ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
Posted by zcongklod on Jun 30, 2009

ข้อความโฆษณา: “It’s your turn.”
บริษัทโฆษณา: JWT Singapore
ช่างหาวิธีเล่าให้คมคายดีเหลือเกิน
ดีจนสามารถคว้ารางวัลโกลด์ในหมวดสื่อสิ่งพิมพ์ จากเวทีประกวดคานส์ไลอ้อนปีนี้มาได้หมาดๆ
คุ้นเคยกับเกม O X กันดีใช่ไหมครับ
งานชุดนี้หยิบยืมรูปแบบของเกม O X มาใช้ได้อย่างถูกที่ถูกทางมากๆ
ดูจากภาพเราจะเห็นว่า ในบรรดาช่องที่เหลืออยู่ มีอยู่ช่องหนึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ถ้าใครกาช่องนี้ได้ก่อน จะเป็นฝ่ายชนะในทันที
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ตาต่อไปเป็นของใคร คนนั้นชนะแน่
ข้อความท้าโฆษณาหน้านี้เขียนว่า
“ถึงตาคุณแล้ว”
ครับ ถึงตาเราแล้ว
คำถามคือ เราจะเลือกอยู่ฝั่งไหน
เลือกฝั่งฉลามในทะเล หรือ หูฉลามในหม้อ
เลือกจระเข้เป็นตัว หรือ กระเป๋าหนังจระเข้
อันนี้ที่โฆษณาชุดนี้มีทั้งหมด 5 ชิ้น
แต่โฆษณาชิ้นอื่นๆ มันค่อนข้างอ่อนแรงในเชิงประเด็น
แม้แต่จระเข้เองก็เช่นกัน
ตอนนี้เรามีฟาร์มจระเข้ที่เพาะพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อการค้าแล้ว
ประเด็นเรื่องการใช้กระเป๋าหนังจระเข้แล้วจะทำให้ศัตรูของชาละวันสูญพันธุ์เห็นที่จะไม่เชื่อมโยง
เรามาสนใจข้อดีของมันกันดีกว่าครับ
ผมชอบโฆษณาชิ้นนี้ ตรงที่มันบอกเราว่า อนาคตของทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากอยู่ในมือเรา
ทุกการกระทำของเราเป็นตัวกำหนดว่าจะให้อะไรอยู่อะไรไป
น่าเศร้าที่เราไม่ค่อยรู้
ตอนนี้ถึงตาของเราแล้วจริงๆ ว่าเราจะเลือกทางไหน
ตานี้คงต้องดูดีๆ
ตาดีก็ได้ ตาได้ก็เสีย
แพนด้ายุวทูต
Posted by zcongklod on Jun 27, 2009



ตั้งแต่เปิดบล็อกนี้มาปีกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากหยิบเรื่องราวในเมืองไทยของเรามาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องนี้ไม่เขียนไม่ได้จริงๆ ครับ
เช้านี้ถ้าใครได้กวาดสายตาไปบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
นอกจากข่าวการจากไปของสองตำนานแห่งวงการบันเทิงแล้ว
คงได้เห็นภาพข่าวนี้แอบอยู่ในกรอบเล็กๆ
เป็นภาพที่น่ารัก และเตะตามาก
ช้างแพนด้า!
สุดยอดไอเดียในระดับที่ต้องอุทานว่า คิดได้ไงวะ!
ดูจากภาพก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องได้ใช่ไหมครับ
แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ผมมีเนื้อข่าวมาเล่าให้ฟัง
สำนักข่าวรอยเตอร์และสำนักข่าวในประเทศหลายแห่ง รายงานว่า
เจ้าของวังช้างอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยาเกิดไอเดียสุดเก๋
ขอเกาะกระแสแพนด้าฟีเวอร์ด้วยการจับช้างไทย 5 เชือกมาทาสีขาวดำทั่วตัวให้เหมือนแพนด้า
แล้วนำช้างออกโชว์ในตัวเมือง รวมถึงนำไปแสดงให้นักเรียนดูในโรงเรียนด้วย
จับช้างมาทาสีเป็นแพนด้า
คิดได้ไงครับพี่!
นอกจากไอเดียจะสุดบรรเจิดแล้ว เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็น่าสนใจ
นายลายทองเหรียญ มีพันธ์ เจ้าของวังช้างอยุธยา บอกว่า
กระแสสังคมและรัฐบาลให้ความสำคัญกับแพนด้ามากเกินไป
แต่ช้างไทย สัตว์คู่บ้านเมืองเมืองเราแท้ๆ กลับไม่มีใครเห็นความสำคัญ
ก็เลยต้องทำกันถึงขนาดนี้ เพื่อให้มีเรื่องของช้างในพื้นที่สื่อบ้าง
“การที่จะให้ช้างขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ หรือออกข่าวช่วงดีๆ ในแต่ละช่อง เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกในการรักช้างนั้น จะต้องรอให้ช้างไทยตาย ตกท่อ โดนรถชน โดนไฟฟ้าช็อตจนบาดเจ็บสาหัส หรือตายเสียก่อนหรืออย่างไร จึงจะได้ขึ้นหน้า 1 เมื่อเราทำกิจกรรมที่ตรงใจสังคม และมีผลทางการประชาสัมพันธ์ให้คนมารักช้างไทย และสนใจช้างไทย ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ เพราะไม่ต้องรอให้ช้างเจ็บหรือตาย ปัจจุบันช้างที่เจ็บก็จะมีคนเข้าไปช่วยเหลือมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยให้ความสนใจ แต่ก็ควรดูช้างแก่และช้างที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย การทำงานช่วยช้างก็ควรทำกันตลอด ไม่ใช่รอให้ช้างเจ็บหรือตายจึงจะเข้ามาช่วยกัน”
เสียงตอบรับก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ
ผมชอบ
ถ้าสีที่นำมาใช้เป็นสีที่ปลอดภัยอย่างที่เจ้าหน้าที่บอกไว้จริงๆ
ผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย
อย่างน้อยมันก็เป็นวิธีเตือนสติสังคมที่ดี
แพนด้าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่น่ารัก
ถูกต้องแล้วครับที่เราควรรัก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรักมันขนาดนี้ก็ได้
เราแบ่งความรักไปให้สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อื่นๆ บ้างก็ได้
โลกใบนี้หลากหลายกว่าที่เราคิดนัก
สัตว์มีค่าหายากไม่ได้มีแต่แพนด้า
และปัญหาใหญ่ของโลก ก็ไม่ได้มีแต่เรื่องโลกร้อน
ผมว่าไอเดียนี้น่ารักตรงที่เขาทาสีช้างได้เหมือนแพนด้ามาก
ใครเห็นเป็นต้องยิ้ม ใครดูก็รู้ว่าแพนด้า
แต่เจ้าของเขาก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เขายังมีไอเดียอีกดอก
คือการเขียนข้างตัวช้างว่า ‘แพนด้า’
ชวนให้นึกถึงสติ๊กเกอร์ ‘รถคันนี้สีแดง’
ป้าย ‘บ้านนี้ไม่มีคนเกิดปีมะ’
อยากให้เป็นอะไรคนไทยเราก็เขียนป้ายให้เป็นอย่างนั้นได้เลย
ในช่วงที่สังคมกำลังสนใจแพนด้า
ถ้าเราอยากให้คนสนใจช้าง
ก็แค่เอาช้างมาเขียนคำว่า ‘แพนด้า’
แล้วสังคมไทยเราก็ดันสนใจจริงๆ เสียด้วยสิ
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก มติชนออนไลน์, Positioning+Blog และ kapook.com
ถุงขยะไม่น่าแขยง
Posted by zcongklod on Jun 25, 2009



ถนนหนทางในประเทศญี่ปุ่นนั้นสะอาดปราศจากเศษขยะอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่ใช่เพราะว่าญี่ปุ่นมีถังขยะอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ตรงกันข้าม ถังขยะไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายนัก
เมื่อหาถังขยะไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องพกพาขยะติดมือติดตัวไปเรื่อยๆ
หรือไม่ก็ใส่กระเป๋าเอากลับมาทิ้งที่บ้านหมดเรื่องหมดราวกันไป
แต่เอากลับมาทิ้งที่บ้านก็ใช่จะสิ้นปัญหา เพราะเราก็ต้องแยกขยะก่อนทิ้ง
วันนี้รถขยะจะมารับเฉพาะพลาสติก อีกสองวันมารับเฉพาะเศษอาหาร อีกวันมารับเฉพาะโลหะ
ทิ้งผิดประเภท หรือทิ้งเกินกว่าโค้วตาที่ได้รับก็โดนเตือน โดนปรับกันไป
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่างของชาวญี่ปุ่นนั้นก็สร้างขยะไม่มากเท่าในบ้านเรา
อย่างการยืนแจกใบปลิว แจกทิชชู่ หรือแจกนิตยสารฟรี ตามข้างถนนนั้นมีคนยื่นมือมารับน้อยมาก
เพราะรับไปแล้วมันจะกลายเป็นภาระที่ไม่น่าแบกสักเท่าไหร่
บ้านเรามีที่ให้ทิ้งขยะมากมาย แม้ว่าภาชนะที่ตั้งวางไว้นั้นจะเป็นถัง
แต่คนจำนวนไม่น้อยก็มองมันเป็นจุด
คือไม่ต้องทิ้งในถังก็ได้ วางข้างๆ กันโอเค ทิ้งไม่ลง แต่ตกอยู่แถวนั้นก็ไม่ผิดบาปอะไร
หรือวันดีคืนดีที่ถังขยะใบประจำนั้นเกิดถูกโยกย้ายไปที่อื่น
ถึงไม่มีถังขยะแม้สักใบ เราก็ยังพร้อมใจกันเอาขยะไปโยนไว้แถวนั้น ตามความเคยชิน
ภาพกองขยะนั้นดูไม่งามตา ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังทำให้คนเข้าใจผิดไปว่าตรงนี้คือจุดโยนขยะ
ไม่ใช่จุดที่ให้เราเอาขยะมัดใส่ถุงอย่างแน่นหนามาวางไว้รอรถขยะมาเก็บ
ลองได้คิดเช่นนั้นแล้ว บ้านเราเมืองเราก็ย่อมเต็มไปด้วยกองขยะ
ถุงขยะและกองขยะเป็นเรื่องน่าแขยง
แต่ก็มีดีไซเนอร์คนขยันจากดีไซน์เอเจนซี่ที่ชื่อ MAQ ในญี่ปุ่น
ขอลงมือแก้ไขปัญหาด้านหน้าตาที่ไม่น่ามองของจุดทิ้งขยะตามชุมชนด้วยการออกแบบ
แต่ไรแต่ไร เราต่างคุ้นชินกับถุงขยะรุ่นสีดำที่อำพรางของไม่น่ามองข้างใน
และช่วงหลังมานี้ก็มีรุ่นโปร่งใสเพื่อให้ง่ายกับการสอดส่องของไม่ต้องประสงค์
ไม่เคยมีใครบอกว่าห้ามถุงขยะมีลีลาลูกเล่น
หรือมีสีสันสดใสเพื่อช่วยหักกลบลบความหม่นหมองของขยะ
ดีไซเนอร์จาก MAQ มีไอเดียว่า เราสามารถเปลี่ยน ‘ฉาก’ ของการทิ้งขยะในเช้าวันที่รถขยะจะมารับได้
(ที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้เอาถุงขยะออกมาตั้งหน้าบ้านเฉพาะวันที่รถขยะจะมาเก็บเท่านั้น)
และสามารถเปลี่ยนกิจกรรมการทิ้งขยะที่ไม่น่าเข้าใกล้
ให้กลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและสร้างสรรค์ได้
ด้วยการออกแบบถุงขยะใหม่ ในโปรเจกต์ที่ชื่อ Garbage Bag Art Work
ถุงขยะของเขาเป็นถุงสีขาว ที่มีสีสันและลวดลายแต่พองามเพื่อใช้แยกประเภทของขยะซึ่งรถจะมารับในวันที่ต่างกัน
ถุงสีเขียวเป็นรูปต้นไม้ หมายถึงขยะสด
ลายสีฟ้าเป็นรูปปลาหมายถึงขยะที่เผาไม่ได้
และสีแดงเป็นรูปดอกไม้หมายถึงขยะที่เผาได้
(ส่วนขยะรีไซเคิลนั้นถูกแยกออกไปตั้งแต่แรกแล้ว)
ความแตกต่างของถุงนี้อย่างน้อยๆ มันก็ช่วยเตือนเพื่อนบ้านขี้ลืมได้ว่า
วันนี้เราสามารถทิ้งขยะแบบไหนได้
แล้วก็ยังมีถุงขยะรุ่นถัดมาที่เล่นกับลวดลายน่ารักๆ บนถุง
อย่างเช่นการเชิญอิลัสเตรเตอร์ชื่อดังอย่าง SHiBA มาออกแบบลายหมาหันหลังให้
ไปจนถึงการเล่นกับหูถุง
ล่าสุดมีลายตัวการ์ตูนดังเพื่อใช้สื่อสารกับเด็ก ในโครงการ Eco Kid ที่ทำร่วมกับ SESAME STREET ทุกคนสามารถสนุกกับการวางถุงขยะได้
และกองขยะมันก็ไม่ได้กลายเป็นกองขยะอีกต่อไป
จะบอกว่ามันกลายเป็นงานศิลปะ ก็ฟังดูเกินตัวไปนิด
แต่ก็น่าจะเป็นอะไรที่คล้ายๆ แบบนั้น
ถุงขยะเหล่านี้ถูกนำไปแสดง (หรือใช้จริงก็ไม่ทราบได้) ตามเทศกาลศิลปะทั่วโลก
รวมไปถึงโปรเจกต์ที่ให้อาสาสมัครนำถุงขยะนี้ไปวางจริงๆ ในมุมต่างๆ ทั่วโลก
แล้วถ่ายรูปมาลงในเว็บไซต์ www.maq.co.jp/gba (มีรูปจากเมืองไทยด้วย)
ถุงขยะขนาด 45 ลิตรนี้มีวางขายจริงในบางร้าน และเปิดให้สั่งซื้อทางเว็บไซต์ สนนราคาใบละ 15 บาท ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนหาซื้อมาใช้กันเยอะๆ เพราะเป้าหมายของโครงการนี้บอกว่า
ประเทศญี่ปุ่นจะสวยขึ้นด้วยถุงขยะของพวกเขา
วิชาอะไร ครั้งที่ 2: ท่องเที่ยว
Posted by zcongklod on Jun 18, 2009

