกชรัตน์ ปรีเปรม
18. นันทนัช อรุโณทยานันท์
19. ปานธรา ทรัพย์อัมพร
20. ปวีณา แสงสุรีย์พรชัย
21. ศิริวรรณ โหรี
22. วิลาวรรณ สังขเสนากุล
23. ปัทมาวดี อนุชาติบุตร
24. พีรพงษ์ ศรีประทุม
25. พิรดา สุมานนท์
26. อาคิรา กังวานภัทร
27. คุณากร วรวรรณธนะชัย
28. อภิชาดา พิษฐานพร
29. จันทิรา จันทราวดี
30. ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ
31. วิภาวี สกุลพาณิชเจริญ
32. ชุลีพร ชเนศวร
33. ปุญญิศา ปราชญ์โกสินทร์
34. เมธิรา เกษมสันต์
35. น้ำทิพย์ วรุณปิติกุล
36. จารุณี สุขสม
37. พิชญ์นิธี จันทพันธ์
38. คมสัน กาญจนวิกัติ
39. ภัทรียา กาญจนมุกดา
40. ทรงกลด บางยี่ขัน
การเดินทางที่ชื่อ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน
Posted by zcongklod on Jan 13, 2010

วางมือ วางเมาส์ จากการปลูกผักบนโลกไซเบอร์ในเกมFarmVille Farm Town
แล้วมาจับเสียม เตรียมดิน ปลูกผักของจริงดีกว่า
ผักจริง เก็บจริง กินจริง อิ่มจริง อร่อยจริง และมีความสุขจริงๆ
ท่ามกลางบรรยากาศของแปลงผักเขียวชะอุ่ม ดินชื้นน้ำค้าง และลมหนาวชื่นใจ
ที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ ‘พันพรรณ’ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ก่อตั้งและดูแลโดยพี่โจ โจน จันใด
เราจะไปเรียนรู้กันว่า เราสามารถพึ่งตัวเองได้ในปัจจัยสี่
เริ่มจากการปลูกผักกินเอง การปลูกผักไม่ได้ยากอย่างที่คิด
รู้ไหมว่าผักที่เรากินกันอยู่ทุกวันอย่าง กะหล่ำปลี ผักชี คะน้า หรือว่าผักสลัด
เมล็ดของพวกมันอยู่ตรงไหน
ถึงไม่ได้ลงมือปลูกเองกับมือ ดูมันโตกับตา แต่เราก็ได้เดินไปเลือกเก็บผักสดๆ จากแปลง
แล้วก็ได้กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง
ผักเหล่านี้เป็นผักออแกนิกพันธุ์แท้ ปลอดสารเคมีในทุกขั้นตอน
ใครอยากเด็ดสดๆ จากต้นมาชิม (จนอิ่ม) ก็ทำได้ไม่มีอันตราย
แต่ถ้ายังทนความยั่วยวนในความหวานกรอบของผักเหล่านี้ได้
เราก็จะมานั่งเรียนวิธีปรุงน้ำสลัดสูตรสุขภาพสุดๆ ก่อน
ถ้ายังทนได้ เราก็จะเดินเข้าไปช่วยแม่ครัวปรุงอาหารมังสวิรัติแบบออแกนิก ในสไตล์สโลว์ฟู้ด
แปลก และอร่อยจนลืมเนื้อสัตว์
ถ้าโชคดีและมีเวลา ก็จะได้ทำอบขนมปังโฮลวีตด้วยเตาอบที่สร้างจากดิน
แล้วก็ทำโยเกิร์ต กับแยมผลไม้ไว้ทานเป็นอาหารเช้า
เมื่ออิ่มหนำสำราญก็เดินออกจากครัวมาเรียนรู้เรื่องความเรียบง่ายในการใช้ชีวิต
ได้พักในบ้านดินหลังใหญ่ เรียนรู้การทำบ้านดินอย่างง่าย
ทำสบู่ แชมพูสมุนไพรเพื่อใช้เองตลอดทริป
ทำความเข้าใจกับระบบพลังงานทางเลือก อย่างเช่น เครื่องทำน้ำอุ่นพลังแสงอาทิตย์
และเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรีไซเคิลที่เรียบง่ายและใกล้ชิดชีวิตมนุษย์ที่สุด
นอกจากได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ เรายังได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่อาจไม่เคยได้ยินที่ไหน
รู้ไหมว่าผลผลิตทางการเกษตรที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ อันตรายยิ่งกว่ายุคไหนๆ
การกินผักทุกวันไม่ได้หมายความว่าเราได้รับแต่สิ่งดีๆ
การกินผักโดยไม่รู้ที่มา อาจสร้างปัญหามากกว่าประโยชน์
เรื่องสารเคมี ยาฆ่าแมลงน่ะพื้นๆ
ที่หนักกว่านั้นก็คือ ทุกวันนี้เรากำลังกินพืชจีเอ็มโอมากมายโดยที่เราไม่รู้ตัว
ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
ฟรุกโตสไซรัสที่ผสมอยู่ในเครื่องดื่มและขนมหวานๆ เกือบทุกชนิด ก็มาจากข้าวโพดจีเอ็มโอ
แล้วเมล็ดพันธุ์ผักที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ถูกตัดต่อยีนให้ไม่มีเมล็ด ถึงมีก็เอาไปปลูกไม่ได้
เกษตรกรเลยไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เองได้เหมือนก่อน ต้องซื้อเมล็ดจากบริษัททุกครั้งที่จะปลูก
กิโลกรัมนึงก็หลายหมื่นบาท
ถ้าวันหนึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ขายเมล็ดพันธุ์ให้ เราก็จะไม่มีผักกิน
พี่โจเลยพยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านพันธุ์แท้มาเก็บไว้ แล้วแจกให้ชาวบ้านแบบฟรีๆ
สำหรับคนที่กำลังเหนื่อยกับชีวิตในเมืองใหญ่ ลองฟังความคิดของพี่โจสักนิด
พี่โจ โด่งดังจากการเป็นผู้บุกเบิกเรื่องบ้านดินในเมืองไทย แต่เขาบอกว่า เขาไม่ได้ชอบสร้างบ้านดิน
เขาทำไปเพราะมันทำให้เราพึ่งตัวเองได้
ตอนนี้งานที่เขาทำเขาโด่งดังในระดับโลก
เขาบินไปสอนเรื่องการสร้างบ้านดินและวิถีแบบพึ่งตัวเองให้ชาวต่างชาติที่อเมริกาทุกปี
แล้วก็มีคนต่างชาติยอมเสียเงินแพงๆ เพื่อมาขอกินอยู่และเรียนรู้กับเขาครึ่งค่อนปี
โรงเรียนนานาชาติทุกแห่งในเชียงใหม่พาเด็กมาเรียนรู้กับเขา
แต่โรงเรียนไทยปกติปฏิเสธ เพราะผู้ปกครองมองว่า งานเกษตรมันเป็นงานต้อยต่ำ
ตากแดดไปเดี๋ยวตัวดำเปล่าๆ
เขาเชื่อในวิถีชีวิตแบบคนไทยสมัยก่อน มันลงตัวที่สุดแล้ว
ทำงานแค่ปีละ 2 เดือน ที่เหลือว่าง
แถมการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไร เรายังไม่ใช้คำว่า ‘ทำงาน’ เลย
คนไทยสมัยโบราณไม่เคยมีใคร ‘จน’
ฟังพี่เขาพูดแล้วจะเปลี่ยนความคิดในการมองโลก ในเรื่องความเร็วความช้า
เรื่องเป้าหมายที่ควรทะยานหา
และความหมายของชีวิต
สุขแรกของทริปนี้ เกิดกับตัว
สุขต่อมา จะเกิดจากการได้บอกเล่าเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ไปสู่คนอื่นๆ
กับแคมเปญ April Truth’s Day
แคมเปญนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
ผู้คนที่สนใจหลายร้อยคนพร้อมใจกันบอกเล่า ‘ความจริง’ เรื่องโลกร้อนพร้อมๆ กัน
ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ
ในวันที่ 1 เมษายน
วันที่มีแต่คนพูดเรื่องลวง เราจะมาพูดเรื่องจริงกัน
ลองนึกดูว่า ถ้าเราตื่นเช้าขึ้นมาแล้วพบว่า ไม่ว่าจะเปิดโทรทัศน์ ฟังวิทยุ
คลิกเว็บไซต์ เปิดอีเมล อ่านหนังสือพิมพ์ หรือรับสื่อไหนๆ
ก็เจอคนพูดเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ไม่ได้รู้จักกัน
มันจะมีพลังขนาดไหน
ทั้งหมดนี้คือที่มาของทริป ‘น้ำต้มผักก็ว่าหวาน’
ทริปที่จัดกลางเทศกาลแห่งความรัก และตรุษจีน
มันเป็นทริปง่ายๆ ของคนที่สนใจอะไรคล้ายๆ กันมาเดินทางร่วมกัน
เพื่อไปรู้จักในสิ่งที่ทุกคนอยากรู้จักเหมือนกัน
และรู้จักกัน
ออกเดินทางด้วยรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพงช่วงเย็นวันพฤหัสที่ 11 ก.พ. 53
กลับมาถึงกรุงเทพฯ ที่สถานีหัวลำโพง เช้าวันจันทร์ที่ 15 ก.พ. 53
ค่าเดินทางคนละ 3,000 บาทไทย
สมัครโดยการส่งรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น
2. เบอร์โทร
3. แนะนำตัวพอให้ได้รู้จักกัน
4. ตั้งใจว่าจะนำข้อมูลกลับมาเผยแพร่ทางไหน อย่างไร (ขอละเอียดหน่อยนะครับ เพราะต้องใช้ประกาศกับชาวโลกด้วย ถ้าเป็นเว็บขอชื่อเว็บด้วยนะ หรือถ้าเป็น facebook แบบไม่มี username ก็ขอลิงค์ด้วยครับ)
5. อยากไปทำอะไรบ้าง
ส่งมาที่ zcongklod@yahoo.co.uk ส่งมาได้เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผู้ที่น่าสนใจครบครับ
แปลว่า ส่งก่อนมีสิทธิ์ก่อนนิดหน่อย
ทำความรู้จักกับพี่โจได้ผ่านบทสัมภาษณ์เหล่านี้ครับ
พันพรรณ / ปัจจัย 4 / เกษตรพันธุ์ใหม่ / เมล็ดพันธุ์ / เก็บเมล็ดพันธุ์ / จีเอ็มโอ / ผู้มาเยือน / ความคิด

ถ้ายังนึกภาพ April Truth’s Day ไม่ออก ลองย้อนไปดูแคมเปญปีที่แล้วก่อนก็ได้นะครับ
action ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
บทความทั้งหมด
บทความของผม
เรื่องเล่าจากนอกโลก
Posted by zcongklod on Jan 5, 2010

.
ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วอย่าเอ็ดไปครับ
ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับดร.ก้องภพ อยู่เย็น วิศวกรชาวไทยที่ทำงานให้กับนาซ่า
นั่งคุยกันเนิ่นนาน จากเรื่องนั้นสู่เรื่องนี้ เสียดายก็แต่ว่า เนื้อหาพวกเรื่องลี้ลับ
ทฤษฎีสมคบคิด และเทคโนโลยีความก้าวหน้าของประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา
ที่ฟังดูราวกับฉากในหนังไซไฟนั้น ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะได้
เพราะไม่ได้มีหลักฐานอะไรมายืนยันแน่ชัด และไม่ได้เกี่ยวอะไรกับงานที่ทำโดยตรง
อ้างว่าเป็นคำพูดของเจ้าหน้าที่นาซ่าคงดูไม่ค่อยเหมาะ
ดร.ก้องภพเล่าว่าทีแรกก็ไม่ได้สนใจเรื่องอะไรพวกนี้หรอก แต่พอมีคนถามบ่อยๆ ก็ลองหาข้อมูลดู
ก็เจอเรื่องที่น่าสนใจมากมาย
หนึ่งปีผ่านไป ดร.ก้องภพกลับมาเยี่ยมเมืองไทยอีกครั้ง
คราวนี้ผมเลยชวนเขามานั่งพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ เรื่องที่หลายๆ คนควรได้ทราบ
ดร.ก้องภพบอกว่ายินดี แต่มีเงื่อนไขว่า เล่าให้ฟังสนุกๆ น่ะได้ แต่อย่าเอาไปใช้อ้างอิง
เรื่องที่จะพูดคุยกันมีคร่าวๆ ดังนี้
ดร.ก้องภพเข้าไปทำงานนาซ่าได้ยังไง งานที่ทำเกี่ยวกับอะไร
บรรยากาศและระบบการทำงานในนาซ่า
ข้อมูลที่ว่าตอนนี้จักรวาลกำลังร้อนขึ้น (น้ำแข็งบนดาวอังคารก็ละลาย) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลกร้อน
จากวงโคจรของโลกแล้ว ธันวาคม 2012 โลกมีปัญหาแน่ แต่จะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง
หนังสือที่ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์มนุษย์ต่างดาว
มนุษย์ต่างดาว วิญญาณ และคำสอนของพุทธศาสนา ที่ตรงกัน
ทำไมรัฐบาลสหรัฐถึงไม่ยอมรับว่า มียานอวกาศและมนุษย์ต่างดาว
ปรากฏการณ์จานบินที่เห็นเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ยุโรป คืออะไร
มนุษย์สร้างปิรามิดจริงหรือ
เทคโนโลยีของบริษัทค้าอาวุธสงคราม
ทำไมเทคโนโลยีที่ดีกว่าน้ำมันซึ่งคิดได้มาหลายสิบปีถึงไม่ถูกนำมาใช้
นาซ่าเก็บความลับทั้งหมดไว้ที่ไหน
วิธีเบี่ยงประเด็นให้ข่าวจานบินและมนุษย์ต่างดาว กลายเป็นเรื่องหลอกลวงที่มนุษย์ทำเอง
ทำไมยังไงถึงจะรู้เท่าทันในข่าวสารที่เราถูกปิดบัง
ฯลฯ
ย้ำกันอีกทีว่าฟังกันสนุกๆ น่ะได้ แต่อย่าเอาไปเผยแพร่ต่อในสื่อสาธารณะนะครับ
ถ้าใครสนใจก็ขอเชิญมาร่วมฟังกันแบบฟรีๆ ได้ในวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553
เวลา 18.00 – 21.00 น.
ที่โรงละครมะขามป้อม ตรงหัวมุมแยกสะพานแยกสะพานควาย
ถ้านั่งรถไฟฟ้าลงสถานีสะพานควาย ถ้าขับรถมาจอดที่ BigC สะพานควาย
ฟังแล้วอย่าเอ็ดไปนะครับ
ดู โรงละครมะขามป้อม ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
เที่ยวไปคิดไป
Posted by zcongklod on Jan 3, 2010

.
หลังจากที่รายการหนึ่งวันเดียวกัน ตอน เที่ยวไปคิดไป ของอาจารย์ ยงยุทธ จรรยารักษ์ ออกอากาศ
ก็มีเสียงสอบถามเข้ามามากมายเหลือเกินว่า
ถ้าอยากเดินเที่ยวกรุงเทพฯ กับอาจารย์บ้างต้องทำยังไง
ถามกันไปถามกันมา อาจารย์ท่านเลยจัดทริปชวนคนที่สนใจมาเดินด้วยกันซะเลย
ทริปนี้อาจารย์ตั้งชื่อว่า เที่ยวไปคิดไป
เป็นการเดินเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์แบบชวนให้คิด ชวนให้ตั้งคำถาม และชวนกันหาคำตอบ
รับประกันว่า มีข้อมูลเด็ดๆ ที่ต้องจดเก็บกลับบ้านกันเป็นเล่ม!
ข้อมูลที่ว่าไม่ใช่เนื้อหาเหมือนในตำราประวัติศาสตร์
แต่เป็นเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับวิถีไทย พี่ฟังแล้วต้องร้อง อ๋อ
คำที่เรียก สิ่งที่เห็น และเรื่องที่ทำกันมานมนาน ที่แท้มันมีที่มาแบบนี้เองเหรอ
ไปเดินกับอาจารย์แล้วจะรักภูมิปัญญาไทย และวิถีไทย ขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ผู้ที่สนใจไปเริ่มเดินกันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงชื่อ
อยากไปก็เจอกันที่วันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2553 เวลา 7 โมงตรงเผง
ที่หน้าโบสถ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง)
จากนั้นอาจารย์ท่านจะพาเดินลัดเลาะอยู่ในเกาะรัตน์โกสินทร์
ฟังเรื่องดีๆ ในสถานที่งามๆ และชิมอาหารอร่อยๆ กันไปตลอดทาง
การเดินทางครั้งนี้ไม่มีปลายทาง หมดแรงเมื่อไหร่ก็เลิกเมื่อนั้น
(ถ้ามีธุระ เดินแยกย้ายไประหว่างทางก็ไม่ว่ากัน)
ถ้าทุกคนอึดถึงขีดสุด น่าจะจบละแวกสุสานหลวงในเวลาเย็นๆ
เพื่อจะได้ปิดท้ายด้วยอาหารร้านอร่อยย่านแพร่งฯ
การเตรียมตัวไม่มีอะไรมาก
สวมรองเท้าที่พร้อมถอดเข้าวัดบ่อยๆ
แต่งกายให้ปลอดภัยจากแสงแดด
เตรียมสมุดปากกาไปด้วย ทริปนี้มีคำคมเป็นเข่ง!
