มอมแมมมอธ

Posted by zcongklod on May 14, 2008

 

1 เมษายน เป็นวัน April Fool’s Day
เรื่องนี้คิดว่าคงทราบกันดี
และวันเดียวกันนี้ของปีนี้ยังเป็น
วันอนุรักษ์แมมมอธขนยาวสากล (International Save the Woolly Mammoths Day) อีกด้วย
เรื่องนี้คาดว่าไม่น่าจะมีใครรู้
พอรู้ ก็อดที่จะเชื่อมโยงวันสำคัญทั้งสองเข้าหากันไม่ได้
หรือว่าจะมีคนตั้งวันแปลกประหลาดขึ้นมาอำชาวบ้านในวันสากลแห่งการเล่าความเท็จ
คือดูจากทรงแล้วไม่น่าเป็นเรื่องจริง เพราะใครจะบ้ามาตั้งวันอนุรักษ์สัตว์ดึกดำบรรพ์ทั้งๆ ที่มันสูญพันธุ์ไปแล้ว  
แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ เราลองมาฟังเหตุผลของคนคิดก่อนดีกว่า

เขาว่า เรามีความสุขกับการดูแมมมอธในหนังฮอลลีวู้ดระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง Ice Age และ 10,000 BC
เจ้าสัตว์ในตระกูลสัตว์หนังหนาและมีกีบเท้า (พวกเดียวกับช้างและแรด) พันธุ์นี้
มันไม่ได้ต้องการแค่รายได้จากพวกเราเพื่อแลกกับความบันเทิง แต่มันยังต้องการดูแลรักษาด้วย
แมมมอธขนยาวมันวิวัฒนาการมาในเงื่อนไขของยุคน้ำแข็ง (Ice age)
มันก็เลยกลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยรายใหญ่จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จากที่เคยอยู่อย่างปลอดภัยในที่อยู่ของมันที่ขั้วโลกเหนือ
ตอนนี้มันกำลังถูกค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย
ไม่น่าเชื่อว่า แมมมอธขนยาวนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองโดยกฏหมายที่ว่าด้วยสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์
แม้ว่านักธรรมชาติวิทยาจะไม่ได้เห็นตัวมันแบบเป็นๆ ในธรรมชาติมาอย่างน้อย 3,500 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อแมมมอธขนยาวโตเต็มที่จะไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ
จนกระทั่งมนุษย์เราค้นพบวิธีที่จะต้อนพวกมันทั้งฝูงให้ตกจากหน้าผา

เขาว่า ลูกของแมมมอธขนยาวนั้นน่ารักไม่มีใครเกิน
ดังนั้น เราจึงต้องมาช่วยกันลงชื่อเพื่อร่วมกันอนุรักษ์แมมมอธขนยาวก่อนที่จะสายเกินไป
ลงชื่อกันได้ที่ https://secure2.convio.net/sierra/site/SPageNavigator/FLD_Advocacy_WM
ก่อนจะมาวิเคราะห์กันว่า วันนี้มันจริงหรือเล่น
(บางคนคงสงสัยว่า ให้เหตุผลกันแบบนี้ ยังต้องวิเคราะห์อีกเหรอ)
ผมขอพูดถึงความน่าตื่นตะลึงของวันนี้ก่อนดีกว่า

เราเคยได้ยินชื่อของสัตว์ผู้ทนทุกข์จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาก็เยอะ
แต่ที่ต้องรับบทพรีเซนเตอร์บ่อยที่สุดน่าจะเป็นหมีขั้วโลก
ทั้งปัญหาที่มันเจอ และความน่ารักที่มันมี น้องหมีชนะขาด
ผมก็คิดอย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเรื่องราวของเจ้าแมมมอธนี่แหละ
มีอย่างที่ไหนเอาสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วมาเอี่ยว แถมเอี่ยวแล้วยังแสนจะลงตัว
ทั้งปัญหาที่มันเจอ และความน่ารักที่มันมี สงสัยหมีขั้วโลกจะเจอคู่แข่งตัวสำคัญซะแล้ว
ผมว่ามันเป็นการมองปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมุมที่แสนจะน่าตะลึงพรึงเพริด
คือนอกจากปัญหานี้จะส่งผลต่อสัตว์เป็นๆ แล้ว
มันยังส่งผลกระทบต่อซากของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย
ยิ่งโลกร้อนขึ้นเท่าไหร่ ซากของแมมมอธที่ฝังตัวอยู่ในน้ำแข็งขั้วโลกก็ถูกทำปรากฏตัวมาขึ้นเท่านั้น
และแน่นอนว่า เมื่อซากของมันโผล่พ้นน้ำแข็งขึ้นมา
ก็ย่อมนำไปสู่การเน่าเปื่อยสูญสลายตามวัฏสงสาร
จากไปทั้งซาก และหลักฐานทางประวัติศาสตร์
อยากทราบจริงๆ ว่าใครเป็นคนค้นพบประเด็นนี้ จะได้ตามไปแสดงความนับถือได้ถูกตัว