โครงการนี้มีชื่อแล้วครับ
หลังจากนั่งคิดนอนคิดอยู่หลายนาน ผมก็อยากเรียกมันว่า
วิชาอะไร
โดยมี What a class!!! เป็นชื่อในเวอร์ชั่นนานาชาติ
วิชาอะไร คือ อะไร?
วิชาอะไร คือ อะไร
ชักจะเล่นคำกันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว
ขอเล่าแบบง่ายๆ ดีกว่า
โครงการนี้มีต้นกำเนิดจากการทำหนังสือรวมบทสัมภาษณ์อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์
ด้วยความตั้งใจว่า จะให้รสชาติของการอ่านละม้ายคล้ายนั่งฟังอาจารย์สอน
แบ่งบทตามประเด็นที่อาจารย์ท่านสนใจ และคิดว่าพวกเราน่าจะรับรู้
แทนที่จะนั่งสัมภาษณ์กันสองคน เราก็อยากชวนผู้ที่สนใจมานั่งฟังนั่งถามด้วย
อาจารย์ท่านย้ำหลายต่อหลายครั้งว่า อยากให้ถามกันเยอะๆ ประเด็นจะได้ถูกต่อยอดออกไปไกลๆ
เพื่อให้ง่ายกับการติดตาม ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้งเราเลยแบ่งเป็นหัวข้อๆ ไป
จะว่าคล้ายกับการกลับมานั่งเรียนอีกครั้งของเด็กโข่ง ก็คงได้
จะว่าคล้ายการนั่งเรียนนอกห้องของน้องๆ ที่ยังเรียนอยู่ ก็ไม่ผิด
ถ้าใครเคยได้ฟังอาจารย์สอน คงทราบดีว่า ท่านโยนคำถามมากมายมาให้พวกเราได้คิด
โดยมากเป็นคำถามง่ายๆ (ที่ตอบยากชิบเป๋ง)
เช่น บ้านคืออะไร? ซอยคืออะไร? แม่น้ำคืออะไร? ความสุขคืออะไร? และ ปัญญาคืออะไร?
คำถามเหล่านี้คือรากฐานของการสร้างปัญญา ไม่ใช่การหาความรู้
ผมเลยเห็นว่า โครงการนี้ไม่มีชื่อใดจะเหมาะไปกว่า
วิชาอะไร
ครั้งแรกผ่านพ้นไปแล้วกับหัวข้อการศึกษา
ครั้งนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง ‘การท่องเที่ยว’
ลองมาอ่านตัวอย่างกันสักหน่อยดีไหมครับ
การท่องเที่ยวของไทยผิดพลาดตรงไหน
ตั้งแต่พื้นฐานแรก คือระบบการศึกษาเลย เราไม่สอนคนให้เกิดปัญญา พอคนไม่เกิดปัญญา คนก็ไม่เกิดการใฝ่รู้ ก็ไม่อยากรู้อะไร เมื่อคนไม่อยากรู้อะไร เวลาไปไหน เขาก็ไปเพื่อพักผ่อนให้สบายๆ ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องเห็น สนุกสนาน นั่งเล่นนอนเล่นสูดอากาศ นั่นคือการท่องเที่ยว แล้วเราก็จับการท่องเที่ยวแบบนี้มาเป็นนโยบายการท่องเที่ยวหลักของชาติ คือทำทุกแห่งให้มันเป็นแค่ที่สะดวกสบาย เป็นที่เปลี่ยนบรรยากาศกินเหล้าเล่นไพ่เท่านั้น นั่นคือการท่องเที่ยว เราก็จะพลาดโอกาสที่จะเจอสิ่งดีๆ ไปเยอะเลย
การท่องเที่ยวแบบเปลี่ยนที่กินเหล้าเล่นไพ่เสียหายตรงไหน
สมมติว่าเราจะขึ้นไปดูวิถีชีวิตชาวเขา แล้วเราก็จะไปนั่งกินเหล้าเล่นไพ่ที่นั่น สิ่งแรกที่จะสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้คือ เราก็ต้องเอาไฟฟ้าขึ้นไป แล้วคนที่ไม่เล่นไพ่จะทำอะไร ดูทีวี ก็ต้องหาทีวีขึ้นไป หาเครื่องทำน้ำร้อนขึ้นไป แล้วถามว่าวิถีชาวเขายังอยู่เหมือนเดิมไหม เราทำแหล่งเรียนรู้ให้เป็นแหล่งบันเทิง ถ้าเป็นแหล่งเรียนรู้ เราก็ต้องเก็บองค์ความรู้ตรงนั้นไว้ให้ได้ ก็ต้องไม่เอาความสะดวกสบายเข้าไป พวกอยากเปลี่ยนที่กินเหล้าก็ไม่ขึ้นไป ต้องเดินตะเกียกตะกายตั้งแต่เช้ายันเย็น ไปถึงก็นอนแผ่แล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปเล่นไพ่ แต่คนที่อยากเรียนรู้เขาก็ยังไปอยู่ ความรู้ก็ยังอยู่ คุณค่าก็ปรากฏ
ถ้าจะกินเหล้าก็ไปสถานท่องเที่ยวบันเทิงเริงรมย์สิ เราไม่ว่า สนับสนุนเต็มที่ สร้างความสะดวกสบายให้เต็มที่เลย เพราะมันเป็น recreational tourism แต่ถ้าเป็น educational tourism เราไม่ควรให้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวนำ เอาแค่ทำให้คนสามารถเดินทางไปได้โดยปลอดภัยก็พอแล้ว
เวลาพาคนไปเที่ยว อาจารย์เน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษครับ
ผมเน้นให้คนตื่นตัว แล้วก็อยากรู้ ตั้งแต่ผมเขียนโปรแกรมแล้ว อย่างทริปนี้ (ทริปปราจีนบุรี) ตลาดสหชาติ ชุมชนสหชาติมันเป็นยังไง คุณอยากรู้ก็ไปดูสิ แล้ววัดสหชาติมันเป็นยังไง อยากรู้ก็ไปดูสิ มันก็จะท้าทายเขา ยั่วเขา ให้อยากรู้ ให้ตามไปดู ผมอย่างที่ผมเขียนทริปใหม่ให้ อาณาจักรสยามที่สาบสูญ มันอยู่ที่ไหน ก็ต้องตามไปหากัน ผมไม่เน้นการบริการ แต่เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ ยิ่งแลกเปลี่ยนเยอะ ซักถามเยอะ โต้แย้งกันเยอะ ก็ยิ่งสนุก
ถ้าใครสนใจก็เชิญมาร่วมฟังและถามกันได้นะครับ
วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 18.00-20.00 น.
ที่ห้องประชุม 4/3 ชั้น 4 ตึกจุลจักรพงษ์ (ติดกับศาลาพระเกี้ยว ด้านล่างเป็นโรงอาหาร) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอบคุณนัตตี้ Ursa Major และน้องๆ ชมรมอนุรักษ์ จุฬาฯ มากๆ ครับที่ช่วยจองห้องให้
แล้วเจอกันครับทุกคน
หนูทำได้
Posted by zcongklod on Jun 12, 2009

ทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง
เราอยู่ในโลกใบเดียวกัน ในระบบนิเวศขนาดใหญ่ระบบเดียวกัน
ทุกคนต่างพึ่งพาอยู่กับระบบ ทั้งให้และรับ
ในขณะที่เราใช้ประโยชน์จากระบบ เราก็ทำหน้าที่อะไรบางอย่างให้กับระบบ
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทุกชีวิตมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้
อย่างน้อยก็อะไรสักอย่าง กับใครสักคน
ผมเคยพูดแบบนี้ให้เยาวชนของชาติฟัง แล้วก็ได้รับการพยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย
แต่ไม่วายมีคำถามจากยุวชนหน้าใสกลับมาว่า
สิ่งมีชีวิตอย่างแมลงสาบนั้นเกิดมาเพื่อทำอะไรให้โลก
มันไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อทำให้เรากลัวอย่างแน่นอน
เนื่องด้วยผมเองก็ไม่ใช่นักชีววิทยา
แค่ขนาดของหางอึ่งยังคำนวณไม่ได้ เลยไม่มั่นใจกับความถูกต้องของสิ่งที่รู้มา
ก็ได้แต่ตอบไปว่า แมลงสาบน่าจะมีหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย
ซึ่งถ้าให้อธิบายรายละเอียดอีกครั้งแถวนี้ ก็อาจจะยืดยาว ผิดบ้างถูกบ้าง
ลองไปศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้กันเองดีกว่า
แล้วหนูล่ะ หนูเกิดมาทำไม?
ถ้าน้องหนูผู้ถามหมายถึงว่าเธอเกิดมาทำไม อันนี้ผมไม่ทราบ
แต่ถ้าตั้งใจจะหมายถึงสัตว์ร้องจี๊ดๆ ที่มีทั้งคนรักและชัง ผมน่าจะพอตอบได้
ถ้าว่ากันตามตำรา หนูน่าจะอยู่ในกลุ่มผู้ย่อยสลาย และทำตัวเป็นหนึ่งข้อปล้องของห่วงโซ่อาหาร
แต่ถ้าว่ากันนอกตำรา หนูมีดีกว่านั้น
กล่าวกันอย่างไม่เกินเลย หนูถือเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ผู้พิทักษ์โลกใบนี้
ผมไม่ได้หมายถึงไมท์ตี้เมาส์ แต่หมายถึงหนูจริงๆ
พวกมันมีชื่อที่เรียกขานกันในวงการว่า HeroRATS
กับระเบิดที่ตกค้างอยู่ใต้ผืนดินยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของโลกใบนี้
เพราะมันมีจำนวนอยู่กว่า 100 ล้านอัน ในกว่า 90 ประเทศ
เฉลี่ยแล้วทุกๆ 20 นาทีมันจะตูมตามใส่คนจนบาดเจ็บและล้มตาย 1 คน
หรือตัวเลขที่โหดร้ายกว่านั้นก็คือ มีคนเสียชีวิตเพราะเหยียบกับระเบิดวันละ 40-55 คน
ความรู้ใหม่เอี่ยมที่ผมเพิ่งทราบก็คือ
สงครามกลางเมืองที่ยังคุกรุ่นในอัฟริกาทำให้กับระเบิดใหม่ๆ ถูกฝังเพิ่มลงใต้ดินปีละ 40,000 อัน
ถ้าเราเก็บกู้กันด้วยอัตราที่ทำได้ในปัจจุบัน ก็ต้องใช้เวลาอีก 500 ปี กว่าจะเคลียร์ได้หมดโลก
กับระเบิดไม่ได้ส่งผลต่อผู้คนแค่แรงระเบิด
หากเราคาดเดาว่ามีกับระเบิดสักลูกอยู่แถวนี้ พื้นที่ในย่านนี้ก็จะไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้ประโยชน์
ชาวบ้านที่อยากได้พื้นที่การเกษตรก็ได้แต่มองตาปริบๆ
น้องหนูที่ต้องการที่วิ่งเล่นก็มองตาปริบๆ เช่นกัน
เมื่อสงครามในบริเวณนั้นสงบลง ชาวบ้านล้วนคาดหวังว่าบาดแผลที่เกิดกับสังคมจะได้รับการเยียวยา
แต่กับระเบิดกลับสกัดทุกฝัน
ระบบสาธารณูปโภคยังไม่เดินทางเข้าไป
ความช่วยเหลือยังไม่เดินทางเข้าไป
และอนาคตอันสดใสก็ยังไม่เดินทางเข้าไป
จนกว่าจะพื้นที่นั้นจะได้รับการเก็บกู้กับระเบิดเรียบร้อย
HeroRATS ไม่ได้ถูกส่งไปพลีชีพเพื่อให้กับระเบิดทำงาน
แต่มันลงสนามไปเพื่อใช้ความสามารถเฉพาะตัวตรวจหากับระเบิดใต้ดิน
โครงการนี้เป็นของ APOPO ซึ่งเป็นตัวย่อมาจากคำในภาษาดัชต์ที่ถอดความข้ามมาเป็นไทยได้ว่า
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจหากับระเบิดแบบบุคคล
Bart Weetjens ผู้ก่อตั้ง APOPO เขาเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เด็ก
เลยเกิดไอเดียชวนนักวิจัยและนักฝึกสัตว์ชาวเบลเยี่ยมและแทนซาเนีย
มาฝึกหนูให้ดมกลิ่นเพื่อตรวจหากับระเบิดใต้ดิน
แทนการใช้เครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคที่ทั้งแพง ช้า และต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
เมื่อเทียบกับสุนัขแล้ว หนูๆ มีประสิทธิภาพในการชี้จุดได้แม่นยำกว่า
และทำงานในพื้นที่ที่มีกับระเบิดหนาแน่นได้ดีกว่า
HeroRATS เหนือกว่าเครื่องตรวจจับระเบิดตรงที่มันสามารถหากับระเบิดได้ทั้งรุ่นที่เป็นเหล็กและพลาสติก
หรือจะตักดินในบริเวณนั้นมาให้มันตรวจก็ยังได้
พวกมันใช้เวลาวิ่งเคลียร์พื้นที่ 100 ตารางเมตร เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น
หากเราใช้แรงงานคนและเครื่องมือสุดไฮเทค ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 วันเลยทีเดียว
และด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเกินกว่าจะปลุกให้กับระเบิดทำงาน
ฮีโร่หนูพวกนี้เลยทำงานได้ปลอดภัยเป็นเลิศ
ไม่ใช่ค้นหาได้แค่กับระเบิด พวกมันยังสามารถตรวจเสมหะของผู้ป่วยเพื่อหาเชื้อวัณโรคได้ด้วย
หนู 1 ตัว ใช้เวลาตรวจ 40 ตัวอย่างเพียงแค่ 7 นาที
หากเปลี่ยนมาใช้แรงงานของผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจหาด้วยกล้องจุลทรรศน์ในห้องแล็บ
ในจำนวนตัวอย่างเท่ากันเจ้าหน้าที่ของเราต้องใช้เวลานานถึง 2 วัน
กว่าจะเป็นหนูซูเปอร์ฮีโร่ได้ พวกมันก็ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหนา
แต่ละตัวต่างมีความชำนาญเฉพาะทาง ตรวจระเบิดก็หาแต่ระเบิด ตรวจวัณโรคก็หาแต่วัณโรค
และต้องสอบให้ผ่านจนได้ใบรับรองก่อน ถึงจะพาออกงานได้
ตอนนี้น้องหนู 30 กว่าตัวกำลังช่วยกันตรวจหาระเบิดอยู่ในประเทศโมซัมบิก ในอัฟริกา
ทางทีมงานเขาเลยแจ้งข่าวมาว่า กว่าจะได้หนูที่พร้อมใช้งาน 1 ตัว
ต้องลงทุนกับการฝึกฝนไปถึง 6,000 ยูโร (เกือบ 3 แสนบาท)
เขาก็เลยจัดโครงการให้เราช่วยรับอุปถัมภ์น้องหนูกันคนละตัวสองตัว
ราวกับว่าพวกเป็นน้องๆ ผู้หิวโหย
งบประมาณในการดูแลฮีโร่เหล่านี้ตกตัวละ 5 ยูโรหรือราว 230 บาทต่อเดือน
ถ้าเราอยากช่วยรับอุปถัมภ์ก็โอนเงินไปให้เขาได้ตามนั้น
ซึ่งเราจะได้รับข่าวสารความคืบหน้าของน้องหนูของเราว่า
เดือนนี้มันเรียนอะไร ฝึกอะไร ทำอะไร หรือไปลงสนามที่ไหนมาบ้าง
รวมถึงได้รับภาพถ่ายตอนที่มันกำลังปฏิบัติงานด้วย
หรือถ้าอยากมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อหนูสักตัว
เราก็ทำได้ด้วยการส่งชื่อไปได้พร้อมเงิน 250 ยูโร หรือหมื่นกว่าบาท
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อะไรบางอย่างให้กับโลกใบนี้
คนไม่ควรจะมีหน้าที่วางระเบิด และหนูก็ไม่น่าจะมีหน้าที่กู้ระเบิด
แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หนูไม่รู้ ผมก็ไม่รู้
ใครยอมไหมไม่รู้ แต่หนูไม่ยอม
จากมีดถึงเขียง
Posted by zcongklod on Jun 3, 2009

.