แล้วก็เตรียมเรื่องที่อยากรู้ไปเยอะๆ
แล้วพบกันครับ : )
อ้อ! ถ้าสนใจ มาซ้อมใหญ่กับวิชาอะไรในวันพุธที่ 6 ม.ค. นี้ เรื่อง ‘สวัสดีปีใหม่ 2553‘ ก่อนก็ได้นะครับ
สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับ
Posted by zcongklod on Dec 30, 2009

สวัสดีปีใหม่ครับทุกคน
ปีใหม่ปีนี้ผมอยากลองส่งความสุขผ่านกลอนดูบ้าง
ตามประสานักกลอนมือใหม่ มันอาจไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่
โปรดอย่าถือสานะครับ
หลังจากที่นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนกลอนอะไรลงในเว็บไซต์ดี
ก็มีทางเลือกหลากหลาย เลือกไปเลือกมา ก็แต่งมัน 3 แบบเลยแล้วกัน
แบบแรกเป็น กลอนสั้นจิ๋ว
เหมาะสำหรับทวิตเตอร์ยิ่งนัก เพราะยังเหลือพื้นที่ให้รีทวิตได้อีกหลายรอบ
แบบที่สอง เป็นกลอนไฮกุ
ผมอยากลองเอากลอนโบราณสั้นๆ มาใช้ส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตดูบ้าง
แบบที่สาม เป็นกลอนธรรมดาครับ อย่างที่คนนิยมแต่งอวยพรกันในวันปีใหม่
แต่กลอนบทนี้ แต่งให้มิตรรักชาวไซเบอร์ทุกคนครับ : )
1
สุขเก่าไม่จากไป ทุกข์ใหม่ไม่เข้ามา
2
นิ้วฉันเคาะคีย์บอร์ด
ตามองตัวหนังสือของเธอ
ความสุขเกิดขึ้นแล้ว
3
เมื่อก่อนอวยพรปีใหม่ เขียนคำจากใจลงไปรษณียบัตร
พักหลังเขียนไม่สำเร็จ พึ่งเอสเอ็มเอสใช้เป็นทางลัด
ปีนี้อยากลองออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องง่ายคงต้องลองหัด
เริ่มจากเขียนบล็อกเอนทรีความสุข เปิดเฟสบุ๊กอัพสเตตัส
เขียนเสร็จเอามาทวีต ต้องคัดที่จี๊ดพื้นที่จำกัด
อวยพรออนไลน์ไม่หมู ผมจะลองดูโปรดอย่าอึดอัด
ขอให้การงานสดใส ทุกอย่างทำได้ทุกงานถนัด
ขอให้การงานสำเร็จ ใช้อินเตอร์เน็ตราคาประหยัด
เขียนอะไรก็มีคนตอบ มีแต่คนชอบกด Like ไม่ขัด
ทวีตแล้วเงียบหายไม่มี มีแต่คนอาร์ทีบอกว่าชอบจัดจัด
ขอให้ห่างไกลพวกเกรียน ไม่โดนขีดเขียนว่าร้ายจิกกัด
เปิดเมลเจอแต่เรื่องดีดี เปิดกี่ทีก็ไม่มีไวรัส
ขอให้ใช้เน็ตออฟฟิศได้ นายไม่ใจร้ายไม่บล็อกไม่ตัด
ขอให้อินเตอร์เน็ตวิ่งไว ทั้งแลนไวไฟอย่าได้ติดขัด
ถ้าใช้ไอโฟนบีบี เดินทางทุกที่สัญญาณมีคมชัด
โลกไซเบอร์จงเปี่ยมสุขทุกเวลา สุขแบบช้าช้าอย่าไปเร่งรัด
ผมมีอีกสุขมาแนะนำ ถ้าลองทำรับรองสุขจัด
แค่หาเวลาออฟไลน์ แล้วเอาไปใช้อยู่กับคนที่เรารัก
ชุดสุดประหยัด
Posted by zcongklod on Dec 27, 2009

“Fashion is made to become unfashionable”
ประโยคนี้ของโคโค่ ชาแนล น่าจะสรุปที่มาของความวูบวาบและไม่จีรังของแฟชั่นได้ดี
แฟชั่นคือสิ่งที่เป็นกระแส นั่นหมายความว่า อะไรก็ตามที่เป็นกระแสมักอยู่ไม่ยืด
และอะไรก็ตามที่อยู่ยั้งยืนยงก็คงไม่เป็นกระแส
แฟชั่นเลยต้องการ ‘การมา’ และ ‘การไป’
ถ้ามันอยู่ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ ‘เอาท์’ มันก็คงไม่มีทาง ‘อิน’
การติดและตามกระแสแฟชั่นนั้นเป็นเรื่องสนุกของหลายคน
แล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเสียไม่ได้ของหลายคนเช่นกัน
เรื่องนี้ผู้หญิงคงเข้าใจดีกว่าผู้ชาย
ผมเชื่อว่าสาวออฟฟิศทุกคนคงต้องเคยอิจฉาหนุ่มออฟฟิศบ้าง
ที่ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปกับการซื้อเสื้อผ้า
กางเกงสแลคสีดำใส่ซ้ำได้โดยไม่มีใครสังเกต เช่นเดียวกับเสื้อเชิ้ตสีอ่อน และเนคไทลายเรียบๆ
สรุปว่า หนุ่มออฟฟิศมีชุดทำงานแค่ 5 ชุด ก็สามารถใส่วนไปเวียนมาได้หลายปี
แต่สาวออฟฟิศนั้นใส่ชุดซ้ำบ่อยเกินไปก็ไม่มั่นใจ เลยต้องหมั่นอัพเดตชุดทำงานอย่างสม่ำเสมอ
พอได้ชุดใหม่ ก็อาจต้องถอยเข็มขัดรองเท้ากระเป๋ามาอีกเพื่อความเข้าชุด
ราคาค่างวดก็ไม่ใช่น้อยๆ ชุดทำงานเลยเป็นภาระใหญ่ที่สาวออฟฟิศต้องแบกรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ครั้นจะให้ไปใส่ยูนิฟอร์มเหมือนกันทั้งบริษัท
ตอนออกมาเดินเล่นหลังเลิกงานมันก็รู้สึกไม่ค่อยเฉิดฉาย
หรือยูนิฟอร์มบางแบบก็อาจถึงขั้นเขินอาย
ไม่มีใครเข้าใจผู้หญิงเท่าผู้หญิง
Sheena Matheiken ครีเอทีฟโฆษณาชาวอินเดีย ผู้ทำงานอยู่ในนิวยอร์ก
เลยเปิดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า The Uniform เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
เธอตั้งใจว่าจะสวมชุดแบบเดิมทุกวันตลอด 1 ปีเต็ม
แต่จะหาทางดัดแปลงเติมโน่นแต่งนี้ให้รู้สึกเหมือนว่าเธอมีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ทุกวัน
ย้อนกลับไปสมัยเด็ก Sheena เติบโตมาในโรงเรียนรัฐบาลของอินเดียที่นักเรียนทุกคนต้องสวมเครื่องแบบซึ่งกำหนดมาอย่างเคร่งครัด
แต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆ ก็แอบดัดแปลงเครื่องแบบของตัวเองให้พิเศษกว่าคนอื่นๆ
ผู้ชายก็พับแขนเสื้อ พับขากางเกงเพื่อโชว์รองเท้าหุ้มข้อ
ผู้หญิงก็เน้นเล่นกับทรงผม
Sheena ชอบแนวความคิดนี้ เธอเลยหยิบเอาวิญญาณวัยรุ่นเมื่อครั้งยังเยาว์มาใช้กับโปรเจกต์นี้
ครีเอทีฟสาวคนนี้ เริ่มต้นจากการชวนเพื่อที่เป็นดีไซเนอร์มาออกแบบชุดให้
โดยต้องใส่ได้ในทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี
ผลที่ได้ก็คือชุดสีดำเรียบๆ ที่มีกระดุมอยู่ด้านหลัง แต่สามารถใส่สลับฝั่งกันได้ (รูปแรกซ้ายบน)
เธอมีเสื้อแบบนี้ 7 ตัวเพื่อให้เพียงพอกับการใส่ตลอดทั้งสัปดาห์
ในแต่ละวันเธอจะเติมเครื่องประดับต่างๆ ลงไปในเสื้อผ้าชุดสุดธรรมดา
เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเสื้อชุดใหม่ สิ่งที่เธอเติมลงไปส่วนใหญ่เป็น accessory แนววินเทจ
ทำมือ มือสองบ้าง ทำเองบ้าง ชวนดีไซเนอร์มาออกแบบให้บ้าง
แล้วก็ถ่ายรูปลงในเว็บไซต์ www.theuniformproject.com ให้ดูทุกวันว่า
แฟชั่นกับความยั่งยืนนั้นก็สามารถไปด้วยกันได้
ใครดูแล้วอินก็สามารถส่ง accessory มาให้เธอได้
หรือไม่อย่างงั้นจะช่วยออกแบบการแต่งตัวมาเลยก็ได้
เป้าหมายที่สองก็คือ Sheena ต้องการระดมเงินบริจาคเพื่อมอบให้กับมูลนิธิ Akanksha
ซึ่งทำงานด้านการศึกษาในระดับรากหญ้าที่อินเดีย
ใครเข้ามาที่เว็บของเธอแล้วถูกใจก็สามารถร่วมบริจาคเงินได้
ยอดบริจาคล่าสุดผ่านหลักสามหมื่นเหรียญสหรัฐไปแล้ว
ดูจากรูปที่เธอโพสต์ไว้ในเว็บ คาดว่าเธอคงยังไม่หมดมุขง่ายๆ
และไอเดียในการแต่งตัวเหล่านี้ก็น่าจะแรงบันดาลใจชั้นดีให้สาวๆ เอาไป แต่งตามได้
เพราะแค่ช่วง 3 สัปดาห์แรก เว็บไซต์ของเธอก็มีคนมาเยี่ยมแล้วถึง 12.5 ล้านคลิก
ผมนึกถึงอีกประโยคของโคโค่ ชาแนล
“Fashion fades, only style remains the same.”
วิชาอะไร ครั้งที่ 8 สวัสดีปีใหม่ 2553
Posted by zcongklod on Dec 23, 2009

.
วิชาอะไรครั้งที่ 8 นี้ อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ จะชวนพวกเราคุยกันเรื่อง ‘ปีใหม่’
ปีใหม่คืออะไร?
สำคัญกับมนุษย์เรายังไง?
แล้วเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไรดีในปี 2553
ไม่มีปีเฮง ไม่มีปีชง
มีแต่วิธีคิด และวิธีใช้ชีวิต
ไม่ต้องลงชื่อล่วงหน้า และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ
สนใจก็มาร่วมฟังกันได้ในวันพุธที่ 6 มกราคม 2553 เวลา 18.15-20.30 น.