มาถึงตรงนี้ คิดว่าวันนี้มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง
ผมว่าหลายๆ คนคงยังยืนยันความคิดเดิมว่า ไม่เห็นต้องคิดเลย เรื่องแบบนี้จริงก็บ้าแล้ว
ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
เพียงแต่เป็นเรื่องจริงที่ไม่จริงจังเท่านั้นเอง
คงไม่แตกต่างอะไรจากการที่นักวิชาการออกมาประกาศว่า
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง
บางเรื่องเราก็ไม่เชื่อ มองเป็นเรื่องตลกบ้าง เรื่องเล็กน้อยบ้าง เรื่องไกลตัวบ้าง ทั้งๆ ที่มันล้วนเป็นเรื่องจริง
ช่วยกันแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเถอะครับ
คิดซะว่าสงสารลูกแมมมอธหน้าตามอมแมม


เมืองมีแมว

Posted by zcongklod on May 11, 2008

 

 

 

 

 

ความเหงาไม่เข้าใครออกใคร
ยิ่งเป็นผู้คนในเมืองใหญ่ ความเหงาก็ยิ่งแทรกซึมเข้ามาได้ง่ายกว่าปกติ
อาการ ‘คนเหงาในเมืองใหญ่’ จากที่เคยเป็นกันแค่ในหนังและมิวสิควิดีโอ
ตอนนี้มันเลยกลายพันธุ์มาสู่ชีวิตของคนจริงๆ
เผลอๆ เราอาจจะติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวไปแล้วด้วยซ้ำ 
ชีวิตในห้องเหลี่ยมๆ แคบๆ ในหลายที่ไม่อนุญาตให้เราคบหาเพื่อนต่างสปีชี่ส์ไว้ในห้อง
เมื่อเราไม่มีสิทธิอยู่ใกล้ชิดชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น เราก็ยิ่งสนใจสิ่งมีชีวิตอื่นน้อยลงทุกที
อาจจะถึงขั้นมองสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ว่าไม่มีชีวิตเลยด้วยซ้ำ
อย่างเช่นที่ญี่ปุ่น
 
ในเมืองโตเกียว มหานครอันแสนวุ่นวาย และชีวิตผู้คนต้องพึ่งพิงอยู่กับห้องเช่าราคามหาโหด
เจ้าของห้องเช่าที่นั่นไม่ค่อยมีใครใจดียอมให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์ในห้อง
เพราะเกรงว่ามันจะสร้างปัญหาให้กับข้าวของเครื่องใช้
ปัญหาใหญ่เลยมาตกกับคนรักสัตว์ ในเมื่อ ‘รัก’ แต่ ‘เลี้ยง’ ไม่ได้ ความรักของพวกเขาเลยเหมือนถูกกีดกัน
ถ้ายอมจำนนง่ายหน่อยก็จำต้องแยกจากกันไป
แต่คนที่ไม่ยอมแพ้ เขาก็คิดหาทางออกจนได้
Takafumi Fukui ชายวัย 34 ปีผู้นี้เติบโตมากับชีวิตต่างจังหวัด ที่บ้านของเขาเลี้ยงแมวมากมาย
แต่พอย้ายเข้ามาอยู่ในโตเกียว ก็ประสบกับปัญหา เจ้าของห้องเช่าไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในห้อง
เขาจึงเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมา
นั่นก็คือการเปิดร้านกาแฟ
 
ร้านกาแฟของเขาไม่มีอินเตอร์เน็ตสารพัดรูปแบบเป็นจุดขาย ไม่ได้เน้นการปรุงบรรยากาศเอามาเสริมเติมแต่งร้าน
จุดขายของร้านนี้คือ มีแมว 
เมื่อลูกค้ามาถึงร้านนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎของร้านก่อน นั่นก็คือ
ถอดรองเท้า เก็บของในล็อกเกอร์ ล้างมือให้สะอาด และใช้เสียงให้น้อยที่สุด
เมื่อเดินเข้ามาในตัวร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามและมีบรรยากาศเงียบสงบ
เราก็จะเห็นโซฟากำมะหยี่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยกงเล็บแมว และแมวแสนน่ารัก 17 ตัวนั่งๆ นอนๆ อยู่ตามมุมต่างๆ ในร้าน
อยากเล่นกับแมวตัวไหนก็เชิญชวนกันได้ตามอัธยาศัย
แต่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มชั่วโมงละ 800 เยน

Takafumi Fukui บอกว่าร้าน Cat Café Calico ของเขาเริ่มต้นอย่างไม่ง่ายเลย
เจ้าของห้องพักทั้งหลายไม่ค่อยอนุญาตให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์ยังไง
เจ้าของอาคารพาณิชย์ก็ไม่ค่อยจะอนุญาตให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงด้วยเหตุผลเดียวกัน
กว่าจะหาพื้นที่เปิดร้านได้ก็แทบแย่