ข้อความโฆษณา: “Food only. Professional knives with anti-bacterial protection.”
บริษัทโฆษณา: DCS ประเทศบราซิล
รูปที่เห็นคือแครอทและแตงกวาครับ
โฆษณาชุดนี้เป็นโฆษณาของมีดที่ใช้แล้วปลอดภัยจากแบคทีเรีย (ไม่รู้จริงเท็จประการใด)
สิ่งที่เราได้จากการใช้มีดยี่ห้อนี้หั่นจึงมีแต่อาหารเท่านั้น ไม่แถมแบคทีเรียแต่อย่างใด
ที่หยิบโฆษณาชิ้นนี้ขึ้นมาไม่ได้จะเชิญชวนให้ไปหามีดยี่ห้อนี้มาใช้หรอกครับ
ผมอยากเล่าเรื่องเขียงให้ฟังมากกว่า
เรื่องนี้ผมอ่านเจอมาจากหนังสือเรื่อง ‘พจนานุกิน’ ฉบับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ขอยกข้อความต้นฉบับมาให้อ่านกันเลยแล้วกันนะครับ
อาหารทุกชนิดที่ต้องหั่น สับ ซอย แล่ ล้วนต้องผ่านเขียงทั้งสั้น เขียงจึงเป็นแหล่งรวมเศษอาหาร แบคทีเรีย และเป็นแหล่งหากินอันโอชะของแมลงวัน ถ้าเราใช้เขียงโดยไม่ทำความสะอาดย่อมเท่ากับเราป้อนเชื้อโรคเข้าปากทุกวี่วัน
ข้อควรปฏิบัติในการใช้เขียงคือ ต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งานด้วยน้ำร้อนหรือน้ำเย็น แล้วจึงค่อยนำไปล้างด้วยน้ำยาล้างจาน ใช้แปรงขัดถู ไม่ควรใช้เขียงหั่นเนื้อสัตว์ร่วมกับเขียงหั่นผัก และไม่ควรหั่นอาหารสุกบนเขียงที่เพิ่งใช้หั่นอาหารดิบ
*วิธีถนอมเขียงไม้
ต้มน้ำมันพืช (ที่ผ่านการใช้แล้วก็ได้) ให้เดือดจัด ระหว่างนี้ก็นำเขียงวางไว้ในกะละมัง เสร็จแล้วก็ราดน้ำมันลงไปบนเขียง รอให้เขียงดูดน้ำมันเข้าไปจนอิ่มตัว แล้วก็กลับข้างเพื่อทำซ้ำอีกรอบ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำไปใช้งาน ว่ากันว่าสูตรนี้จะทำให้เขียงคงทน (ห้ามให้กับเขียงพลาสติกเด็ดขาด)
หนังสือเล่มนี้รวมเรื่องสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหาร (เป็นส่วนใหญ่) และเรื่องราวรอบตัวที่ผู้บริโภคอย่างเราควรรู้
บอกเล่ากันแบบสั้นๆ ง่ายๆ อ่านแล้วช่วยให้เข้าใจความจริงของชีวิตในหลายๆ เรื่อง
จัดทำโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ใครสนใจเรื่องทำนองนี้ ไม่ควรพลาดครับ
โครงการนี้ยังไม่มีชื่อ
Posted by zcongklod on May 29, 2009
หลังจากเพียรพยายามคิดชื่อมากว่า 3 เดือน ผมก็ยังคิดชื่อโครงการนี้ไม่ออกครับ
แม้ว่ายังไม่มีชื่อ แต่ก็มีรายละเอียดเพียบพร้อม
เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ
พอได้คุย ได้เรียน ได้เดินทางร่วมกับอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์บ่อยขึ้นเรื่อยๆ
ผมก็รู้สึกว่า ความรู้และความคิดของอาจารย์ท่านน่าสนใจมาก และควรถูกเผยแพร่ในวงกว้าง
ก็เลยตั้งใจว่าจะทำหนังสือสัมภาษณ์อาจารย์ขึ้นมา 1 เล่ม
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้นั่งเรียนกับอาจารย์
ส่วนเนื้อหานั้นไม่ใช่วิชาการจ๋า
แต่เป็นความคิดของอาจารย์ที่มีต่อเรื่องต่างๆ อ่านแล้วหูตาสว่าง ได้เข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่อยู่รอบตัวในแง่มุมที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ภายใต้ 3 เรื่องหลักคือ ธรรมชาติ การศึกษา และวิถีไทย
อ่านจบแล้วเหมือนได้ลงทะเบียนเรียนวิชาชีวิตกับอาจารย์
ทีแรกตั้งใจว่าจะนั่งคุยกัน 2 คน แต่เกรงว่าจะเกิดประโยชน์น้อย
เลยอยากชักชวนผู้ที่สนใจมาร่วมนั่งเรียน นั่งฟัง นั่งถามด้วยกัน
เรามีนัดกันทุกวันพุธเว้นพุธ เริ่มวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เวลา 18.00-20.00 น.
ที่ตึกมหามงกุฏ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ (ตึกใหม่สูงลิ่ว ใกล้รั้วฝั่งถนนพญาไท ใกล้ศาลาพระเกี้ยว)
พิกัดนัดพบของเราคือโต๊ะไม้ใต้ตึกฝั่งทิศเหนือ (ถ้าไม่รู้ทิศก็จำไว้ว่าฝั่งใกล้ตึกแถบ หรือฝั่งตรงข้ามบ่อน้ำ)
ไม่น่าหายากครับ
เป็นบรรยากาศการพูดคุยกันแบบสบายๆ ถ้าบรรยากาศไม่ดีก็ย้ายไปหาที่ที่ดีกว่า
หัวข้อที่เราจะคุยกันในวันพุธที่ 3 มิถุนายน นี้คือเรื่อง การศึกษา
เนื้อเรื่องย่อประมาณว่า
เมืองไทยเรากำลังสอนอะไรกันอยู่
ระดับประถมศึกษา เราไม่ได้ทำโรงเรียนแต่เป็นโรงเลี้ยงนกแก้ว
ระดับมหาวิทยาลัย เราไม่ได้ทำสถาบันการศึกษา แต่เราทำโรงปั๊มบัตรเครดิต
นักศึกษาที่เขามาเรียนไม่มีใครอยากได้ความรู้ มีแต่อยากได้บัตร เพื่อเอาไปรูดใช้จ่ายตอนจบแล้ว
เราไม่เคยสอนให้คนเป็นนายตัวเอง สร้างงานขึ้นด้วยตัวเอง
คนไทยในอดีตเราสอนเราเรียนกันยังไง
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น สังคมไทยถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้
สำหรับครู เราจะได้รู้ว่า เราควรสอนอย่างไร
สำหรับนักเรียน เราจะได้รู้ว่า เราควรเรียนอย่างไร
เป็นเรื่องที่ฟังแล้วไม่ได้ความรู้ แต่จะได้ปัญญา!
งานนี้มาฟังได้กันฟรีๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
ถ้าใครฟังแล้วกระทบใจ อยากเอาข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อ อาจารย์และผมจะดีใจมากครับ
ถ้าสนใจก็พบกันนะครับ
แม้น้ำไม่ใช่แม่ แต่ควรรักแม่น้ำ
Posted by zcongklod on May 27, 2009

ข้อความ: “Help us to avoid this.”
บริษัทโฆษณา: Script ประเทศบราซิล
วันนี้กรีนพีซชวนสื่อมวลชนไปเยี่ยมโครงการ ‘คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ’
ซึ่งเป็นโครงการที่เจ้าหน้าที่รณรงค์ของกรีนพีซพายเรือเก็บขยะและรณรงค์เรื่องแม่น้ำลำคลอง
เป็นระยะทาง 350 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา
เห็นแล้วนึกถึงโฆษณาเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำำชิ้นนี้ครับ
เป็นไอเดียง่ายๆ ที่เล่าเรื่องได้น่ารักดี
ถ้าเรามีการทำแผนภาพปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนนี้บ้าง
ไม่รู้ว่าจะหงายท้องไปแล้วกี่พันธุ์
เว็บไซต์ของกรีนพีซ เขียนข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำที่น่าสนใจไว้อย่างนี้ครับ
แหล่งมลพิษ 4 แหล่งที่ทำลายแม่น้ำเจ้าพระยา
1. ของเสียจากบ้านเรือน หรือชุมชน
2. น้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายจากโรงงาน
3. ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชที่ไหลมากจากแปลงเกษตร
4. น้ำมันใช้แล้วที่ปล่อยออกจากเรือในท่าเรือ
พื้นที่ที่มีมลพิษรุนแรงที่สุดในแม่น้ำเจ้าพระยา
1. สมุทรปราการ
2. กรุงเทพฯ
3. ปทุมธานี
4. อยุธยา
ข้อเรียกร้อง 4 ข้อของกรีนพีซต่อรัฐบาลไทย เพื่อการฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยา
1. ตรวจหา ลงโทษ และ ปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ
2. ดำเนินโครงการฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
3. ปิดหลุมฝังกลบขยะชุมชนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
4. สร้างแรงจูงใจทางการเงินสำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด (Clean Production) ในภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ปลอดสารพิษ
สิ่งที่คุณทำได้ 4 ข้อ เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยา
1. คิดใหม่ ลด ใช้ซ้ำ และ รีไซเคิล เพื่อวิถีชีวิตที่ปราศจากขยะ
2. จัดกิจกรรมฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยาในชุมชนของคุณ
3. กดดันให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมือปฏิบัติเพื่อเอาผิดผู้ก่อมลพิษทางน้ำ
4. สนับสนุนโครงการรณรงค์ของกรีนพีซ เพื่อสร้างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปลอดมลพิษ
ดูรายละเอียดแบบเต็มๆ ได้ที่โครงการ คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ…เจ้าพระยาปลอดมลพิษ เลยครับ
เล่นหัว
Posted by zcongklod on May 24, 2009

พูดลำบากว่าผมโครงการนี้ผมนับถือสมองของคนคิด
หรือนับถือหัวจิตหัวใจ (รวมถึงหัวกบาล) ของคนเข้าร่วมมากกว่ากัน
แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล่นๆ ของเด็กๆ อย่างที่ไม่น่าถือสา จนไม่น่าจะมีใครถามว่า
“เด็กจะเล่นมันไปหนักกบาลใคร”
แต่ถ้ามีใครเผลอถามขึ้นมา คงมีคนตอบพร้อมกันด้วยเสียงดังสลอนว่า
“กบาลกู”
ก่อนอื่นใดคงต้องเกริ่นกันก่อนว่า ชาวตะวันตกและตะวันออกนั้น ถือ เรื่องศีรษะต่างกัน
ชาวไทยเรามองว่าศีรษะเป็นของสูงที่ไม่ควรแตะต้องกันโดยไม่สมควร
แต่ชาวตะวันตกนั้นมองว่าศีรษะเป็นอวัยวะหนึ่งที่ไม่ได้ต่างจากหัวเข่า หัวไหล่ หัวใจ และอีกหลายๆ หัว
อีกทั้งชาวตะวันตกก็ยังไม่ได้ ถือ เรื่องอาวุโส
ว่าผู้ที่อายุน้อยกว่าต้องเคารพนบนอบพินอบพิเทาแก่ผู้ที่สูงวัยกว่า
ผู้เกิดที่หลังไม่ควรแสดงกริยากระด้างกระเดื่อง ทั้งกาย วาจา ใจ แก่ผู้ที่เกิดก่อน
ดังนั้น เมื่อชาติตะวันตกมีโครงการที่ให้เด็กวัยละอ่อนได้ทำกิจกรรมเหนือหนังศีรษะของผู้ใหญ่
มันก็เลยอาจจะเป็นอะไรที่คนไทยเราไม่ใคร่จะเห็นคล้อยสักเท่าไหร่
ไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้เราอ่านกันแบบ ฟังหัวไว้หัวก็แล้วกัน
โครงการ Haircuts by Children นั้นริเริ่มขึ้นโดยกลุ่ม Mammalian Diving Reflex ในแคนาดา
ประเทศที่มีกิจกรรมศิลปะในเชิงสังคมที่น่าจะโดดเด้งที่สุดในโลกขณะนี้
การแสดงออกอยากเป็นรูปธรรมของโครงการนี้ มีอยู่ง่ายๆ เพียงว่า
เขาจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ตัดผมให้ผู้ใหญ่ จบ!
มันไม่ใช่โครงการประเภทฝึกอาชีพของเด็กในสถานพินิจ
ไม่ใช่โครงการฝึกอาชีพของโรงเรียนสอนตัดผม
ไม่ใช่บริการตัดผมฟรีให้ประชาชนในช่วงเศรษฐกิจสั่น
ไม่ใช่กิจกรรมทางการตลาดของสินค้าใด
และไม่ใช่กิจกรรมวันเด็ก
มันเป็นโครงการที่สอนเด็กในเรื่องสิทธิการเป็นพลเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง
โครงการนี้เริ่มต้นจากการลงพื้นที่ในชุมชน คัดเลือกเด็กนักเรียนอายุ 10-12 ปี
ที่มีแววว่ามีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถเพียงพอ และมีสุนทรีย์ในระดับที่วางใจได้
จากนั้นเขาก็จะเอาเด็กมาเข้าเวิร์กช็อปสิบกว่าวันเพื่อสอนเด็กในหลายเรื่อง
เริ่มจากเวิร์กช็อปด้านศิลปะ เพื่อให้เด็กได้เข้าใจในตัวโครงการ และเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น
ซึ่งก็คือประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ถ้าพวกเขาไม่สามารถทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้
งานศิลปะแบบไหนถึงจะช่วยให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมาได้
จากนั้นก็สอนเรื่องการตัดผม โดยช่างตัดผมมืออาชีพที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ทั้งคนขาว คนดำ โดยเรียนกันในช่วงเลิกเรียน
พอฝึกฝนกันจนมั่นใจแล้วว่าออกงานได้ ก็ถึงขั้นตอนที่สามซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของงาน
นั่นก็คือการให้เด็กได้ลงมือตัดผมจริงๆ
โครงการจะจัดเช่าร้านตัดผมจริงๆ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนนัก
เพื่อให้โครงการนี้มีดีกรีความเป็นชุมชนเข้มข้น โดยร้านที่เลือกนั้นต้องมีที่เก้าอี้ตัดผมอย่างน้อย 4 ที่
และต้องมีหน้าต่างให้คนภายนอกมองเข้ามาเห็นได้ชัดเจน
โดยมีการขายเสื้อยืด ขายหนังสือ และสินค้าอื่นๆ อย่างครื้นเครง
ลำพังแค่การตัดผมในเมืองโตรอนโตเมืองเดียวก็สามารถหาเงินได้ถึง 500 เหรียญสหรัฐ
(คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันเด็กปีนี้ได้เท่ากับ 17,500 บาท) ภายในเวลา 5 วัน
โดยเงินเหล่านี้จะถูกส่งมอบต่อไปยังองค์กรที่ทำงานด้านเด็ก
ทางโครงการจัดโปสเตอร์ไปแปะไว้ทั่วเมือง เพื่อชักชวนให้คนมาตัดผม
และหากบางคนไม่สะดวกที่จะมาที่ร้านในวันเวลาดังกล่าว
เขาก็ยังได้รับรู้แนวคิดของโครงการนี้ผ่านโปสเตอร์นั้น
โครงการนี้ชี้แจงว่า การที่เด็กๆ ได้รับอนุญาตให้ตัดผมให้กับผู้ใหญ่นั้น
จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น กำลังใจ และความรู้สึกในการเป็นพลเมืองให้กับเด็กๆ
ทำให้รู้สึกว่า เขาได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้
ดีกว่าการให้สิทธิเด็กในการเลือกตั้งโดยที่เด็กยังไม่พร้อม
หากสงสัยว่าฟีดแบคจากโครงการพิลึกพิลั่นนี้เป็นอย่างไร ก็บอกได้เพียงว่า
สื่อมวลชนจากทั่วโลกเขียนชื่นชมกันจนหน้าบาน
แล้วไอเดียนี้ก็ถูกส่งออกจากโตรอนโตไปทำในอีกหลายเมืองใหญ่ของโลก
เช่น ลอสแองเจลลิส เบอร์มิงแฮม พอร์ตแลนด์ โอเรกอน ดับลิน และนิวยอร์ก
รวมไปถึงคว้ารางวัล Best of Performa ประจำปี 2007 ของ ARTINFO
หรือแปลความหมายได้ว่าเป็นงานศิลปะแนว Performance Art ที่เจ๋งที่สุดในโลกในปีที่แล้ว
ผู้จัดงานบอกว่า ในอนาคตเด็กเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งมีที่ชีวิตที่พลังพอจะเดินข้ามถนนเองได้
และเด็กๆ ทุกคนก็จะได้รับกรรไกรเพื่อใช้ในการตัดแต่งอนาคตของพวกเรา
เด็กๆ จะได้รับสิทธิของการเป็นพลเมืองเต็มรูปแบบ
โครงการนี้จึงเป็นโครงการเตรียมพร้อมให้เด็กเพื่ออนาคต
เป็นโครงการที่ผู้ใหญ่ไม่น่าต้องกังวลใจ เพราะเด็กเขาแค่ตัดผมให้
ไม่มีถอนหงอก
ปลูกกล้วยช่วยโลกร้อน
Posted by zcongklod on May 22, 2009
วันนี้ได้คุยกับพี่อ้วน นิคม พุทธา เลยทราบว่าโครงการปลูกกล้วยของพี่เขามีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมด้วยช่วยจัดมากมาย สเกลงานก็ขยับขยาย
ชื่องานก็เปลี่ยนมาเป็น ‘ร่วมปลูกกล้วย…ช่วยโลกร้อน’ ในวาระวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน
ที่ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ดอยหลวงเชียงดาว บ้านยางปู่โต๊ะ หมู่ 6 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
กำหนดการเป็นเช่นนี้ครับ
วันที่ 5 มิถุนายน 2552
กลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำแม่ปิงเตรียมงาน
วันที่ 6 มิถุนายน 2552
09.00 น. ลงทะเบียน เยาวชนนำเอาหน่อกล้วย คนละ 3 หน่อ มาแลกกับเสื้อยืดที่ระลึก ‘ปลูกกล้วยช่วยโลก’ (3 หน่อ ต่อ เสื้อยืด 1 ตัว ต่อ 1 คน)
10.00 น. พิธีเปิดงาน โดย นายสุพจน์ หอมชื่น นายอำเภอเชียงดาว
10.30 น. ร่วมวงเสวนา แลกเปลี่ยน คุณค่าความสำคัญและองค์ความรู้เรื่อง กล้วย ๆ โดย คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา
พ่อชน เสาร์คำ ปราชญ์ชาวบ้าน
คุณสมศักดิ์ ฐิติชยาภรณ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว
พันตรีสุวัจนะ แย้มมี ค่ายพิชิตปรีชากร
11.30 น. ร่วมกิจกรรม กล้วย ๆ กันอย่างสนุกสนาน เช่น
ทำขนมที่มาจากกล้วย เช่น กล้วยทอด กล้วยฉาบ กล้วยบวชชี ฯลฯ
ศิลปะแบบกล้วย ๆ การวาดรูป การถักทอ การทำกระทง ฯลฯ
แบ่งกลุ่ม ระดมความคิด ประโยชน์ของกล้วยในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อชิงรางวัล
12.30 น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.30 น. ร่วมกันปลูกกล้วย ที่บริเวณสวนป่าไม้สัก บ้านยางปู่โต๊ะ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว
15.30 น. สรุปความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการร่วมปลูกกล้วย เช่น ความรู้เรื่องกล้วยในแง่มุมต่างๆ และบทบาทหน้าที่ของกล้วยต่อการป้องกันภัยพิบัติ และสร้างความชุ่มชื้น ลดภาวะโลกร้อน โดย นายนิคม พุทธา โครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน
16.30 น. เสร็จงาน แยกย้ายกันกลับโดยสวัสดิภาพ
ใครสนใจและสะดวกก็ไปร่วมกันได้นะครับ
สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณทิพย์ pingwatershed@yahoo.com, nammaeping@gmail.com
หรือโทรศัพท์ 053 455 785, 086 654 3952
be cost of you
Posted by zcongklod on May 20, 2009