ที่ห้อง 16 ชั้น 2 British Council สยามสแควร์ (อยู่ที่อาคารจอดรถ /ศูนย์หนังสือจุฬาฯ)
ขอบคุณคุณดาว และบริติช เคานซิล สำหรับสถานที่ครับ
สุดท้ายนี้
สวัสดีปีใหม่ครับ : )
ซื้อ 1 แถม 1
Posted by zcongklod on Dec 20, 2009

ข้อความโฆษณา: “That’s the longest promotion since paper was invented/Use both side”
บริษัทโฆษณา: Daehong Communications ประเทศเกาหลี
นับเป็นแคมเปญที่เรียบ ง่าย แต่ โดนใจอย่างแรง
โปรโมชั่นใหม่ของกระดาษ Double A ในประเทศเกาหลี นั้นพาดหัวตัวโตว่า
‘ซื้อ 1 แถม 1′
เป็นใครจะไม่สน
พอเข้าไปอ่านใกล้ๆ ถึงเห็นว่า ที่เขียนว่า ‘ซื้อ 1 แถม 1′ น่ะ
จริงๆ แล้วคือ ‘ซื้อ 1 ด้าน แถม 1 ด้าน’ ต่างหาก
ข้อความบนแถบสีเขียวด้านหน้าเขียนไว้ว่า
‘นี่คือโปรโมชั่นที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่มีการผลิตกระดาษ’
ทิ้งจังหวะให้คิดนิดนึง แล้วค่อยตบด้วยคำเฉลยว่า
‘ใช้กระดาษ 2 หน้า’
เอ่อ จริงของเขา
พอพลิกมาดูด้านหลัง บนแถบสีเขียวก็มีข้อความว่า
‘ใช่แล้ว! ด้านนี้ฟรี’
นับว่าเป็นแคมเปญรณรงค์ให้คนใช้กระดาษ 2 หน้าที่ทรงอานุภาพมาก
เราทุกคนล้วนได้สิทธิ์ในการซื้อกระดาษแบบซื้อ 1 แถม 1 มาตั้งแต่วันที่กระดาษถูกผลิตขึ้นบนโลก
เสียดายที่หลายคนไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น
ถ้าเราชวนกันใช้กระดาษ 2 หน้า คงฟังดูไม่แปลกใหม่
ลองเปลี่ยนมาบอกว่า นี่คือโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1
อาจดึงดูดใจได้มากกว่า
แรงเล็ก แต่แรงไม่น้อย
Posted by zcongklod on Dec 16, 2009
.
เนื่องจากว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก
ภายใต้ดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้มีสายใยและห่วงโซ่ของความสัมพันธ์มากมายที่เรามองไม่เห็น
ไม่มีอะไรดำรงอยู่ได้ลำพัง โดยไม่ข้องเกี่ยวหรือส่งอิทธิพลต่อสิ่งอื่น
ตัวเราก็เช่นเดียวกัน
ถ้ามองจงเจาะลงไปเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหลายที่เกิดขึ้น
เราต่างมีส่วนเร่งให้มันรุนแรงขึ้น ไม่มากก็น้อย โดยรู้ตัว และไม่รู้ตัว
เราล้วนเป็นโซ่ข้อกลางที่เชื่อมให้ปัญหาเดินทางไปไม่สิ้นสุด
ทุกปัญหาใหญ่ เกิดขึ้นจากเรี่ยวแรงเล็กๆ ที่ค่อยๆ ส่งต่อกันมาจนรุนแรงและลุกลาม
แม้จะเป็นแรงเล็กๆ แต่ก็สามารถสร้างปัญหาใหญ่ได้
เช่น คราบน้ำมันจากบ้านเรือนของเราที่ปล่อยลงท่อระบายน้ำโดยไม่ได้รับการบำบัดก่อน
แม้จะเป็นเพียงแค่ช้อนชาเดียว แต่ก็สามารถทำให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเสียได้เป็นลิตร
ปัญหาโลกร้อนนั่นก็ใช่
ถ้าเรี่ยวแรงเล็กๆ สร้างปัญหาใหญ่ได้
เรี่ยวแรงเล็กๆ ก็แก้ปัญหาใหญ่ได้
พวกเรา เจ้าของพลังเล็กๆ ทุกคน สามารถร่วมเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมให้ทางแก้ปัญหาเดินทางต่อไปได้
อย่าเพิ่งคิดว่า เรี่ยวแรงเล็กๆ ของเราไม่มีค่า
WWF UK บอกเราผ่านการทำโฆษณาเรื่องนี้ว่า
“คุณไม่ได้อยู่คนเดียว พวกเรามีพลังมากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะถ้าเราลงมือทำร่วมกัน
สิ่งที่คุณทำสามารถสร้างความแตกต่างได้
คุณสามารถเป็นส่วนสำคัญของเส้นทางการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกได้”
มือเล็กๆ ของเราสามารถช่วย ‘ส่งต่อ’ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงได้
ถึงจะเป็นแค่แรงเล็กๆ แต่ก็เป็นแรงที่ไม่น้อยนะ
การเดินทางที่ชื่อ ‘ทางรถไฟใต้ดวงดาว’
Posted by zcongklod on Dec 13, 2009

.
ไปดู ‘ดาวเล็ก’ กับ ‘ทะเลน้อย ‘ กันครับ!
ทริปนี้อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์จะชวนพวกเรานั่งรถไฟไปสอนดูดาวที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง
ถ้าสนใจก็อ่านรายละเอียดที่อาจารย์ท่านเขียนมาได้เลยครับ
แรม 12 ค่ำ เดือน 4 (12 มีนาคม 2553) เป็นคืนที่ท้องฟ้าเกือบไร้แสงจันทร์ เหล่าสมาชิกโต๊ะโตะจังขมีขมันขึ้นรถไฟเพื่อไปหาสถานที่คุยกับหมู่ดาราให้เต็มอิ่ม ส่วนภาคกลางวันที่เหลืออยู่เราจะถือโอกาสล่องเรือแลเลน้อยกันแต่เช้าก่อนที่เหล่าปทุมมาขี้อายจะพากันหลบหน้าไปเสียก่อน เรื่องราวที่เล่ามานี้จะเกิดที่จังหวัดพัทลุงตามคำชักชวนของอาจารย์พนิดา (แอน) จันทรกรานต์ ผู้เป็นเจ้าถิ่นที่จะพาเราไปเที่ยวชมสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ และมีอยู่มากมายจนไม่สามารถจะเล่าให้ฟังจนหมดสิ้นได้ (จำไม่ได้)
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2553
13:00 พบกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง (รถไฟออกตอน 15.35 แปลว่า คนทำงานมาหลังบ่ายโมงได้นิดหน่อย ขึ้นที่บางซื่อ บางบำหรุ หรือศาลายาก็ได้) บนขบวนรถเร็วกรุงเทพ-ยะลา ชั้น 2 ตู้นอนพัดลม เพื่อจะได้โผล่หน้าชมทิวทัศน์สองข้างทาง และที่สำคัญที่สุด คือได้ชิมของอร่อยตามรายทางที่รถไฟแล่นผ่าน
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2553
07:00 ถึงพัทลุง (ลงรถไฟที่สถานีปากคลอง) โบกรถสองแถวไปทะเลน้อย (5 ก.ม.) เข้าที่พักล้างหน้า อาบน้ำ แล้วออกมาหาอาหารเช้าตามอัธยาศัย
08:30 ลงเรือแลเลน้อย ก่อนทั้งบัวและนกจะหลบลี้หนีหาย
12:00 พักกินข้าวเที่ยงที่ศาลานางเรียม กลางทะเล หรือที่บ้านพรานถ้าทำได้ แล้วตะลุยป่าดึกดำบรรพ์
14:00 กลับเข้าฝั่งเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ตัวแล้วออกเดินสำรวจหมู่บ้านชาวเลน้อยที่กำลังแปรเปลี่ยน
19:00 นัดพบที่ปลายสะพาน คุยให้มันในเรื่องของท้องฟ้าและดวงดาวจนกว่าจะพับกันหมดทุกคน
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553
06:00 เดินกำลังภายในรับพลังสุริยันกันให้เต็มเปี่ยม
07:00 หาเชื้อเพลิงใส่ท้องตามอัธยาศัย
08:00 ออกจากทะเลน้อยมุ่งหน้าสู่ทะเลหลวงทางรถยนต์ เยี่ยมวังเจ้าเมืองพัทลุง และวัดวัง ที่มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือระดับช่างหลวง
12:00 หาอาหารมื้อเที่ยงที่ริมหาดลำปำแล้วมุ่งหน้าสู่อำเภอปากพะยูน ข้ามไปดูชีวิตชาวประมงที่เกาะยาว
16:00 เดินทางกลับจากปากพะยูน แวะชมเมืองชัยบุรีที่มีกำแพงเมืองเป็นภูผาใหญ่
18:00 เข้าสู่ตัวเมืองพัทลุงหาอาหารเย็นตามอัธยาศัย
20:00 เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯด้วยรถด่วนปรับอากาศ
วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2553
10:50 ถึงกรุงเทพฯ ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง แยกย้ายกลับเคหา
คุณสมบัติของสมาชิก
อารมณ์สุนทรีย์
ชีวิตเรียบง่าย
ใส่ใจรอบข้าง
ค่าใช้จ่าย
ไม่รวมค่าอาหารทุกมื้อ 3,000 บาท ต่อคน รับจำนวน 40 คน
วิธีการสมัครเป็นเช่นนี้ครับ
1. ทริปนี้ใช้หลักสมัครก่อนได้ก่อน
2. เริ่มรับสมัครตั้งแต่ 00.01 ของวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552
3. ส่งข้อมูลดังต่อไปนี้: ชื่อ นามสกุล / ชื่อเล่น / เบอร์โทร / แนะนำตัวอย่างสั้น แบบที่เปิดเผยต่อเพื่อนร่วมทริปได้ / เหตุผลที่อยากไป / ทริปของอาจารย์ยงยุทธที่ชอบที่สุด (ถ้าเคยไป)
มาที่ zcongklod@yahoo.co.uk
4. สมัครครั้งละคนนะครับ หากสมัครเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมกัน เกรงว่าจะกระจายที่นั่งไม่ถ้วนทั่ว
5. รอรับอีเมลตอบกลับว่าเต็มหรือยัง ถ้ายัง ก็ได้ตั๋วครึ่งใบแล้วครับ (ตอนนี้เต็มจนล้นแล้วคร้าบ)
6. เนื่องจากว่าทริปนี้เราต้องจ่ายค่าตั๋วรถไฟล่วงหน้า ผู้ที่ได้รับการตอบกลับแล้ว ถ้าใครคอนเฟิร์มว่าไปชัวร์ รบกวนโอนเงินจำนวน 1,500 บาทเข้าบัญชี
วัฒนา ทัศนพาณิชย์
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาซันทาวเวอร์
เลขที่บัญชี 274-202-953-2
ภายในวันที่ 4 มกราคม 2553
ถ้าโอนเงินเรียบร้อยแล้ว รบกวนแจ้งคุณวัฒนา เบอร์ 081 827 0947 หรือ tasanapanich.wattana@total.com
ใครแจ้งแล้ว เป็นอันว่าได้ตั๋วเต็มใบ เตรียมเก็บกระเป๋าออกเดินทางกันได้เลย
ส่วนคนที่ไม่ได้โอนเงินภายในวันที่ 5 มกราคม 2553 ถือว่าสละสิทธิ์
หากมีผู้สมัครขาดตกไป จะติดต่อไปยังคนที่อยู่ใน waiting list ครับ
หวังว่าคงได้เดินทางร่วมกันนะครับ : )
ไปดู ‘ดาวเล็ก’ กับ ‘ทะเลน้อย ‘ กันครับ!