ทีแรกเขาตั้งใจจะเจาะตลาดกลุ่มคนที่อยากเลี้ยงแมวแต่ไม่สามารถเลี้ยงได้
แต่ทำไปทำมาเขากลับได้ลูกค้ากลุ่มที่เลี้ยงแมวอยู่แล้วมาเพิ่ม
เหตุผลที่ลูกค้าผู้เลี้ยงแมวอยู่แล้วชอบมาที่นี่ก็คือ จะได้เล่นกับแมวพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่เหมือนกับที่บ้านของตัวเอง
หรือแมวของบางคนก็แก่เกินกว่าจะเล่นได้ ก็เลยมาเล่นกับแมวเด็กๆ ในร้านดีกว่า
ซึ่งทางร้านก็มีของเล่นแมวเตรียมไว้ให้ครบครัน
 
จุดขายสำคัญอีกอย่างของร้านนี้ก็คือแมวทั้ง 17 ตัวของที่นี่ล้วนเป็นแมวระดับ ‘Pedigree’ ที่มีชาติตระกูลดีๆ ทั้งนั้น
แมวรัสเชียนบลูหรือแมวเปอร์เซียก็ยังมี ขาดไปก็แต่แมวไทยของเราเท่านั้น

นอกจากทางร้านจะเอาใจลูกค้าแล้ว ก็ยังรักษาน้ำใจแมวด้วย
ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่มาจะรักและเล่นกับแมวอย่างถูกวิธีแล้ว
แต่ทางร้านก็ยังต้องประกาศก่อนว่า ไม่อนุญาตให้เล่นกับแมวอย่างโลดโผนโจนทะยาน
หรืออย่างเด็กเล็กๆ ที่ชอบแกล้งแมว ทางร้านก็ออกกฎว่าห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีเข้าร้าน 

ร้านนี้จะเพิ่งมีอายุครบ 1 ปีไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง ความนิยมของร้านถ้าเปรียบเป็นผับก็ต้องเรียกว่าแทบแตก
เพราะถ้าลูกค้าจะมาในวันเสาร์อาทิตย์ ต้องโทรมาจองล่วงหน้าเท่านั้น เดินดุ่มๆ เข้ามา หมดสิทธิ์แน่นอน
ในเมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ก็มีคนสงสัยว่า เจ้าของร้านของมองแผนในอนาคตไว้อย่างไร
คาดไม่ถึงครับคาดไม่ถึง

เขาบอกว่าอยากทำสถานที่สำหรับแมวชรา
เมื่อแมวแก่ตัวลงก็เหมือนคน มันไม่สามารถทำงานได้แล้ว เพราะมันไม่สนุกที่จะเล่น
และไม่อยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากนัก เขาเลยอยากหาที่อยู่สำหรับแมวเหล่านี้
นี่แหละวิธีการดูแลแมวของเขา