ข้อความ: Our life at the cost of theirs?
บริษัทโฆษณา: Ogilvy & Mather มุมไบ ประเทศอินเดีย
ในทางเศรษฐศาสตร์มีศัพท์อยู่คำหนึ่งว่า Externality บ้างก็ใช้คำว่า Social Cost
แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ต้นทุนภายนอก หรือ ต้นทุนทางสังคม
มันคือต้นทุนประเภทหนึ่งครับ
เช่นเดียวกับ ค่าแรง ค่าเช่าที่ดิน และค่าอะไรต่อมิอะไรที่เป็นต้องจ่ายไปในกระบวนการผลิต
ในการตัดสินใจลงทุนทำอะไรสักอย่าง เรามักจะเปรียบเทียบจาก ต้นทุนและกำไร
ว่าเราเสียอะไร และ เราได้อะไร
ถ้าจำนวนที่ได้มากกว่าจำนวนที่เสียในอัตราที่น่าพึงพอใจ ก็ตัดสินใจทำ
ในการตัดสินใจทำโรงงานอุตสาหกรรมสักแห่งหนึ่ง เราก็คิดแบบเดียวกัน
สิ่งที่เราได้ คือ รายได้ที่มาจากการขายสินค้าที่ผลิตได้
สิ่งที่เราเสียคือ ต้นทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ
ถ้าเทียบกันแล้ว รายได้มากกว่าต้นทุน ก็ตัดสินใจทำ
ทว่าในความเป็นจริง ในทุกกิจกรรมล้วนก่อให้เกิดต้นทุนภายนอก หรือ ต้นทุนทางสังคม
อย่างกรณีโรงงานอุตสาหรรม หากไม่มีการบำบัดเรื่องของน้ำเสีย ฝุ่น ควันพิษ หรือแม้กระทั่ง การที่รถวิ่งจ้อกแจ้กจอแจทำให้ชาวบ้านรอบข้างรำคาญ ทั้งหมดนี้ล้วนถือว่าเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นกับสังคม
ต้นทุนเหล่านี้ไม่เคยถูกรวมอยู่ในต้นทุนการผลิต
ต้นทุนการระเบิดภูเขาจึงมีแค่ค่าระเบิด กับค่าขนส่ง ไม่มีใครคิดถึงปัญหาฝุ่นที่เกิดกับชาวบ้าน
ในการเปิดผับท่ามกลางชุมชน
เจ้าของผับก็ไม่เคยสนใจว่า ทั้งเสียงทั้งรถทั้งคนจากผับของเขาสร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านยังไง
ทุกโครงการเมื่อกดเครื่องคิดเลขออกมาจึงน่าทำไปเสียหมด เพราะต้นทุนต่ำมาก
น่าเศร้าที่ต้นทุนทางสังคมเหล่านี้ ผู้ที่เป็นผู้ก่อแทบไม่เคยต้องจ่ายเลย
แล้วใครจ่าย?
ก็คนที่ได้รับผลกระทบนั่นแหละครับ
หรือจะบอกว่า ภาระนั้นถูกผลักมาให้กับสังคมเป็นผู้รับก็พอจะได้
อย่าเพิ่งคิดว่า ต้นทุนทางสังคม เป็นเรื่องของนายทุนเท่านั้นล่ะครับ
แค่เราไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วดื่มกิน ร้องรำทำเพลง เสียงของเราก็สร้างความรำคาญให้กับคนข้างเคียง
นั่นก็เป็นต้นทุนทางสังคมประเภทหนึ่งเหมือนกัน
เป็นต้นทุนที่เราก็ไม่เคยจ่ายเช่นกัน
เผลอๆ เราอาจไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเป็นผู้ก่อ
ข่าวสั้นทันใจ
Posted by zcongklod on May 17, 2009
ข่าวที่ 1: รับสมัครนักดูแลโลก
ถ้าใครมีไอเดียอะไรในการดูแลรักษาโลกใบนี้ บอกเล่ากันได้ครับ
ถ้าฟังดูเข้าที โครงการ BEgreen BEtrend มีงบประมาณมอบให้
โดยมี youth venture รับบทกุนซือช่วยสอนสั่งและวางแผนกันไปตลอดทาง
อ้อ ถ้าโครงการผ่านฉลุย ได้สัมภาษณ์ลง a day ด้วยนะ
งานนี้รับเฉพาะคนอายุต่ำว่า 24 ขวบเท่านั้น
หมดเขต 31 พฤษภาคมนี้แล้วนะเออ
ดูรายละเอียดได้ที่ www.thailand.youthventure.org
ข่าวที่ 2: เรียนเย็บสมุดกับสุดยอดเกจิ
กลับมาอีกครั้งสำหรับโครงการ Making books supporting dream #3
ของนุ้ยแห่ง youth venture สุดยอดนักเย็บสมุดแห่งยุคสมัย (อวยกันสุดๆ )
รายได้ทุกบาททุกสตางค์นำไปสนับสนุนโครงการของน้องๆ เยาวชนที่อยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีชึ้น
จัดกันวันที่ 31 พ.ค. 52 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ The Third Place ทองหล่อ ซอย 10
ถ้าอยากเรียน ต้องร่วมทำบุญกันคนละ 1,000 บาท รับ 20 คนเท่านั้น
ติดต่อได้ที่ yvth@youthventure.org หรือ 02 712 8696
ข่าวที่ 3: คลาสของอาจารย์ยงยุทธ
หลายคนคงทราบแล้วว่า ผมกำลังจะทำหนังสือรวมบทสัมภาษณ์อาจารย์ยงยุทธ
ว่าด้วยเรื่องความคิดที่น่าสนใจของอาจารย์
ครั้นจะนั่งคุยกันเงียบๆ สองคนก็เกรงว่าจะเกิดประโยชน์น้อย
ก็เลยเปิดให้คนที่สนใจแวะมาร่วมพูดคุยด้วย
คุยกันทุกวันพุธเว้นพุธ ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม
ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ (พิกัดที่แน่ชัดจะแจ้งให้ทราบต่อไป)
งานนี้เราจะคุยกันวันละประเด็น
เริ่มตั้งแต่พุธที่ 3 มิถุนายนเป็นต้นไป
ใกล้ๆ จะอัพเดตรายละเอียดแบบละเอียดๆ ให้ทราบอีกครั้งนะครับ
ข่าวที่ 4: หนุ่มนักโบกกับสาวผู้โชคร้าย ในงานททท.
ใครอยากฟังเรื่องราวทริปโบกรถของผม นิ้วกลม และสาวผู้โชคร้าย ก่อนใคร
เชิญได้ที่เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2552 ในส่วนของการสัมมนา ‘เปิดมุมมอง ท่องเที่ยวไทย’
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2552 เวลา 15.00-16.00 ที่อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ฟังฟรี แต่ควรลงชื่อจองที่นั่งล่วงหน้า
ดูรายละเอียดได้ที่ http://thai.tourismthailand.org/festival-event/content-5905.html
ข่าวที่ 5: เยี่ยมบ้านโจน จันใด
ตอนนี้พี่โจน จันใดเขากำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ
กว่าจะกลับมาก็ปลายเดือนกรกฎาคมโน่นเลย
หลังจากพี่เขากลับมาคงได้ทราบว่า เราจะไปเรียนรู้การปลูกผักกันเมื่อไหร่ดี
ข่าวที่ 6: ทริปอาจารย์ยงยุทธ
เสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้พบกัน!
สัมภาษณ์นิคม พุทธา ตอนที่ 1: กล้วยไม๊?
Posted by zcongklod on May 15, 2009