ทริปนี้อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์จะชวนพวกเรานั่งรถไฟไปดูดาวที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง
ถ้าสนใจก็อ่านรายละเอียดที่อาจารย์ท่านเขียนมาได้เลยครับ
แรม 12 ค่ำ เดือน 4 (12 มีนาคม 2553) เป็นคืนที่ท้องฟ้าเกือบไร้แสงจันทร์ เหล่าสมาชิกโต๊ะโตะจังขมีขมันขึ้นรถไฟเพื่อไปหาสถานที่คุยกับหมู่ดาราให้เต็มอิ่ม ส่วนภาคกลางวันที่เหลืออยู่เราจะถือโอกาสล่องเรือแลเลน้อยกันแต่เช้าก่อนที่เหล่าปทุมมาขี้อายจะพากันหลบหน้าไปเสียก่อน เรื่องราวที่เล่ามานี้จะเกิดที่จังหวัดพัทลุงตามคำชักชวนของอาจารย์พนิดา (แอน) จันทรกรานต์ ผู้เป็นเจ้าถิ่นที่จะพาเราไปเที่ยวชมสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ และมีอยู่มากมายจนไม่สามารถจะเล่าให้ฟังจนหมดสิ้นได้ (จำไม่ได้)
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2553
13:00 พบกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง บนขบวนรถเร็วกรุงเทพ-ยะลา ชั้น 2 ตู้นอนพัดลม เพื่อจะได้โผล่หน้าชมทิวทัศน์สองข้างทาง และที่สำคัญที่สุด คือได้ชิมของอร่อยตามรายทางที่รถไฟแล่นผ่าน
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2553
07:00 ถึงพัทลุง (ลงรถไฟที่สถานีปากคลอง) โบกรถสองแถวไปทะเลน้อย (5 ก.ม.) เข้าที่พักล้างหน้า อาบน้ำ แล้วออกมาหาอาหารเช้าตามอัธยาศัย
08:30 ลงเรือแลเลน้อย ก่อนทั้งบัวและนกจะหลบลี้หนีหาย
12:00 พักกินข้าวเที่ยงที่ศาลานางเรียม กลางทะเล หรือที่บ้านพรานถ้าทำได้ แล้วตะลุยป่าดึกดำบรรพ์
14:00 กลับเข้าฝั่งเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ตัวแล้วออกเดินสำรวจหมู่บ้านชาวเลน้อยที่กำลังแปรเปลี่ยน
19:00 นัดพบที่ปลายสะพาน คุยให้มันในเรื่องของท้องฟ้าและดวงดาวจนกว่าจะพับกันหมดทุกคน
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553
06:00 เดินกำลังภายในรับพลังสุริยันกันให้เต็มเปี่ยม
07:00 หาเชื้อเพลิงใส่ท้องตามอัธยาศัย
08:00 ออกจากทะเลน้อยมุ่งหน้าสู่ทะเลหลวงทางรถยนต์ เยี่ยมวังเจ้าเมืองพัทลุง และวัดวัง ที่มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือระดับช่างหลวง
12:00 หาอาหารมื้อเที่ยงที่ริมหาดลำปำแล้วมุ่งหน้าสู่อำเภอปากพะยูน ข้ามไปดูชีวิตชาวประมงที่เกาะยาว
16:00 เดินทางกลับจากปากพะยูน แวะชมเมืองชัยบุรีที่มีกำแพงเมืองเป็นภูผาใหญ่
18:00 เข้าสู่ตัวเมืองพัทลุงหาอาหารเย็นตามอัธยาศัย
20:00 เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯด้วยรถด่วนปรับอากาศ
วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2553
10:50 ถึงกรุงเทพฯ ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง แยกย้ายกลับเคหา
คุณสมบัติของสมาชิก
อารมณ์สุนทรีย์
ชีวิตเรียบง่าย
ใส่ใจรอบข้าง
ค่าใช้จ่าย
ไม่รวมค่าอาหารทุกมื้อ 3,000 บาท ต่อคน รับจำนวน 40 คน
วิธีการสมัครเป็นเช่นนี้ครับ
1.ทริปนี้ใช้หลักสมัครก่อนได้ก่อน
2.เริ่มรับสมัครตั้งแต่ 00.01 ของวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552
3.ส่งข้อมูลดังต่อไปนี้: ชื่อ นามสกุล / ชื่อเล่น / เบอร์โทร / แนะนำตัวอย่างสั้น แบบที่เปิดเผยต่อเพื่อนร่วมทริปได้ / เหตุผลที่อยากไป / ทริปของอาจารย์ยงยุทธที่ชอบที่สุด (ถ้าเคยไป)
มาที่ zcongklod@yahoo.co.uk
4. สมัครครั้งละคนแล้วกันนะครับ หากสมัครเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมกัน เกรงว่าจะกระจายที่นั่งไม่ถ้วนทั่ว
5.รอรับอีเมลตอบกลับว่าเต็มหรือยัง ถ้ายัง ก็ได้ตั๋วครึ่งใบแล้วครับ
6. เนื่องจากว่าทริปนี้เราต้องจ่ายค่าตั๋วรถไฟล่วงหน้า ผู้ที่ได้รับการตอบกลับแล้ว ถ้าใครคอนเฟิร์มว่าไปชัวร์ รบกวนโอนเงินจำนวน 1,500 บาทเข้าบัญชี
วัฒนา ทัศนพาณิชย์
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาซันทาวเวอร์
เลขที่บัญชี 274-202-953-2
ภายในวันที่ 4 มกราคม 2553
ถ้าโอนเงินเรียบร้อยแล้ว รบกวนแจ้งคุณวัฒนา เบอร์ 081 827 0947 หรือ tasanapanich.wattana@total.com
ใครแจ้งแล้วเป็นอันว่าได้ตั๋วเต็มใบ เตรียมเก็บกระเป๋าออกเดินทางกันได้เลย
ส่วนคนที่ไม่ได้โอนเงินภายในวันที่ 5 มกราคม 2553 ถือว่าสละสิทธิ์
หากมีผู้สมัครขาดตกไป จะติดต่อไปยังคนที่อยู่ใน waiting list ครับ
หวังว่าคงได้เดินทางร่วมกันนะครับ : )
เตรียมตัวตีตั๋ว
Posted by zcongklod on Dec 12, 2009
ราวกับเปิดกิจการรับจัดกิจกรรม
อะไรมันจะมากมาย ยุบยิบ กิ๊บกั๊บขนาดนั้น!
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาดูกันเลยดีกว่าครับ
ใครสนใจงานไหนก็ขอเชิญนะครับ
1
โครงการ a team junior
จัดกันมาเป็นปีที่ 7 แล้วครับ สำหรับสุดยอดโครงการสำหรับน้องๆ นักศึกษาที่อยากเรียนรู้การทำนิตยสารแบบได้ลงไม้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน
นอกจากจะได้ทำ a day เอง 1 ฉบับเช่นปีที่ผ่านๆ มาแล้ว ปีนี้เรายังมีสุดยอดเวิร์กช็อปสอนทุกกลเม็ดในการทำนิตยสารให้น้องๆ ด้วย ทั้งการเขียน ถ่ายภาพ กราฟิก พิสูจน์อักษร
รายชื่อวิทยากรต่อไปนี้ การันตีความรู้และแรงบันดาลใจครับ
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, ทรงกลด บางยี่ขัน, นิ้วกลม, นิติพัฒน์ สุขสวย, ธนนนท์ ธนากรกานต์, ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์, ทรงพลัง อย่างแรง, จิรณรงค์ วงศ์สุนทร, รุ่งนภา คาน, วาริณี วรวิทยานนท์, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, บองเต่า, กองโต และ a team
สนใจก็เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่นี่
หมดเขตสมัคร 7 มกราคม 2553 นะครับ
2
วิชาอะไร ครั้งที่ 8 ตอน เราจะอยู่ยังไงในปี 2553
อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ จะเปิดห้องเรียน ชวนคุยเรื่องเราจะใช้ชีวิตยังไงกันดีในปีหน้า
เตรียมสมุดปากกามาจดคำคมๆ กลับไปได้เลย
ใครสนใจก็เข้าไปร่วมฟังได้ฟรีๆ
วันพุธที่ 6 มกราคม 2553 เวลา 18.15-20.30 น.
ที่ห้อง 16 ชั้น 2 British Council สยามสแควร์ (อยู่ที่อาคารจอดรถ /ศูนย์หนังสือจุฬาฯ)
3
ทริปเที่ยวไปคิดไป
ได้ดูรายการหนึ่งวันเดียวกัน ตอนเที่ยวไปคิดไป ที่อาจารย์ยงยุทธ พาเที่ยวกรุงเทพฯ กันไหมครับ
ถ้าไม่ได้ดู คลิกไปดูที่นี่ได้นะครับ
ถ้าใครดูแล้วสนใจอยากไปเดินเที่ยวกับอาจารย์บ้าง โอกาสนั้นมาถึงแล้ว
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2553 เจอกัน 7 โมงเช้าที่หน้าโบสถ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง)
อาจารย์ท่านจะพาเดินทัวร์เกาะรัตน์โกสินทร์ตั้งแต่เช้า ไปจนบ่าย (หรือจนกว่าจะหมดแรง)
ไม่ต้องลงชื่อ ไม่มีค่าใช้จ่าย
ใครอยากไปก็เจอกัน
4
a day workshop ครั้งที่ 2 เมฆอินไทยแลนด์
นักดูเมฆขั้นเซียนเหยียบเมฆอย่างดร.บัญชา บุญธนสมบัติ จะเปิดคอร์สสอนดูเมฆแบบจริงจัง
เสียดายก็แต่ว่า ดันมาจัดวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2553 13.00-15.00 น.