ถึงผู้ร่วมเดินทางทุกคน

Posted by zcongklod on May 6, 2008

       จากรถไฟตู้นอน ผมเปลี่ยนมาขึ้นรถไฟใต้ดินตู้นั่ง ต่อรถไฟฟ้าตู้ยืน กลับมาถึงออฟฟิศพร้อมๆ กับเพื่อนร่วมเดินทางที่ค่อยๆ ทยอยแยกไปทีละคนสองคน
       ตอนนี้ผมนั่งอยู่หน้าออฟฟิศด้วยอารมณ์แปลกๆ เหมือนว่าทริปนี้ยังไม่จบ ทั้งที่มันควรจะจบไปแล้ว ผมพยายามถามตัวเองว่า มันจบลงตั้งแต่เมื่อไหร่ คำตอบที่ได้กลับกลายเป็นความสงสัย ผมสงสัยว่ามันอาจจะยังไม่จบ การที่พวกเราแยกย้ายกันไปไม่ได้หมายความว่าการเดินทางครั้งนี้จะสิ้นสุด มันก็ยังดำเนินของมันต่อไป เพียงแต่ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าเหมือนสองสามวันที่ผ่านมา
       การไม่ได้อยู่ในสายตาไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน
       ผมยังเชื่ออย่างนั้นเสมอ
       อาจจะเหมือนดาวหางสักดวงที่ช่วงนี้มันยังไม่โคจรผ่านมาให้เราเห็น ครั้งหนึ่งมันเคยโคจรผ่านมาในช่วงสั้นๆ ให้เราได้จดจำแล้วก็จากกันไป แต่ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมหมุนวนกลับมาหาเราอีก จักรวาลไม่ได้กว้างใหญ่เกินกว่าจะไม่ได้พบกันอีก
       เท่าที่ผมจำได้ ผมยังไม่ได้เอ่ยปากบอกขอบคุณทุกคนที่ร่วมเดินทางด้วยกัน ผมอยากขอบคุณทุกคนที่ทำให้ผมมีการเดินทางครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
       สำหรับผม รถไฟมีความหมายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าผมได้นั่งรถไฟอีกครั้ง ไม่มีทางที่ผมจะไม่คิดถึงทริปนี้ ผมคงอดเล่าให้คนที่นั่งข้างๆ ฟังไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งผมกับเพื่อนรักอีกสองคนเคยจัดทริปชวนคนสี่สิบกว่าคนขึ้นรถไฟไปปลูกต้นไม้ด้วยกันที่เชียงดาว เราต่างขึ้นรถไฟอย่างคนแปลกหน้า แต่กลับลงมาอย่างเพื่อนสนิท และเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในทริปสั้นๆ ทริปนี้มันช่างเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์อย่างกับเดินอยู่ในนิยายที่มีนักเขียนใจร้ายแกล้งร่ายเรื่องให้มีแต่สีสันที่ไม่คาดฝัน
       ผมเห็นภาพคนจัดทริปตกรถไฟ ต้องนั่งลุ้นตัวเกร็งบนแท็กซี่ เพื่อไล่ตามทริปของตัวเองให้ทัน
       ผมเห็นภาพคนถามหาแสงดาวในคืนที่มีแต่สายฝน
       ผมเห็นภาพคนเมืองเดินตากฝนลุยโคลนจนเข้าใจความรู้สึกของแก๊งสามช่า
       ผมเห็นภาพโต๊ะตักอาหารที่มีแต่อาหารพื้นเมืองอร่อยๆ ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยหมด
       ผมเห็นภาพสีหน้าดีใจของน้องบางคนที่รู้ว่าตัวเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่หวัง และในฉากที่ทุกคนทั้งทริปควรจะได้ปรบมือ โห่ร้อง กอดกันกลมเพื่อดีใจกับน้องบางคน กลับกลายเป็นฉากเศร้าที่ทำเอาทั้งโรงละครเงียบจนเกือบได้ยินเสียงน้ำตา
       ผมเห็นภาพความรักของคุณแม่คนหนึ่งที่มีต่อลูกสาว จนเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารักเป็นยังไง
       ผมเห็นภาพทุกคนยืนล้อมวงกันแล้วค่อยๆ หย่อนของสำคัญของชีวิตชิ้นแล้วชิ้นเล่าลงในปี๊ปใบเดียวกัน ทุกชิ้นมีค่าทางความรู้สึกอย่างประเมินไม่ได้ เรารดมันด้วยน้ำตา (ซึ่งส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นของผม) แล้วรอคอยที่จะเปิดมันขึ้นมาดูในอีก 10 ปีข้างหน้า
       ผมเห็นภาพบนรถไฟตู้นอนที่พวกเราไม่ยอมนอน พยายามอ้อนวอนเจ้าหน้าที่ต่างๆ นานา เพื่อที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันให้นานที่สุด
       ผมเห็นภาพคนกลุ่มใหญ่เดินลงจากรถไฟมาแล้วไม่มีใครยอมก้าวเท้าออกจากชานชาลา ไม่มีใครอยากขยับตัวให้พ้นจากการเดินทางครั้งนี้ แม้แต่คนที่บ่นบนรถไฟว่ากลัวไปทำงานไม่ทัน คราวนี้ไม่มีใครเตือนให้เร่งฝีเท้า สิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าไม่ได้มีค่าไปกว่าสิ่งที่อยู่กับเราในตอนนี้
       ถ้าผมได้นั่งรถไฟผ่านถ้ำขุนตาลอีกครั้ง ผมคงได้ยินเสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ พร้อมกับภาพของเพื่อนๆ ที่กำลังถือเค้กช็อกโกแล็ตก้อนเล็กปักเทียนมาให้เป่า
       สำหรับผม ถ้ำขุนตาลมีความหมายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
       ทริปนี้ ผม เอ๋ อัพ เราสามคนเป็นแค่คนร่าง ทุกคนต่างหากที่ร่วมกันสร้างมันขึ้นมา
       ขอบคุณทุกคนที่ทำให้ผมรู้ว่าความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมันหอมหวานแค่ไหน
       ขอบคุณทุกคนจริงๆ ครับ


แม่ไม้คนไทย

Posted by zcongklod on May 2, 2008

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ร่วมเดินทางทริปถั่วงอกฯ ด้วยกันในครั้งนี้ อ่านข่าวคราวโปรเจกต์หน้าไปพลางๆ ก็แล้วกันนะ
อาจารย์ยงยุทธเขียนโปรแกรมมาให้แบบนี้ครับ
**********************************************************
รายการ ‘ค้นหารูปลักษณ์ไทยในแดนสุพรรณภูมิ’