มีข่าวคราวความคืบหน้าโครงการปลูกกล้วยป่ามาฝากครับ
โครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โครงการปลูกกล้วยป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศดอยหลวงเชียงดาว
มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่ชื่อ ‘โครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิง’ ของพี่อ้วน นิคม พุทธา เป็นพ่องาน
แล้วก็มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว
และกลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำแม่ปิงประมาณ 200 คน ร่วมเป็นพันธมิตร
โครงการนี้ตั้งใจว่าจะปลูกกล้วยป่า (กล้วยแดง) ให้ได้ 3,000 ต้น
บริเวณรอบดอยหลวงเชียงดาว กินพื้นที่ประมาณ 100 ไร่
ในเขตบ้านนาเลา ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
งบประมาณของโครงการนี้เบ็ดเสร็จแล้วอยู่ที่ 95,000 บาท
หลักๆ เป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมหน่อกล้วยและการขนย้ายจาก 7 ตำบล
แล้วก็ค่าอาหารและที่พักสำหรับเยาวชนที่มาร่วมปลูกกล้วย ในรูปแบบของค่าย 3 วัน
ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552
เนื่องจากโครงการนี้ยังหาผู้สนับสนุนด้านงบประมาณไม่ได้
เลยอาศัยวิธีบอกบุญกันไปเรื่อยๆ
ถ้าหางบประมาณได้น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ก็ยังดำเนินงานกันต่อครับ
เพียงแต่คงต้องลดจำนวนกล้วย และจำนวนเด็กลง
ในงาน Greenday ที่ผ่านมาของนิตยสาร a day มีคนช่วยบริจาคสมทบทุนไปแล้ว 5,000 บาท
ถ้าใครอยากช่วยบริจาคเพิ่มก็เชิญได้ที่
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงดาว
ชื่อบัญชี โครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง
เลขบัญชี 516-1-35859-9
สำหรับผู้ที่อยากไปร่วมลงแรง
พี่อ้วนแนะนำว่าควรมาถึงเชียงดาวในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน
หากเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก็ขึ้นรถทัวร์ไปลงที่เชียงดาวได้เลย
ถ้ามาจากตัวเมืองเชียงใหม่ หรือจังหวัดอื่นๆ ก็พาตัวเองมาถึงตลาดเชียงดาวให้ได้
จากนั้นพี่อ้วนจะส่งรถมารับไปพักกันที่ค่ายเยาวชน ใกล้ๆ กับดอยหลวงเชียงดาว
แนะนำว่าก่อนจะเดินทางมา ควรแจ้งคุณทิพย์ล่วงหน้าก่อนนะครับ
คุณทิพย์จะได้ทราบว่าต้องเตรียมที่พัก อาหาร และรถ สำหรับคนจำนวนเท่าไหร่
แจ้งคุณทิพย์ได้ที่อีเมล pingwatershed@yahoo.com, nammaeping@gmail.com
หรือโทรศัพท์ 053 455 785, 086 654 3952
ถ้าใครอยากจะรู้จักกล้วยป่าเพิ่ม ผมมีบทสัมภาษณ์พี่อ้วนเรื่องกล้วยป่ามาฝากครับ
เป็นการคุยกันตอนที่ผม นิ้วกลม และสาวผู้โชคร้าย ได้เจอพี่เขาโดยบังเอิญที่เชียงดาว
อันที่จริง พี่อ้วนคุยเรื่องสนุกๆ และน่ารู้มากมาย แต่มันไม่ค่อยเกี่ยวกับกล้วยป่าเท่าไหร่
เอาไว้มีโอกาสเหมาะๆ เมื่อไหร่ จะเอามาลงให้อ่านกันนะครับ
***************************************************************
ทำไมพี่อ้วนถึงสนใจกล้วยป่าครับ
ป่าไม้ในประเทศไทยเรียกว่าป่าเขตร้อน ในโลกนี้มีป่าเขตร้อยแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งโลก นอกจากป่าเขตร้อนจะมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายอย่างเช่น ไม้ไผ่ ไม้ดู่ ไม้แดง ไม้สัก ไม้ตระกูลปาล์ม แล้วก็มีไม้ตระกูลกล้วย เราจะเห็นว่าประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย เขมร พม่า ขึ้นไปถึงจีนมีกล้วยกระจายอยู่หลายสายพันธุ์ คนในแต่ละภูมิภาคก็รู้จักการนำกล้วยมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
บทบาทของกล้วยหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ บทบาทต่อคนท้องถิ่น ในการเป็นอาหาร ยารักษาโรค ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่ผลเท่านั้น แต่รวมไปถึงใบและลำต้นด้วย
อีกบทบาทมีต่อระบบนิเวศ สัตว์หลายชนิดได้พึ่งพาอาศัยกล้วยเป็นอาหาร ผมเคยตามช้าง ช้างรู้ว่าดงกล้วยอยู่ตรงไหน เมื่อโขลงช้างมาที่ดงกล้วยมันจะใช้เวลานานในการหากินกับดงกล้วย มันใช้งวงตวัดใบอ่อนกิน แล้วก็เอางวงลอกกาบข้างนอกออกแล้วกินเนื้อในต้นกล้วย บางทีก็เอาต้นกล้วยมาฟาดไล่ยุง พฤติกรรมของช้างป่าไม่ได้กินล้างกินผลาญ กินแล้วก็ไป อีกสักเดือนสองเดือนกล้วยก็งอกขึ้นมาทดแทน กล้วยเป็นเหมือนโรงงานผลิตอาหารให้กับสัตว์ในป่า หมีกินหยวกข้างใน หมูป่าก็กินหยวกข้างในแล้วก็กินหน่อ พวกเม่นปีนขึ้นไปกินผลสุก ชะมดอีเห็นก็กินผล หมูหริ่งหมาหริ่งขุดลงไปกินเหง้ากล้วย ที่ผมรู้เพราะผมเคยเก็บขี้ของสัตว์แต่ละชนิดมาศึกษาก็พบเมล็ดกล้วยในขี้สัตว์ นก กระรอก กระแต ลิง ชะนีก็กินกล้วย ถ้าป่าตรงไหนมีดงกล้วยนั่นเป็นหลักประกันได้ว่าสัตว์ป่าอยู่ได้ เพราะทุกส่วนของกล้วยคืออาหารของสัตว์ป่า
กล้วยมีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นในป่า ความชุ่มชื้นในป่าเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะถ้าไม่มีความชื้นการย่อยสลายจะไม่เกิด ถ้าการย่อยสลายไม่เกิด ชีวิตก็ไม่เกิด การย่อยสลายเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนมาก ใบไม้ที่ร่วงลงมาเหมือนห่มดินเลยนะ ช่วยรักษาความชื้น อุณหภูมิ ปลวก มดจะช่วยย่อยสลายใบไม้ในขั้นแรก แล้วก็จะมีรา จุลินทรีย์มาย่อยสลายอีกที ให้กลายเป็นปุ๋ยของต้นไม้ พอเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ มาเจอปุ๋ย เจอความชื้น มันถึงเจริญงอกงาม ในดงกล้วยมีความชื้น เมื่อเกิดไฟป่า ไฟก็แค่ลวกต้นกล้วย พอถึงฤดูฝนกล้วยก็เจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ หรือถ้าตรงไหนมีดงกล้วยหนาทึบ ไฟป่าจะมาหยุดตรงขอบดงกล้วย เป็นแนวกันไฟแบบธรรมชาติ
กล้วยเป็นตัวกักเก็บน้ำด้วย ในฤดูฝนพอฝนตกลงมา กล้วยจะเก็บน้ำไว้ พอเก็บเต็มที่ไม่ไหวแล้วก็จะสร้างลูกหลานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีหน่อกล้วยออกมามากมายในฤดูฝน พอถึงฤดูแล้งก็คายน้ำออกมาทางใบ ทางลำต้น เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ละเอียดอ่อนมาก
เวลาฝนตกลงมาในป่า ในป่าที่เป็นดินลูกรังหรือดินทราย ตรงไหนที่มีใบไม้ปิดอยู่พื้นจะสูงขึ้นเป็นแท่งดินเลย เพราะรอบๆ ถูกกัดเซาะไปหมด เหมือนเจดีย์เล็กๆ เต็มไปหมด มันมีความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดฝนกับหน้าดิน ในป่าที่มีเรือนยอดชิดติดกันจะช่วยลดแรงกระทบของฝนต่อหน้าดิน เรือนยอดของต้นไม้หรือพุ่มของมันจะช่วยลดแรงกระแทกของฝนได้ แทนที่จะกระแทกหน้าดินกลับไหลอาบชโลม เคยนั่งดูฝนตกในป่าไหม มันอาบชโลมลงมาตามเปลือกไม้ เปลือกไม้ก็เก็บน้ำไว้ แล้วตามคาคบก็มีเฟิร์น เถาวัลย์ กล้วยไม้ ก็ช่วยกักเก็บน้ำอีก ถ้าหน้าดินมีขอนไม้ ใบไม้ ก็ช่วยกักเก็บน้ำฝนไว้อีก โดยสรุปคร่าวๆ น้ำฝนที่ตกลงมา 100 เปอร์เซ็นต์ ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์จะกักเก็บน้ำไว้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปล่อยให้ไหลลงหน้าดินไปเป็นน้ำบนผิวหน้าดินประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ป่าที่มีคุณภาพดีจะมีระบบการกลั่นกรองที่ดีมาก น้ำที่ไหลออกมาจะไม่ขุ่นเลย หรือขุ่นแป๊บเดียว จะไม่มีตะกอนขุ่นเป็นโอวัลติน
กล้วยมีความสัมพันธ์กับการชะล้างหน้าดินคือ ใบกล้วยมันใหญ่ ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ใบจะไม่แตกเลย แผ่ใหญ่มาก แต่ถ้าเป็นช่องลม ใบกล้วยจะแตก คนปกาเกอญอเลยบอกกันว่าเวลาจะสร้างบ้าน หรือทำไร่ ถ้าอยากรู้ว่าตรงไหนเป็นช่องลมให้ดูที่ใบกล้วย ใบกล้วยใหญ่ก็เลยรองรับแรงกระแทกของฝนได้ ถ้ากล้วยขึ้นมาหนาแน่นแบบถี่ๆ เศษไม้เศษหญ้าก็จะไหลมาติดที่กอกล้วย ทำให้เกิดดินตะกอน เป็นการป้องกันการชะล้างหน้าดิน พอหน้าดินมา ความชื้นมา พอเมล็ดพันธุ์เดินทางมาถึงก็สามารถเจริญเติบโตได้ อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ตรงนี้ก็จะกลายเป็นกลุ่มพืช เป็นสังคมพืชที่มีความหลากหลายขึ้น
ถ้าเราเอากล้วยบ้านไปปลูกในป่าได้ไหม
ได้ แต่ลูกของมันจะมีเมล็ดมากขึ้น เพราะถูกผสมกับกล้วยป่า เราเคยกินกล้วยน้ำว้าแล้วเจอเม็ดไหม นั่นแหละมันมีการผสมของกล้วยป่า กล้วยบ้านที่ผสมกับกล้วยป่าต้นจะแข็งแรง ลูกจะเล็กลง
ทำไมที่ผ่านมาถึงไม่มีใครสนใจปลูกป่าด้วยกล้วยเลยล่ะครับ
ในมุมของผม อาจจะมี 2 อย่าง อย่างที่หนึ่งคือไม่มีความรู้ว่าการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศสมควรจะใช้ไม้ชนิดไหน กรมป่าไม้หรือหน่วยเพาะชำกล้าไม้จะเพาะแต่ไม้ดู่ ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ยูคา ไม้พื้นๆ งานวิจัยว่าไม้ชนิดไหนมีคุณสมบัติในการเป็นไม้เบิกนำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นอาหารสัตว์ หรือชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้ ก็น่าจะมีอยู่แต่ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้
อย่างที่สอง มันขายไม่ได้ ถ้าขายได้คนคงปลูกกันเยอะ เราน่าจะใช้ใบตองมันมากขึ้น เมื่อก่อนโรงงานแหนม โรงงานหมูยอ เขาใช้ใบตองเป็นคันรถเลยนะ แต่พอหาใบตองไม่ได้ก็หันไปใช้พลาสติกแทน ถ้าเปลี่ยนกลับมาใช้ใบตองเหมือนเดิม ใบตองก็จะเป็นพืชเศรษฐกิจ ป่าที่สมบูรณ์ของสองฝั่งแม่น้ำปิงมีศักยภาพที่กล้วยจะเกิดทดแทนสูงมาก ยิ่งตัดยิ่งออก ในฤดูฝนนี่ตัดขายได้ทุกเดือน ก้านกล้วย กาบกล้วยก็น่าจะแปรรูปเอาเส้นใยมาใช้ทำสิ่งทอหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ แต่ยังไม่มีใครทำ อะไรที่มันขายเป็นเงินได้ถึงจะมีคนปลูก
คนสมัยนี้ปลูกอะไรที่มันได้เงินก่อน ป่าภาคเหนือถึงล้มระเนระนาดด้วยการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว ที่รุนแรงมาก็คือข้าวโพด บริษัทซีพีที่เขาเอาข้าวโพดไปผลิตอาหารสัตว์คงไม่รู้หรอกว่ากิจกรรมของเขามันทำให้เกิดการทำลายผืนป่า ทำลายความหลากหลายของโลกอย่างมหาศาล เขาบอกว่า เขาผลิตตามความต้องการของตลาด คนจำนวนหนึ่งก็เลยคิดว่าทำยังไงถึงจะลดการกินเนื้อสัตว์ลงได้ ผมก็เริ่มหันมากินมังสวิรัติ พยายามลดเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารสัตว์แบบอุตสาหกรรม
นอกจากข้าวโพดจะถูกนำไปทำอาหารสัตว์แล้ว ก็ยังเอาไปทำเอทานอลด้วย ก่อนปลูกเกษตรกรจะเตรียมที่ด้วยการถางป่า เผาป่า แล้วใช้รถแทรกเตอร์ไถพรวน มันเป็นการทำลายหน้าดิน ทำลายความชื้น ทำให้เกิดความแห้งแล้ง เกิดน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน พอหญ้าขึ้นมาซึ่งทำหน้าที่ปกคลุมหน้าดิน เขาก็ใช้ยาฆ่าหญ้า เห็นแล้วตกใจมากเลยนะ เขาจอดรถปิคอัพไว้ข้างทาง มีถังสองร้อยลิตร มีเครื่องคูโบต้า สายยางที่ต่อยาวหลายร้อยเมตร ลากไปพ่นแบบข้ามเขาข้ามดอย พอหญ้าแห้งก็เผา เกิดปัญหาหมอกควันไฟ ยาฆ่าหญ้าเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย เร็ว แรง และขยายตัวมากขึ้น เพราะยิ่งแล้งก็ยิ่งขยายตัวเร็ว
พี่อ้วนจะปลูกกล้วยป่าที่ไหนครับ
ริมห้วยรอบดอยหลวงเชียงดาว ไม่ปลูกในทุ่งหญ้า เพราะเราต้องการรักษาระบบนิเวศ บางคนเข้าใจว่าป่าที่อุดมสมบูรณ์ต้องมีต้นไม้ใหญ่เท่านั้น ที่จริงแล้วป่าต้องมีองค์ประกอบ ในป่าผืนหนึ่งควรมีป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า เพราะสัตว์หลายชนิดต้องออกหากินในทุ่งหญ้า เหมือนกับคนเรา แต่ละวันเราก็ต้องอยู่ในห้องนอน เข้าห้องน้ำ ห้องครัว ฉะนั้นบ้านของสัตว์ก็ต้องหลากหลาย มีที่สูง ที่ต่ำ ที่ให้นอนผึ่งแดด และมีที่ปลอดภัยให้ได้หลบซ่อน
เมื่อเราปลูกรอบดอยหลวง เวลาชาวบ้านเผาไร่แล้วไฟลุกลามเข้าไป ถ้าเจอลำห้วย เจอแนวกล้วยป่าก็น่าจะหยุดได้บ้าง จะได้ไม่ลุกลามขึ้นไปข้างบน ถ้ามันลุกลามขึ้นไปบนหน้าผาสูงนี่หมดสิทธิ์ที่เราจะขึ้นไปช่วยกันดับ
รดไม้ รถเมล์
Posted by zcongklod on May 11, 2009

ข้อความ: Public transport supports nature
บริษัทโฆษณา: Duval Guillaume ประเทศเบลเยี่ยม
ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่า ต้นไม้ที่ผูกติดกับป้ายรถเมล์นี้ถูกทำขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปอย่างเดียว
หรือว่ามีโอกาสได้สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับผู้ที่ผ่านไปมาบ้าง
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ตอบโจทย์ได้ตรงเผ็งแบบสุดจะน่ารักน่าชัง
นี่เป็นโฆษณาของบริษัทรถเมล์ที่ต้องการชวนคนมาขึ้นรถเมล์มากขึ้น
ด้วยเหตุผลว่า การขึ้นรถเมล์เป็นการช่วยธรรมชาติ เพราะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการที่ต่างคนต่างขับรถ
นั่นก็เลยนำมาซึ่งประโยคที่ว่า ระบบขนส่งสาธารณะช่วยดูแลธรรมชาติ
และนำมาซึ่งภาพของป้ายรถเมล์ที่ช่วยเป็นหลักให้กล้าไม้ได้เกาะ
ตรงตัวเป๊ะ
ปลูกกล้วยเข้าป่า
Posted by zcongklod on May 8, 2009

มีข่าวมาเล่าสู่กันฟังครับ
ในระหว่างที่ผม นิ้วกลม และสาวผู้โชคร้าย โบกรถผ่านไปที่เชียงดาว
ก็มีเหตุบังเอิญแสนบังเอิญให้ได้พบกับพี่อ้วน นิคม พุทธา นักปลูกป่ามือดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย
หลังจากทักทายกันตามประสา พี่อ้วนก็เล่าว่า
ต้นเดือนมิถุนายนเขากำลังจะทำโครงการชวนเยาวชนรอบดอยหลวงเชียงดาวมาปลูกป่า
และสิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ต้นไม้ที่พี่อ้วนจะปลูกนั้นน่ะ ไม่ใช่ไม้ใหญ่อย่างใครอื่น
เขากำลังจะปลูก ‘กล้วยป่า’ รอบดอยหลวงเชียงดาว
อันที่จริง ผมก็คุ้นเคยกับทฤษฎีปลูกกล้วยเข้าป่าของพี่เขาตั้งแต่ปีที่แล้ว
ตอนที่ชวนผู้อ่านขึ้นรถไฟไปปลูกป่ากัน จนกลายมาเป็นหนังสือเรื่อง ‘หน่อไม้’
ตอนนั้นเข้าใจว่า เป็นทฤษฎีกึ่งภูมิปัญญาที่ได้เรียนรู้มาตลอดการทำงาน
แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเข้าใจว่า มันได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นแนวคิดชั้นยอด
ที่ถูกคนนำไปขยายผลมากขึ้นเรื่อยๆ
หากสงสัยว่า ทำไมปลูกกล้วยถึงถูกนับว่าเท่ากับปลูกป่า
เหตุผลก็คือ ป่าไม้นั้นสามารถฟื้นคืนสภาพได้ด้วยตัวเอง หากไม่มีอะไรไปรบกวนมัน
แต่ก็ใช่ว่าจากพื้นดินแดงโล่งๆ จะมีกล้าไม้ใหญ่มาขึ้นได้ในข้ามคืน
มันจะเริ่มจากหญ้า ไม้พุ่มขนาดเล็ก และไม้ล้มลุกที่ขนาดใหญ่ขึ้น
พอไม้พุ่มขนาดใหญ่กว่าขึ้น ต้นไม้ขนาดเล็กก็ล้มตายไปเพราะขาดแสง
เมื่อมีไม้พุ่มขนาดใหญ่ พื้นดินก็มีร่มเงา มีความชื้น
เป็นสภาพที่กล้าไม้ใหญ่พร้อมจะเติบโตได้
การปลูกกล้วยจึงเป็นการเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับไม้ใหญ่ให้เร็วขึ้น
ข้อดีของการปลูกกล้วยเข้าป่ารอบดอยหลวงเชียงดาวคือ
หนึ่ง กล้วยป่าเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิม ปลูกง่าย ตายยาก
สอง ช่วยกักเก็บน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่า
สาม เป็นพืชอาหารให้กับสัตว์ป่า
สี่ เป็นพืชอาหารและสมุนไพรให้กับคน
ห้า ช่วยยึดหน้าดินไม่ให้ไหลบ่าลงมาพร้อมกับน้ำป่า (เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งค้นพบ)
และข้อหก ซึ่งสำคัญมาก กล้วยป่าสามารถใช้เป็นแนวกันไฟป่าได้ (เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งค้นพบเช่นกัน)
ดังนั้นการปลูกกล้วยป่ารอบดอยหลวงเชียงดาว จึงเป็นการป้องกันการเกิดไฟป่าไหม้ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นผืนป่าที่มีความสมบูรณ์มาก
พี่อ้วนจะชวนน้องๆ เยาวชนไปปลูกกล้วยป่ากันในระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552
โดยตั้งเป้าว่าจะปลูกให้ได้สัก 3,000 หน่อ
ใครอยากจะไปช่วยลงแรง พี่อ้วนบอกว่ายินดี ส่วนรายละเอียดขอมาอัพเดตกันอีกที
ตอนนี้สิ่งที่พี่อ้วนต้องการมากกว่าก็คืองบประมาณ ค่าน้ำมันรถเพื่อใช้ขนกล้าไม้และขนน้องๆ รวมไปถึงอาหารด้วย
ผมก็เลยรับปากพี่อ้วนว่าจะช่วยแจ้งข่าวญาติมิตรให้
พอเหมาะพอดีกับวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นี้ a day มีงาน Green day ที่ Parc Paragon
เราก็เลยจัดบูทเพื่อชวนคนมาร่วมปลูกกล้วยป่าเสียเลย
ถ้าใครสนใจอยากร่วมบริจาคเงินเพื่อปลูกกล้วยเข้าป่า เชิญได้ที่งาน Green day นะครับ
ถ้าใครอยากร่วมบริจาคเงิน แต่ไม่สะดวกไปร่วมงาน เดี๋ยวผมหาเลขบัญชีของ ‘โครงการจัดการลุ่มน้ำปิง’ เจ้าของโปรเจกต์มาให้
ถ้าใครอยากไปร่วมลงแรง เดี๋ยวผมจะไปหาข้อมูลมาให้เช่นกันครับ
อันที่จริง ว่าจะทำบทสัมภาษณ์ของพี่อ้วนเกี่ยวกับการปลูกกล้วยป่ามาให้ได้อ่านกันด้วย
แต่ว่าช่วงนี้ป่วยไข้ ไร้เรี่ยวแรง ขอติดไว้ก่อนแล้วกันนะครับ
ท้ายที่สุดนี้ ถ้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. นี้ มีใครว่าง ขอเชิญร่วมงาน Green day กันนะครับ
งานนี้มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่น่าสนใจมากมายมาตั้งโต๊ะรับอาสาสมัครกัน
แล้วก็มีเรื่องราวของ 5 ฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อมของไทย
มีเรื่องราวของน้องๆ ที่สมัครเข้ามาทำโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก
แล้วก็คอนเสิร์ต จาก Lomo, Scrubb, Stamp และ Tattoo Color
งานเริ่มบ่ายโมง ถึงสองทุ่มครับ
ถ้าอยากมาเดินดูบูทต่างๆ ในงานแนะนำว่า น่ามาก่อนหกโมงเย็น
ถ้าเจอกันอย่าลืมทักทายกันด้วยนะครับ : )
(ขออภัยที่มิได้เรียนเชิญด้วยตัวเอง)
อยากทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ 2
Posted by zcongklod on May 4, 2009
งาน Running the Numbers II ของคริส จอร์แดน ชุดนี้ มีชื่อชุดว่า Portraits of global mass culture
เป็นงานที่ขยายสเกลจากข้อมูลภายในสหรัฐอเมริกาออกมาสู่ตัวเลขที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโลก
โดยเน้นไปที่ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์การบริโภคขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
เช่น ภาพของงปลาทูน่าจำนวน 20,500 ตัว ซึ่งเป็นจำนวนการจับปลาทูน่าเฉลี่ยของทั้งโลกรวมกันที่เกิดขึ้นทุก 15 นาที
ในเว็บไซต์ www.chrisjordan.com เพิ่งปล่อยงานออกมาให้ดูกันแค่ 2 ชุดเท่านั้น
ลองมาดูและเดากันเหมือนเดิมไหมครับ

.

.

.