(สงสัยว่าวันนี้เป็นวันครู เลยมีกิจกรรมการเรียนรู้มากมาย)
ใครสนใจก็อ่านรายละเอียดการสมัครได้ที่นี่นะครับ
5
ทริปน้ำต้มผักก็ว่าหวาน
การเดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนรู้วิถีพึ่งตัวเองกับพี่โจ โจน จันใด ที่เชียงใหม่
จะออกเดินทางกันเย็นวันพฤหัสที่ 11 กุมภาพันธ์ 53 กลับมาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันจันทร์ที่ 15
เดิมทีทริปนี้จะจัดในนามกลุ่ม ‘หิน ถาม ทาง’ แต่สมาชิกทุกคนล้วนกำลังยุ่งเหยิง
เลยกลับมาจัดกันแบบง่ายๆ อย่างที่เคยๆ เป็นครับ : )
แต่ที่พิเศษนิดนึงก็คือ ทริปนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ April Truth’s Day สำหรับปีหน้า
เราจะกลับมาเล่าความจริงเรื่อง ‘อาหาร’ กัน
ทริปนี้รับผู้ร่วมเดินทางได้ประมาณเกือบๆ สามสิบชีวิต
แค่คาดว่าคงไม่แข่งขันเยอะ
เพราะวันที่ 14 ก.พ. นั้น ตรงกับทั้งวันวาเลนไทน์ และตรุษจีน
ตอนนี้กำลังจะทบทวนโปรแกรม แล้วคำนวณค่าใช้จ่ายครับ
ปลายธ.ค. ไม่ก็ต้นม.ค. น่าจะเปิดให้สมัครกันเนอะ
6
ทริปทางรถไฟใต้ดวงดาว
รายละเอียดสั้นๆ ก็คือ
ทริปนี้อาจารย์ยงยุทธ์จะสอนดูดาวที่ทะเลน้อย พัทลุง
เดินทางด้วยรถไฟ ออกจากกรุงเทพฯ วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2553 เวลา 15.30
กลับถึงกรุงเทพฯ วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2553 เวลา 10.50 น.
ทริปนี้มีชื่อว่า ‘ทางรถไฟใต้ดวงดาว’
และมีสโลแกนว่า ‘ดาวเล็ก ทะเลน้อย’
ค่าใช้จ่ายคนละ 3,000 บาทไทย
เนื่้องจากว่า ทริปนี้ต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าตั๋วรถไฟก่อน
อาจารย์ท่านเลยแนะนำว่า ให้ใช้วิธีสมัครก่อนได้ก่อน พอคอนเฟิร์มปุ๊บจ่ายเงินปั๊บ
เปิดรับสมัครวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552
รออ่านรายละเอียดแบบเต็มๆ พรุ่งนี้ครับ
เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้ครับผม
The World Wants A Real Deal
Posted by zcongklod on Dec 10, 2009
เจ้าของโฆษณา: Moms Against Climate Change (Environmental Defence Canada & ForestEthics)
บริษัทโฆษณา: Advertising Agency: Zig, USA
เพื่อให้การชมโฆษณาและการอ่านออกรสออกชาติอย่างเต็มที่
แนะนำว่าควรดูคลิกดูหนังโฆษณาเรื่องนี้ก่อนครับ
(พักชมโฆษณาสักครู่)
ต่อไปนี้เป็นช่วงเนื้อหานะครับ ไม่ใช่ช่วงโฆษณา
ถ้าใครพอจะตามข่าวปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่บ้าง
น่าจะพอทราบว่า ในระดับนานาชาติมีการขับเคลื่อนอย่างหนึ่งโดย
ผู้แทนจากประเทศสมาชิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change)
ได้จัดประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหาโลกร้อนกันมาโดยตลอด
การประชุมนี้เรียกสั้นๆ ว่า COP (Conference Of the Parties)
ครั้งที่ดังหน่อยก็คือ COP 3 ที่โตเกียว ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ ‘พิธีสารเกียวโต’
เวลาผ่านไป 14 ปี ก็ล่วงมาถึง COP 15 ที่โคเปนเฮเกน
ซึ่งกำลังประชุมกันอยู่ ในช่วงระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคมนี้
จุดที่ทำให้ COP 15 เป็นที่พูดถึงค่อนข้างมากก็คือ
ครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป หลังจากที่พันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลงในปี 2552 นี้
พิธีสารเกียวโตนั้นร่างขึ้นมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ในวันที่ผลกระทบของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่รุนแรงขนาดนี้
และผู้คนยังไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากมายทั่วโลกอย่างนี้
ข้อกำหนดต่างๆ เลยร่างขึ้นมาอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
ถึงวันนี้ มาตรฐานในการลดการปล่อย รวมถึงความเคร่งครัดของพิธีสารเกียวโต ถูกวิจารณ์กันมากว่า
ไม่น่าจะช่วยกอบกู้โลกได้ทันท่วงที
การประชุมครั้งนี้เลยพยายามหาข้อสรุปว่า การแก้ปัญหาในระดับโลกจะเคลื่อนยังไงต่อไป
ในห้องประชุมก็ประชุมกันไป
นอกห้องประชุม ก็มีประชาชน และองค์กรต่างๆ ออกมารวมตัวกันอย่างสันติ
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำของแต่ละประเทศที่กำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม ช่วยหาทางแก้ปัญหาที่จริงจังหน่อย
ไม่ใช่มานั่งพูดประโยคสวยๆ ใส่กัน แล้วก็จากกันไปแบบไร้ทางออกที่นำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมือนอย่างครั้งที่ผ่านๆ มา
นั่นเลยนำมาซึ่งแคมเปญนี้มีชื่อว่า The World Wants a Real Deal
จัดกันทั่วโลกโดยองค์กรสิ่งแวดล้อมทั้งใหญ่ทั้งเลข ตัวเลขล่าสุด มีการจัดกิจกรรมชวนคนที่คิดเห็นตรงกันมารวมตัวกัน
2,723 แห่ง ใน 136 ประเทศ
ประเทศไทยของเราก็มีครับ
จัดโดย มูลนิธิโลกสีเขียว, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
และเครือข่ายชาวกรุงเทพฯ ผู้ห่วงใยภาวะโลกร้อน
งานมีวันที่ 12 ธันวาคม 2552 เวลา 16.00-17.00 น. ที่ลานคนเมือง หน้าเสาชิงช้า
ทีมงานแจ้งว่า ถ้าเดินทาง และร่วมงานอย่างประหยัดพลังงานได้ทุกคน จะดีมากๆ
ผมเชื่อว่า หลายคนคงมีคำถามกับกิจกรรมแนวนี้ว่า ทำเพื่ออะไร
การนัดมารวมตัวกันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ผมก็ไม่ทราบครับว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
แต่อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนในเชิงนโยบาย
แค่มารวมตัวกันเพื่อบอกสิ่งที่อยากบอก กับผู้ที่ควรได้รับทราบ
ปัญหานี้มีตัวตน
และผู้ที่อยากให้แก้ปัญหาก็มีตัวตน
กลับมาที่งานโฆษณาของ Moms Against Climate Change
ผมชอบประโยคสุดท้าย ซึ่งเล่าถึงที่มาว่าทำไมเด็กเหล่านี้ถึงมารวมตัวกันประท้วง
If our children knew ‘the fact’ we do, they’d take action.
Shouldn’t you?
รีบแก้ในสิ่งที่เราทำ
หรือจะรอให้คนที่ไม่ได้ทำลุกขึ้นมาแก้?
ฝันซ้อนฝัน
Posted by zcongklod on Nov 19, 2009

.