คนฝรั่งตัวสูง จมูกโด่ง ตาโต คนจีนตัวเตี้ย จมูกใหญ่ ตาเล็ก แล้วคนไทยรูปลักษณะเป็นอย่างไร เป็นคำถามที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อพาผู้คนไปเมืองจีน ไปเมืองแขก ไปเมืองลาว แล้วไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงชวนกันไปค้นหาเอาเองดีกว่า ทำไมจึงเลือกไปค้นหาที่สุพรรณภูมิ เพราะที่นี่มี Discovery Museum ที่น่าสนใจ และยังเป็นดินแดนที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในสยามประเทศ

กิจกรรม
07.00 ล้อหมุนออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ป้ายรถเมล์ข้างอุโมงค์ข้ามถนน)
09.00 ถึงอ.บางปลาม้า มุ่งหน้าไปยังตลาดเก้าห้อง รู้จักกับชุมชนโบราณที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นไม่มีใครเหมือน แวะชิมขนมอร่อยแห่งเก้าห้อง (อุบไว้เฉลยเมื่อไปถึง)
10.00 ค้นหารอยพระบาทที่เก่าแก่ที่สุดแห่งสยามที่อุดมด้วยศิลปะและเรื่องราวมากมาย
11.00 ชื่นชมกับศิลปะสมัยร.4 เป็นฝีมือสำนักขรัวอินโข่ง ที่วัดประตูสาร
12.00 สักการะเจ้าพ่อหลักเมืองเรืองอำนาจที่ทำให้เกิดคำร่ำลือกันไปต่างๆ นานา
13.00 อาหารมื้อเที่ยงที่หลากหลายรสชาติ ณ ตลาดสามชุก
14.30 ย้อนกลับมายังพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่โดดเด่นในเรื่องชาติพันธุ์ในดินแดนสยาม เพื่อตามหาคำตอบโจทย์ที่ตั้งไว้
16.00 เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร
17.30 ถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยสวัสดิภาพ

การเตรียมตัว
1. เปิดทวารทั้งห้าพร้อมรับรู้ทุกสิ่งที่ผันผ่าน
2. ฝึกหัดเป็นนายของเวลาตลอดกาล
3. ใช้ชีวิตร่วมกันนั้นประเสริฐเหนืออื่นใด

ค่าใช้จ่าย
ท่านละ 900 บาท (ค่าพาหนะ / อาหาร+น้ำยามเช้า / วิทยากร)
**********************************************************

Discovery Museum ที่อาจารย์เขียนถึงนั้นมันไม่ใช่พิพิธภัณฑ์อย่างที่เราคิดกัน แต่มันคือ… เอ่อ ไปเซอร์ไพรส์กันวันนั้นเลยดีกว่า
เนื่องจากเราเดินทางกันด้วยรถบัส ทริปนี้เลยรับได้แค่ 40 คน
อาจารย์ล็อคคิวไว้ให้ 2 วันครับ คือวันเสาร์ที่ 14 และอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2551
ที่จะปรึกษาทุกคนก็คือ
เราจะจองกันยังไงดีครับ
รอให้รอบวันเสาร์เต็มก่อนแล้วค่อยเปิดรอบวันอาทิตย์ หรือเปิดพร้อมกัน 2 รอบดี
แล้วเราจะใช้วิธีจองยังไงดี
คนที่ไม่ได้ไปทริปถั่วงอกนั่งรถไฟไปดาวหาง ควรได้สิทธิ์มากกว่าคนที่ได้ไปนิดหน่อยไหม
ถ้าตกลงวิธีการจองกันได้ ก็จะกำหนดวันเปิดจอง และเปิดจองกันเลยก็แล้วกันนะครับ

ท้ายที่สุด เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์ต้นไม้ใต้โลก ต้นไม้ชายคลอง
ผมเลยแอบตั้งชื่อทริปนี้ว่า
แม่ไม้คนไทย