ภาพของเศษพลาสติก 2.4 ล้านชิ้น เท่ากับจำนวนขยะจากพลาสติกจำนวน 2.4 ล้านปอนด์ ที่ถูกปล่อยลงสู่มหาสมุทรทั่วโลก ในแต่ละชั่วโมง พลาสติกทั้งหมดที่นำมาใช้ในงานนี้ถูกเก็บมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก

.

.

.

.

ภาพของฟันฉลาม 270,000 ซี่ เท่ากับจำนวนประมาณการของฉลามทุกสายพันธุ์ที่ถูกฆ่าเพื่อเอาครีบทั่วโลก ในแต่ละวัน
ผมรู้สึกว่างานชุดนี้ของคริส ดูละเอียดอ่อนขึ้น และกระทบใจมากขึ้น
อาจเป็นด้วยวัสดุที่เขาเลือกมาใช้ ซึ่งหมายถึงประเด็นที่เขาต้องการพูดถึง
และเป็นได้ว่า ด้วยจำนวนตัวเลขที่มโหฬาร ทำให้ภาพของเขายิ่งใหญ่อลังการขึ้น
ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก
ถ้ามีศิลปินชาวไทยเอาไอเดียนี้มาทำในบ้านเราบ้าง จะเล่าเรื่องอะไรดีนะ?
อยากทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
Posted by zcongklod on May 3, 2009

เห็นงานศิลปะชุดใหม่เอี่ยมอ่องของคริส จอร์แดน (Chris Jordan) แล้วก็อดเอามาเล่าสู่กันฟังไม่ได้
งานชุดใหม่ที่ว่านี้มีชื่อว่า Running the Number II
แต่ก่อนจะไปพูดถึงงานชุดที่ว่านี้ เราคงต้องย้อนมาพูดถึงงานชุดก่อนหน้านี้ของเขา
ที่มีชื่อว่า Running the Number เสียก่อน
งานภาพถ่ายชุดนี้เป็นที่โจษขานอย่างมากในหมู่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ซึ่งไม่บ่อยนักที่งานภาพถ่ายจะถูกนักสิ่งแวดล้อมนำไปต่อยอดกันอย่างมากมายขนาดนี้
งานภาพถ่ายซีรี่ย์นี้เป็นบิ๊กไอเดียที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปัจจุบัน
คริส จอร์แดนเรียกงานของเขาว่าเป็น An American Self-Portrait
เป็นการมองวัฒนธรรมร่วมสมัยของอเมริกาผ่านคมเลนส์ที่ฉาบไว้ด้วยข้อมูลทางสถิติ
หัวใจของงานชุดนี้ก็คือ การแปลงตัวเลขเกือบนามธรรมให้กลายเป็นภาพที่แสนจะเป็นรูปธรรม
คริสมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เกิดจากการที่พวกเราร่วมมือร่วมใจกันสร้างปัญหาคนละไม้คนละมือโดยไม่รู้ตัว ผลกระทบเล็กๆ ที่เราก่อทิ้งไว้นั้น ไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โต
เพราะเราเห็นแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมือเรา
แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า เมื่อมันถูกนำไปรวมกับผลกระทบเล็กๆ จากมือคนอื่นแล้ว
สุดท้ายมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ข้อมูลอย่าง คนอเมริกันใช้ถุงพลาสติก 60,000 ใบทุก 5 วินาที
ถึงจะฟังดูใหญ่ยิ่ง แต่มันก็เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ยากจะจินตนาการตามว่ามันมากมายแค่ไหน
คริสก็เลยเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นภาพถ่ายขนาดใหญ่ยักษ์
ให้เห็นกันไปเลยว่าถุงพลาสติก 60,000 ใบมันเยอะแค่ไหน
ดูแล้วไม่ช็อกก็ไม่รู้จะว่ายังไง
ความสนุกของการดูงานชุดนี้ก็คือ การตั้งคำถามกับภาพขนาดใหญ่ก่อนว่า มันคืออะไร?
จากนั้นก็ค่อยๆ ซูมเข้าไปทีละนิด ทีละนิด
แล้วเดากันไปเรื่อยว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคืออะไร
พอร้องอ๋อ ก็รับข้อมูลกันไปว่ามนุษย์เราบริโภคทรัพยากรกันมากมายเพียงใด
ลองมาดูตัวอย่างกันสักหน่อยไหมครับ

.

.

ภาพของขวดน้ำพลาสติก 2,000,000 ใบ เท่ากับจำนวนขวดน้ำพลาสติกที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา ทุก 5 นาที

.

.

ภาพของกระป๋องอะลูมิเนียม 106,000 ใบ เท่ากับจำนวนที่กระป๋องที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาทุก 30 วินาที

.

.

ภาพของโทรศัพท์มือถือ 426,000 เครื่อง เท่ากับจำนวนโทรศัพท์มือถือที่ถูกทิ้งในสหรัฐอเมริกาในแต่ละวัน

.

.

ภาพของตุ๊กตาบาร์บี้ 32,000 ตัว เท่ากับจำนวนของผู้ที่ผ่าตัดเสริมหน้าอกในแต่ละเดือนของสหรัฐอเมริกา ในปี 2006
นอกจากนี้ก็ยังมีภาพอีกมากมายหลายประเด็น อาทิ
ภาพแก้วน้ำพลาสติก 1,000,000 ใบ ซึ่งเท่ากับจำนวนแก้วน้ำพลาสติกที่ใช้ในเครื่องบินในสหรัฐอเมริกาทุก 6 ชั่วโมง
ภาพของกระดาษที่ใช้ในสำนักงาน 30,000 รีม ซึ่งเท่ากับจำนวนที่ใช้ในสำนักงานในสหรัฐอเมริกา ทุก 5 นาที
ภาพยูนิฟอร์มของนักโทษ 2.3 ล้านตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนผู้ถูกจองจำในคุกของสหรัฐอเมริกาในปี 2005 ถือว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีนักโทษถูกคุมขังมากที่สุดในโลก
ภาพของธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 125,000 ใบ ซึ่งเท่ากับงบประมาณที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้ในสงครามอิรัก ในแต่ละชั่วโมง
ภาพของข้อมูลของคริสเป็นสิ่งที่น่าตกใจ
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ นี่เป็นแค่ข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น
ถ้าว่ากันทั้งโลก ข้อมูลจะน่าตื่นตะลึงกว่านี้เพียงใด
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก อาจไม่ได้เล็กอย่างที่คิดก็ได้
ต้องขอบคุณคริส จอร์แดนที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
ติดตามผลงานของคริสแบบเต็มๆ ได้ที่ www.chrisjordan.com
แล้วพรุ่งนี้มาดูงาน Running the Number II กันครับ
สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 8: ความคิด
Posted by zcongklod on Apr 30, 2009

คิดยังไงที่ราคาข้าวขึ้นไม่ได้เพราะผู้บริโภคจะเดือดร้อน
สะเทือนใจ (หัวเราะ) ข้าวมันจะแพงขึ้นก็ต่อเมื่อชาวนาขายข้าวหมดแล้ว สังเกตไหม ชาวนาขายข้าวไปอยู่ในโรงสีแล้ว ราคามันขึ้นทันทีเลย ปีที่ผ่านๆ มาราคาแพงมาก จนถึงกิโลละ 15 บาท แต่ชาวบ้านขายได้ 8 บาทเท่านั้นเอง มันเป็นการปั่นราคาเพื่อผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ไม่ได้ช่วยอะไรชาวบ้าน ของอย่างอื่นขึ้นราคาได้ แล้วก็ไม่เคยลง อย่างเช่น ยารักษาโรค ซึ่งมันจำเป็นมากนะ ข้าวก็จำเป็น แต่ทำไมข้าวขึ้นไม่ได้ อาหารหรืออะไรก็ตามที่เกษตรกรผลิต ขึ้นราคาไม่ได้สักอย่าง มันเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนจนเป็นคนจนต่อไป เพื่อที่คนระดับบนจะได้เอาเปรียบมากขึ้น เป็นคนจนปุ๊บก็จะมีหนี้สินมากขึ้น ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนมากขึ้น ก็ไม่มีเวลาคิดถึงตัวเองว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คิดแต่ว่าวันนี้จะไปหาเงินที่ไหนถึงจะพอกิน พอคนจนไม่คิดก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาพูด
มองประเทศพัฒนาแล้วยังไงบ้างครับ
ประเทศไหนที่เจริญแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา มันทำให้ชีวิตยากขึ้น ทำให้คนไม่มีความสุข มีเสรีภาพอย่างเดียวคือเสรีภาพในการแข่งกันหาเงิน แต่จะเลือกที่จะมีความสุขไม่ได้ แค่จะทำส้วม เราต้องไปขออนุญาตกี่ที่ต่อกี่ที่ เขาบังคับให้เราซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทนี้ ไม่งั้นก็ไม่ผ่าน ที่สหรัฐฯ จะทำโรงเก็บเครื่องมือยังต้องขออนุญาตเลย จะปลูกผักปลูกอะไรมันยากหมด ทำไมต้องทำให้ยากขนาดนั้น บ้านเราไม่เคยมีอะไรยากเลย ผมไม่เคยชื่นชมประเทศที่พัฒนาแล้วเลย
ทำไมถึงเชื่อมั่นในวิถีตะวันออก
ไม่ใช่วิถีตะวันออก แต่เป็นวิถีเก่าแก่ทั่วโลก มันเป็นวิถีที่ยั่งยืนที่สุดที่คนอยู่ได้มาหลายพันปี แต่พอเรามาเปลี่ยนเป็นวิถีตะวันตก หรือวิถีบริโภคนิยม แค่ไม่ถึง 50 ปี เราแทบไม่เหลืออะไรเลย พอเปลี่ยนมาอย่างนี้ มนุษย์ที่เคยทำงานแค่ปีละ 2 เดือน ตอนนี้ต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงตลอดทั้งปีทั้งชาติ มันก็เลยเป็นคำถามกับตัวเองว่า เราพัฒนาไปเพื่ออะไร เพื่อให้เราทำงานมากขึ้น เพื่อให้ชีวิตยากขึ้น เพื่อให้เป็นทุกข์มากขึ้น สมัยก่อนหรือวิถีตะวันออก เขาพัฒนาไปเพื่อความสุข เพื่อความง่าย ทุกอย่างคิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันง่าย ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่คิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันยาก
อยากมีรถสักคันหนึ่งเพื่อที่จะไปให้เร็วที่สุด ก็เพื่อรีบไปทำงานใช่ไหม จะได้ทำงานได้มากกว่าคนอื่น วิถีแบบนี้มันไม่ใช่ทางที่ผมอยากจะเป็น ความง่ายคือการเดิน หรือการขี่จักรยาน อาจจะเร็วกว่าขี่รถ เพราะกว่าจะได้รถมา เราทำงานกี่ปีเพื่อที่จะซื้อรถ แต่ผมเดินไปตลาดในหมู่บ้าน ขี่รถอาจจะใช้เวลาเร็วกว่าเดินนิดนึง แต่กว่าจะได้รถมาเราต้องทำงานมากขึ้นเท่าไหร่ เราไม่ได้คิดคำนวณเวลาที่เราเสียไปกับการหาเงินซื้อรถเลย ถ้าเราคิดตรงนั้นจะพบว่าเทคโนโลยีทำให้เราช้าลง วิถีที่เราพัฒนาทำให้เราช้าลง ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น
ผมก็เลยเชื่อในวิถีเก่า วิถีเก่ามันดีอยู่แล้ว ขาดอย่างเดียวเรื่องสุขอนามัย ถ้าเราต่อยอดจากของเก่า เพื่อให้มันดีขึ้น จะทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น แต่ตอนนี้เราทิ้งของเก่าแล้วก็กระโดดไปสู่บริโภคนิยมหรือระบบอุตสาหกรรมโดยที่เราไม่มีฐาน ไม่มีอะไรเลย เราก็เข้าไปเป็นทาสในระบบทันที แล้วก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยจากมัน มองดูสิ ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายในปัจจุบัน ใครได้ประโยชน์จากความเจริญนี้ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือคนที่ทุกข์ที่สุด ไม่มีเวลาว่างเลย
ทุกวันนี้ความสุขของพี่โจคืออะไรครับ
ทุกวันนี้ผมไม่ได้คิดถึงความสุขนะ คนอื่นอาจจะแสวงหาความสุข แต่ผมไม่ได้สนใจความสุขสักเท่าไหร่ ความสุขกับความทุกข์มันอันเดียวกัน เหมือนเหรียญ เราจะเลือกเอาด้านหัวด้านเดียวไม่ได้ มันต้องมีด้านก้อยติดมาด้วย ถ้าเราต้องการความสุข เราจะปฏิเสธความทุกข์ไม่ได้เพราะมันมาด้วยกัน ความสุขกับความทุกข์มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตคนเลย มันมาแล้วก็ไป สนใจไม่สนใจมันก็มาแล้วก็ไป ถ้าเราวิ่งตามความสุข ผลักความทุกข์ ชีวิตเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะวิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะความสุขที่เราพูดถึงหรือที่คนทั่วๆ ไปหมายถึงก็คือความพอใจ มันเป็นเรื่องของอารมณ์ ของความรู้สึก ถ้ามีอะไรถูกใจก็รู้สึกว่าเป็นสุข ได้บ้านสวยๆ ได้งานดีๆ ได้พักผ่อน นั่นคือเรารู้สึกเป็นสุข นั่นคือความหมายของคำว่าความสุขของชาวบ้าน แต่สิ่งที่เราได้มาไม่มีอะไรที่อยู่นาน แป๊บเดียวมันก็ไป ซื้อรถสวยๆ มา เราดีใจ ภูมิใจ ตื่นเต้นกับมัน ไม่นานหรอก ความภูมิใจทั้งหลายก็จะลดลง เป็นเรื่องธรรมดา พอความพอใจลดลงเราก็อยากได้อย่างอื่นต่อ เราก็จะวิ่งๆๆๆๆ โดยที่ไม่รู้ว่าวิ่งไปไหน เราไม่เคยได้อะไร ชีวิตของเราเกิดมาสั้นมาก ถ้าเราจะมาวิ่งตามหาความพอใจแค่นี้ เราจะไม่ได้ชื่นชมความพอใจจากอะไรที่งดงามไปกว่านั้นเลย ยังมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นในชีวิตเรา ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้มันได้ ถ้าเรายังวิ่งตามความพอใจของเราอยู่
ไม่สนใจความทุกข์ความสุขแล้วพี่โจสนใจอะไรครับ
ความเข้าใจในชีวิต ความเข้าใจในตัวเอง ผมเห็นว่ามันมีความตื่นเต้น มีความเพลิดเพลินมากกว่ามีความสุข เพราะการหาความสุข ถ้าได้งานนี้คงเป็นสุขมาก พอได้งานเสร็จผมก็จะไม่สุข มันก็จะอยากได้อย่างอื่นไปเรื่อยๆ แต่ความเข้าใจเป็นคนละเรื่องเลย แต่ก่อนผมกลัวผีมาก แต่พอผมเข้าใจว่าผีไม่มี ความกลัวผีมันหายไป มันเปลี่ยนชีวิตผมทั้งชีวิตเลย แล้วผมก็ยินดีกับความเข้าใจนี้ตลอดมา มันไม่เคยหายไปไหน ความเข้าใจอย่างนี้ผมถือว่าสำคัญมาก
ผมกลับไปอยู่บ้านใหม่ๆ ผมเกี่ยวข้าวแล้วปวดหลังมาก ร้อนมาก ใจหนึ่งก็บอกว่าต้องหยุด ต้องพัก ต้องอดทน เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่พอผมตัดสินใจว่า ถ้าทนต่อไปอีกสักหน่อยมันจะเป็นอะไรเอาใจจดจ่ออยู่กับมือที่กำข้าวแล้วก็เอาเคียวตัด ทำไปสักพักหนึ่ง ปรากฏว่าความร้อนหายไป ปวดหลังหายไป โดยที่ไม่ได้หยุดพัก ผมรู้สึกทึ่งในการค้นพบนี้ มันมีอีกมิติหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้สัมผัสมัน เพราะเราไม่อดทนพอ การอดทนหรือการฝืนทำอะไรที่ผิดกับความรู้สึกที่เราต้องการ แค่นิดเดียวเท่านั้น เราจะได้เห็นมิติหนึ่งของชีวิต เหมือนนั่งอ่านหนังสือแล้วง่วงนอนมาก ธรรมดาทั่วๆ ไปก็จะไปนอน ผมคิดว่า ถ้าฝืนต่อไปอีกนิดหนึ่งจะเป็นยังไง สักพักไม่ถึง 3 นาทีมันก็สว่างจ้าขึ้นมาเหมือนเพิ่งนอนตื่น มันมีมิติอย่างนี้อยู่ในชีวิตคนเรา แต่จะมีกี่คนที่ค้นพบมันได้ เพราะเราไม่เคยฝืน เพราะเราตามตลอด เราแสวงหาความสุขตลอด เราตามอารมณ์ เราไม่ชอบง่วงนอน เราก็ไปนอน เพราะเป็นสุขกว่า ถ้าเราฝืนเราจะเห็นอีกภาพหนึ่งที่ต่างกันไป
ผมถือว่าความเข้าใจเหล่านี้สำคัญมาก เป็นความเข้าใจที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันงดงามมาก มีความหลากหลาย มีอะไรที่มหัศจรรย์ให้เราได้ชื่นชมตลอด ความปีติยินดีตรงนี้มันอยู่กับเรานานมากแล้วไม่เคยจางไป ความรู้สึกนี้มีค่ากว่าความสุข เพราะว่าความรู้สึกนี้มันได้มาโดยไม่ยาก แต่ความสุขทางอารมณ์ที่เราแสวงหาทุกวันนี้มันได้มาอย่างยากลำบากมาก ต้องสละเวลาอันมีค่าของชีวิตไป ทำงานหนัก 5 ปี 10 ปี อดออมเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อรถคันเดียว เพื่อจะได้รู้สึกโก้ เท่ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมาเองว่า การนั่งรถเก๋งสวยๆ มันคือความเท่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ต่างจากนั่งเกวียนหรือเดิน สังคมก็ช่วยสร้างภาพให้เราเห็นว่ามันคือความเท่ นี่คือความยิ่งใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไร มันคือความโง่ต่างหาก ความเข้าใจอย่างนี้มันทำให้เราใช้ชีวิตในทางที่มันมีเหตุมีผลมากขึ้น ชีวิตเราก็ง่ายขึ้น เพราะเราไม่มีวันที่จะไปตามแฟชั่นอีกเลย ค่านิยมไม่มีความหมายในชีวิตอีก มันจะทำให้ชีวิตเบาขึ้นๆ เป็นลำดับ ผมก็เลยไม่สนใจที่แสวงหาความสุขเหมือนคนทั่วๆ ไป
ทุกวันนี้พี่โจเข้าใจชีวิตดีแค่ไหนแล้วครับ
ไม่ถึงครึ่งเลย อยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง ต้องฝึกไปเรื่อยๆ ยินดีที่ได้เผชิญกับปัญหา ดีใจที่มีความวุ่นวายความสับสน มีปัญหารุมเร้าเข้ามา นี่คือโอกาสที่ผมจะได้เรียน นั่นคือห้องเรียนของผม
มีปัญหาอะไรบ้างที่รุมเร้าเข้ามาแล้วยังแก้ไม่ตก
ไม่มี ถ้าเรายอมรับความจริง ไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จะมีปัญหาที่แก้ไม่ได้เต็มไปหมด อย่างเรากลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ซึ่งมันเป็นความจริงของชีวิต แต่คนกลับไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง คนเชื่อว่าเราจะหนีจากมันได้ แก้ไขจากมันได้ คนก็จะไปซื้อประกัน ไปสะสมเงิน เพื่อให้รู้สึกว่ามั่นคง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความกลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ไม่ว่าเขาจะมีประกันดีขนาดไหน มีเงินสะสมไว้มากขนาดไหน เขาก็ต้องเจ็บป่วยและตายเหมือนเดิม นี่คือไม่ยอมรับความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความกลัว มันแก้ไม่ได้ ยิ่งหาเงินมาก เขาก็ยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก ก็ยิ่งเจ็บป่วยมาก แล้วก็ตายเร็วขึ้น ความกลัวทำให้คนตายเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่กลัว โอ้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างผมเห็นว่าการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี เพราะการเจ็บป่วยคือร่างกายมันเตือนเราว่า เราใช้วิถีชีวิตผิด ผมกินผิด ผมคิดผิด ผมทำงานผิด ผมถึงเจ็บป่วย ถ้าผมทำถูกผมจะไม่เจ็บป่วยเลย ฉะนั้นผมรู้สึกขอบคุณที่เจ็บป่วย
อีกอย่าง การเจ็บป่วยคือช่วงหนึ่งของชีวิตที่ร่างกายเตือนเราว่า เราต้องกลับมาสู่ตัวเอง เพราะธรรมดาคนจะไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย คนจะคิดถึงแต่งาน คิดถึงความยิ่งใหญ่ คิดถึงอะไรข้างนอก คิดถึงภารกิจของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย แต่พอเจ็บป่วยปุ๊บ เขาจะเริ่มคิดว่า จะตายแล้วนี่ จะลืมทุกอย่างได้ ทำให้คนกลับมาหาตัวเอง ถ้าเราไม่เป็นหวัดเราจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของการหายใจ ถ้าไม่เจ็บป่วย คนจะไม่รู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เราก็จะกินอะไรก็ได้ สำมะเลเทเมายังไงก็ได้ เพื่อที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่มีอยู่ มันจึงเป็นความจำเป็น ที่จะต้องเจ็บป่วย เพื่อดึงให้เรากลับมาหาตัวเอง คนพยายามบิดเบือนว่าความจริงนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่ต้องวิ่งหนี ทั้งที่วิ่งหนีไม่ได้
ความตายมันเป็นเรื่องธรรมดา คนเราไม่รู้หรอกว่าตอนตายมันเป็นยังไง ความตายอาจจะเป็นของขวัญชิ้นที่สำคัญที่สุดของชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้เราก็ได้ แต่เรากลัวเพราะไม่มีใครอธิบายให้เราฟังว่าตายแล้วเป็นยังไง เรากลัวความจริง ถ้าเรายอมรับตรงนี้ ปัญหาในชีวิตมันจะน้อยลง ฉะนั้น วิธีที่ผมแสวงหาความเข้าใจก็คือ ทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อลดความกลัวลง
พี่โจบอกว่าตอนนี้ตายได้แล้ว
มันไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว มันอิ่มกับการมีชีวิตอยู่ อายุก็ 45 แล้ว รู้สึกพอใจกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ส่วนที่เหลือของชีวิตก็อยากจะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป มันเหมาะที่จะมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ลูกมันก็อยู่ได้ ลูกหมาคนยังเอาไปเลี้ยง ลูกคนมันต้องอยู่ได้สิในสังคมนี้
มองอนาคตของลูกยังไงครับ
ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เป็นห่วง เพียงแต่ช่วงนี้ เราจะให้เขาเรียนรู้ให้มีประสบการณ์ในการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ถ้าลูกพึ่งตัวเองได้ เราก็จะไม่ห่วง ถ้าผมตายเขาก็ยังอยู่ได้ เราไม่ได้หาเงินให้ลูกเหมือนคนไทยเราทำ แต่เราจะให้ประสบการณ์ ให้ความรู้กับลูก ลูกเติบโตมา ขอให้เขามีความรู้ความสามารถ เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่นี้จบ เราเลี้ยงเขาให้เป็นเขา ไม่ใช่เลี้ยงเขาเพื่อรับใช้ความต้องการของเรา ไม่เหมือนคนไทยที่ตัวเองอยากเป็นหมอแต่เป็นไมได้ ก็เอาความต้องการนี้มายัดเยียดให้ลูก แบบนี้มีโอกาสเป็นทุกข์มาก ถ้าเรามองว่าลูกก็เป็นคนคนหนึ่ง เขาจะเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น เราให้เขาในเรื่องความสามารถที่เขาอยากพึ่งตัวเอง แต่ถ้าเขาต้องการมากกว่านั้น เขาก็หาเอง ถ้าเขาหาเองได้เขาก็ภูมิใจ คิดอย่างนี้ก็ง่าย ไม่หนักใจ ไม่ต้องหาเงินมากด้วย
มองคนหนุ่มสาวยุคนี้ยังไงบ้างครับ
คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ก็ยังเพลิดเพลินกับความสนุกสนาน มีสิ่งที่เอนเตอร์เทนเยอะเกินไป จนกว่าเขาจะได้ทำงานนั่นแหละ เขาถึงจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ง่ายเท่าไหร่ คิดว่าตอนนี้ต้องปล่อยให้เขาสนุกสนานไปก่อน ตอนทำงานเขาก็จะกลับมาเอง ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปชักชวนคนที่ยังไม่พร้อมมา ใครถึงจุดอิ่มตัวก็มาเอง เราคิดอย่างนี้
คนเราเกิดมาทำไมครับ
คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ มาเห็นความงดงามของการมีชีวิตอยู่ แล้วก็ตายไป แต่คนส่วนมากไม่มีโอกาสได้รู้สึกแบบนั้น เพราะว่าเราสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อให้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น ไปสู่เรื่องของการมีเงิน มีความมั่นคง อย่างผมรู้สึกว่าผมเกิดมาชื่นชมความงดงามของการมีชีวิตอยู่ ชื่นชมการเห็นชีวิต เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไป มันเป็นความงดงามอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นขั้นตอนที่เราได้เผชิญกับอะไรมากมาย แล้วการฝ่าฟันเพื่อที่จะเข้าใจตัวเองเนี่ย มันเป็นขั้นตอนที่สนุกสนาน ท้าทายดีมากเลย
สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 7: ผู้มาเยือน
Posted by zcongklod on Apr 27, 2009