เรื่องนี้เหมือนฝันซ้อนฝัน
ความฝันของคนเล็กในเมืองใหญ่ยังคงเป็นประเด็นคลาสสิกตลอดกาลที่เล่าขานกันได้ทุกยุคทุกสมัย
ผู้คนหลากหลายต่างเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อแสวงหาสิ่งที่ต่างกัน
ส่วนใหญ่เรามักจะเข้าใจว่า
คนเล็กเหล่านี้หนีความแร้นแค้นในเมืองแล้งเข้ามาหาโอกาสทำงานเพื่อเก็บเงินเก็บทอง
บ้างก็เก็บตอนเช้าไว้กินตอนค่ำ บ้างก็เก็บสะสมได้เป็นกอบเป็นกำ
ส่วนจะหอบกลับไปทำอะไร นั่นก็เป็นเรื่องของเขา
บางคนไม่ได้เข้าเมืองมาเพื่อหาเงิน พวกเขาเข้ามาตามหาความฝัน
ถึงไม่ได้ตั้งใจเข้ามาหาเงิน แต่พวกเขาก็ต้องใช้เงิน
เยอะด้วย
ในตำนานการต่อสู้เพื่อความฝันสัญชาติไทย
เรื่องราวมักเทไปขมวดปมเข้มข้นตรงการใช้ไอเดียพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
เรื่องการทุ่มเทพลังกายพลังใจฝ่าฟันปัญหานั้นเป็นประเด็นใหญ่แต่อาจจะไม่ที่สุด
เพราะนักล่าฝันไม่ว่าจะวงการไหนๆ มักจะเริ่มต้นก้าวสู่เส้นทางของความฝัน
ด้วยแต้มต่อที่ตัวเองมี มากบ้าง น้อยบ้าง
แต่เรื่องราวของนักล่าฝันชาวญี่ปุ่นนั้นต่างไป เพราะเรื่องมักจะเริ่มต้นจากภาวะติดลบ
ก่อนจะฝึกฝนพัฒนาทักษะและปัญญา พวกเขาต้องต่อสู้กับปัญหาปากท้องก่อน
ขณะที่นักเรียนด้านการออกแบบของเราเริ่มต้นด้วยการคิดว่า
พรุ่งนี้จะซื้อหาเครื่องมือรุ่นไหน ไปเฉิดฉายหาแรงบันดาลใจที่ไหน
นักเรียนด้านการออกแบบของญี่ปุ่น เริ่มต้นด้วยการคิดว่า พรุ่งนี้จะกินอะไร
มีหนุ่มสาวจำนวนมากจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามาที่โตเกียวพร้อมกับความฝันและเป้าหมาย
ยังไม่ต้องคิดว่า ทำยังไงถึงจะไปถึงฝันนั้นได้
สิ่งแรกที่พวกเขาต้องคิดก็คือ จะทำงานพาร์ตไทม์อะไรถึงจะมีเงินพอสำหรับจ่ายค่าเช่าบ้าน
และค่าครองชีพมหาโหดในกรุงโตเกียว
พอจ่ายใบเสร็จค่าครองชีพพื้นฐานครบทุกใบแล้ว
นักเรียนสายออกแบบทั้งหลายก็ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับจ่ายค่าอุปกรณ์ในการทำงาน
แล้วพวกเขาก็คงเป็นนักออกแบบที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่อ่านหนังสือ ดูหนัง ชมละครเวที และทัศนางานศิลปะ
ยิ่งอยากได้แรงบันดาลใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องจ่ายมากเท่านั้น
ฝันก้อนใหญ่ต้องใช้พลังงานเยอะ
ฝันไกลก็ต้องใช้พลังงานในการบริหารสมองเยอะ
หากอยากบริหารสมองเยอะ ก็ต้องออกแรงทำงานพาร์ตไทม์เพิ่ม จะได้มีเสบียงอย่างเพียงพอ
Yamamoto Shigeru ชายวัย 31 ปี สนใจปัญหานี้มาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย
เขาไม่ได้มองมันในแง่ของปัญหาสวัสดิการสังคมแสนซับซ้อน
เขามองมันง่ายๆ เพียงแค่
วัย 18-30 ปีเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญมาก
เพราะมันคือช่วงที่เราจะพัฒนาความสามารถของตัวเองไปสู่สิ่งที่เราอยากเป็น
จะทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับชีวิตในช่วงนี้
คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในโตเกียวเป็นคนมีความฝัน
มีความสามารถ มีความคิด และมีพลัง
หากพวกเขาต้องหมดพลังส่วนใหญ่ไปกับเรื่องปากท้อง ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย
ยามาโมโตะเลยคิดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ชื่อ KOTOBA NO ATORIE ขึ้นมา
โดยมีเป้าหมายปลายทางแบบญี่ปุ่นจ๋าว่า
ต้องการสร้างสังคมที่เยาวชนสามารถมีความหวังในอนาคตของพวกเขาได้
องค์กรของเขามีโครงการที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น Japan Institute for dropout prevention
ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนักศึกษาต้องหลุดจากวงโคจรการศึกษาไปเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์
โครงการ Academy novel Jinbocho เป็นโครงการพัฒนาวิชาชีพแบบสุดเก๋
แทนที่จะไปสอนเสริมสวย
เขาเลือกที่สอนทักษะการเขียนงานวรรณกรรมและการ์ตูนให้ผู้ที่สนใจในด้านนี้แบบฟรีๆ
อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญคือ การ์ตูน
เรื่องราวในการ์ตูนคือความฝันของใครหลายคน
การใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนก็เลยเป็นเหมือนความฝัน 2 ชั้น
เป็นฝันที่ซ้อนอยู่บนฝันอีกที
โครงการที่โดดเด่นที่สุดของยามาโมโตะคือ Tokiwa Inn Project
หรือบ้านเช่าราคาถูกสำหรับนักเขียนการ์ตูน
ไม่ว่าศิลปินแขนงไหนๆ ในช่วงเวลาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จล้วนยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น
นักเขียนการ์ตูนก็อยู่ในข่ายนั้น
เมื่อมีที่พักราคาถูกมาก พร้อมสาธารณูปโภคที่จำเป็นครบครัน
และแวดล้อมไปด้วยคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเหมือนกัน
ที่นี่ย่อมเป็นสวรรค์ของการ์ตูนนิสต์แดนอาทิตย์อุทัย
โครงการนี้เอาบ้านเก่ามาตกแต่งและจัดสรรปันส่วนใหม่
แล้วก็ตั้งราคาเช่าในระดับที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งสามารถเอื้อมถึง
จากนั้นก็คัดสรรนักเขียนการ์ตูนที่มีความมุ่งมั่น มีทักษะการสื่อสารที่ดี
และทำงานเป็นทีมได้ (ซึ่งน่าจะแปลว่า อยู่ร่วมกับคนอื่นได้)
เมื่อได้นักเขียนการ์ตูนในวัย 18-30 ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ตั้งไว้ ก็เซ็นสัญญากันแบบปีต่อปี
ในเงื่อนไขว่า รวมแล้วอยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี
3 ปีน่าจะนานพอสำหรับการขยับฐานะจากนักเขียนการ์ตูนโนเนมไปสู่นักเขียนการ์ตูนที่พอจะมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
ไม่ใช่แค่ ใช้เช่าบ้านเท่านั้น
โครงการนี้ยังช่วยติดต่อสำนักพิมพ์และหาทางสร้างโอกาสในรูปแบบต่างๆ ให้ด้วย
ตอนนี้มีบ้านเช่าราคาถูกสำหรับนักเขียนการ์ตูนทั้งหมด 12 หลัง
รับรองนักเขียนการ์ตูนอยู่ทั้งหมด 64 คน และยังมีคนที่ลงชื่อต่อคิวรอยาวเป็นหางว่าว
สิ่งที่เขาทำ ส่งให้ยามาโมโตะกลายเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ทั้งในแง่ความดัง (มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กประวัติตัวเองด้วย)
และในแง่การยอมรับ เขาได้รับรางวัลด้านผู้ประกอบการทางสังคมไม่น้อยเลยทีเดียว
โครงการของเขามีคุณค่าเพราะ เขาไม่ได้ทำบ้านเช่าเอื้ออาทร
แต่เขามองว่า เยาวชนเหล่านี้คืออนาคตของญี่ปุ่น
เขาอยากช่วยให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ต่อสู้กับปัญหาอันจะนำไปสู่การเติบโต
สุดท้าย เขาอยากทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า
สังคมนี้เป็นสังคมที่คนหนุ่มสาวสามารถมีความหวังในอนาคตของพวกเขาได้
ผมเห็นด้วย สังคมที่หนุ่มสาวไม่มีหวังในความฝัน มันคงเป็นสังคมที่สิ้นหวังมาก
ผมชอบโครงการสนับสนุนความฝันในการสร้างฝันผ่านการ์ตูน
ถ้าลบซ้อนลบเป็นบวก
ฝันซ้อนฝันก็น่าจะเป็นจริง
วิชาอะไร
Posted by zcongklod on Nov 12, 2009

‘
วิชาอะไร ครั้งที่ 7 ตอน คำถาม
เปิดเทอมแล้วครับ สำหรับคลาส ‘วิชาอะไร’ ของอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์
ครั้งนี้เราจะเรียนกันเรื่อง ‘คำถาม’
อธิบายกันแบบสั้นๆ ง่ายๆ แค่นั้น
เจอกันวันพุธที่ 18 พ.ย. 52 เวลา 18.00-20.30 น.