ใครคิดวิธีการอะไรออกก็บอกกันนะครับ


ก่อนเก็บกระเป๋าชาวถั่วงอกฯ

Posted by zcongklod on Apr 30, 2008

1. ชาวกรุงเทพฯ เจอกันเวลา 18.00 ที่หัวลำโพงที่หน้าห้องซื้อตั๋วล่วงหน้า (ด้านขวาของห้องซื้อตั๋วปกติ) ถ้าไม่เจอกันสักที เราจะโทรหา
2. ผู้ที่จะตามไปสมทบที่เชียงใหม่ เจอกันที่สถานีรถไฟ ก่อน 9.30 ตรงวงเวียนเล็กๆ ด้านหน้า ถ้าไม่เจอกันเราก็จะโทรหา
3. สภาพอากาศตอนนี้ ที่เชียงดาวฝนตกบ่อยๆ กลางคืนอากาศเย็นชุ่มฉ่ำ
4. ตอนปลูกป่ามีโอกาสเปียกและเละ กลัวลื่นใส่รองเท้าผ้าใบ กลัวเลอะใส่รองเท้าแตะ
5. ถ้ามีถุงพลาสติกติดตัวไว้สำหรับใส่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ หรือกล้องถ่ายรูป ตอนฝนตกจะดีมาก
6. เอากระติกน้ำหรือขวดน้ำติดตัวกันไปด้วยนะ สำหรับอาหารเที่ยงวันปลูกป่า
7. อุปกรณ์กันยุงยังจำเป็นเสมอ ตอนนี้ช่วงหัวค่ำมียุงบ้าง แต่ดึกๆ ไม่ค่อยมี
8. ปากกา ทริปนี้มีอะไรให้ทุกคนได้จับปากกาเขียนเยอะมาก
9. ของสำหรับใส่ไทม์แคปซูล ชิ้นเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะ เพราะเราต้องใส่ทั้ง 50 ชิ้นลงในกล่องใบเดียวกัน เดี๋ยวจะใส่ไม่พอ
10. แล้วเจอกันครับทุกคน : )


ฉุน

Posted by zcongklod on Apr 26, 2008

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทราบไหมครับว่าทำไมสายตาของพระประธานในโบสถ์ถึงต้องมองลงต่ำด้วย?
จะได้สบตากับพุทธศาสนิกชนที่เข้ามากราบไหว้…ก็คงใช่
ในแง่ความสวยงาม สายตาที่กดลงตรงองศานี้น่าจะงามที่สุด…ก็ไม่น่าจะผิด
แต่ผมเพิ่งทราบที่มาที่ไปใหม่เอี่ยมจากผ.ศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์สุดที่รักของผมเมื่อไม่นานมานี้
ท่านบอกว่ามันคือปริศนาธรรม ที่ต้องการจะสอนสั่งคนที่เข้ามากราบไหว้
อยากลองเดาไหมครับ?
เดาถูกก็เก่งล่ะ เผลอๆ อิคคิวซังก็ยังคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ

อาจารย์บอกว่า มันคือพรที่พระประธานท่านตั้งใจมอบให้พวกเราทุกคน
แต่ดูเหมือนไม่ค่อยจะมีใครก้มเก็บกลับไปสักเท่าไหร่
เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาขอแต่ โชคลาภ
เลยลืมเก็บความสุขกลับไปด้วย
ปริศนาธรรมจากสายตาของพระประธานนั้นตีความได้ว่า
จิตจะเบิกบาน ถ้าเราไม่ทอดทิ้งผู้ทุกข์ยาก
เรื่องนี้เราคุยกันต่อหน้าพระประธานความสูงเท่าตึก 2 ชั้น คาดว่าอาจารย์ไม่น่าจะล้อเล่น

อาจารย์บอกว่า พระประธานท่านสอนให้เรารู้จักก้มมองคนที่ต้อยต่ำกว่าเรา
ถ้าเรามองแต่คนที่อยู่สูงกว่า เราก็จะเอาแต่ทำทุกอย่างเพื่อถีบตัวเองให้ทะยานไปข้างหน้า 
การมองคนที่ต่ำกว่าทำให้เรามีความสุขกับชีวิตของเรา
และจะยิ่งมีความสุขขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่ทอดทิ้งคนเหล่านั้น
มองเพื่อให้เห็น เห็นแล้วก็ช่วยกันดูแล 
อาจเป็นเพราะระบอบประชาธิปไตย เราจึงรู้สึกกันว่าเสียงส่วนใหญ่คือข้อสรุป
แล้วเราก็สนใจกันแต่เสียงส่วนใหญ่ และคนกลุ่มใหญ่
เสียงส่วนน้อย และคนกลุ่มน้อย จึงแทบไม่มีความหมาย
เวลาที่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อดูแลคนกลุ่มเล็กๆ ผมเลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง 
อย่างเช่นเรื่องราวจากแดนอาทิตย์อุทัยเรื่องนี้

รู้จักสัญญาณกันเพลิงไหม้กันใช่ไหมครับ?
ประโยชน์ของมันก็คือ เตือนผู้คนในอาคารให้ทราบว่าตอนนี้กำลังเกิดไฟไหม้ ให้รีบหนีออกไปให้เร็วที่สุด
สัญญาณกันเพลิงเลยจำเป็นต้องแผดเสียงให้ดังสนั่นลั่นตึกที่สุด
เอาให้คนนอนขี้เซาที่สุดลุกจากเตียงให้ได้
ถ้าทำให้ตื่นไม่ได้ ก็อาจไม่มีโอกาสได้ตื่นอีก
ฟังๆ ดูระบบการเตือนภัยด้วยเสียงก็ง่ายและลงตัวดีนะครับ
ถ้าโลกใบนี้มีแต่คนส่วนใหญ่ มันก็คงไม่มีปัญหา แต่ว่าโลกนี้ดันมีคนกลุ่มเล็กๆ อีกมากมายน่ะสิ
เสียงส่วนน้อยก็คือเสียง และคนส่วนน้อยก็คือคน ซึ่งเราไม่ควรละเลย
ระบบเตือนภัยด้วยเสียงดังแปดหลอดที่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหานั้นเป็นปัญหากับคนหูหนวก
เมื่อมีคนหันมาสนใจเสียงส่วนน้อย  ก็มีคนหันมาช่วยเหลือคนส่วนน้อย
นั่นก็คือการหาทางออกแบบระบบใหม่ที่สามารถเตือนภัยคนหูหนวกได้
ขนาดที่ว่าทำให้คนนอนขี้เซาลุกได้…โดยไม่ใช้เสียง
ถ้าเป็นเรา เราแก้ปัญหานี้ยังไงดี?