รายได้หลักของที่นี่มาจากไหนครับ
มาจากนักฝึกงานที่เป็นคนต่างประเทศ แล้วก็มีบริจาคให้บ้าง เรารับนักฝึกงานปีละครั้ง ครั้งละสิบกว่าคน ปีนี้รับ 15 คน เขาต้องเสียเงินคนละ 1,400 ดอลลาร์ต่อคน ใช้เวลา 2 เดือนครึ่ง ถ้าเขามาเที่ยวเองเขาจ่ายแพงกว่านี้เอยะ แต่นี่เขาอยู่ที่นี่ กินที่นี่ เรียนเกษตร เรียนทุกอย่าง ถ้าไปฝึกทำบ้านดินในสหรัฐ แค่ทำม้านั่งก็ต้องเสียวันละ 200-400 ดอลลาร์แล้ว แถมยังต้องไปเช่าบ้านอยู่อีก แล้วการเรียนเรื่องบ้านดินในสหรัฐ เขาไม่มีเสรีภาพที่จะเรียนได้มากเหมือนที่นี่ เพราะกฎหมายของเขาอนุญาตให้สร้างใหญ่ไม่ได้ อย่างมากก็ทำเตาอบขนมปัง ทำม้านั่ง แต่ที่นี่ทำบ้านเป็นหลังเลย ได้เรียนรู้มากกว่า แล้วก็เรียนเรื่องเกษตร สุขภาพ การดูแลรักษาตัวเอง โดยวิธีพื้นบ้าน
คนที่มานี่มีทุกอาชีพเลย เที่ยวนี้บางคนเป็นสถาปนิก บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นผู้พิพากษา บางคนตกงาน บางคนเพิ่งเรียนจบ พวกเขาไม่ชอบวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน พอเห็นเว็บไซต์ของเราก็เลยอยากมาลองดู มาแล้วก็เปลี่ยนชีวิตเลย หลายคนก็อยู่ต่อนะ เราก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม บางคนอยู่มาปีนึงแล้ว
เราเก็บเงินเฉพาะคนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คนในเอเชียมาฟรีหมด คนไทยก็ฟรี กินฟรีอยู่ฟรี มาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ มาใช้แรงงานทำงาน ช่วงที่ทำงานก็คือช่วงที่ได้เรียน
คนไทยมาน้อย มันเป็นเรื่องของทัศนคติ คนไทยรู้สึกว่าเกษตรเป็นงานที่ต่ำต้อย คนไทยที่มาส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ไม่ใช่เกษตรกร ชาวนาเขาอยากจะหนีจากการเป็นชาวนา แต่ผมก็ยังมีอบรมกับกลุ่มชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ อย่างเด็กนักเรียนนี่ยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่อยากจะแตะดินเลย พ่อแม่รุ่นใหม่เป็นปัญหาหลักเลย ไม่อยากให้ลูกมาตากแดด กลัวลูกดำ ถ้าโรงเรียนบอกว่าจะเอาเด็กมาทำบ้านดิน มาทำสวน พ่อแม่จะบอกว่าทำไปทำไม เพราะถือว่าเป็นงานใช้แรง พ่อแม่ไม่อยากให้มา เด็กๆ ที่มาเลยมีแต่จากโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่แทบทุกแห่งมาที่นี่ แต่โรงเรียนธรรมดาไม่มีใครอยากมา เด็กๆ ก็สนุกกันจนไม่อยากกลับ
ตอนนี้คนมีฐานะบางคนเริ่มหันมาสนใจการปลูกผัก พี่โจอยากแนะนำคนกลุ่มนี้ว่าอย่างไร
ส่วนมากผมจะแนะนำว่า ถ้าจะทำเกษตรเราต้องเป็นเกษตรกร อย่าจ้างคนอื่นทำ อย่าเป็นนักธุรกิจทางการเกษตร ถ้าเป็นนักธุรกิจทางการเกษตรมันไปไม่ค่อยรอดหรอก จ้างคนทำทั้งหมดแล้วขาย ไม่ค่อยได้อะไรหรอก เพราะต้นทุนมันสูงมาก อยากมาอยู่บ้านนอก เริ่มปลูกอะไรกินเองมันก็ดี แต่ต้องลงมือทำเอง ถ้าทำเองมันจะอยู่รอด แต่ถ้าไม่ทำเอง แป๊บเดียวก็กลับแล้ว
เวลาที่พี่โจถูกเชิญไปบรรยายต่างประเทศ ส่วนใหญ่พูดเรื่องอะไร
ก็โม้ๆ อะไรแบบนี้แหละ เรื่องเมล็ดพันธุ์ เรื่องการพึ่งตัวเอง เพราะตะวันตกเขาไม่ได้คิดเรื่องการพึ่งตัวเอง การพึ่งตัวเองสำหรับเขาหมายถึง การอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว เป็นพวกที่มีปัญหากับชีวิต แต่ในสังคมไทยมันคนละเรื่อง พอเขาเข้าใจก็ขอตามมาเรียนต่อ
ฝรั่งที่มาสนใจอะไรมากที่สุด
การเกษตรกับทำบ้าน แต่คนไทยจะสนใจการทำบ้านเป็นหลัก ฝรั่งเขาจะชอบมากที่ได้ปลูกผัก เพราะชีวิตเขาไม่ได้ขุดดินเลย พอได้ขุดดินเก็บผัก เขาก็รู้สึกทึ่ง แนวความคิดที่เขาได้กลับไปจะทำให้เขากลายเป็นอีกคนหนึ่ง เขาจะลดการใช้ขยะ ลดการบริโภคลง บางคนก็อาจจะกินอาหารปลอดสารพิษมากขึ้น บางคนก็อาจจะเริ่มทำสวนเล็กๆ ของตัวเอง บางคนก็ลาออกจากงานไปอยู่ที่ลาว ไปชวนชาวบ้านที่ลาวทำบ้านดิน ทำสวนเกษตรอินทรีย์ อีกคนไปทำอะไรคล้ายๆ แบบนี้ที่ติมอร์ตะวันออก ก็ทำให้เห็นว่ามันเปลี่ยนคนได้เหมือนกัน ไม่ใช่น้อยๆ ด้วย บางคนก็กลับไปสู่ระบบ แต่ก็มีอะไรบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็เชื่อมโยงกันได้ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหงา โลกนี้ยังกว้างสำหรับพวกเขาอยู่ คนเดินทางเขารู้กันหมดแหละ คนที่มาที่นี่เขาก็ต้องเคยไปที่ออร่าวิลล์ที่อินเดีย สวนนั้นสวนนี้ ชุมชนนั้นชุมชนนี้มาก่อน รู้จักกันหมด ที่อินเดียเขาก็รู้จักเราโดยที่ไม่เคยคุยกันเลย เพียงแต่คนที่ไปเขาพูดถึงเรา มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่ง เป็นชุมชนแบบใหม่ เมื่อนคนพวกนี้เวียนกันไปเวียนกันมาก็รู้จักกันโดยอัตโนมัติไปทั่วโลก มันเลยเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่ได้เหงาเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี่ โอ้ย เหงา เหมือนโลกนี้มีคนเดียว คุยกับใครไม่ได้ เหงามาก ทุกนี้สบายแล้ว
สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 6: จีเอ็มโอ
Posted by zcongklod on Apr 23, 2009