ที่ห้อง 16 ชั้น 2 British Council สยามสแควร์
เนื่องจากตึกจุลฯ ปิดซ่อมยาว เราเลยย้ายที่คุย
ขอบคุณ British Council สำหรับสถานที่นะครับ
แล้วพบกันครับ
หวังว่าทุกคนจะมีคำถามนะครับ
ประโยชน์ใช้สอย ประโยชน์ใช้สวย
Posted by zcongklod on Nov 11, 2009


ความเป็นนักประดิษฐ์ของญี่ปุ่นนั้นน่าจะอยู่สายเลือด
อยู่ในสัญชาตญาณ และอยู่ในวิญญาณ
อย่างที่เราเห็นเครื่องยนต์กลไกไฮเทคจำนวนมากตีตราว่าเมดอินเจแปน
ความก้าวล้ำนำสมัยในเทคโนโลยีของแดนปลาดิบเป็นเรื่องน่ายกย่อง
แต่ความช่างคิดในการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นเรื่องน่าสนใจ
ผมชอบศาสตร์แห่งการพับกระดาษ์ของญี่ปุ่นหรือที่ชาวนิปปอนเรียกว่า โอริกามิ
คนญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนกระดาษ 1 แผ่นให้กลายเป็นอะไรได้มากมายด้วยการพับ
หนำซ้ำมันยังไม่ใช่การพับแบบตามขนบทุกกระเบียด
เห็นปลาคาร์ฟว่ายอยู่ในน้ำ เขาก็เอากระดาษมาพับให้เหมือนปลาตัวนั้นได้
ตาเห็นอะไร มือก็พับได้แบบนั้น
ยิ่งพอรู้ว่าวงการวิทยาศาสตร์หยิบยืมเอาเทคนิคการพับนี้ไปใช้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
ผมก็ยิ่งประทับใจในภูมิปัญญาเล็กๆ นี้
นอกจากโอริกามิ ตอนนี้ผมกำลังสนใจ ฟุโรชิกิ
อธิบายอย่างง่าย ฟุโรชิกิ คือ การใช้ผ้าหนึ่งผืนห่อของ เพื่อป้องกันการแตกหัก
เพื่อให้ถือได้ง่าย และเพื่อความสวยงามแบบเดียวกับกระดาษห่อของขวัญ
ฟุโรชิกิถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 14
แรกสุดมันถูกใช้ห่อเสื้อผ้าเพื่อถือไปร้านอาบน้ำสาธารณะ
จากนั้นมันก็ถูกนำไปใช้กับการห่อสินค้าตามร้านทั่วไป
ไม่ใช่ห่อเพื่อให้ดูมิดชิด แต่เป็นการห่อเพื่อให้ถือจับกลับบ้านได้อย่างสะดวก
หรือห่อด้วยลีลาอย่างวิจิตรพิสดารเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับของกำนัล
เรียกว่ามีทั้งประโยชน์ใช้สอย และประโยชนใช้สวย
ไม่มีการกำหนดขนาดตายตัวของฟุโรชิกิ มันเลยมีตั้งแต่ขนาดเหมาะมือไปจนถึงใหญ่กว่าผ้าปูที่นอน แต่ขนาดมาตรฐานอยู่ราวๆ 45 x 68-72 เซนติเมตร
ความน่าสนใจของผ้าสี่เหลี่ยมผืนนี้คือ มันสามารถนำไปห่ออะไรก็ได้ รูปทรงใดก็ได้
อาศัยแค่จินตนาการกับเทคนิคการผูก พับ จับ ม้วน เท่านั้น
พอถึงบ้านก็คลี่กลับเก็บ พร้อมกางมาใช้ใหม่ได้ไม่รู้จบ
ฟุโรชิกิอยู่คู่กับสังคมญี่ปุ่นมานาน จนถึงช่วงหลังสงครามที่ถุงพลาสติกเริ่มเข้ามามีบทบาท
ชาวอาทิตย์อุทัยก็เริ่มหันไปใช้ถุงพลาสติกแทน เพราะรู้สึกว่าสะดวกกว่า
ฟุโรชิกิเลยลดบทบาทลงจนเกือบสูญพันธุ์ แต่ก็ยังใช้ห่อกล่องข้าวกันบ้าง
(อย่างที่เราเห็นในหนังและการ์ตูน)
ข้อดีคือ เมื่อคลี่ออกมาแล้ว เรายังสามารถใช้มันปูรองกล่องข้าวได้ด้วย
และอีกอย่างที่ยังเห็นบ่อยก็คือ ใช้ห่อของขวัญ
เดิมที ฟูโรชิกิไม่ได้เป็นอะไรมากกว่า เทคนิคการห่อของแบบโบราณที่คนแทบไม่ใช้กันแล้ว
จนกระทั่งยูริโกะ โคะอิเกะ รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น หยิบมันมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดปัญหาขยะเมื่อปี 2549
ในญี่ปุ่นมีปริมาณขยะจากถุงพลาสติกเพียงอย่างเดียวมากถึง 60 ตันต่อปี
แต่ละประเทศต่างก็มีวิธีจัดการกับปัญหานี้ต่างกันออกไป
ยากบ้าง ง่ายบ้าง ไม้นวมบ้าง ไม้แข็งบ้าง
แต่ญี่ปุ่นขอแก้ปัญหาด้วยการใช้ฟุโรชิกิ สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาเอง
เมื่อพูดถึงฟุโรชิกิ สิ่งแรกที่คนนึกถึงคือ มันมีความเป็นญี่ปุ่นจ๋า แต่ว่าดูแก่และเชย
แต่เมื่อนำเสนอมันอย่างถูกที่ถูกเวลา
ฟุโรชิกิเลยกลายเป็นของสุดเก๋ที่แสนจะเหมาะกับยุคสมัยนี้มาก
ทั้งในแง่แฟชั่น และสิ่งแวดล้อม
มันดีกว่ากระเป๋าใดๆ ในโลก เพราะมันคือผ้าผืนเดียวที่สามารถใช้ห่ออะไรก็ได้
นำกลับมาใช้ซ้ำกี่ครั้งก็ได้ ไม่กินพื้นที่ ไม่ซ้ำใคร
ฟังก์ชั่นไม่น้อยไปกว่าถุงพลาสติก และเท่กว่าถุงผ้าเป็นไหนๆ
ยูริโกะ โคะอิเกะ ไม่ได้แค่ออกมารณรงค์ให้คนกลับมาใช้ฟุโรชิกิ
แต่เธอทำเป็นโครงการใหญ่โต สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับฟุโรชิกิ
ฟุโรชิกิที่เธอทำออกมาเรียกว่า มอตไตไน ฟุโรชิกิ (Mottainai Furoshiki)
คำว่า มอตไตไน แปลว่า เสียดาย แต่ทีมผู้จัดตั้งใจจะหมายความว่า
รู้สึกอายที่ปล่อยให้บางอย่างกลายเป็นขยะโดยที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
สิ่งพิเศษสุดๆ ของฟุโรชิกิรุ่นนี้คือ เนื้อผ้าทอจากขวดพลาสติกรีไซเคิล
นอกจากทำผ้าแล้ว ก็ยังทำชาร์ตสอนวิธีห่อฟุโรชิกิแบบต่างๆ
ทั้งห่อหนังสือ ขวดไวน์ แตงโม ฯลฯ คลิปเคลื่อนไหวก็มีให้ดูใน Youtube
การชวนกันมาใช้ฟุโรชิกิแทนถุงพลาสติกเลยน่าสนใจมาก
เพราะมันทั้งสวยเก๋ เท่กว่าถุงผ้า และอีกหลายๆ ถุง
ที่สำคัญ มันแสดงถึงรากเหง้าของชาวญี่ปุ่นเต็มร้อย
งานนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนแต่ฝั่งรัฐบาล
ทางฝ่ายศิลปินรุ่นใหม่ราว 30 คนก็ยังรวมตัวกันออกแบบฟุโรชิกิด้วยหลายไอเดีย
เพื่อให้สอดรับกับสังคมยุคนี้ ไม่อย่างนั้นใช้แล้วกลายเป็นป้าแก่ๆ ได้
พวกเขาเลยเล่นกับทั้งลายผ้า เนื้อผ้า
ดีไซเนอร์บางคนมองว่า ฟุโรชิกิเปลี่ยนรูปร่างไปตามสิ่งที่ห่อ ตัวมันเลยไร้รูปร่าง
แล้วว่าก็ออกแบบตามคอนเซปต์นี้
บางคนก็มองว่า ฟุโรชิกิต้องการสมองคน เพราะเราต้องคิดวิธีที่จะใช้มันเอง
ไม่ใช่ออกแบบลายเท่านั้น ศิลปินเหล่านี้ยังคิดวิธีห่อแบบใหม่
สำหรับห่อในสิ่งที่พวกเขาอยากห่อด้วย
บางคนถึงขนาดเอาไปห่อหมา!
ตอนนี้ฟุโรชิกิเป็นสิ่งที่แสนแมส สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีเว็บขายเป็นเรื่องเป็นราว
สิ่งที่ควรรู้ก็คือ เวลาเลือกซื้อเราต้องดูทั้งสองด้าน ไม่ใช่ดูด้านเดียวเหมือนซื้อผ้าทั่วไป
เพราะสีด้านหลังจะเป็นตัวเพิ่ม ตัวเบรก ตัวตัด กับลายด้านหน้า เวลาห่อ
ตอนนี้คนเลยหันมาใช้ฟุโรชิกิห่อของขวัญกันมากขึ้น
เพราะนอกจากมันจะทำหน้าที่เป็นผ้าห่อแล้ว
ตัวมันยังทำหน้าที่เป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่งด้วย
การกลับไปหารากเหง้าของตัวเองครั้งนี้
ทำให้ญี่ปุ่นพบวิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แสนจะมีเสน่ห์ และน่าภูมิใจ
ถึงขนาดประกาศให้ทั้งโลกหันมาใช้ฟุโรชิกิเลยทีเดียว
รายชื่อ อุทัยทริป
Posted by zcongklod on Nov 10, 2009
รายชื่อผู้ร่วมทริปมาแล้วครับ
เบ็ดเสร็จทั้งสิ้น 38 คน
แล้วผมจะส่งอีเมลไปนัดแนะกันอีกทีนะครับ
น่าจะช่วงปลายสัปดาห์นี้ต้นสัปดาห์หน้า
แล้วพบกันครับ : )
1. จิว ชาคร
2. อาจารย์แก้ว ภรพัสุ
3. อ้อ ศิริวรรณ
4. ธิ ธิดารัตน์
5. โหน่ง อาภาภรณ์
6. ป๋อม ภัทรามน
7. โจ้ นทธัญ
8. พีรพล
9. จิ๋ง สิริฉัตร
10. นุ้ก วรนุช
11. นุ้ย ภานุพัฒน์
12. แตง จันทิมา
13. กบ ปรียาพร
14. ฝ้าย ณัฐริกา
15. นิด จิตรา
16. ยุ้ย ชัชวรรณ
17. กิ๊บ ดรรชนี
18. เป็ก อานันท์
19. พลอย ปิยพร
20. ยม นิยม
21. เอ๋ นันทวัน
22. ซุง พจนา
23. พึ่งพา ปันเจริญ
24. นก นันทินี
25. ออด เกษรา
26. ฟาง กัลยกร
27. ข้าวปุ้น ปิยาภัสร์
28. เฟิร์น ศิรัถยา
29. เก่ง ภูวนัย
30. เบ็นเซ่ ปรารถนา
31. มด บงกช
32. มาย มนมัย
33. เมธ์ เมธ์วดี
34. แอน พนิดา
35. เบนซ์ บพิตร
36. ณีย์
37. หมวย ณมน
38. ฟา อุรชา