ทางที่โครงการนี้เลือกก็คือ เตือนภัยด้วยกลิ่น
โรงงานผลิตอุปกรณ์การแพทย์แห่งหนึ่งเขาพัฒนาเทคโนโลยีในการสกัดสารประกอบกลิ่นแรงสุดฉุนออกมาจากพืชชนิดหนึ่ง
แล้วก็เก็บมันไว้ในเครื่องซึ่งพร้อมฉีดกลิ่นนี้ออกมาเมื่อเกิดไฟไหม้    
กลิ่นของมันแรงขนาดที่ว่าสามารถทำให้คน 13 ใน 14 คนตื่นได้ภายใน 2 นาทีหลังจากที่ปล่อยกลิ่นออกมา
โดยคนหูหนวกจะรู้สึกตัวเร็วกว่าคนธรรมดา คนหูหนวกบางคนตื่นเมื่อกลิ่นถูกปล่อยออกมาแค่ 10 วินาทีเท่านั้น
ระบบการเตือนภัยด้วยกลิ่นนี้น่าจะพร้อมวางตลาดได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า

สงสัยว่าการมองหาผู้ที่ต้อยต่ำกว่าเรา จะใช้ตาอย่างเดียวไม่พอแล้วสิครับ


สินค้าปลอดมาเฟีย

Posted by zcongklod on Apr 24, 2008

 

 

 

 

 

 

เราน่าจะเริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยประสบการณ์ที่คนส่วนใหญ่ที่ส่วนร่วม
เคยโดนเรียกเก็บค่าจอดรถกันไหมครับ
หมายถึงการจอดอย่างถูกต้องตามกฎหมายริมถนนหลวงที่สร้างขึ้นด้วยเงินภาษีของเรา
แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนเดินมาบอกแบมือขอเก็บ ค่าจอดรถ
จะเรียก ค่าจอดรถ คงไม่ถูกนัก เพราะพี่ๆ น้องๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นเจ้าของที่
แล้วจะมีสิทธิ์อะไรมาเรียกเก็บ ที่ถูกที่ควรมันน่าจะเป็น ค่าคุ้มครอง รถมากกว่า
 
ในทางทฤษฎี น่าจะหมายถึง พวกเขาเหล่านั้นยินดีช่วยคุ้มครองรถเราให้แคล้วคลาดภยันตรายจากมิจฉาชีพ
แต่ในทางปฏิบัติ มันหมายถึง การคุ้มครองรถจากน้ำมือของพี่ๆ น้องๆ เหล่านั้นมากกว่า 
ผมเคยจอดรถริมถนนอังรีดูนังต์ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ มีคนโบกให้เสร็จสรรพ พอลงจากรถมา
เด็กหนุ่มคนที่โบกรถให้ก็เดินมาเก็บค่าจอดรถ เพื่อสวัสดิภาพของพาหนะ

ผมยินยอมพร้อมจ่ายค่าคุ้มครอง ผมถามเขาว่าเท่าไหร่
“สองร้อยบาท” คือคำตอบ
เขาอธิบายว่าวันนี้มีแข่งม้า ที่จอดหายาก อย่างโน้นอย่างนี้
และเหตุผลบางประการที่ไม่น่าจะเอามาเล่ากันผ่านสื่อสาธารณะ
ประหนึ่งว่า ต้นทุนมันมาเท่านี้แล้ว ลดให้ผมไม่ได้จริงๆ ราคานี้นี่ถูกแล้ว
เช็คราคาเจ้าอื่นได้เลย ไม่มีตรงไหนถูกกว่าที่นี่อีกแล้ว
ที่จอดรถนะน้อง ไม่ใช่เสื้อยืด!
 