จีเอ็มโอเข้ามาสู่การผลิตอาหารยังไงครับ
ธุรกิจมองว่าการปลูกพืชไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่เป็นอุตสาหกรรม เหมือนการเลี้ยงวัว วัวไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นเครื่องผลิตนม ซึ่งวัวจะตายไม่ได้ วัวธรรมดาให้นมแค่ 12 ลิตรต่อวัน แล้วก็ไม่เกิน 6 เดือนต่อปี แต่ทุกวันนี้เราบังคับให้วัวให้นม 34 ลิตรต่อวัน 9 เดือนต่อปี ทำยังไงถึงจะทำให้วัวออกนมได้มากขนาดนั้น ก็ต้องใช้ฮอร์โมน BGH ฉีดเข้าไปในวัวเพื่อให้ได้นมเยอะ พอให้นมเยอะร่างกายวัวก็อ่อนแอ เป็นไข้ จะตาย แต่ตายไม่ได้ เพราะมันคือโรงงานผลิตนม เขาก็ฉีดยาปฏิชีวนะอัดเข้าไป ยาปฏิชีวนะก็จะปนเปื้อนออกมาในนมเยอะมาก ฉะนั้นนมทุกหยดที่เรากินอยู่ในท้องตลาดมีฮอร์โมน BGH ซึ่งได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม มียาปฏิชีวนะ แล้วก็มีอณูของหนอง เพราะการใช้เครื่องรีดนมวันละหลายๆ ชั่วโมงทำให้หัวนมเน่า แต่ก็ยังต้องผลิตนมอยู่ ก็เลยมีหนองออกมาด้วย วิธีการอย่างนี้แหละที่เขาทำกับอาหารปัจจุบัน มันไม่ใช่อาหารธรรมชาติ แต่เป็นอาหารสังเคราะห์ เราก็เลยอ่อนแอเหมือนสิ่งที่เรากิน
คนตะวันตกเขาเริ่มกินนมน้อยลง แต่ผู้ผลิตนมยังมีอยู่ ก็เลยมาเปิดตลาดในเอเชีย ฝึกให้เด็กกินนม ปัญหาของการศึกษาคือ เราไปเรียนเรื่องโภชนาการ มันมีประโยชน์มาก และมีโทษมาก เรารู้ว่าเนื้อนมไข่มีโปรตีนสูง พอคิดถึงโปรตีนก็มุ่งแต่เนื้อนมไข่ คิดถึงแคลเซียม คิดถึงเรื่องโรคกระดูกพรุน เราก็คิดถึงนมทันที ทั้งที่นม 1 กรัมมีแคลเซียมแค่ 110 มิลลิกรัมเท่านั้นเอง แต่ปลาร้าหรือกะปิ 1 กรัมมีแคลเซียมถึง 3,000 มิลลิกรัม งามี 1,500 มิลลิกรัม ชะพลูมี 600 มิลลิกรัม เราถูกหลอกจนไม่รู้อะไรแล้ว แล้วเราก็เป็นโรคเยอะแยะเลยจากการกินนม เพราะเราชื่นชมที่มันอยู่ในกล่องสวย ใครๆ ก็บอกว่ามันดี เราก็คิดว่ามันดี
กินนมถั่วเหลืองแทนดีไหมครับ
เมืองไทยเราสั่งถั่วเหลืองจีเอ็มโอเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่มีไม่กี่บริษัทที่ติดป้ายว่าใช้ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ มีแค่โปรตีนเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น เขาเขียนว่าทำจากเมล็ดถั่วเหลืองตัดต่อพันธุกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าไม่ดูดีๆ ก็จะไม่เห็น
ถั่วเหลืองจีเอ็มโออันตรายยังไง
เขาเอายีนของถั่วเหลืองไปผสมกับถั่วบราซิลซึ่งมีพิษ แมลงอะไรก็ตามที่มากินใบถั่วบราซิลจะตายทันที แต่เขาบอกว่าคนกินแล้วไม่เป็นไร แล้วก็มีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติสามารถอยู่ร่วมกับยาฆ่าหญ้าราวนด์อัพได้ ก็เอายีนของแบคทีเรียมาผสมด้วย เป็น 3 ยีน ก็เลยได้ถั่วเหลืองพันธุ์ใหม่ที่เวลาเอาไปปลูกก็แค่ซื้อเมล็ดพันธุ์กับราวนด์อัพไปใช้ก็จบ ปลูกแล้วไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ต้องไถพรวน แค่ฉีดราวนด์อัพอย่างเดียวหญ้าก็จะตาย แต่ต้นถั่วไม่ตาย ทำให้ชาวนารู้สึกว่ามันง่าย แต่ราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อ คนอินเดียฆ่าตัวตายเยอะมาก เพราะปลูกพืชจีเอ็มโอแล้วเป็นหนี้
กินอาหารจีเอ็มโอแล้วมีอันตรายไหม
ไม่มีใครรับรองว่าปลอดภัย คนอเมริกันคือชาติที่กินพืชจีเอ็มโอมากและยาวนานที่สุดในโลก ปัจจุบันนี้คนอเมริกันเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นปีละแสนคน แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ คนเขาเริ่มแพ้ข้าวสาลี แพ้ถั่วลิสง แพ้ถั่วเหลืองทั้งๆ ที่เขากินกันมาหลายชั่วโคตร คนอเมริกันที่มาที่นี่มีไม่ต่ำกว่าปีละ 2 คนที่แพ้ชาวสาลี ทำไมถึงแพ้นี่เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ถ้าคนไทยแพ้ข้าวบ้าง กินข้าวไม่ได้ เราจะกินอะไร มันน่าคิดนะ ตอนนี้มีคนพูดเรื่องจะทำข้าวจีเอ็มโอมากมาย เพราะว่าอาหารของคนโลกที่สามไม่มีสารอาหารพอ ต้องทำข้าวจีเอ็มโอให้มีสารอาหารมากขึ้น ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ข้าว แต่อยู่ที่การแบ่งปันอาหารไม่เป็นธรรมต่างหากที่ทำให้เกิดความอดอยาก มันเป็นเรื่องน่าคิดว่าเราพัฒนาอาหารเพื่ออะไร เพื่อให้คนกินไม่ได้หรือ
มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเอามันฝรั่งจีเอ็มโอไปเลี้ยงหนูทุกวัน ผ่านไป 7-8 วัน ก็เอาสำลีชุบน้ำมูกของคนเป็นหวัดไปแกว่งในกรง มันติดหวัดเลย หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ พอผ่าหนูออกดูก็เห็นว่าตับมันใหญ่โตกว่าปกติ แต่บริษัทบอกว่าคนกินไม่เป็นไร นักวิชาการหลายคนพยายามเอาผลวิจัยออกมาเสนอแต่ก็ถูกปิด บริษัทพวกนี้มันใหญ่มาก ร่วมหุ้นกับรัฐบาลสหรัฐด้วย บริษัทเหล่านี้เป็นผู้จดลิขสิทธิ์ แล้วรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้บีบให้ทุกประเทศออกกฎหมายสิทธิบัตรเพื่อให้ยึดครองอาหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เป้าหมายของการตัดต่อพันธุกรรมคืออะไร
จะได้ผูกขาด ถ้าอยากทำแต่ไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ ผมไปสัมภาษณ์ที่ศูนย์ขยายพันธุ์ท่าพระที่ทำมะละกอจีเอ็มโอ เพราะว่าเขาแจกเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้าน ผมก็สงสัยว่าทำไมแจกได้ ทั้งที่กฎหมายยังไม่ให้แจก เราคุยกันหลายเรื่อง เขาบอกว่าแค่ค่าซื้อลิขสิทธิ์จากมอนซานโตเพื่อทำจีเอ็มโอก็ต้องจ่ายหนึ่งแสนดอลลาร์ แล้วก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าเครื่องมืออีกหนึ่งแสนดอลลาร์ ในการทำมะละกอจีเอ็มโอต้องจ่ายอย่างต่ำๆ 2 แสนดอลลาร์แล้วนะ มันแพงมาก แต่เมื่อทำออกมาได้แล้ว เขาสามารถจดลิขสิทธิ์มะละกอพันธุ์นี้ได้ ใครจะปลูกพันธุ์นี้ก็ต้องจ่ายให้เขา คิดดูสิว่าคนไทยกินส้มตำแทบทุกคน ทุกคำที่เราป้อนเข้าปากก็หมายถึงเงินต้องเข้ามาหาคนนี้
จีเอ็มโอเขาจดลิขสิทธิ์กันที่ยีนของพืชไม่ใช่พันธุ์ของพืช ยีนมันท่องเที่ยวไปไหนก็ได้ อย่างกรณีของนายชไมเซอร์ที่เขาปลูกดอกคาโนลามาหลายปี แต่เมื่อไร่ใกล้ๆ กันปลูกคาโนลาจีเอ็มโอ มันก็ปลิวมาติดในไร่ของแก ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไง แกเลยถูกฟ้องเพราะครอบครองยีนจีเอ็มโอโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเขาก็ต้องจ่ายเงินให้ สุดท้ายแกก็แพ้คดี มันเป็นเรื่องที่ตลกมาก
รัฐบาลสหรัฐกำลังบีบทุกประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้ออกกฎหมายสิทธิบัตรอย่างนี้ เพื่อให้เขาจดสิทธิบัตรพืชจีเอ็มโอได้ ถ้าเขาจดสิทธิบัตรจีเอ็มโอได้ เขาก็ครอบครองอาหารได้ เพราะพืชจีเอ็มโอมันกระจายไปผสมกับใครก็ได้ ไม่ว่ายีนของเขาจะไปอยู่กับใคร ผสมกับใคร มันก็ยังเป็นทรัพย์สินของเขาตามกฎหมาย ต่อไปเราก็ไม่มีทางเลือก ถ้าผมมีที่ 10 ไร่ ผมต้องสร้างกำแพงสูงขนาดไหนเพื่อป้องกันแมลงกับผึ้ง ไม่ให้ลมพัดเข้ามา แต่กฎหมายบังคับให้ผมทำอย่างนั้น ถ้าผมอยากเป็นออแกนิก
อย่างที่เม็กซิโก พอเกิดภัยพิบัติ สหรัฐบอกว่าถ้าไม่รับจีเอ็มโอ จะไม่ให้ความช่วยเหลือ เลยจำเป็นต้องออกกฎหมายให้จีเอ็มโอเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในเม็กซิโก ไม่ถึง 3 ปี ข้าวโพดจีเอ็มโอเต็มเม็กซิโกเลย หลังจากนั้นเม็กซิโกก็เป็นทาสสหรัฐตลอด ทำงานหนักเพื่อเอาเงินไปซื้อลิขสิทธิ์ข้าวโพดจีเอ็มโอจากสหรัฐ ชาวบ้านที่ปลูกกินเองมานานๆ ก็เริ่มมีเกสรมาปนเปื้อน ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นก็ถูกฟ้องร้อง ชีวิตมันเศร้ามาก
ทุกวันนี้คนจำนวนมากกำลังตื่นเต้นกับการหาเงินแข่งกัน แต่ก็มีอีกส่วนที่ท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากปลีกตัวออกมาหาชีวิตทางเลือกที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็เริ่มไม่ได้ หรือถ้าวันข้างหน้าเศรษฐกิจพัง คนไม่มีทางเลือกต้องกลับมาหาเกษตร แต่กลับมาแล้วไม่มีเมล็ดพันธุ์จะกลับไปไหนล่ะ เราต้องไปกราบไหว้บริษัทข้ามชาติกี่บริษัท แล้วเขาจะให้อะไรเรามา เขายึดครองเมล็ดพันธุ์ คือยึดครองอาหาร คนที่ยึดครองอาหารคือคนที่ยึดครองได้ทั้งโลก ทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน ทำไมเราต้องยึดครองอาหาร ทำไมเราต้องไปจดลิขสิทธิ์อาหาร คนที่จดลิขสิทธิ์อาหารก็คือคนที่ไปแย่งอาหารคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แล้วคนอื่นจะกินอะไร มันเป็นความคิดที่แย่มาก
คนที่สนใจจีเอ็มโอมีแต่คนที่ค่อนข้างมีการศึกษา ชาวบ้านไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย เพราะไม่มีใครจะถ่ายทอดข้อมูลหรือความรู้เหล่านี้เป็นภาษาชาวบ้าน เขาเลยไม่รู้ว่าจีเอ็มโอคืออะไร ตัดต่อพันธุกรรมคืออะไร เขาเห็นว่าพืชก็คือพืชเท่านั้นเอง เขาไม่รู้เลยว่าในพืชนั้นมียีนของสัตว์ด้วย ตอนนี้มีการเอายีนของคนไปผสมกับหมู จะได้ฉลาด ได้หมูพันธุ์ใหม่หน้าตาน่าเกลียดมาก ใครจะไปกล้ากิน
เห็นว่าจะเอาอวัยวะของหมูมาใส่ให้คนด้วย
ที่ผมได้ข่าวคือตอนนี้กำลังมีการเพาะเลี้ยงคนไม่มีหัวขึ้นมาเพื่อขายอวัยวะโดยเฉพาะ เพราะคนที่ไม่มีหัว ตามกฎหมายถือว่าไม่ใช่คน แต่ยังเป็นสิ่งลับๆ อยู่ ตอนนี้คนยังซื้ออวัยวะจากจีนได้ง่ายอยู่ การขายอวัยวะในจีนถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตมาก คนรวยๆ ในสหรัฐโทรศัพท์กริ๊งเดียว จีนก็จับนักโทษมายิงปังแล้วผ่าตัดส่งให้เลย
ผู้บริโภคอย่างเราทำไงดีครับ
หลายๆ คนอาจจะรู้เรื่องจีเอ็มโอดีมาก ไม่อยากกินจีเอ็มโอ แต่มีทางเลือกไหมล่ะ เรากินของหวานตามร้าน มีของหวานชนิดไหนบ้างที่ไม่มีส่วนผสมของไฮฟรุกโตสไซรับ แทบจะไม่มีเลย มันคือน้ำตาลที่ถูกที่สุด ทำจากแป้งข้าวโพดที่ได้จากข้าวโพดจีเอ็มโอที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ขายทั่วโลก เราไม่มีทางเลือกในการดูแลสุขภาพของเราเลย ถ้าเราไม่มีเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง
คนเมืองคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาตรงนี้ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของเกษตรกร แต่คนเมืองต่างหากเป็นคนกำหนดให้เกษตรกรปลูกอะไร ถ้าคนเมืองไม่กิน เกษตรกรเขาก็ไม่มีทางปลูก เราต้องพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น รณรงค์กันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนกลับมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้น พอคนปลูกมากขึ้นราคาก็จะถูกลง ถ้าไม่มีคนกิน ชาวนาเขาจะเอาพืชผักอินทรีย์ไปขายที่ไหน คนที่ทำงานที่เดียวกันอาจจะรวมกลุ่มกันติดต่อให้ชาวบ้านส่งพืชพันธุ์ไปให้กิน ปีนึงก็มาเยี่ยมชาวบ้านสักครั้งจะได้รู้ว่าอาหารของเราเป็นยังไง ปลูกยังไง คนเมืองกับชนบทก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น คนเมืองก็จะเห็นว่าพืชผักเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดเนื้อของเราในวันพรุ่งนี้ ชีวิตคนเราเกิดมาครั้งเดียว ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อทำงานหนักให้คนอื่นรวย แล้วเราก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพื่ออะไรกัน
ผักปลอดสารที่เราเห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นทางเลือกที่ดีไหมครับ
เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผักแต่ละยี่ห้อปลอดสารจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้มันหลากหลายมาก ทางราชการบอกว่า ผักอินทรีย์มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นผักปลอดภัยจากสารพิษ คือใช้สารเคมีดี แต่ต้องเก็บในช่วงที่ปลอดภัยแล้ว แล้วเขาก็ติดป้ายผักปลอดสารพิษ แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้ จะทำอินทรีย์ก็ต้องปฏิเสธสารเคมีทั้งหมด เราจะไม่เสี่ยง บางทีก็มีคนแอบอ้างซื้อถุงดอยคำเอามาใส่ผักปกติขาย อ้างว่าเป็นผักดอยคำ จริงๆ ดอยคำก็เป็นผักเคมีนะ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เราต้องมีกลุ่ม จะได้มีความเข้มแข็ง ไม่งั้นไปไม่รอด ทุกวันนี้ไม่มีใครอยากให้คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพราะเมื่อคนเข้มแข็งก็พึ่งตัวเองได้ ถ้าพึ่งตัวเองได้เศรษฐกิจก็ไม่โต เราต้องรวมกลุ่มคนเมืองแล้วเอามาเชื่อมกับกลุ่มชาวบ้าน ไม่งั้นไปได้ยากมาก