คุยกันอยู่นาน ต่างคนต่างเห็นใจกัน สุดท้ายผมไม่ยอมจ่าย
เลยต้องย้ายรถไปจอดที่อื่น ท่ามกลางคำขอโทษของเขา
บ้านเมืองเรานี่มันก็งงๆ ดีนะครับ

บ้านเมืองในเขตปกครองตนเองซีซิเลีย ทางตอนใต้ของอิตาลีก็ประสบเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้
ที่นั่นเป็นดงมาเฟียราวกับหนังเรื่อง The God Father
หากใครอยากเปิดกิจการร้านค้า ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับแก๊งมาเฟีย ซึ่งแบ่งกันดูแลเป็นโซนๆ ไม่ข้ามพื้นที่กัน
หากไม่จ่าย ก็เตรียมเจอเหตุการณ์ประเภท กระจกหน้าร้านแตก, ไฟไหม้ร้านโดยไม่มีสาเหตุ
หรืออยู่ดีๆ ก็มีระเบิดอยู่ใต้ท้องรถได้เลย
เมื่อสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ ร้านค้าร้อยละ 80 จึงยินดีจ่ายเงินเดือนละ 10,000 – 25,000 บาท
เพื่อซื้อความสบายใจจากชาวแก๊งสเตอร์
แต่แล้วในฤดูร้อนของปี 2004 ก็มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งนัดพบกันเพื่อวาดฝันว่าอยากมีผับเป็นของตัวเอง
ใครบางคนถามขึ้นว่า “แล้วถ้ามีมาเฟียมาเรียกค่าคุ้มครองล่ะ”
“ก็จ่ายมันไปสิ” ไม่ใช่คำตอบในวันนั้น

แล้ววันถัดมา ชาวเมืองปาแลร์โม่ก็ตื่นมาพบกับ สติ๊กเกอร์พื้นขาวตัวอักษรสีน้ำเงิน แปะอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ข้อความในสติ๊กเกอร์นั้นบอกว่า
‘คนที่จ่ายค่าคุ้มครอง คือคนที่ไม่มีศักดิ์ศรี’
คุณไม่ได้เสียแค่เงิน คุณเสียศักดิ์ศรีด้วย

แคมเปญต่อต้านความไม่ถูกต้องของระบบมาเฟียเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในตอนนั้น  
แคมเปญนี้หาแนวร่วมได้ไม่ยาก เพราะทุกคนล้วนประสบปัญหานี้เหมือนๆ กัน
พวกเขาคิดต่อว่า หากจะหยุดจ่ายค่าคุ้มครองหรือ pizzo ก็ต้องหยุดจ่ายทุกคนพร้อมกัน
เพราะถ้าคนทำขนมปังยังคงจ่ายเงินให้มาเฟีย เมื่อเราซื้อขนมปังก็เท่ากับว่า เราจ่ายเงินให้มาเฟียทางอ้อม
ก็เลยเกิดกลยุทธ์ใหม่ที่รณรงค์ว่า ต่อต้านค่าคุ้มครอง ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อ
โดยหวังว่าจะสร้างกลุ่มผู้ขายและผู้บริโภคที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้
 
ถ้าจะแข็งข้อก็ต้องขยับทั้งระบบ องค์กรเอกชนที่ชื่อ Addiopizzo จึงถูกตั้งขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ทางสมาคมอุตสาหกรรม Confindustria ก็ออกมาประกาศว่าบริษัทไหนจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้มาเฟีย โดนขับออกจากกลุ่มแน่
ไม่รู้ว่าพวกเขาเอาความกล้ามาจากไหน
เป็นไปได้ว่า อาจเป็นเพราะหัวหน้าแก๊งมาเฟียตัวใหญ่ต่างถูกรวบตัวเข้าไปนอนในซังเตทีละคนสองคน

ส่วนที่น่าทึ่งที่สุดในแคมเปญนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว
เมื่อชายหนุ่มวัย 29 ปีที่ชื่อ Fabio Messina ตัดสินใจเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีมาเปิดซูเปอร์มาเก็ตชื่อ Punto Pizzofree
คอนเซปต์ของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้คือ ขายเฉพาะสินค้าที่ไม่จ่ายเงินให้มาเฟีย
ไม่ว่าจะในขั้นตอนไหนๆ ก็ตาม จะเรียกว่าเป็น สินค้าปลอดค่าคุ้มครองก็ยังได้
ดังนั้น ไม่ว่าเราจะซื้อ แยม กระถางต้นไม้ ชุดนอน หรือนาฬิกาข้อมือ จากห้างนี้
ก็สบายใจได้ว่า เราไม่ได้สนับสนุนการจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้มาเฟียทางอ้อม
สินค้าราคาถูก อาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่สินค้าที่ถูกต้อง สำคัญกว่า
ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้จะอยู่รอดปลอดภัยได้นานแค่ไหน ยังเป็นคำถาม
แต่สิ่งที่ไม่ต้องถามก็คือ หัวจิตหัวใจของคนที่กล้าออกมาชนกับระบบที่มันไม่ถูกต้อง

ผมเห็นด้วยกับพวกเขา คนเหล่านี้ต่างหากที่เรียกว่า ‘มีศักดิ์ศรี’